กวาร์ดิโอล่า เฟอร์กูสัน และคำถามที่ไม่มีวันตอบได้

ในโลกของฟุตบอล มีคำถามที่ไม่มีวันได้คำตอบที่ทุกคนพอใจได้อยู่หลายข้อ และหนึ่งในคำถามที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกยุคทุกสมัยคือใครคือผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เพราะคำตอบของคำถามนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้เกณฑ์ไหนในการวัด และคุณยืนอยู่ในยุคไหนเมื่อมองย้อนกลับไป

เวย์น รูนีย์ คือชายที่เห็นทั้งสองยักษ์ใหญ่ของวงการในแบบที่ไม่กี่คนในโลกนี้จะมีโอกาสเห็น เขาเล่นภายใต้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นเวลาเกือบสิบปี และในฐานะนักวิเคราะห์และอดีตนักเตะที่ติดตามวงการอย่างใกล้ชิด เขาได้เห็นการทำงานของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้อย่างละเอียดตลอดหนึ่งทศวรรษ

สิบปีที่ซิตี้และมรดกที่จะอยู่ตลอดไป

ก่อนที่จะเปรียบเทียบอะไร ต้องเข้าใจก่อนว่ากวาร์ดิโอล่าทำอะไรไว้ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และตัวเลขที่พูดถึงนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา

แชมป์พรีเมียร์ลีกหกสมัย แชมเปี้ยนส์ ลีกหนึ่งครั้ง เอฟเอ คัพสามถ้วย และลีกคัพอีกห้าใบ รวมแล้วเป็นถ้วยรางวัลสำคัญทั้งหมด 17 ใบ หรือถ้านับรวมถ้วยรางวัลทุกประเภทก็ถึง 20 ใบ ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าในช่วงหนึ่งทศวรรษที่กวาร์ดิโอล่าอยู่ที่อีแทฮัด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ไม่ได้แค่เก่ง

รูนีย์และการยืนยันที่มาจากใจ

กวาร์ดิโอล่า เฟอร์กูสัน และคำ

"ผมเห็นการเปรียบเทียบมากมายกับอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน" รูนีย์กล่าวในรายการของเขา "ผมพูดได้ว่าเฟอร์กูสันคือที่สุดตลอดกาล แต่เป๊ป ในยุคสมัยของเขา คือที่สุดโดยห่างกันมาก"

ประโยคนั้นบอกทุกอย่างในแบบที่รูนีย์ตั้งใจ เขาไม่ได้บอกว่ากวาร์ดิโอล่ายิ่งใหญ่กว่าเฟอร์กูสัน เขาไม่ได้บอกว่าเฟอร์กูสันดีกว่ากวาร์ดิโอล่า แต่เขาแยกสองคนออกจากกันด้วยบริบทของยุคสมัย และยอมรับว่าทั้งคู่คือสิ่งที่ดีที่สุดในยุคของตัวเอง

สิบปีกับยี่สิบหกปี และความหมายของความภักดี

รูนีย์ยังพูดถึงอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจมาก นั่นคือเรื่องของความภักดีและระยะเวลาที่ทั้งสองคนอยู่กับสโมสรเดียวกัน

"ผมเห็นคนพูดถึงว่าเขา [กวาร์ดิโอล่า] ภักดีแค่ไหนที่อยู่มาสิบปี ซึ่งน่าทึ่งมาก แต่อเล็กซ์ เฟอร์กูสันอยู่มาถึงยี่สิบหกปี" รูนีย์กล่าว "เมื่อคุณนึกถึงระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้น ยี่สิบหกปีที่สโมสรเดียวกัน มันน่าทึ่งอย่างสุดๆ เลย"

ตัวเลขยี่สิบหกปีนั้นมีความหมายที่ลึกกว่าแค่ตัวเลข เพราะในวงการฟุตบอลสมัยใหม่ที่ผู้จัดการทีมเปลี่ยนหน้ากันอยู่เสมอ ทีมใหญ่ๆ มักไม่ยอมรอให้ทีมฟื้นตัวนานกว่าสองสามฤดูกาล และการที่เฟอร์กูสันอยู่ที่ยูไนเต็ดมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1986 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2013 นั้นเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน

การรักษาความหิวโหยตลอดยี่สิบหกปี

รูนีย์ยังพูดถึงสิ่งที่เขามองว่าเป็นหัวใจของความยิ่งใหญ่ของเฟอร์กูสัน นั่นคือความสามารถในการรักษาแรงผลักดันและจิตใจในการต่อสู้ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน

"มันยากแค่ไหนสำหรับผู้จัดการทีมที่อยู่มานานขนาดที่เฟอร์กูสันอยู่ในการรักษาความหิวโหยและจิตใจในการเล่นกีฬาไว้" รูนีย์กล่าว

บริบทที่แตกต่างและความท้าทายที่ไม่เหมือนกัน

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้การเปรียบเทียบระหว่างเฟอร์กูสันและกวาร์ดิโอล่าซับซ้อนคือสถานการณ์ที่พวกเขาเข้ามารับงานนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รูนีย์พูดถึงเรื่องนี้ได้ชัดเจนมาก "เมื่อเซอร์ อเล็กซ์เข้ามาคุมยูไนเต็ด มันเป็นสถานการณ์ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาต้องสร้างสโมสรขึ้นมาจากรากฐานเพื่อพาพวกเขากลับมาเป็นพลังที่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลอังกฤษอีกครั้ง ในขณะที่ผมคิดว่าเป๊ปไม่จำเป็นต้องทำสิ่งนั้น แต่สิ่งที่เขาทำในแง่ของการครองวงการอย่างสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย"

ซาลาห์ รูนีย์ และการอำลาที่ไม่สวยงาม

ในวงการฟุตบอล การอำลาของนักเตะตำนานมักจะถูกจดจำในสองแบบ แบบแรกคือการอำลาที่สวยงาม เต็มไปด้วยน้ำตาและความรัก แฟนบอลโห่ร้องสรรเสริญ และนักเตะก้าวออกจากสนามด้วยศักดิ์ศรีที่สมบูรณ์แบบ แบบที่สองคือการอำลาที่ขมขื่น ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัดและอยากให้ทุกอย่างจบลงเร็วๆ

และน่าเสียดายที่การอำลาของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จากลิเวอร์พูลในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของฤดูกาลนี้กำลังเดินไปในทิศทางที่สอง

โพสต์ที่จุดประกายทุกอย่าง

ข้อความที่ซาลาห์โพสต์หลังความพ่ายแพ้ที่วิลล่า พาร์คไม่ได้ระบุชื่อใคร ไม่ได้กล่าวหาอะไรอย่างตรงๆ แต่ทุกคนที่อ่านก็เข้าใจทันทีว่ามันกำลังพูดถึงอะไร

