จบกันแบบไม่มีใครคาดคิด เอซี มิลาน เด้ง มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี พ้นเก้าอี้กุนซือแล้ว หลังพาทีมจอดป้ายอันดับ 5 พลาดตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าไปแบบหมดสิทธิ์ลุ้น
แต่ที่ฮือฮายิ่งกว่าคือ งานนี้ไม่ได้เด้งแค่โค้ช บิ๊กหลายคนในสโมสรโดนเชือดตามไปด้วย กลายเป็นการล้างไพ่ยกกระดานที่บอกชัดว่าเจ้าของทีมหัวร้อนกับซีซั่นนี้ขนาดไหน
คิดดูสิ ทีมที่เคยกวาดแชมป์ยุโรปมา 7 สมัย เคยเป็นเจ้าทวีปตัวจริง มาจบแค่อันดับ 5 ได้แค่ยูโรปา ลีก เป็นรางวัลปลอบใจ มันกัดกินใจแฟนบอลขนาดไหนก็ลองนึกภาพดู สำหรับสโมสรระดับนี้ คำว่า "พอใช้" ไม่มีในพจนานุกรม
เพราะงั้นนี่ถึงไม่ใช่แค่เปลี่ยนโค้ช แต่คือการกดปุ่มรีเซ็ตทั้งองค์กร เริ่มกันใหม่ตั้งแต่ห้องประชุมบอร์ดยันข้างสนาม กล้าก็กล้าจริง แต่เสี่ยงก็เสี่ยงไม่ใช่เล่น เพราะรื้อทีเดียวเยอะขนาดนี้ กว่าจะเข้าที่เข้าทางก็คงไม่ใช่เร็วๆ นี้
แพ้กายารี่คาบ้าน ฟางเส้นสุดท้ายที่ไม่มีอะไรแก้ตัว
ตัวจบของอัลเลกรีมาในเกมปิดฤดูกาล มิลานเปิดซานซีโร่รับกายารี่ทีมหนีตกชั้น เกมที่บนกระดาษน่าจะเก็บสามแต้มสบายๆ กลับพลิกแพ้ 1-2 ต่อหน้าแฟนบอลตัวเอง
แพ้นัดนั้นปิดประตูลุ้นทุกอย่าง มิลานจบที่ 70 แต้มจาก 38 นัด รั้งอันดับ 5 ได้แค่ตั๋วยูโรปา ลีก ไม่ใช่แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ตั้งธงไว้แต่แรก แพ้ทีมท้ายตารางในเกมเป็นเป็นตายแบบนี้ แฟนบอลรับไม่ได้จริงๆ
อัฒจันทร์ซานซีโร่เดือดทันทีหลังหมดเกม เสียงโห่ดังสนั่น แบนเนอร์ด่าโผล่เต็มไปหมด แพ้กายารี่ในเกมตัดสินชะตาฤดูกาล มันเกินกว่าที่ศักดิ์ศรีมิลานจะกล้ำกลืนได้
สโมสรเองก็ไม่อ้อมค้อม ในแถลงการณ์เขียนตรงๆ ว่า "ความพ่ายแพ้ในเกมล่าสุดทำให้ฤดูกาลนี้กลายเป็นความล้มเหลวโดยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ" สั้นๆ แต่เจ็บ และบอกอารมณ์ของคนบริหารได้ครบ
ที่น่าสนใจคือมิลานไม่พยายามกลบเกลื่อนอะไรเลย ยอมรับว่าพังก็คือพัง แล้วลงมือแก้ด้วยการรื้อใหญ่ทันที ซึ่งหลายคนก็มองว่านี่แหละท่าทีที่ทีมอยากกลับมายิ่งใหญ่ควรจะมี
เด้งไม่เลือกหน้า ซีอีโอยันผอ.เทคนิคหลุดยกแผง
จุดที่ทำให้ข่าวนี้ใหญ่กว่าการปลดโค้ชทั่วไป คือมิลานสับเปลี่ยนฝ่ายบริหารกีฬาทั้งยวง เชือดคนสำคัญพร้อมกันหลายหัว ไม่ได้มีแค่อัลเลกรีคนเดียวที่ต้องเก็บของออก
คนแรกคือ จอร์โจ้ ฟูร์ลานี่ ซีอีโอ มือหนึ่งด้านบริหารที่กุมอำนาจตัดสินใจสูงสุด ขนาดคนระดับนี้ยังต้องไป ก็พอเดาความแรงของพายุลูกนี้ได้
ตามด้วย อิกลี่ ทาเร่ ผู้อำนวยการกีฬา คนคุมเรื่องแผนงานและตลาดซื้อขายนักเตะ ตำแหน่งนี้แหละหัวใจของทิศทางทีม เพราะเป็นคนชี้ว่าจะซื้อใคร ขายใคร สร้างทีมยังไง เปลี่ยนคนตรงนี้คือเปลี่ยนทั้งนโยบาย