ซาลาห์เขียนว่าลิเวอร์พูลต้องกลับมาเป็น "ทีมรุกแบบเฮฟวี่ เมทัล ที่คู่แข่งเกรงกลัว" และเสริมว่า "นั่นคือฟุตบอลที่ผมรู้จักและนั่นคืออัตลักษณ์ที่ต้องถูกกู้คืนและรักษาไว้ตลอดไป มันไม่ใช่สิ่งที่ต่อรองได้ และทุกคนที่เข้ามาร่วมทีมนี้ควรปรับตัวเข้ากับมัน"

รูนีย์ยิงตรงและไม่มีสะดุด

Selfish Salah should be dropped from Anfield finale - Rooney

เวย์น รูนีย์ ไม่ใช่นักวิเคราะห์ที่จะเลือกพูดอ้อมค้อมเมื่อมีสิ่งที่เขาคิดว่าต้องพูดตรงๆ และในรายการของเขา เขาก็ทำในแบบที่เขาทำเสมอ

"ผมรู้สึกเศร้าในตอนท้ายของสิ่งที่เขาทำและสิ่งที่เขาประสบความสำเร็จที่ลิเวอร์พูล มันไม่ใช่จุดที่เขาควรออกมาและจ้องโจมตีสล็อตอีกครั้ง" รูนีย์กล่าว

แต่รูนีย์ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขายังพูดถึงเรื่องที่หลายคนไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ นั่นคือเรื่องของร่างกายและสมรรถภาพของซาลาห์ในวัย 33 ปี "เขาต้องการเล่นฟุตบอลแบบเฮฟวี่ เมทัล ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือเขาต้องการฟุตบอลแบบเยอร์เก้น คล็อป ตอนนี้ผมไม่คิดว่าโม ซาลาห์จะรับมือกับฟุตบอลแบบนั้นได้อีกแล้ว ผมคิดว่าขาของเขาไม่สามารถรองรับเทมโปและความเข้มข้นสูงแบบนั้นได้อีกต่อไป"

เฟอร์กูสัน รูนีย์ และบทเรียนจากอดีต

สิ่งที่ทำให้คำพูดของรูนีย์มีน้ำหนักพิเศษในครั้งนี้คือเขาไม่ได้พูดจากทฤษฎี แต่พูดจากประสบการณ์จริงของตัวเอง

รูนีย์เล่าว่าเขาเคยอยู่ในสถานการณ์คล้ายกันนี้เมื่อครั้งที่ยังเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายใต้การนำของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขามีความขัดแย้งและทะเลาะกับผู้จัดการทีม และผลที่ตามมาคือเฟอร์กูสันไม่เรียกเขาติดทีมสำหรับเกมสุดท้ายที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

ฟิล โฟเดน และสัญญาใหม่ที่ซ่อนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ในแวดวงฟุตบอล ข่าวการต่อสัญญาส่วนใหญ่มักมาพร้อมกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความยินดี แฟนบอลเฉลิมฉลอง สโมสรออกแถลงการณ์ที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ และนักเตะยิ้มถ่ายรูปพร้อมปากกาเซ็นสัญญา แต่ข่าวที่ว่า ฟิล โฟเดน ตกลงทำสัญญาฉบับใหม่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นระยะเวลาสี่ปีจนถึงปี 2030 พร้อมออปชั่นต่อได้อีกหนึ่งปี กลับมาพร้อมกับบรรยากาศที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก

เพราะในขณะที่สัญญาฉบับใหม่บอกว่าทั้งสองฝ่ายยังเชื่อในกันและกัน แต่สถานการณ์รอบข้างในช่วงเวลานี้กลับบอกว่ามีคำถามมากมายที่รอคำตอบอยู่ โฟเดนวัย 25 ปีอยู่ในช่วงฟอร์มตกต่ำที่ยาวนานที่สุดในอาชีพ ไม่ได้ยิงประตูมาตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม และแม้แต่ที่นั่งในทีมชาติอังกฤษสำหรับฟุตบอลโลกช่วงซัมเมอร์นี้ก็ยังไม่ได้รับการรับประกัน

เส้นทางจากเด็กอัจฉริยะสู่แชมเปี้ยน

เพื่อจะเข้าใจว่าเหตุใดสัญญาฉบับนี้ถึงสำคัญขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูว่าโฟเดนมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 17 ปี เมื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ตัดสินใจเรียกเขาขึ้นมาลงสนามครั้งแรก ซึ่งในตอนนั้นหลายคนมองว่าเป็นการให้โอกาสเพื่อให้ประสบการณ์ แต่ไม่ใช่สัญญาณว่าเขาจะกลายเป็นตัวหลักในเร็ววัน เพราะซิตี้ในยุคนั้นเต็มไปด้วยดาวเด่นระดับโลกในทุกตำแหน่ง

ฟอร์มที่หายไปและความเงียบของประตู

Phil Foden has won six Premier League titles with Manchester City

แต่ทุกเรื่องราวที่ดีย่อมมีบทที่ยากเสมอ และสำหรับโฟเดน บทนั้นกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

นับตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม เขาไม่ได้ยิงประตูอีกเลย ในวงการฟุตบอลที่ตัวเลขประตูและแอสซิสต์กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนพูดถึง ความเงียบของโฟเดนในด้านนี้ยาวนานเกินพอที่จะถูกมองว่าเป็นแค่ช่วงพักฟื้นชั่วคราว

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่การขาดประตู แต่อยู่ที่ความรู้สึกโดยรวมว่าโฟเดนยังไม่กลับมาเป็นตัวเองในแบบที่แฟนบอลรู้จัก ความคมในการตัดสินใจ ความไหลลื่นในการเคลื่อนไหว และความมั่นใจในการครองบอลที่เคยเป็นลายเซ็นของเขา ดูเหมือนจะหายไปกับสายลม

รูนีย์ออกมาพูดในสิ่งที่หลายคนคิด

เวย์น รูนีย์ อดีตกัปตันทีมทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและทีมชาติอังกฤษ เป็นหนึ่งในคนที่ออกมาพูดตรงๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ของโฟเดนในรายการของเขาทาง BBC

"ผมคิดว่าต้องใส่เขาในทีม" รูนีย์กล่าว "ผมชอบดูเขาเล่น ชอบการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของเขา วิธีที่เขาหาพื้นที่ว่าง มันไม่ใช่ภาพที่สวยงามเลยที่เห็นเขานั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง"

ฟุตบอลโลกและความกดดันที่เพิ่มขึ้น

ถ้าแค่ปัญหาฟอร์มในระดับสโมสรยังไม่พอ โฟเดนยังต้องเผชิญกับความกดดันจากทิศทางอื่นด้วย เมื่อ โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าที่นั่งในทีมชาติของโฟเดนสำหรับฟุตบอลโลกช่วงซัมเมอร์นี้ไม่ได้รับการรับประกัน แม้ว่าเขาจะเป็นนักเตะคนเดียวที่ได้ลงสนามเต็มทั้งสองนัดในแคมป์สุดท้ายก่อนทัวร์นาเมนต์

ทูเคิลส่งสัญญาณชัดเจนว่าฟอร์มในปัจจุบันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ชื่อเสียงหรือผลงานในอดีต และถ้าโฟเดนยังไม่สามารถกลับมาแสดงฟอร์มที่ดีในระดับสโมสรได้ โอกาสในการติดทีมชาติก็จะลดลงตามไปด้วย

กอร์ดอน โต้เดือดตำนาน รูนีย์ เชียเรอร์ หลังโดนวิจารณ์หนักก่อนซัดชัยเหนือสิงห์บลู

Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) แนวรุกของสโมสร Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) ออกมาตอบโต้คำวิจารณ์จากอดีตนักเตะระดับตำนานอย่าง Wayne Rooney (เวย์น รูนี่ย์) และ Alan Shearer (อลัน เชียเรอร์) หลังจากเขาถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความพร้อมในการลงเล่นก่อนเกมสำคัญในศึก UEFA Champions League (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) ดาวเตะวัย 25 ปี ให้สัมภาษณ์กับรายการ Match of the Day (แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์) หลังเกมพรีเมียร์ลีกที่ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) บุกไปเอาชนะ Chelsea (เชลซี) ถึงสนาม Stamford Bridge (สแตมฟอร์ด บริดจ์) ด้วยสกอร์ 1-0 ซึ่งประตูชัยในเกมนี้ก็มาจากฝีเท้าของเขาเอง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาต้องตกเป็นประเด็นข่าวอย่างหนัก เนื่องจากไม่ได้ลงเป็นตัวจริงในเกม UEFA Champions League (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก ที่ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) พบกับ Barcelona (บาร์เซโลนา) Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เปิดเผยว่า โดยปกติแล้วเขาไม่ค่อยสนใจเสียงวิจารณ์จากภายนอกมากนัก และไม่ค่อยต้องการออกมาชี้แจงอะไร แต่ครั้งนี้เขารู้สึกว่าจำเป็นต้องอธิบาย เพราะสิ่งที่ถูกพูดถึงนั้นไม่เป็นความจริง เขากล่าวว่า “ปกติผมไม่ค่อยอยากออกมาชี้แจงอะไร เพราะผมไม่ได้สนใจเสียงวิจารณ์มากนัก แต่ครั้งนี้มันจำเป็นต้องอธิบาย เพราะสิ่งที่ถูกพูดถึงมันเป็นเรื่องไร้สาระ”

กอร์ดอน ยืนยันตนป่วยจริงก่อนเกม ดวล บาร์ซ่า จนต้องพลาดตัวจริง

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ การที่ Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) ไม่ได้ลงเป็นตัวจริงในเกมพบ Barcelona (บาร์เซโลนา) ทั้งที่เป็นเกมสำคัญที่สุดเกมหนึ่งในอาชีพของเขา Roy Keane (รอย คีน) อดีตกองกลางระดับตำนานของ Manchester United (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ตั้งคำถามว่า เหตุใดนักเตะรายนี้จึงสามารถลงสนามเป็นตัวสำรองในครึ่งหลังได้ แต่กลับไม่พร้อมสำหรับการลงเป็นตัวจริงตั้งแต่เริ่มเกม ด้าน Alan Shearer (อลัน เชียเรอร์) ตำนานดาวยิงของ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) ก็แสดงความคิดเห็นว่า หากเป็นเขา จะต้องมีเหตุผลที่รุนแรงมากจริง ๆ ถึงจะทำให้พลาดเกมสำคัญระดับนี้ ขณะที่ Wayne Rooney (เวย์น รูนี่ย์) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้วิเคราะห์เกมในวันนั้น ได้ตั้งข้อสังเกตอีกประเด็นหนึ่ง โดยกล่าวว่า เขาเห็น Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เดินผ่านโดยไม่ทักทายทีมงานก่อนเกม และดูเหมือนจะเข้าไปนั่งอยู่ในห้องแต่งตัวแทนที่จะออกมาอยู่กับทีม คำพูดเหล่านี้ทำให้ Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) รู้สึกไม่สบายใจ และเขาตัดสินใจออกมาชี้แจงความจริงในภายหลัง Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เปิดเผยว่า ก่อนเกมพบ Barcelona (บาร์เซโลนา) เขาป่วยหนักจนต้องนอนอยู่บนเตียงติดต่อกันถึงสามวัน เขาไม่สามารถเข้าร่วมการซ้อมแบบ walkthrough session ที่จัดขึ้นในช่วงเช้าของวันแข่งขันได้ด้วยซ้ำ เนื่องจากสภาพร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้เจ้าตัวจะรู้สึกว่าพร้อมที่จะลงสนามในช่วงค่ำวันนั้น แต่สุดท้าย Eddie Howe (เอ็ดดี้ ฮาว) ผู้จัดการทีมของ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) เป็นผู้ตัดสินใจร่วมกับทีมแพทย์ของสโมสรว่า ควรให้เขาเริ่มต้นเกมบนม้านั่งสำรอง Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) กล่าวว่า “เมื่อผมมาถึงสนาม ผู้จัดการทีมบอกผมว่าผมจะไม่ได้ลงเป็นตัวจริง ซึ่งผมก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แต่สุดท้ายมันก็เป็นการตัดสินใจของเขา และทีมก็เล่นได้ดี” เขายังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การที่มีคนพูดว่าเขาไม่อยากลงเล่นในเกมสำคัญที่สุดเกมหนึ่งในอาชีพ เป็นเรื่องที่ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) ยังได้พูดถึงคำพูดของ Wayne Rooney (เวย์น รูนี่ย์) โดยตรง เขาอธิบายว่า เรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเดินผ่านโดยไม่จับมือกับทีมงานนั้นไม่เป็นความจริง “ผมคิดว่า Wayne Rooney (เวย์น รูนี่ย์) บอกว่าผมเดินผ่านไปโดยไม่จับมือใครแล้วเข้าไปในห้องแต่งตัว แต่มันไม่ใช่แบบนั้น” เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ในความเป็นจริงแล้วเขาได้เปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่คนเดียวในห้องเล็ก ๆ ขนาดประมาณนี้เท่านั้น ซึ่งมีเพียงอ่างล้างมืออยู่ข้างใน Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “มันเป็นเรื่องที่ไม่จริงเลย ผมคิดว่าพวกเขาควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีกว่านี้”