อีกรายคือ เจฟฟรี่ย์ มอนคาด้า ผอ.ฝ่ายเทคนิค ก็โดนเด้งเหมือนกัน ทั้งหมดมีผลทันที ไม่มีรอ บอกชัดว่ามิลานอยากเริ่มนับหนึ่งใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ปลดบิ๊กพร้อมกันทีละหลายคนแบบนี้ในวงการบอลไม่ได้เห็นกันบ่อย ปกติทีมเล่นไม่ดี เด้งโค้ชคนเดียวก็จบเรื่อง แต่การที่มิลานเลือกรื้อทั้งกระดาน แปลว่าเจ้าของทีมเชื่อว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่โค้ช มันฝังลึกถึงระดับโครงสร้างที่ต้องผ่าทั้งระบบ
เริ่มใหม่ทั้งทีมบริหาร วางหมากยาวไม่เอาแก้ขัด
เคลียร์คนเก่าออกไปแล้ว มิลานก็ไม่ได้ทิ้งให้สโมสรว่างเปล่า ในแถลงการณ์เดียวกันบอกว่าจะตั้งทีมบริหารและทีมงานชุดใหม่เร็วๆ นี้ เพื่อเตรียมรับซีซั่นหน้าที่ใกล้เข้ามา
งานนี้ไม่ได้คิดแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ตั้งใจวางรากฐานยาวๆ ให้ทีมกลับมาผงาดอีกครั้ง อ่านระหว่างบรรทัดก็รู้ว่ามิลานมีแผนในหัวอยู่แล้ว ไม่ได้ทำไปตามอารมณ์
จริงๆ การคิดยาวแบบนี้คือสิ่งที่ทีมบอลยุคใหม่ต้องมี เพราะความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการปะผุไปเรื่อยๆ มันต้องวางแผนเป็นระบบ ทั้งเรื่องบริหาร เรื่องปั้นนักเตะ ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมในทีมให้แข็งแรง
ฝั่งแฟนมิลานเห็นแผนชัดๆ แบบนี้ก็พอใจชื้นขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยก็รู้ว่าคนข้างบนเอาจริง ไม่ได้นั่งทับปัญหาเฉยๆ ปล่อยทีมจมไปวันๆ
แต่ก็นั่นแหละ หาคนใหม่มาแทนต้องเลือกให้ดี เพราะคนที่จะมานั่งเก้าอี้สำคัญพวกนี้คือตัวชี้ขาดอนาคตทั้งหมด พลาดอีกรอบเมื่อไหร่ มิลานก็วนกลับไปที่เดิม เจ็บซ้ำที่เก่าอีกแน่นอน
ขากลับของอัลเลกรี ความหวังท่วมหัวที่จบด้วยน้ำตา
มาดูที่ตัว มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี กันบ้าง กุนซือวัย 58 ที่สุดท้ายต้องเก็บกระเป๋าออกจากมิลาน การหวนคืนรังเก่ารอบนี้ของเขามาพร้อมความคาดหวังที่สูงจนแทบแบกไม่ไหว
อัลเลกรีไม่ใช่โค้ชโนเนม เขาคือคนที่ผ่านสมรภูมิกัลโช่มาโชกโชน เคยรุ่งสุดๆ สมัยคุมยูเวนตุส กวาดสคูเด็ตโต้หลายสมัยติด แถมพาเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้ว ชื่อชั้นระดับนี้ใครๆ ก็ยกให้เป็นกุนซือแถวหน้า
มิลานถึงได้ดึงเขากลับมา หวังว่าของเก่าจะยังเก๋า เอาประสบการณ์มาลากทีมกลับสู่ทางสำเร็จ โดยเฉพาะภารกิจหลักคือพากลับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก เวทีที่ทีมระดับนี้ควรจะได้ยืน
แต่บอลมันไม่เคยเดินตามบทที่เขียนไว้ ต่อให้ชื่อใหญ่แค่ไหน เก๋าแค่ไหน พอพาทีมไปไม่ถึงฝั่ง จบอันดับ 5 พลาดตั๋วยูซีแอล ก็ต้องเก็บของกลับบ้านอยู่ดี
งานนี้คงเป็นแผลในใจของอัลเลกรีไม่น้อย กลับมาคุมทีมที่เคยผูกพัน แล้วต้องลาจากด้วยผลงานไม่เข้าเป้า มันไม่ใช่ตอนจบที่ใครอยากได้ แต่นี่คือโลกความจริงของฟุตบอลอาชีพ ที่ผลงานคือทุกสิ่ง ไม่มีที่ว่างให้คำว่าเกือบ