ฟอร์มยอดของ กอร์ดอน พาสาลิกา บุกคว้าชัยเหนือสิงห์บลู

หลังจากผ่านกระแสดราม่าเหล่านั้น Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) ก็แสดงผลงานในสนามได้อย่างยอดเยี่ยม ในเกมพรีเมียร์ลีกที่ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) บุกไปเยือน Chelsea (เชลซี) ที่สนาม Stamford Bridge (สแตมฟอร์ด บริดจ์) เขาเป็นผู้ทำประตูชัยให้ทีมเอาชนะไปได้ 1-0 นอกจากประตูสำคัญแล้ว ผลงานของเขาในเกมนี้ยังโดดเด่นในเรื่องการเพรสซิ่งและการทำงานหนักโดยไม่มีบอล Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เป็นนักเตะที่สร้างแรงกดดันใส่แนวรับคู่แข่งมากที่สุดในแดนของ Chelsea (เชลซี) และยังวิ่งกลับมาช่วยเกมรับหลายครั้ง จังหวะหนึ่งที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Reece James (รีซ เจมส์) กัปตันทีม Chelsea (เชลซี) กำลังจะได้ยิงจากตำแหน่งอันตราย แต่ Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) วิ่งกลับมาสกัดได้ทัน แม้จะต้องแลกกับการโดนกระแทกอย่างหนักก็ตาม หลังจบเกม สมาชิกทีมงานและเพื่อนร่วมทีมหลายคนต่างเดินเข้ามาแสดงความยินดีกับเขา Eddie Howe (เอ็ดดี้ ฮาว) ผู้จัดการทีม Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) ออกมาชื่นชมลูกทีมรายนี้อย่างมาก เขากล่าวว่า Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เป็นนักเตะที่มีสมาธิสูง และสามารถตัดเสียงรบกวนจากภายนอกออกไปได้ดี “เขาเป็นคนที่มุ่งมั่นและโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำมาก เสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่แทบไม่กระทบเขาเลย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม” Eddie Howe (เอ็ดดี้ ฮาว) ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นักเตะทุกคนควรเรียนรู้จากเรื่องนี้ “อย่าปล่อยให้สิ่งรบกวนเข้ามาในหัว อย่ารับมันเข้ามา แค่โฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำ นั่นคือสิ่งที่เขาทำอยู่เสมอ” ชัยชนะเหนือ Chelsea (เชลซี) ถือเป็นผลการแข่งขันที่สำคัญอย่างมากสำหรับ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด)

ตลอดประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก สโมสรแห่งนี้เคยบุกชนะ Chelsea (เชลซี) ที่สนาม Stamford Bridge (สแตมฟอร์ด บริดจ์) ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2012 ก่อนเกมนี้ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) ยังมีผลงานเกมเยือนที่ไม่ค่อยดีนัก โดยมีเพียง Leeds United (ลีดส์ ยูไนเต็ด) Burnley (เบิร์นลีย์) และ Wolverhampton Wanderers (วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส) เท่านั้นที่เก็บแต้มเกมเยือนได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ฟอร์มของทีมเริ่มดีขึ้นในช่วงหลัง โดยพวกเขาสามารถบุกชนะ Tottenham Hotspur (ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์) Aston Villa (แอสตัน วิลล่า) และ Qarabag (คาราบัค) ได้ในช่วงที่ผ่านมา

ประตูชัยในเกมกับ Chelsea (เชลซี) เกิดจากจังหวะสวนกลับที่ยอดเยี่ยม Tino Livramento (ติโน ลิฟราเมนโต้) พาบอลขึ้นมาจากตำแหน่งกองหลัง ก่อนจะเร่งสปีดผ่านผู้เล่นของ Chelsea (เชลซี) แล้วจ่ายทะลุช่องให้ Joe Willock (โจ วิลล็อค) Joe Willock (โจ วิลล็อค) แสดงความใจกว้างด้วยการจ่ายบอลต่อให้ Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) ยิงเข้าไปไม่พลาด ชัยชนะครั้งนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับ Newcastle United (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) ก่อนเกมสำคัญในศึก UEFA Champions League (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) ทีมของ Eddie Howe (เอ็ดดี้ ฮาว) จะต้องบุกไปเยือน Barcelona (บาร์เซโลนา) ที่สนาม Nou Camp (คัมป์ นู) ในเลกที่สองของรอบ 16 ทีมสุดท้าย ผู้จัดการทีมกล่าวว่า “เราจำเป็นต้องชนะเกมนี้เพื่อเพิ่มโอกาสในการไปชนะที่ Barcelona (บาร์เซโลนา) และผ่านเข้าสู่รอบต่อไป” เขายังยอมรับว่า เกมที่ Nou Camp (คัมป์ นู) จะเป็นงานที่ยากมาก

“มันเป็นเกมที่ยากมาก แต่ชัยชนะจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทีม” สำหรับ Anthony Gordon (แอนโธนี่ กอร์ดอน) เกมนี้ไม่ใช่แค่การยิงประตูชัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอบโต้เสียงวิจารณ์ทั้งหมด ด้วยผลงานในสนามที่ชัดเจนที่สุด.

เป้าหมายชัดเจนของ ไมเคิล คาร์ริค กับโอกาสคุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถาวร

อนาคตของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กำลังเป็นประเด็นสำคัญในวงการฟุตบอล ประเทศ อังกฤษ (England) หลังจากผลงานของทีมภายใต้การคุมทัพของผู้จัดการทีมชั่วคราวอย่าง ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) กลับมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้ทีมจะทำผลงานยอดเยี่ยมจนกลายเป็นหนึ่งในทีมที่เก็บคะแนนได้มากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ตั้งแต่เขาเข้ามารับตำแหน่ง แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ นั่นคือ เขาดีพอที่จะได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวรของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) หรือไม่ อดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาใน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) และทีมชาติ อังกฤษ (England) อย่าง เวย์น รูนี่ย์ (Wayne Rooney) และ แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยทั้งสองต่างยอมรับว่าผลงานของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) น่าประทับใจ แต่ก็ยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ ก่อนที่ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) จะเข้ามารับตำแหน่ง ผู้จัดการทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) คือกุนซือชาว โปรตุเกส (Portugal) อย่าง รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) อย่างไรก็ตาม ผลงานของทีมในช่วงต้นปีไม่เป็นไปตามที่สโมสรคาดหวัง ทำให้ รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) ถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนมกราคม ในเวลานั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) รั้งอันดับที่ 7 ของตาราง พรีเมียร์ลีก (Premier League) และมีคะแนนตามหลังทีมอันดับต้น ๆ อยู่พอสมควร สถานการณ์ของทีมดูเหมือนจะไม่มั่นคง และหลายฝ่ายกังวลว่าฤดูกาลอาจจบลงอย่างน่าผิดหวัง

ผลงานของ คาร์ริค ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด

หลังจากเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชั่วคราว ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) สามารถพาทีมกลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ตั้งแต่เขาเริ่มคุมทีม ไม่มีทีมใดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่เก็บคะแนนได้มากกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ผลงานดังกล่าวทำให้ทีมสามารถไล่ตามคู่แข่งอย่าง แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ได้สำเร็จ ในช่วงเวลานั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ตามหลัง แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) อยู่ถึง 11 คะแนน แต่ด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของทีมภายใต้การคุมทัพของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ทำให้ทีมสามารถไล่ขึ้นมารั้งอันดับที่ 3 ของตารางได้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้แฟนบอลจำนวนมากเริ่มเชื่อว่าเขาอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวร

เวย์น รูนี่ย์ เชื่อ คาร์ริค มีโอกาสสูง

รูนี่ย เนวิลล์

หนึ่งในคนที่สนับสนุน ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) มากที่สุดคืออดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง เวย์น รูนี่ย์ (Wayne Rooney)อดีตกองหน้าระดับตำนานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Stick to Football ว่าหาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) สามารถจบฤดูกาลด้วยการคว้าโควตาไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) ได้ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ก็ควรได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวร

เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าถ้าทีมได้ไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) เขาควรได้งานนี้” “ถ้าเกิดขึ้นจริง เขาจะกลายเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งทันที หากสโมสรต้องการผู้จัดการทีมคนใหม่” ความคิดเห็นของ เวย์น รูนี่ย์ (Wayne Rooney) สะท้อนให้เห็นว่า ผลงานในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาลจะมีความสำคัญอย่างมากต่ออนาคตของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) แม้ว่า แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) จะยอมรับว่าผลงานของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) น่าประทับใจ แต่เขามองว่าสโมสรยังควรเปิดรับตัวเลือกอื่น ๆ อดีตกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กล่าวว่า สโมสรไม่ควรรีบตัดสินใจเกี่ยวกับผู้จัดการทีมถาวรในตอนนี้ เขากล่าวว่า “สโมสรควรเดินหน้าหาผู้จัดการทีมคนอื่น ๆ ไปพร้อมกัน” เหตุผลสำคัญคือ ยังไม่มีใครรู้ว่าผลงานของทีมจะเป็นอย่างไรในช่วงที่เหลือของฤดูกาล หากผลการแข่งขันเปลี่ยนไป การตัดสินใจของสโมสรอาจต้องเปลี่ยนตาม อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) คือจำนวนผู้จัดการทีมระดับโลกที่พร้อมรับงาน แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) กล่าวถึงกรณีที่ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ตัดสินใจต่อสัญญากับทีมชาติ อังกฤษ (England) เหตุการณ์นี้ทำให้ตัวเลือกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ลดลงไปอีกหนึ่งคน เขากล่าวว่า “การที่ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ต่อสัญญากับทีมชาติ อังกฤษ (England) ทำให้ตัวเลือกของสโมสรลดลง และอาจช่วยเพิ่มโอกาสให้กับ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick)” แม้จะชื่นชอบ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) เป็นการส่วนตัว แต่ แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขา เขามองว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) เคยลองเสี่ยงกับผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์ไม่มากมาแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ (Ole Gunnar Solskjaer) อดีตนักเตะของทีมที่เคยเข้ามาคุมทีมชั่วคราว และต่อมาถูกแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมถาวร แม้ว่าในช่วงแรกผลงานจะดี แต่สุดท้ายโครงการนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) เชื่อว่าสโมสรควรลดความเสี่ยงให้มากที่สุดในการเลือกผู้จัดการทีมคนใหม่ เขากล่าวว่า “ผมไม่ได้ต่อต้านการแต่งตั้ง ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) เลย” “ผมรักเขามาก แต่ผมคิดว่าสโมสรควรเลือกผู้จัดการทีมระดับท็อปที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้” ความคิดเห็นนี้สะท้อนถึงความต้องการของหลายฝ่ายที่อยากเห็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กลับไปสู่ยุคแห่งความสำเร็จอีกครั้ง สถานการณ์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ในเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการเปลี่ยนแปลง

ผลงานของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ในฐานะผู้จัดการทีมชั่วคราวถือว่าน่าประทับใจอย่างมาก และทำให้ทีมกลับมามีลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะมอบตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวรให้กับเขาหรือไม่ ยังคงขึ้นอยู่กับผลงานในช่วงที่เหลือของฤดูกาล หาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) สามารถจบฤดูกาลในอันดับที่ได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) ได้จริงโอกาสของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ในการกลายเป็นผู้จัดการทีมถาวรของสโมสร ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน สโมสรอาจยังคงต้องพิจารณาตัวเลือกอื่น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจครั้งต่อไป จะเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของทีม.

ความกระหาย พา เจมส์ มิลเนอร์ สร้างประวัติศาสตร์ บนเวทีพรีเมียร์ลีก

James Milner (เจมส์ มิลเนอร์) เปิดเผยว่า “แรงผลักดันและความกระหาย” คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เขาทำลายสถิติการลงสนามสูงสุดในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ หลังลงเล่นนัดที่ 654 ในเกมที่ ไบรท์ตัน (Brighton) บุกชนะ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองกลางวัย 40 ปี อดีตทีมชาติ อังกฤษ (England) ถูกส่งลงเป็นตัวจริงโดย Fabian Hurzeler (ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์) ทำให้เขาทำลายสถิติเดิมของ Gareth Barry (แกเร็ธ แบร์รี) ที่เคยครองไว้ยาวนาน ก่อนหน้านี้ มิลเนอร์ ลงสนามเทียบเท่าสถิติ 653 นัด ในเกมที่พบ แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นสโมสรที่เขาเคยค้าแข้งระหว่างปี 2008-2010 “มันคือแรงผลักดันและความกระหาย คุณต้องการเป็นคนที่ดีที่สุดในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นในเกมแข่งขันหรือการฝึกซ้อม” เขาเสริมว่า การได้อยู่ท่ามกลางนักเตะอายุน้อยในทีม ไบรท์ตัน คือแรงบันดาลใจสำคัญ

“ผมรายล้อมด้วยนักเตะดาวรุ่งหลายคน ผมอยากมีส่วนช่วยพัฒนาอาชีพของพวกเขา ผลักดันและช่วยให้พวกเขาไปถึงระดับสูงสุดให้เร็วที่สุด นั่นคือหน้าที่ของผมที่นี่” แม้ฤดูกาลนี้เขาอาจไม่ได้ลงสนามต่อเนื่องมากนัก แต่ Milner เชื่อว่าเขายังสามารถสร้างคุณค่าให้ทีมได้ “ผมยอมรับว่ามีความหงุดหงิดบ้างที่ไม่ได้ลงเล่นมากเท่าที่ต้องการ แต่เราต้องบาลานซ์ระหว่างการพัฒนาผู้เล่นและการคว้าชัยชนะ ผมหวังว่าหลายนัดหลังผมพิสูจน์แล้วว่ายังช่วยทีมในสนามได้”