เกิดอะไรขึ้นกับมิลาน ทำไมซีซั่นนี้ถึงพัง
ถ้าจะนั่งแกะว่าทำไมมิลานถึงร่วงในปีนี้ ก็มีหลายอย่างให้พูดถึง อย่างแรกเลยคือความไม่นิ่ง ทีมที่จะลุ้นท็อปโฟร์ต้องเก็บแต้มสม่ำเสมอ แต่มิลานดันมาแผ่วในจังหวะคอขาดบาดตายซะงั้น
70 แต้มจาก 38 นัดเอาจริงก็ไม่ได้ขี้เหร่ แต่ในเซเรีย อาที่แข่งกันดุเดือด แต้มเท่านี้มันไม่พอแย่งตั๋วยูซีแอล ยิ่งปีที่นาโปลี อินเตอร์ อัตาลันต้า ยูเว่ เล่นกันแกร่งทุกทีม โควต้าก็ยิ่งหายาก
อย่างที่สองคือแพ้ในเกมที่ไม่ควรแพ้ ลูกที่เจ๊งกับกายารี่นัดสุดท้ายคือตัวอย่างชัดๆ เกมที่ควรเก็บสามแต้มสบายๆ กลับทำหล่น ทิ้งแต้มกับทีมเล็กแบบนี้แหละที่ฉุดทั้งซีซั่นพัง ถ้าเก็บเกมพวกนี้ได้ครบ เรื่องราวคงไม่จบแบบนี้
อย่างที่สามน่าจะเป็นเรื่องหลังบ้าน การที่สโมสรเด้งบิ๊กพร้อมกันหลายคน ก็คงบอกอะไรบางอย่างว่าปัญหาไม่ได้จบแค่ในสนาม แต่มีเรื่องการประสานงานในระดับบริหารที่อาจจะไม่ลงรอย ทำให้ทีมเดินไม่เต็มเครื่อง
แล้วก็เรื่องตลาดนักเตะอีก ถ้าซื้อมาไม่ตรงสเปก หรือคนที่เซ็นเข้ามาปรับตัวไม่ได้ มันก็กระทบผลงานในสนามตรงๆ ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายกีฬาที่เพิ่งโดนยกชุดออกไปนั่นแหละ
ทางข้างหน้าของรอสโซเนรี่ ที่ต้องนับหนึ่งใหม่
มองภาพรวมทั้งหมด ต้องบอกว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางมิลานไปอีกหลายปี ล้างไพ่ทั้งกระดานแบบนี้กล้าหาญก็จริง แต่ความท้าทายข้างหน้าก็เพียบ
โจทย์แรกที่ต้องรีบเคลียร์คือหาโค้ชใหม่ที่ใช่ คนที่จะลากทีมกลับสู่เส้นทางแชมป์ได้ เลือกถูกคือต่อชีวิต เลือกผิดคือยิ่งจมลึก เดิมพันสูงมากสำหรับการตัดสินใจครั้งนี้
นอกจากโค้ช ทีมบริหารชุดใหม่ก็สำคัญพอกัน เพราะคนพวกนี้แหละที่จะกำหนดนโยบายทั้งเรื่องเงิน เรื่องนักเตะ เรื่องโครงสร้าง ถ้าได้คนที่มองภาพเดียวกันและทำงานเข้าขากัน มิลานก็มีลุ้นกลับมา
ซีซั่นหน้ามิลานต้องไปลุยยูโรปา ลีกแทนยูซีแอล ศักดิ์ศรีอาจจะหย่อนกว่า แต่ก็เป็นโอกาสพิสูจน์ตัวเองและคว้าแชมป์ ที่สำคัญแชมป์ยูโรปา ลีกก็ได้ตั๋วยูซีแอลฤดูกาลถัดไปด้วย เท่ากับเป็นประตูลัดกลับเข้าเวทีใหญ่
แฟนมิลานทั่วโลกคงต้องอดทนรอดูการเปลี่ยนแปลงกันหน่อย แล้วก็ภาวนาว่าการรื้อใหญ่ครั้งนี้จะพาทีมกลับสู่ยุครุ่งเรือง สำหรับสโมสรที่เคยครองยุโรปมา 7 สมัยอย่างมิลาน การกลับไปยิ่งใหญ่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แค่ต้องใช้แผนที่ดีและความอดทน
สรุปง่ายๆ การเด้งอัลเลกรีพร้อมยกเครื่องบอร์ดครั้งนี้ คือคำประกาศว่ามิลานไม่ยอมจมกับความล้มเหลว พร้อมลุกขึ้นมาเปลี่ยนเพื่ออนาคต เส้นทางข้างหน้าหินแน่นอน แต่นี่คือก้าวแรกที่จำเป็น ถ้าอยากเห็นเสื้อแดงดำกลับมาผงาดในยุโรปอีกครั้ง