วิวัฒนาการของเกมลูกหนังตลอด 2 ทศวรรษ

มิลเนอร์ 654
เมื่อถูกถามถึงความเปลี่ยนแปลงของฟุตบอลตั้งแต่เดบิวต์กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ในปี 2002 Milner ตอบว่า “เกมเปลี่ยนไปเยอะมาก สมัยก่อนคุณโดนเข้าบอลหนัก ๆ แล้วกรรมการยังปล่อยเล่นต่อ เดี๋ยวนี้สนับแข้งของเด็ก ๆ บางคนเล็กมาก สมัยก่อนคงไม่รอด” เขารู้สึกโชคดีที่ได้สัมผัสฟุตบอลสองยุค ทั้งยุคเก่าที่เข้าบอลหนักหน่วง และยุคใหม่ที่เน้นเทคนิคและแท็กติกมากขึ้น มิลเนอร์ ยังกล่าวถึงโค้ชระดับตำนานที่เคยร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะเป็น Terry Venables (เทอร์รี เวนาเบิลส์), Sir Bobby Robson (เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน), Jurgen Klopp (เยอร์เกน คล็อปป์), Roberto De Zerbi (โรแบร์โต เด แซร์บี) และ Hurzeler ซึ่งเขามองว่าเป็นประสบการณ์ล้ำค่าในชีวิตนักเตะ Fabian Hurzeler (ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์) กล่าวผ่านรายการ BBC Match of the Day ว่า

“เขาเป็นแบบอย่างทั้งในและนอกสนาม เขาคือผู้นำ สื่อสารดี เข้าใจเกม และเชื่อถือได้ เขารอคอยช่วงเวลานี้มานาน และเราดีใจแทนเขา” เฮอร์เซเลอร์ ยังเน้นว่า มิลเนอร์ คือหนึ่งในนักเตะที่ฝึกซ้อมดีที่สุดเสมอ และเป็นคนที่ทุ่มเท 100% ทุกวัน ด้าน Wayne Rooney (เวย์น รูนีย์) อดีตเพื่อนร่วมทีมชาติ อังกฤษ กล่าวกับ BBC Sport ว่า “มิลลีสมควรทำลายสถิตินี้ ทุกคนรู้ดีว่าเขาเป็นมืออาชีพแค่ไหน การทำงานหนักตลอดอาชีพส่งผลตอบแทนเสมอ” รูนีย์ ยังเชื่อว่า มิลเนอร์ อาจเล่นต่อได้อีก 2-3 ปี เช่นเดียวกับ Cristiano Ronaldo (คริสเตียโน โรนัลโด) ที่ยังค้าแข้งในวัยมากกว่า 38 ปี Micah Richards (ไมกาห์ ริชาร์ดส์) อดีตเพื่อนร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ก็กล่าวว่า “เขาคือคนที่ทำงานหนักที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ และเป็นคนที่นิสัยดีที่สุด เขาสมควรกับทุกอย่างที่ได้รับ”

เส้นทางอาชีพอันยิ่งใหญ่ ของ เจมส์ มิลเนอร์

มิลเนอร์ เริ่มต้นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ก่อนย้ายไป นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United), แอสตัน วิลล่า, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เขาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สองสมัยกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และอีกหนึ่งสมัยกับ ลิเวอร์พูล รวมถึงแชมป์ เอฟเอ คัพ (FA Cup), ลีก คัพ (League Cup) และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) กับ ลิเวอร์พูล ตลอดอาชีพ เขาติดทีมชาติ อังกฤษ 61 นัด และเป็นหนึ่งในนักเตะสารพัดประโยชน์ที่เล่นได้หลายตำแหน่ง ทั้งริมเส้น ซ้าย ขวา และกองกลางตัวกลาง มิลเนอร์ ทำลายสถิติของ Gareth Barry ซึ่งครองไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2017 โดยทั้งคู่เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมกันที่ แอสตัน วิลล่า และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมลงเล่นด้วยกันกว่า 134 นัด นับตั้งแต่ย้ายมา ไบรท์ตัน ในปี 2023 เขาอาจไม่ได้เป็นตัวจริงสม่ำเสมอ โดยจาก 16 นัดใน พรีเมียร์ลีก มีเพียง 3 นัดที่ออกสตาร์ต แต่ทุกครั้งที่ได้ลงสนาม เขายังคงรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพ ในวัย 40 ปี มิลเนอร์  ยังคงยืนหยัดในลีกที่ขึ้นชื่อว่าหนักที่สุดในโลกอย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อย่างสง่างาม Chris Sutton (คริส ซัตตัน) กล่าวชื่นชมว่า การเล่นในตำแหน่งผู้เล่นเอาท์ฟิลด์จนถึงวัยนี้คือเครื่องพิสูจน์ถึงวินัยและทัศนคติที่ยอดเยี่ยม Sam Parkin (แซม พาร์กิน) อดีตเพื่อนร่วมทีมที่ สวินดอน ทาวน์ (Swindon Town) ยังเล่าว่า มิลเนอร์ เป็นนักเตะที่ฟิตเกินใคร และไม่เคยหลุดจากกรอบความเป็นมืออาชีพ สัญญาของ Milner กับ ไบรท์ตัน จะหมดลงหลังจบฤดูกาลนี้ แต่ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ชื่อของ James Milner (เจมส์ มิลเนอร์) จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฐานะนักเตะที่สะท้อนคำว่า “ความทุ่มเท” ได้อย่างแท้จริง และสถิติ 654 นัด อาจไม่ใช่บทสุดท้ายของเขา หากแรงผลักดันและความกระหายยังคงลุกโชนอยู่ในหัวใจเหมือนวันแรกที่ก้าวสู่สนามในปี 2002

เวย์น รูนีย์ ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังการย้ายทีมแบบสะเทือนวงการ

จากเด็กเอฟเวอร์ตันสู่ตำนานแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับแรงกดดันถึงขั้นถูกข่มขู่เอาชีวิต การย้ายทีมของนักฟุตบอลระดับซูเปอร์สตาร์มักมาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาล แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงถึงขั้นถูกข่มขู่เอาชีวิตเหมือนที่ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) อดีตกองหน้าทีมชาติ อังกฤษ (England) เคยประสบในช่วงเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งของเขา อดีตดาวยิง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) เปิดเผยเรื่องราวสุดสะเทือนใจผ่านรายการ BBC Sport The Wayne Rooney Show ว่า เขาเคยได้รับ “death threats” หรือคำขู่ฆ่า หลังตัดสินใจย้ายออกจากสโมสรบ้านเกิด เอฟเวอร์ตัน (Everton) เพื่อไปร่วมทัพ “ปีศาจแดง” เมื่อปี ค.ศ. 2004 ในปี 2004 เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) มีอายุเพียง 18 ปี แต่กลับต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตค้าแข้ง เมื่อเขาเลือกย้ายจาก เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรที่เขาเติบโตมาตั้งแต่ระดับเยาวชน ไปยัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ด้วยค่าตัวสูงถึง 27 ล้านปอนด์ การย้ายทีมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก รูนีย์ (Rooney) ปฏิเสธข้อเสนอสัญญาฉบับใหม่ที่มีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ของ เอฟเวอร์ตัน (Everton) ณ เวลานั้น ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับแฟนบอลบางส่วนใน เมอร์ซีย์ไซด์ (Merseyside)

 

คำขู่ฆ่า และ ความรุนแรงที่ครอบครัวต้องเผชิญ จากแฟนท๊อฟฟี่

รูนีย์ ย้ายทีมไป ผี

เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) เปิดใจว่า ผลกระทบจากการย้ายทีมไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับตัวเขา แต่ลุกลามไปถึงครอบครัวและคนรัก “ผมได้รับคำขู่ฆ่า บ้านพ่อแม่ของผมถูกพ่นสี ถูกทุบทำลาย บ้านแฟนสาวของผมในตอนนั้น ซึ่งตอนนี้เป็นภรรยาของผม ก็ถูกพ่นสีเช่นกัน” เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ รูนีย์ (Rooney) ต้องใช้ความแข็งแกร่งทางจิตใจอย่างมหาศาล เพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต เขายอมรับว่า การจากเมือง ลิเวอร์พูล (Liverpool) เพื่อไปเล่นให้สโมสรจากเมือง แมนเชสเตอร์ (Manchester) นั้นยิ่งเพิ่มความตึงเครียด เพราะความเป็นอริกันอย่างลึกซึ้งระหว่างสองเมืองนี้ แม้ต้องเผชิญแรงต่อต้านอย่างหนัก แต่ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ยืนยันว่า เขาไม่เคยลังเลในเส้นทางที่เลือก  “ผมรู้ว่าผมต้องการอะไร และผมรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะไปถึงจุดนั้น ผมต้องเข้มแข็งในจิตใจ และบางครั้งคุณต้องเห็นแก่ตัวเพื่ออนาคตของตัวเอง”คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ และความมุ่งมั่นของ รูนีย์ (Rooney) ที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ยังกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างแรงกดดันในยุคของเขา กับโลกฟุตบอลยุคปัจจุบันที่ถูกครอบงำด้วย โซเชียลมีเดีย (Social Media)

ในอดีต ชื่อของ รูนีย์ (Rooney) ถูกพูดถึงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน นักเตะเยาวชนต้องเผชิญกับการจับตามองจากผู้คน “หลายแสน หรือ หลายล้านคน” ทั่วโลก ลูกชายคนโตของเขา ไค รูนีย์ (Kai Rooney) ซึ่งปัจจุบันอายุ 16 ปี และอยู่ในระบบเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กำลังเผชิญโลกฟุตบอลที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ไค รูนีย์ (Kai Rooney) มีสปอนเซอร์ส่วนตัวจาก พูม่า (Puma) และมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียจำนวนมากตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งทำให้ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ให้ความสำคัญกับ “เครือข่ายการสนับสนุน” รอบตัวลูกชายเป็นอย่างมาก “คนรอบข้างต้องช่วยให้เขาอยู่ในสภาพจิตใจที่ดี ครอบครัว และ สโมสร มีบทบาทสำคัญมาก” อดีตกัปตันทีมชาติ อังกฤษ (England) ยอมรับว่า นักเตะรุ่นใหม่ถูกตัดสินเร็วและแรงกว่ายุคก่อน “ไม่ว่าถูกหรือผิด คุณจะถูกตัดสินเสมอ และนั่นคือเหตุผลที่คุณต้องมีคนที่หวังดีกับคุณจริง ๆ อยู่ข้าง ๆ”

เรื่องเล่าจากวัยเด็ก กับ ดันแคน เฟอร์กูสัน อดีต กองหน้าตัวตำนาน ของ เอฟเวอร์ตัน

อีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจคือ ความผูกพันระหว่าง เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) กับอดีตกองหน้าจอมดุของ เอฟเวอร์ตัน (Everton) อย่าง ดันแคน เฟอร์กูสัน (Duncan Ferguson) ในปี 1995 ดันแคน เฟอร์กูสัน (Duncan Ferguson) ถูกจำคุกเป็นเวลา 44 วัน จากกรณีทำร้ายร่างกาย จอห์น แม็คสเตย์ (John McStay) นักเตะของ เรธ โรเวอร์ส (Raith Rovers) สมัยที่เขายังค้าแข้งกับ เรนเจอร์ส (Rangers) ในเวลานั้น รูนีย์ (Rooney) อายุเพียง 10 ปี และในฐานะแฟนบอลตัวยงของ เอฟเวอร์ตัน (Everton) เขาเขียนจดหมายไปให้ เฟอร์กูสัน (Ferguson) ในเรือนจำ “ผมบอกเขาว่าผมรักเขามากแค่ไหน และเขาก็เขียนตอบกลับมา มันมีความหมายมากสำหรับเขาในตอนนั้น” เมื่อ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) เข้าสู่อะคาเดมีของ เอฟเวอร์ตัน (Everton) และก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2002 ขณะที่ ดันแคน เฟอร์กูสัน (Duncan Ferguson) ยังอยู่กับทีม ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เฟอร์กูสัน (Ferguson) มักจะขับรถไปส่ง รูนีย์ (Rooney) กลับบ้าน เนื่องจากเขายังอายุน้อยเกินกว่าจะขับรถเอง “พ่อผมยืนโบกมืออยู่ที่หน้าต่าง มันเป็นภาพที่เหนือจริงมาก” เรื่องราวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จของ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ความเกลียดชัง และการตัดสินใจที่ยากลำบากฃ อย่างไรก็ตาม ด้วยความแข็งแกร่งทางจิตใจ การสนับสนุนจากครอบครัว และความมุ่งมั่นในเป้าหมาย ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ อังกฤษ (England) และ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ตลอดกาล

เมื่อการหมุนเวียนทีมของมาเรสก้ากำลังกลายเป็นดาบสองคม

ฤดูกาลนี้ของเชลซีภายใต้การคุมทีมของ เอนโซ่ มาเรสก้า (Enzo Maresca) เต็มไปด้วยคำถามมากกว่าคำตอบ

จากสโมสรที่มีนักเตะระดับโลกในทุกตำแหน่ง กลับกลายเป็นทีมที่ผลงาน “ขาดความต่อเนื่อง” อย่างน่าแปลกใจ

และล่าสุด หลังเกมที่ “สิงห์บลูส์” เสมอกับ คาราบัก (Qarabag) ทีมจากอาเซอร์ไบจานไป 2-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก — เสียงวิจารณ์ก็เริ่มดังขึ้น โดยเฉพาะจากหนึ่งในตำนานฟุตบอลอังกฤษ เวย์น รูนี่ย์ (Wayne Rooney)

รูนี่ย์ “จวกตรง” — การหมุนเวียนทีมของมาเรสก้าเกินจำเป็น

ในรายการ The Wayne Rooney Show อดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับแนวทางการจัดทีมของมาเรสก้า โดยระบุว่า “นักเตะของเชลซีควรถามคำถามกับผู้จัดการทีมได้แล้ว”

“ผู้เล่นต้องการลงสนาม ต้องการสร้างความสัมพันธ์ในสนาม ถ้าคุณเปลี่ยนทีมตลอดเวลาแบบนี้ พวกเขาจะไม่มีความสุขแน่นอน”

“ถ้าผลการแข่งขันออกมาดีตลอด ก็อาจไม่มีใครพูดอะไร แต่เมื่อเริ่มไม่ชนะบ่อย ๆ คุณต้องตั้งคำถามแล้วล่ะ”

นี่คือคำพูดที่สะท้อนถึงความกังวลของอดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษต่อ “วัฒนธรรมการหมุนเวียนทีม (rotation policy)” ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของมาเรสก้าไปแล้ว

 ตัวเลขที่น่าตกใจ — 85 การเปลี่ยนแปลงใน 16 นัด

says his team selections are necessary but

ข้อมูลจาก Opta Sports ชี้ว่า มาเรสก้าทำการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นตัวจริงไปแล้ว 85 ครั้งใน 16 เกม ฤดูกาลนี้ ซึ่งถือว่ามากที่สุดในพรีเมียร์ลีก และมากกว่าทีมอย่างแมนฯ ซิตี้หรืออาร์เซนอลถึงเกือบสองเท่า

ในเกมล่าสุดกับคาราบัก เขาเปลี่ยนถึง 7 ตำแหน่ง จากนัดก่อนหน้า — และนั่นคือเกมที่ห้า “ติดต่อกัน” ที่เขาทำการเปลี่ยนตัวผู้เล่นมากกว่า 7 ราย

แม้การหมุนเวียนนักเตะจะช่วยให้ทีมรักษาความฟิตในโปรแกรมที่แน่นขนัด แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับสวนทางกับทฤษฎี

เชลซีชนะเพียง 4 จาก 10 นัดหลังสุด และเสียประตูรวม 16 ลูก ในช่วงดังกล่าว — สถิติที่สะท้อนถึงความไม่ลงตัวอย่างชัดเจน

 รูนี่ย์เตือน “ถึงเวลาผู้ใหญ่ในทีมต้องพูด”

รูนี่ย์ยังชี้ว่า การรับมือกับปัญหานี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาเรสก้าเพียงคนเดียว แต่ “ผู้นำในห้องแต่งตัว” ต้องกล้าที่จะลุกขึ้นมาพูด

“ผมคิดว่าส่วนใหญ่สโมสรยุคนี้จะมี ‘กลุ่มผู้นำ (leadership group)’ อยู่แล้ว และในฐานะกลุ่มแบบนั้น คุณต้องไปพูดกับผู้จัดการทีมได้”

“นี่ไม่ใช่เรื่องของ ‘อำนาจนักเตะ (player power)’ แต่เป็นความรับผิดชอบต่อทีม”

รูนี่ย์ยังเสริมด้วยว่า หากเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มนั้น เขาคงไม่ยอมเงียบ

“ถ้าทีมเปลี่ยนตลอดเวลา ผมคงจะพูดกับเพื่อนร่วมทีมแน่ ๆ ว่า ‘เฮ้ พวก เราไม่พอใจกับเรื่องนี้นะ’”

คำพูดนี้ถือเป็นการส่งสารตรงถึงกัปตันทีมอย่าง รีซ เจมส์ (Reece James) และแข้งรุ่นพี่อย่าง ติอาโก้ ซิลวา, เบน ชิลเวลล์, ราฮีม สเตอร์ลิง ให้มีบทบาทมากขึ้นในการรักษาสมดุลภายในทีม

มาเรสก้าโต้กลับ — “ผมหมุนทีมเพราะเราจำเป็น”

หลังจบเกม มาเรสก้าให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่าเขา “ไม่เสียใจ” กับการตัดสินใจเปลี่ยนทีมบ่อยครั้ง พร้อมอธิบายเหตุผลเชิงเทคนิค

“การเลือกผู้เล่นของผมทุกครั้งเกิดจากแผนงานที่เราคิดว่าเหมาะสมที่สุดในเกมนั้น ๆ”

“เราจำเป็นต้องพักนักเตะบางคน เช่น มอยเซส ไกเซโด้, เอ็นโซ เฟร์นานเดซ, มาล็อง กุสโต้ — พวกเขาไม่สามารถลงเล่นทุก 3 วันได้”

มาเรสก้ายังกล่าวถึงผลกระทบจากการแข่งขัน ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ ที่ส่งผลให้โปรแกรมของเชลซีแน่นขึ้นกว่าทีมอื่น

“รายการนั้นทำให้เราเสียพลังไปมาก และเราพยายามจัดการให้ดีที่สุด ถ้าเราชนะ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ แต่พอเสมอหรือแพ้ ทุกคนก็เอาเรื่องนี้มาขยาย”

คำตอบของเขาแสดงให้เห็นถึงมุมมองที่ต่างออกไป — มองการหมุนเวียนเป็น “กลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน” มากกว่าความสับสน

 มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ — “ระบบยังไม่เข้าที่”

เกล็น ฮ็อดเดิ้ล (Glenn Hoddle) อดีตกุนซือเชลซีและทีมชาติอังกฤษ ให้ความเห็นผ่าน BBC Radio 5 Live ว่า ปัญหาหลักของมาเรสก้าไม่ใช่ความตั้งใจ แต่คือ “จังหวะเวลา”

“เขากำลังพยายามสร้างทีมใหม่ในขณะที่ยังต้องการผลลัพธ์ทันที — ซึ่งมันยากมากในพรีเมียร์ลีก”

“การหมุนทีมบ่อย ๆ อาจจะดีในเชิงทฤษฎี แต่เมื่อคุณยังไม่รู้ว่าใครคือ 11 ตัวจริงที่ดีที่สุด คุณก็จะไม่สามารถสร้างจังหวะและความเชื่อมั่นในทีมได้เลย”

ในมุมมองแท็กติก มาเรสก้าพยายามใช้ระบบ 4-3-3 หรือบางครั้งก็ 3-2-4-1 ที่เน้นการครองบอลคล้ายกับสไตล์ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งเขาเคยทำงานด้วยที่แมนฯ ซิตี้ แต่ความแตกต่างคือ เชลซียังไม่มี “ตัวจบสกอร์ที่ไว้ใจได้” เหมือนเออร์ลิ่ง ฮาแลนด์

นั่นทำให้ทุกครั้งที่ทีมเปลี่ยนโครงสร้างหรือบุคลากร ผลลัพธ์ในสนามก็พลิกผันได้ตลอดเวลา

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin