อเมริกา เปิดหัวบอลโลกโหด พวกเขาจะทำฝันให้เป็นจริงได้หรือไม่?

หากก่อนเกมยังมีข้อสงสัยว่า สหรัฐอเมริกา (USA) พร้อมรับแรงกดดันในฐานะหนึ่งในเจ้าภาพ ฟุตบอลโลก 2026 (World Cup 2026) หรือไม่ คำตอบก็ถูกพิสูจน์อย่างชัดเจนภายในเวลาเพียง 45 นาทีแรกของเกมที่พวกเขาเอาชนะ ปารากวัย (Paraguay) ได้อย่างยอดเยี่ยม บรรยากาศก่อนเกมเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ มีโชว์จากศิลปินดัง เคที เพอร์รี (Katy Perry) ขณะที่บนอัฒจันทร์ก็มีคนดังจาก ฮอลลีวูด อย่าง ทอม ครูซ (Tom Cruise) ร่วมชมเกม ท่ามกลางแฟนบอลจำนวนมากที่แต่งกายด้วยลายธงชาติ สหรัฐอเมริกา (USA) สร้างบรรยากาศคึกคักไปทั่วสนาม ภายใต้แรงกดดันระดับนี้ หลายฝ่ายอาจคิดว่าทีมเจ้าภาพจะเล่นแบบเกร็งหรือรับมือไม่ไหว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม สหรัฐอเมริกา (USA) เดินหน้าเล่นด้วยความมั่นใจ ยิง 3 ประตูในครึ่งแรก ก่อนที่ จิโอ เรย์นา (Gio Reyna) จะมายิงประตูสุดสวยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วยให้ทีมปิดเกมด้วยชัยชนะ 4-1 และออกสตาร์ตใน กลุ่ม ดี ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แรงกดดันที่ลดลงไปเยอะของ โปเช็ตติโน่ หลังพา อเมริกา โชว์โหด

พอช คลายกดดัน

ก่อนหน้าทัวร์นาเมนต์นี้ หลายคนเริ่มมองเห็นพัฒนาการของ สหรัฐอเมริกา (USA) ภายใต้การคุมทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน (Mauricio Pochettino) อดีตกุนซือ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ที่เข้ามาทำงานกับทีมตลอด 20 เดือนที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือ โทนี เมโอลา (Tony Meola) อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติ สหรัฐอเมริกา (USA) ซึ่งเคยมีชื่อใน ฟุตบอลโลก ปี 1990, 1994 และ 2002 โทนี เมโอลา (Tony Meola) มองว่า สหรัฐอเมริกา (USA) ไม่ใช่ทีมรองบ่อนเหมือนในอดีตอีกต่อไป เพราะตอนนี้พวกเขามีนักเตะกระจายค้าแข้งอยู่ทั่วโลก มีลีกอาชีพที่แข็งแกร่ง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านฟุตบอลที่หลายประเทศให้การยอมรับ สิ่งที่เคยเป็นเพียงความฝันในอดีต วันนี้กลายเป็นความจริง และทำให้ สหรัฐอเมริกา (USA) เริ่มถูกมองว่าเป็นชาติฟุตบอลอย่างเต็มตัว ชัยชนะเหนือ ปารากวัย (Paraguay) ครั้งนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1930 ที่ สหรัฐอเมริกา (USA) ชนะเกม ฟุตบอลโลก ด้วยผลต่างถึง 3 ประตู ผลงานดังกล่าวย่อมทำให้หลายทีมในทัวร์นาเมนต์ต้องหันมาจับตามองพวกเขามากขึ้น เอลเลน ไวต์ (Ellen White) อดีตกองหน้าทีมชาติ อังกฤษ (England) กล่าวผ่านรายการ Match of the Day ของ บีบีซี (BBC) ว่า สหรัฐอเมริกา (USA) เล่นได้อย่างน่าทึ่ง พวกเขาไม่ได้หวาดกลัวแรงกดดัน แต่กลับรับมือกับมันได้ดี และอาจทำให้ทั้งโลกต้องประหลาดใจกับฟอร์มในเกมนี้ ชัยชนะนัดแรกยังมีความหมายมากกว่าการเก็บ 3 คะแนน เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนทั้งประเทศเชื่อมั่นในทีมชุดนี้ ก่อนเกมเปิดสนาม กระแสของ ฟุตบอลโลก 2026 (World Cup 2026) ในบางเมืองอย่าง ลอสแอนเจลิส (Los Angeles) อาจยังไม่ได้ร้อนแรงมากนัก แต่เมื่อถึงวันแข่งขัน บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แฟนบอลสวมเสื้อทีมชาติ สหรัฐอเมริกา (USA) ปรากฏตัวเต็มรถไฟฟ้า ร้านกาแฟ และบาร์ต่าง ๆ ก่อนเดินทางเข้าสู่สนาม หาก สหรัฐอเมริกา (USA) ไม่สามารถชนะเกมนี้ได้ ความกระตือรือร้นดังกล่าวอาจลดลงอย่างรวดเร็ว แต่การถล่ม ปารากวัย (Paraguay) 4-1 น่าจะช่วยปลุกกระแสความเชื่อมั่น ก่อนที่พวกเขาจะลงเล่นอีก 2 นัดในรอบแบ่งกลุ่มกับ ตุรกี (Turkey) และ ออสเตรเลีย (Australia) รูปเกมในครึ่งแรกสะท้อนความเหนือชั้นของ สหรัฐอเมริกา (USA) อย่างชัดเจน พวกเขาครองบอลได้ถึง 71 เปอร์เซ็นต์ เล่นด้วยจังหวะรวดเร็ว เพรสซิ่งสูง และโจมตีใส่คู่แข่งอย่างต่อเนื่อง แดนนี เมอร์ฟี (Danny Murphy) อดีตกองกลาง ลิเวอร์พูล (Liverpool) ให้ความเห็นว่า สหรัฐอเมริกา (USA) ดูอันตรายมาก ทั้งฟิต เฉียบคม และกระหายชัยชนะ เมื่อทีมเล่นได้ดี เสียงเชียร์จากแฟนบอลก็ยิ่งเพิ่มพลังให้สนามแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่กดดันคู่แข่งอย่างแท้จริง

ผลลัพธ์ที่แฟนบอลต้องการ กับเส้นทางแห่งความฝันที่เริ่มมีความหวัง

ผลลัพธ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน (Mauricio Pochettino) อย่างเด่นชัด เขาถูกแต่งตั้งให้เป็นกุนซือ สหรัฐอเมริกา (USA) ด้วยภารกิจสำคัญ คือการยกระดับทีมจากชาติที่มักผ่านรอบแบ่งกลุ่ม แต่แทบไม่เคยไปได้ไกลกว่านั้น ให้กลายเป็นทีมที่สามารถต่อกรกับชาติชั้นนำของโลกไดแท็กติกของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน (Mauricio Pochettino) เห็นได้ชัดในเกมกับ ปารากวัย (Paraguay) สหรัฐอเมริกา (USA) เล่นฟุตบอลเกมรุกที่ดุดัน มีการไล่เพรสซิ่งสูง และใช้ความเร็วเข้าทำจนคู่แข่งตั้งรับไม่ทัน นอกจากนี้ เขายังมีขุมกำลังที่น่าสนใจ โดยนักเตะ 17 คนจากทั้งหมด 26 คนในทีมชุดนี้ค้าแข้งอยู่ใน 5 ลีกใหญ่ของ ยุโรป และมีถึง 7 คนที่เล่นใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน (Mauricio Pochettino) ได้เปลี่ยนทัศนคติของนักเตะ เขาไม่ต้องการให้ทีมมองตัวเองเป็นรองเสมอไป แต่ต้องเชื่อว่าพวกเขาสามารถอยู่ในกลุ่มทีมชั้นนำ และมีสิทธิ์ฝันถึงความสำเร็จสูงสุดได้ ประโยคที่เขาเคยพูดไว้ว่า “ทำไมจะไม่ใช่เรา” กลายเป็นแนวคิดที่สะท้อนความทะเยอทะยานของทีมชุดนี้ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ สหรัฐอเมริกา (USA) ยังอีกยาวไกล พวกเขาจะต้องเจอกับทีมที่แข็งแกร่งกว่า ปารากวัย (Paraguay) หากต้องการประสบความสำเร็จใน ฟุตบอลโลก 2026 (World Cup 2026) แต่ผลงานนัดเปิดสนามนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นว่าอย่างน้อยพวกเขาอาจมีโอกาสทำผลงานเทียบเท่าปี 2002 ซึ่งเคยผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ แอชลีย์ วิลเลียมส์ (Ashley Williams) อดีตกองหลังทีมชาติ เวลส์ (Wales) มองว่า สหรัฐอเมริกา (USA) ดึง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน (Mauricio Pochettino) เข้ามาเพื่อทัวร์นาเมนต์นี้โดยเฉพาะ หลังจากที่ผ่านมาไม่สามารถสร้างผลงานที่น่าจดจำใน ฟุตบอลโลก ได้มากพอ เมื่อรวมกับกลุ่มนักเตะคุณภาพสูง ความคาดหวังจึงสูงขึ้นอย่างมาก และหากทุกอย่างลงตัว พวกเขามีศักยภาพที่จะไปได้ไกลในฐานะเจ้าภาพ ถึงอย่างนั้น เกมนี้ก็เผยให้เห็นจุดที่น่ากังวลเช่นกัน โดยเฉพาะความสำคัญของ คริสเตียน พูลิซิช (Christian Pulisic) และ โฟลาริน บาโลกัน (Folarin Balogun) ทั้งสองคนมีบทบาทอย่างมากในครึ่งแรก คริสเตียน พูลิซิช (Christian Pulisic) ทำแอสซิสต์ ส่วน โฟลาริน บาโลกัน (Folarin Balogun) ยิงได้ 2 ประตู ทำให้เกมรุกของ สหรัฐอเมริกา (USA) ดูอันตรายทุกครั้งที่ขึ้นบอล แต่เมื่อ คริสเตียน พูลิซิช (Christian Pulisic) ถูกเปลี่ยนออกตั้งแต่พักครึ่ง และ โฟลาริน บาโลกัน (Folarin Balogun) ออกจากสนามในช่วง 18 นาทีสุดท้าย เกมรุกของ สหรัฐอเมริกา (USA) ก็ลดความน่ากลัวลง แม้ยังครองเกมได้ดี แต่ความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้ายไม่เหมือนช่วงแรก หลังจบเกม เมาริซิโอ โปเช็ตติโน (Mauricio Pochettino) ยืนยันว่า การเปลี่ยน คริสเตียน พูลิซิช (Christian Pulisic) ออกเป็นเพียงการป้องกันไว้ก่อน หลังนักเตะรู้สึกเจ็บบริเวณน่องจากจังหวะที่โดนปะทะในการฝึกซ้อมก่อนหน้านี้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน (Mauricio Pochettino) ย้ำว่า เขาหวังว่าอาการของ คริสเตียน พูลิซิช (Christian Pulisic) จะไม่รุนแรง และเชื่อว่านักเตะมีโอกาสกลับมาพร้อมในเกมถัดไป ส่วนคำถามที่ว่า สหรัฐอเมริกา (USA) จะเป็นทีมเซอร์ไพรส์ของ ฟุตบอลโลก 2026 (World Cup 2026) ได้หรือไม่นั้น เขายังมองว่าเร็วเกินไปที่จะสรุป กุนซือชาว อาร์เจนตินา (Argentina) เตือนว่า ในโลกของกีฬา เมื่อทีมเล่นดีและชนะ ผู้คนมักชื่นชมและคาดหวังสูง แต่เมื่อแพ้ ทุกอย่างอาจถูกมองเป็นความล้มเหลวทันที สำหรับเขา เกมนี้เป็นเพียงก้าวแรกที่ดี หาก สหรัฐอเมริกา (USA) ต้องการถูกเรียกว่าเป็นทีมม้ามืดตัวจริง พวกเขาต้องไปให้ถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ หรือรอบรองชนะเลิศให้ได้ ชัยชนะเหนือ ปารากวัย (Paraguay) จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ทรงพลัง สหรัฐอเมริกา (USA) แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีทั้งนักเตะคุณภาพ แท็กติกที่ชัดเจน ความมั่นใจ และแรงสนับสนุนจากแฟนบอลในบ้าน หากทีมรักษาฟอร์มนี้ต่อไปได้ ฟุตบอลโลก 2026 (World Cup 2026) อาจกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่เปลี่ยนภาพจำของ สหรัฐอเมริกา (USA) จากทีมเจ้าภาพที่น่าจับตา ไปสู่ทีมที่พร้อมท้าทายบรรดาชาติชั้นนำของโลกอย่างแท้จริง

ไบรท์ตัน เปิดเกมรุกคืบยื่น 30 ล้านปอนด์ล่าตัว ลูก้า วุสโควิช

ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ ไบรท์ตัน กลายเป็นทีมล่าสุดที่แสดงความจริงจังในการคว้าตัว ลูกา วุสโควิช (Luka Vuskovic) เซ็นเตอร์แบ็กดาวรุ่งของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หลังมีรายงานว่าพวกเขาได้ยื่นข้อเสนอ 30 ล้านปอนด์ เพื่อดึงกองหลังวัย 19 ปีรายนี้ไปร่วมทีม แม้เจ้าตัวจะยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในอนาคตสำคัญของ สเปอร์ส ก็ตาม วุสโควิช (Vuskovic) เป็นนักเตะที่ถูกจับตามองอย่างมากในยุโรป หลังทำผลงานยอดเยี่ยมระหว่างถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้ ฮัมบูร์ก ใน เยอรมนี เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา กองหลังทีมชาติ โครเอเชีย ไม่ได้โดดเด่นเฉพาะเกมรับเท่านั้น แต่ยังสร้างความแตกต่างในเกมรุกได้อย่างน่าทึ่ง โดยยิงไปถึง 6 ประตูในลีก ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่ากองหลังตัวกลางคนใด ๆ ในลีกสูงสุดของ เยอรมนี ผลงานดังกล่าวทำให้ วุสโควิช (Vuskovic) มีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ บุนเดสลีกา และยิ่งทำให้สถานะของเขาในฐานะหนึ่งในกองหลังดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของโลกแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ปัจจุบันเขากำลังอยู่กับทีมชาติ โครเอเชีย ในศึก ฟุตบอลโลก ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสบการณ์และชื่อเสียงให้กับนักเตะอายุน้อยรายนี้ เดิมที สเปอร์ส ตกลงคว้าตัว วุสโควิช (Vuskovic) จาก ไฮดุ๊ก สปลิต สโมสรใน โครเอเชีย ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ปี 2023 ก่อนที่เขาจะย้ายมาร่วมทีม พรีเมียร์ลีก อย่างเป็นทางการในซัมเมอร์ที่ผ่านมา จากนั้นถูกส่งไปเก็บประสบการณ์กับ ฮัมบูร์ก ซึ่งกลายเป็นการตัดสินใจที่ได้ผลดีอย่างมาก เพราะนักเตะสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ทั้งด้านความแข็งแกร่ง การอ่านเกม และความมั่นใจในการเล่นกับบอล อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอจาก ไบรท์ตัน ที่มีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านปอนด์ ทำให้สถานการณ์เริ่มน่าสนใจ เพราะแม้ สเปอร์ส จะมอง วุสโควิช (Vuskovic) เป็นนักเตะอนาคตไกล แต่จำนวนเงินดังกล่าวก็ถือว่าไม่น้อยสำหรับผู้เล่นวัยเพียง 19 ปี โดยเฉพาะในช่วงที่สโมสรจาก นอร์ธ ลอนดอน กำลังจัดโครงสร้างเกมรับใหม่ภายใต้การทำงานของ โรแบร์โต เด แซร์บี (Roberto De Zerbi)

ด้าน สเปอร์ส เดินหน้าล่า ฟาน เฮ็กเก้ ปราการหลัง ไบร์ทตัน

ฟาน เฮ็กเค่ กับ สเปอร์์ส

ในอีกด้านหนึ่ง สเปอร์ส เองก็กำลังเดินหน้าล่ากองหลังเพิ่มเติมเช่นกัน โดยเป้าหมายสำคัญคือ ยาน พอล ฟาน เฮ็คเก้ (Jan Paul van Hecke) กองหลังของ ไบรท์ตัน ซึ่งเคยร่วมงานกับ เด แซร์บี (De Zerbi) สมัยที่เขาคุมทีม เดอะ ซีกัลส์ ความสัมพันธ์เดิมระหว่างโค้ชกับนักเตะอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ สเปอร์ส เชื่อว่าสามารถโน้มน้าวแข้งรายนี้ให้ย้ายมาเล่นใน ลอนดอน ได้ แต่ดีลนี้ไม่ง่าย เพราะ ไบรท์ตัน ได้ปฏิเสธข้อเสนอจาก สเปอร์ส ไปแล้วถึง 2 ครั้ง ตามการเปิดเผยของ พอล บาร์เบอร์ (Paul Barber) ประธานบริหารของสโมสร โดยเขายืนยันว่ามีความสนใจในตัว ฟาน เฮ็คเก้ (Van Hecke) จากหลายฝ่าย ไม่ใช่แค่จาก ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เท่านั้น และสโมสรจำเป็นต้องตัดสินใจทุกอย่างให้สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจของตัวเอง ฟาน เฮ็คเก้ (Van Hecke) เหลือสัญญากับ ไบรท์ตัน อีกเพียง 1 ปี หลังย้ายมาจาก เอ็นเอซี เบรด้า ด้วยค่าตัวเบื้องต้นเพียง 1.8 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2020 สถานการณ์สัญญาที่เหลือไม่มากทำให้ ไบรท์ตัน ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ ระหว่างการเก็บนักเตะไว้ใช้งานต่อ การเจรจาสัญญาใหม่ หรือการขายออกไปในราคาที่เหมาะสมก่อนเสี่ยงเสียมูลค่ามากกว่านี้ สำหรับ สเปอร์ส การเสริมแนวรับดูเหมือนเป็นภารกิจสำคัญของซัมเมอร์นี้ สโมสรยืนยันการคว้าตัว มาร์กอส เซเนซี (Marcos Senesi) แบบไม่มีค่าตัวแล้ว โดยดีลจะสมบูรณ์หลังจากสัญญาของเขากับ บอร์นมัธ หมดลงในวันที่ 1 กรกฎาคม หากพวกเขาสามารถดึง ฟาน เฮ็คเก้ (Van Hecke) เข้ามาเพิ่มได้อีกคน ทีมจะมีตัวเลือกเซ็นเตอร์แบ็กที่แข็งแกร่งมากขึ้นทันที

ปัจจุบัน สเปอร์ส มี มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน (Micky van de Ven) และ คริสเตียน โรเมโร (Cristian Romero) เป็นคู่ตัวจริงเมื่อทั้งคู่พร้อมลงสนาม ขณะที่ เควิน ดานโซ (Kevin Danso) ก็แสดงให้เห็นว่าสามารถก้าวขึ้นมาช่วยทีมได้ในช่วงที่ โรเมโร (Romero) มีปัญหาบาดเจ็บในท้ายฤดูกาล หากรวม เซเนซี (Senesi) และอาจมี ฟาน เฮ็คเก้ (Van Hecke) เข้ามาอีก สเปอร์ส จะมีเซ็นเตอร์แบ็กระดับใช้งานจริงอย่างน้อย 4 คน ประเด็นที่น่าสนใจคือ ฤดูกาลนี้ สเปอร์ส ไม่มีโปรแกรมฟุตบอลยุโรป ทำให้คำถามตามมาว่าทีมจำเป็นต้องมีเซ็นเตอร์แบ็กตัวหลักจำนวนมากขนาดนั้นหรือไม่ หากไม่มีเกมกลางสัปดาห์ในระดับทวีป การบริหารนาทีลงสนามของนักเตะอาจเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อทุกคนต่างต้องการเป็นตัวจริง และต้องการโอกาสลงสนามสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกัน เด แซร์บี (De Zerbi) จะมีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในทุกดีลของ สเปอร์ส ช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งทำให้ทิศทางการเสริมทัพน่าจับตามองยิ่งขึ้น กุนซือชาว อิตาลี เป็นโค้ชที่ให้ความสำคัญกับการขึ้นเกมจากแดนหลัง เซ็นเตอร์แบ็กของเขาจึงต้องเล่นบอลกับเท้าได้ดี กล้าครองบอล และอ่านเกมได้รวดเร็ว คุณสมบัติเหล่านี้อธิบายได้ว่าทำไมเขาจึงสนใจ ฟาน เฮ็คเก้ (Van Hecke) ซึ่งเคยเข้าใจระบบของเขามาแล้ว ส่วนกรณีของ วุสโควิช (Vuskovic) ถือเป็นโจทย์ยากสำหรับ สเปอร์ส เพราะเขาเป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพสูงมาก อายุยังน้อย และเพิ่งผ่านฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมใน เยอรมนี การปล่อยเขาออกจากทีมอาจทำให้สโมสรเสียโอกาสในระยะยาว แต่การปฏิเสธเงินก้อนโตจาก ไบรท์ตัน ก็ต้องแลกกับความมั่นใจว่าเขาจะได้รับโอกาสพัฒนาและมีเส้นทางสู่ทีมชุดใหญ่อย่างชัดเจน

การยื่นซื้อ วุสโควิช ถือเป็นแนวทางที่ ไบร์ทตัน ทำได้ดีมาตลอด

สำหรับ ไบรท์ตัน การยื่นซื้อ วุสโควิช (Vuskovic) สะท้อนแนวทางที่สโมสรทำได้ดีมาโดยตลอด นั่นคือการมองหานักเตะอายุน้อยที่มีศักยภาพสูง ก่อนพัฒนาให้กลายเป็นกำลังหลักหรือเพิ่มมูลค่าในอนาคต หากพวกเขาคว้าดาวรุ่งทีมชาติ โครเอเชีย รายนี้ได้สำเร็จ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งดีลที่เข้ากับโมเดลของสโมสรอย่างมาก ภาพรวมของเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นแค่ดีลซื้อขายธรรมดา แต่เป็นเกมหมากรุกระหว่าง ไบรท์ตัน และ สเปอร์ส ฝั่งหนึ่งต้องการดึงดาวรุ่งอนาคตไกลจากทีมคู่แข่ง ขณะที่อีกฝั่งต้องการคว้ากองหลังตัวหลักของ ไบรท์ตัน ไปเสริมระบบของตัวเอง การเจรจาเหล่านี้อาจส่งผลต่อโครงสร้างแนวรับของทั้งสองสโมสรในฤดูกาลใหม่อย่างชัดเจน สุดท้ายแล้ว อนาคตของ ลูกา วุสโควิช (Luka Vuskovic) และ ยาน พอล ฟาน เฮ็คเก้ (Jan Paul van Hecke) จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่น่าติดตามมากที่สุดของตลาดนักเตะรอบนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งแผนระยะยาว มูลค่านักเตะ ความต้องการของกุนซือ และทิศทางใหม่ของ สเปอร์ส ภายใต้การตัดสินใจของ โรแบร์โต เด แซร์บี (Roberto De Zerbi) อย่างเต็มตัว

ถึงเวลา แฮร์รี่ เคน หรือยังกัปตันสิงโตผู้แบกความหวังแชมป์โลก

แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) กำลังยืนอยู่บนช่วงเวลาสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพค้าแข้งของเขา หลังผ่านฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดกับ บาเยิร์น มิวนิค (Bayern Munich) และตอนนี้ภารกิจสุดท้ายที่รออยู่ คือการพา ทีมชาติ อังกฤษ (England) ไล่ล่าความสำเร็จใน ฟุตบอลโลก (World Cup) ในฐานะกัปตันทีมตลอดหลายปีที่ผ่านมา แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) ถูกมองว่าเป็นนักเตะที่ อังกฤษ (England) ขาดไม่ได้อย่างแท้จริง เขาไม่ได้เป็นเพียงกองหน้าที่ทำประตูได้ต่อเนื่อง แต่ยังเป็นศูนย์กลางของเกมรุก เป็นผู้นำ เป็นคนคุมจังหวะ และเป็นนักเตะที่สามารถเปลี่ยนโอกาสเล็ก ๆ ให้กลายเป็นประตูได้เสมอ ภายใต้การทำทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล (Thomas Tuchel) ความสำคัญของ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) ยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อ อังกฤษ (England) เคยมีช่วงที่เกมรุกดูขาดพลังในเกมอุ่นเครื่องกับ อุรุกวัย (Uruguay) และ ญี่ปุ่น (Japan) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากไม่มี เคน (Kane) อยู่ในสนาม ทีมจะเสียทั้งจุดยืน ความเฉียบคม และความน่าเกรงขามไปอย่างชัดเจน

ก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มความฟิตที่ต้องเน้นของ แฮร์รี่ เคน

เคน เสือใต้

ก่อนเริ่ม ฟุตบอลโลก (World Cup) ความฟิตของ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) จึงกลายเป็นเรื่องที่ โธมัส ทูเคิ่ล (Thomas Tuchel) ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะเขาคือดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ อังกฤษ (England) และยังเป็นนักเตะที่ไม่มีใครในทีมสามารถทดแทนได้แบบเต็มตัว แม้ อังกฤษ (England) จะมีตัวเลือกอย่าง ไอแวน โทนี่ย์ (Ivan Toney) และ โอลลี่ วัตกินส์ (Ollie Watkins) แต่ทั้งสองคนยังไม่สามารถแทนบทบาทรอบด้านของ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) ได้ ฤดูกาลล่าสุดกับ บาเยิร์น มิวนิค (Bayern Munich) คือหลักฐานชัดเจนว่า แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) ยังอยู่ในระดับสูงสุดของโลก เขายิงประตูได้อย่างถล่มทลาย และมีส่วนสำคัญกับความสำเร็จของสโมสร ทั้งการคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา (Bundesliga) และการทำแฮตทริกในนัดชิง เดเอฟเบ โพคาล (DFB-Pokal) กับ สตุ๊ตการ์ท (Stuttgart) ความสำเร็จนี้มีความหมายมาก เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยใช้เวลายาวนานกับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) โดยมีสถิติส่วนตัวที่ยอดเยี่ยม แต่ยังไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้ สำหรับ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) ความสำเร็จระดับสโมสรอาจมาในช่วงปลายอาชีพ แต่เขากำลังใช้โอกาสนี้ต่อยอดไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการพา อังกฤษ (England) คว้าแชมป์ระดับชาติ หลังจากทีมชายของ อังกฤษ (England) รอคอยความสำเร็จมาตั้งแต่ ฟุตบอลโลก 1966 (1966 World Cup)

เส้นทางกับทีมชาติของ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) แน่นอนว่ามันถือว่ายังเต็มไปด้วยความผิดหวัง แม้ว่าสถิติในการยิงประตูของเขานั้นจะถือว่าเป็นระดับท็อปของทำเนียบทีมสิงโตคำรามก็ตาม การที่ต้องพลาดผิดหวังซ้ำๆ ทั้งในฟุตบอลโลก รวมไปถึง รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอล ยูโร มันถือเป็นบาดแผลในจิตใจของเขา แต่ทว่าถึงกระนั้น ก็ยังมีสถิติที่น่าทึ่งในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ เขาเคยคว้ารางวัลดาวซัลโว ฟุตบอลโลก 2018 (World Cup 2018) หลังยิง 6 ประตู และยังเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ทำผลงานกับ อังกฤษ (England) ได้สม่ำเสมอที่สุด แม้ใน ยูโร 2024 (Euro 2024) เขาจะดูไม่สมบูรณ์เต็มร้อย แต่ก็ยังจบรายการด้วยตำแหน่งดาวซัลโวร่วม ซึ่งมันก็ทำให้บรรดานักวิเคราะห์ และผู้สัดทัดกรณีต่างๆ ลงความเห็นอย่างพร้อมเพรียงกันว่า หากวันนึงที่ดาวเตะทีมชาติอังกฤษผู้นี้ จะประกาศอำลาทีมชาติมันก็อาจจะมีผลพวงมากจากความผิดหวัง รวมไปถึงผลกระทบที่มีต่อความเชื่อมั่นที่เขามีต่อทีมสิงโตคำรามนั่นเอง

แฮร์รี่ เคน จิ๊กซอสำคัญของทีมสิงโตคำราม

คำถามสำคัญคือ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) เป็นกองหน้าที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้หรือไม่ เมื่อเทียบกับ เออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) หลายคนอาจมองว่า ฮาแลนด์ (Haaland) มีความเร็ว พละกำลัง และการจบสกอร์ที่น่ากลัว แต่ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) มีความครบเครื่องมากกว่า เขาไม่ได้รอบอลในกรอบเขตโทษเพียงอย่างเดียว แต่สามารถถอยลงมาเชื่อมเกม จ่ายบอล สร้างโอกาส และอ่านเกมได้อย่างยอดเยี่ยม สิ่งที่ทำให้ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) แตกต่าง คือสัญชาตญาณของกองหน้าระดับสูง เขารู้ว่าควรยืนตรงไหน ควรเคลื่อนที่อย่างไร และควรเลือกจังหวะยิงเมื่อใด คุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้สอนกันง่าย ๆ แต่เป็นสิ่งที่ติดตัวมากับนักเตะระดับโลก ตอนนี้ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) มีโอกาสเขียนประวัติศาสตร์อีกครั้ง เขาเหลือเพียงไม่กี่ประตูในการไล่ล่าสถิติดาวยิงสูงสุดของ อังกฤษ (England) ใน ฟุตบอลโลก (World Cup) ซึ่ง แกรี่ ลินิเกอร์ (Gary Lineker) เคยทำไว้ 10 ประตู หากเขายังรักษาฟอร์มและความฟิตไว้ได้ โอกาสที่ อังกฤษ (England) จะไปได้ไกลย่อมเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ฟุตบอลโลก (World Cup) ครั้งนี้จึงอาจเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดของ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) ทั้งในแง่อายุ ประสบการณ์ ความมั่นใจ และฟอร์มการเล่น เขาไม่ใช่แค่กองหน้าของ อังกฤษ (England) แต่เป็นหัวใจของทีม เป็นคนที่คู่แข่งต้องระวัง และเป็นนักเตะที่เพื่อนร่วมทีมฝากความหวังได้ หาก อังกฤษ (England) ต้องการยุติการรอคอยอันยาวนาน แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) คือคนสำคัญที่สุดในภารกิจนั้น และหากเขาสามารถพาทีมไปถึงแชมป์ได้จริง นี่อาจไม่ใช่แค่ช่วงเวลาของ อังกฤษ (England) เท่านั้น แต่อาจเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตค้าแข้งของ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) เช่นกัน

อิซัค 125 ล้านปอนด์เมื่อดีลแห่งฤดูร้อนกลายเป็นบทเรียนราคาแพง

มันเป็นข้อความธรรมดาที่นักฟุตบอลทั่วทุกมุมโลกมักจะโพสต์ลงโซเชียลมีเดียในช่วงปลายฤดูกาลแบบนี้ ประโยคสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความหวังและการมองไปข้างหน้า ทว่าเมื่อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค พิมพ์มันลงไป กลับให้ความรู้สึกที่หนักแน่นและมีน้ำหนักมากกว่าคนอื่น เพราะเบื้องหลังของถ้อยคำนั้นคือฤดูกาลที่ยากลำบากและเต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บที่รบกวนเขามาตลอดทั้งปีที่ลิเวอร์พูล

ดีลทำลายสถิติที่ตามมาด้วยความคาดหวังมหาศาล

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว อิซัคย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 125 ล้านปอนด์ จากนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลอังกฤษ และเป็นการทุบสถิติเดิมที่เชลซีเคยจ่ายให้เบนฟิกาในการดึงตัว เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ ลงอย่างราบคาบ

ในเวลานั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัวไปหมด อิซัคเซ็นสัญญายาวถึง 6 ปี และได้รับเสื้อหมายเลข 9 อันทรงเกียรติ ซึ่งเคยเป็นของตำนานอย่าง เอียน รัช, ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ และเฟร์นานโด ตอร์เรส เขาประกาศกร้าวว่าต้องการ "คว้าทุกอย่าง" กับสโมสรใหม่ และดูเผินๆ แล้วก็เหมือนกับว่าเขากำลังจะเข้าไปร่วมทีมที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก ทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์ลีกมาครองในฤดูกาลก่อนหน้าแบบทิ้งห่างคู่แข่ง

ตัวเลขที่บอกเล่าความล้มเหลว

125 million deal of the summer turned into an expensive lesson

หากจะวัดความสำเร็จกันด้วยตัวเลข ฤดูกาลแรกของอิซัคที่ลิเวอร์พูลแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหายนะ กองหน้าที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกรายนี้ยิงได้เพียง 4 ประตูในทุกรายการรวมกัน โดยเป็นประตูในลีกเพียง 3 ลูกเท่านั้น และหนึ่งในนั้นยังเป็นประตูที่ทำได้ในเกมคาราบาวคัพกับเซาแธมป์ตันด้วยซ้ำ

ตัวเลขนี้ดูซีดเซียวอย่างยิ่งเมื่อนำไปเทียบกับฟอร์มการเล่นของเขาในฤดูกาลก่อนหน้าที่นิวคาสเซิล ซึ่งเขาระเบิดฟอร์มยิงไปถึง 27 ประตูในทุกรายการ และจบฤดูกาลในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของทีม พร้อมพาทีมสาลิกาดงคว้าแชมป์คาราบาวคัพ ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลใหญ่ใบแรกของสโมสรในรอบกว่า 70 ปี โดยเขายังเป็นคนยิงประตูในนัดชิงที่เอาชนะลิเวอร์พูลไป 2-1 อีกด้วย

ต้นตอของปัญหา: ดีลที่ยืดเยื้อและทำลายความฟิต

แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้กองหน้าระดับท็อปคนหนึ่งร่วงหล่นลงมาได้ขนาดนี้ คำตอบส่วนใหญ่ย้อนกลับไปที่กระบวนการย้ายทีมที่ยืดเยื้อและเต็มไปด้วยดราม่าตลอดช่วงฤดูร้อน

อิซัคแสดงเจตนาชัดเจนตั้งแต่ต้นตลาดว่าต้องการออกจากนิวคาสเซิล เขาไม่ยอมลงเล่นและไม่ยอมซ้อมเพื่อกดดันให้สโมสรปล่อยตัว โดยกล่าวหาว่าสโมสรผิดสัญญาและหลอกลวงแฟนบอล เขาไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับทีมในทัวร์ปรีซีซันที่ทวีปเอเชีย โดยทางสโมสรอ้างว่าเป็นเพราะ "อาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่ต้นขา" ก่อนที่เจ้าตัวจะประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมลงเล่นให้นิวคาสเซิลอีกต่อไป หากสโมสรไม่อนุมัติการย้ายไปเมอร์ซีย์ไซด์

ห่วงโซ่ของอาการบาดเจ็บ

เมื่อความฟิตไม่สมบูรณ์มาเจอกับความเข้มข้นของพรีเมียร์ลีก ร่างกายของอิซัคจึงเริ่มส่งสัญญาณเตือน ตลอดฤดูกาลแรกที่ลิเวอร์พูล เขาต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อถึง 4 ครั้ง บวกกับอาการขาหักอีกหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นการบาดเจ็บที่ร้ายแรงที่สุด

จุดเปลี่ยนที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในเกมเยือนท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในจังหวะที่อิซัคลงมาเป็นตัวสำรองและยิงประตูให้ทีมได้ ทว่าทันทีหลังจากที่เขาปล่อยบอลออกไป เขากลับถูกเสียบสกัดจาก มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน จนได้รับบาดเจ็บและไม่สามารถเล่นต่อได้ เขาแสดงสีหน้าเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด และต้องได้รับการพยุงออกจากสนามโดยทีมแพทย์ ภายหลังการตรวจร่างกายยืนยันว่าเขามีกระดูกหน้าแข้งส่วนน่องหัก (fibula fracture) ที่ขาซ้าย และต้องเข้ารับการผ่าตัด ทำให้ต้องพักรักษาตัวยาวนานหลายเดือน

ความเสียหายที่กระจายไปถึงทั้งสองสโมสร

สิ่งที่ทำให้ดีลนี้กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือมันไม่ได้สร้างความเสียหายให้แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการย้ายทีมครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างสองสโมสรในพรีเมียร์ลีก ที่สุดท้ายแล้วดูเหมือนจะไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย

ในฝั่งของลิเวอร์พูล เม็ดเงินมหาศาล 125 ล้านปอนด์ที่ทุ่มลงไป กลับได้ผลตอบแทนเป็นเพียงไม่กี่ประตู ทีมที่เคยเป็นแชมป์เก่ากลับร่วงลงไปอยู่ในครึ่งล่างของตารางในช่วงกลางฤดูกาล ก่อนจะกระเสือกกระสนไต่กลับขึ้นมาจบในโซนแชมเปียนส์ลีกได้แบบเฉียดฉิวในวันสุดท้ายของฤดูกาล แม้จะใช้เงินไปมากมายในการเสริมทัพ แต่ทีมกลับปรับตัวเข้าหากันไม่ได้ และผลงานก็ห่างไกลจากความคาดหวัง

เชลซี 2-1 สเปอร์ส ไก่เดือยทองยังไม่ปลอดภัย ลุ้นหนีตกชั้น

แฟนบอล "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คงนอนไม่ค่อยหลับกันสักเท่าไหร่หลังจบเกมเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เพราะทีมรักของพวกเขาบุกไปพ่ายให้กับ เชลซี คาถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไปด้วยสกอร์ 2-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 37 ทำให้สถานการณ์ของทีมจากย่านลอนดอนเหนือยังคงน่าเป็นห่วง และต้องลุ้นเอาตัวรอดจากการตกชั้นในนัดส่งท้ายฤดูกาลที่จะพบกับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์นี้แบบหนีตายกันเลยทีเดียว

ส่วน "สิงห์บลูส์" เชลซี ที่ฟอร์มในช่วงท้ายฤดูกาลเริ่มกลับมาดูดีขึ้น สามารถคว้าสามแต้มสำคัญในบ้านได้สำเร็จ และยังคงมีความหวังที่จะคว้าโควตาไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปในฤดูกาลหน้า ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ เอ็นโซ มาเรสก้า กุนซือชาวอิตาเลียนคนใหม่ของพวกเขาวางไว้ตั้งแต่ต้นซีซั่น

ความสำคัญของเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์

The significance of games at Stamford Bridge

หลายคนอาจมองว่าเกมระหว่างเชลซีกับสเปอร์สที่ผ่านมาในนัดที่ 37 ของฤดูกาลนี้ เป็นแค่ดาร์บี้แมตช์ลอนดอนธรรมดา แต่ความจริงแล้วเกมนี้มีน้ำหนักมหาศาลสำหรับทั้งสองทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "ไก่เดือยทอง" ที่ฤดูกาลนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสรเลยทีเดียว

สเปอร์สต้องการสามแต้มจากเกมนี้เพื่อการันตีว่าพวกเขาจะรอดพ้นจากการตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพ ขณะที่เชลซีก็ต้องการชัยชนะไม่แพ้กัน เพราะถ้าหากพลาดท่าเสียแต้มในเกมนี้ ก็อาจหลุดจากการลุ้นโควตายุโรปได้เลย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ก่อนเกมเริ่ม บรรยากาศบนอัฒจันทร์สแตมฟอร์ด บริดจ์ จะดูคึกคักเป็นพิเศษ แฟนบอลเจ้าบ้านพร้อมส่งเสียงเชียร์อย่างเต็มที่เพื่อเป็นกำลังใจให้ลูกทีม

ฝั่งของ แอนจ์ ปอสเตโคกลู กุนซือชาวออสเตรเลียของสเปอร์ส ก็พยายามจัดทัพให้ดีที่สุด แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วงตลอดทั้งฤดูกาล แต่เขายังคงยึดมั่นในปรัชญาฟุตบอลของตัวเองที่เน้นการเล่นรุกแบบเอาเป็นเอาตาย ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ทีมเสียเปรียบในเกมที่ต้องเล่นแบบรอบคอบ

สำหรับเชลซีที่นำทัพโดย เอ็นโซ มาเรสก้า ฟอร์มในช่วงท้ายฤดูกาลเริ่มกลับมาดูเข้ารูปเข้ารอย แม้จะมีช่วงที่สะดุดไปบ้าง แต่ผู้เล่นในทีมก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำตามแผนการเล่นของกุนซือคนใหม่

เกมรุกดุเดือดในช่วงเปิดเกม

เสียงนกหวีดเปิดเกมดังขึ้นไม่ทันไร ทั้งสองทีมก็เริ่มต้นเกมด้วยจังหวะที่ดุเดือด ต่างฝ่ายต่างพยายามครองบอลและรุกเข้าใส่กันแบบไม่มีใครยอมใคร โดยสเปอร์สเป็นฝ่ายที่ได้โอกาสก่อนในช่วง 10 นาทีแรก เมื่อ มาติส แตล กองหน้าดาวรุ่งของพวกเขา ได้จังหวะโขกบอลเต็มศีรษะจากลูกครอสที่เปิดมาอย่างแม่นยำ น่าเสียดายที่บอลกลับพุ่งไปชนเสาประตูเข้าให้พอดี ทำให้แฟนบอลทีมเยือนถึงกับเอามือกุมหัวด้วยความเสียดาย

ช่วงเวลานั้นเองที่ทุกคนรู้สึกได้ว่าสเปอร์สมาด้วยใจสู้ พวกเขาเล่นเหมือนกับว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว และต้องการพิสูจน์ว่ายังคงสมควรอยู่ในลีกสูงสุดของอังกฤษ

อีกสามนาทีต่อมา เกมก็พลิกฝ่ายมาเป็นเชลซีที่ได้โอกาสบ้าง คราวนี้เป็น โคล พาลเมอร์ ดาวรุ่งสุดมหัศจรรย์ของทีม ที่บรรจบลูกครอสจากปีกขวาเข้าเต็มข้างเท้า บอลพุ่งฉวัดเฉวียนเหมือนกำลังจะลอดเข้าไปในตาข่ายอย่างแน่นอน แต่ อันโตนิน คินสกี้ ผู้รักษาประตูชาวเช็กของสเปอร์ส โชว์ฟอร์มอันยอดเยี่ยมพุ่งตัวปัดบอลออกไปได้แบบเหลือเชื่อ ทำให้แฟนบอลทั้งสองฝั่งต้องลุกขึ้นยืนปรบมือให้กับเซฟแห่งเกมในจังหวะนั้น

นี่ถือเป็นสิบกว่านาทีแรกที่เปิดเกมได้เร้าใจมาก และเป็นการบ่งบอกว่าเกมนี้จะไม่ใช่เกมที่น่าเบื่อแน่นอน แต่ละทีมมีความตั้งใจที่ชัดเจน และพร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อชัยชนะอย่างเต็มที่

ประตูเปิดเกมสุดงดงามของเอ็นโซ เฟร์นานเดซ

หลังจากที่ทั้งสองทีมต่างพลาดโอกาสกันมาในช่วงเปิดเกม ในที่สุดประตูแรกของเกมก็มาเยือนสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ในนาทีที่ 18 และเป็นประตูที่งดงามจริงๆ จากจังหวะการสวนกลับที่รวดเร็วและเฉียบขาดของเชลซี

จังหวะนั้น เปโดร เนโต้ ปีกชาวโปรตุกีสที่เพิ่งย้ายมาในซัมเมอร์ที่ผ่านมา เป็นคนเริ่มต้นเกมรุก เขาวิ่งฝ่าผู้เล่นสเปอร์สสองสามคนได้อย่างคล่องตัว ก่อนจะปั้นบอลส่งให้กับ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ มิดฟิลด์ทีมชาติอาร์เจนตินาที่กำลังลอยตัวอยู่โล่งๆ บริเวณกลางสนามด้านหน้าเขตโทษ

นี่คือจังหวะที่ทำให้แฟนเชลซีต้องตะลึง เพราะ เฟร์นานเดซ ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาจัดการซัดบอลจากระยะประมาณ 25 หลาทันที ลูกยิงของเขาพุ่งแหวกอากาศไปแบบที่ไม่มีใครสามารถสกัดได้ บอลพุ่งเสียบเข้าตาข่ายอย่างจัง ทำให้คินสกี้ที่พยายามอย่างเต็มที่ก็ยังไม่อาจกอบกู้สถานการณ์ได้

เสียงเฮดังกระหึ่มไปทั่วสแตมฟอร์ด บริดจ์ เฟร์นานเดซ วิ่งไปฉลองกับเพื่อนร่วมทีมอย่างสุดเหวี่ยง นี่คือประตูสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในเกมนี้ และเป็นการตอกย้ำว่าทำไมเขาถึงเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญที่สุดของทีม "สิงห์บลูส์" ในฤดูกาลนี้

หลังจากได้ประตูขึ้นนำ เชลซีก็เริ่มปรับเปลี่ยนแผนการเล่น พวกเขาเล่นแน่นอนขึ้น พยายามรักษาบอลไว้กับเท้า และไม่เปิดช่องว่างให้สเปอร์สได้สวนกลับมากนัก แผนนี้ทำงานได้ดีพอสมควร เพราะจนจบครึ่งแรกสกอร์ก็ยังคงเป็น 1-0 ตามที่เจ้าบ้านต้องการ

ครึ่งหลังที่สเปอร์สดิ้นรนตามตีเสมอ

เริ่มต้นครึ่งหลัง สเปอร์สที่รู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องบุกหาประตูตีเสมอ ก็ส่งทีมขึ้นมาเล่นในแดนเชลซีตั้งแต่ต้น แอนจ์ ปอสเตโคกลู สั่งให้ลูกทีมเร่งเครื่องเล่นแบบเปิดเกม ซึ่งแน่นอนว่าก็เปิดช่องให้เชลซีสวนกลับได้ในหลายจังหวะเช่นกัน

นาทีที่ 55 สเปอร์สได้โอกาสทองที่จะตีเสมอ เมื่อ ริชาร์ลิซอน ศูนย์หน้าชาวบราซิล ลอยตัวขึ้นโขกบอลจากลูกเตะมุมโดยไม่มีคนประกบในระยะใกล้ๆ บอลพุ่งหลุดเสาประตูออกไปแบบที่ทุกคนเห็นแล้วต้องร้องในใจว่า "นี่มันเป็นไปได้ยังไง" เพราะนี่เป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่สเปอร์สจะกลับมาในเกม

ในขณะเดียวกัน เชลซี ก็พยายามเล่นแบบแน่นอน รักษาบอลไว้ที่กลางสนามให้นานที่สุดเพื่อกินเวลา และรอจังหวะสวนกลับเมื่อสเปอร์สเสียบอลในแดนของพวกเขา แต่ในช่วงนี้ก็ยังไม่มีจังหวะไหนที่อันตรายมากพอจะทำเป็นประตูได้

นาทีต่อๆ มา สเปอร์สครองบอลได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับสร้างโอกาสได้ไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเชลซียืนสกัดได้แน่นหนา และผู้เล่นแนวรับของพวกเขาเล่นด้วยสมาธิที่ดี ปอสเตโคกลูเริ่มมีท่าทีกระวนกระวายข้างสนาม และตัดสินใจเปลี่ยนตัวผู้เล่นในช่วงกลางครึ่งหลังเพื่อเพิ่มกำลังในแดนหน้า

แต่ก่อนที่การเปลี่ยนตัวเหล่านั้นจะส่งผลใดๆ เชลซีก็ได้ประตูที่สองที่ทำให้แฟนบอลสเปอร์สเครียดเป็นสองเท่าทันที

ประตูสำคัญของซานโตสที่ตอกย้ำชัยชนะ

นาทีที่ 67 เป็นนาทีที่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมทั้งฤดูกาลของสเปอร์สเลยก็ว่าได้ จังหวะนั้น เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ที่กำลังเล่นได้ดีเยี่ยมในเกมนี้ ก็โชว์ฟอร์มอีกครั้ง คราวนี้เขาเปลี่ยนบทบาทจากผู้ทำประตูมาเป็นผู้สร้างสรรค์เกมแทน

เฟร์นานเดซ ครองบอลในตำแหน่งกลางสนามอย่างมั่นใจ ก่อนจ่ายบอลเฉียบขาดทะลุแนวรับสเปอร์สไปให้กับ ซานโตส ที่ยืนรออยู่บริเวณ 6 หลา ในตำแหน่งที่ไม่มีกองหลังคนไหนประกบอยู่เลย จังหวะนี้ทำให้แฟนบอลสเปอร์สถึงกับร้องอ๊ะ เพราะรู้ทันทีว่าโอกาสนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นประตูแน่นอนแล้ว

ซานโตส ที่อยู่ในตำแหน่งสบายๆ จัดการซัดบอลเข้าประตูไปแบบสบายๆ ผู้รักษาประตูสเปอร์สแทบไม่มีโอกาสได้ขยับเลย บอลลอยข้ามตัวเขาเข้าไปกองที่ก้นตาข่ายอย่างเหลือเชื่อ

เชลซีนำ 2-0 และดูเหมือนว่าเกมจะจบลงแล้ว เพราะการที่สเปอร์สจะต้องยิงสองประตูในเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึง 25 นาที กับแนวรับที่แข็งแกร่งของเชลซีนั้น ดูเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ

แฟนบอลเจ้าบ้านในสแตมฟอร์ด บริดจ์ฉลองกันอย่างสนุกสนาน หลายคนเริ่มร้องเพลงเชียร์ทีมรักของตัวเอง และเริ่มเชื่อมั่นว่าเชลซีจะคว้าชัยชนะในเกมนี้ได้แน่นอน ขณะที่แฟนบอลสเปอร์สที่เดินทางมาให้กำลังใจในวันนั้นต่างเงียบลงไปทันที บางคนถึงกับนั่งกุมหัวด้วยความผิดหวัง

จังหวะตีไข่แตกที่ทำให้ความหวังกลับมา

แม้ว่าสถานการณ์จะดูเลวร้ายมาก แต่สเปอร์สก็ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขายังคงพยายามบุกหาประตูต่อไป โดยรู้ดีว่าทุกประตูที่ทำได้นั้นมีค่ามหาศาลในแง่ของผลต่างประตูที่อาจมีผลต่อการลุ้นหนีตกชั้นในเกมสุดท้าย

นาทีที่ 73 ในที่สุดความพยายามของพวกเขาก็ได้ผล จังหวะนั้น ป๊าบ มาตาร์ ซาร์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งชาวเซเนกัล ที่กำลังเล่นด้วยพลังงานเต็มเปี่ยม จัดการตอกส้นเท้าอย่างฉลาดให้กับ ริชาร์ลิซอน ที่ยืนอยู่โล่งๆ ในบริเวณกรอบเขตโทษ

ริชาร์ลิซอน ที่พลาดโอกาสไปก่อนหน้านี้ในครึ่งหลัง คราวนี้ไม่ทำให้แฟนบอลของเขาผิดหวัง เขาจัดการส่งบอลเข้าไปกองที่ก้นตาข่ายแบบเย็นๆ ทำให้สเปอร์สไล่ตามมาเป็น 1-2 และความหวังในการตามตีเสมอก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

ประตูนี้เป็นประตูที่สำคัญสำหรับริชาร์ลิซอนเป็นพิเศษ เพราะเขาเองก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วงตลอดฤดูกาลในเรื่องของการทำประตู ดังนั้นการได้ประตูในเกมสำคัญเช่นนี้น่าจะช่วยเรียกความมั่นใจของเขากลับคืนมาได้บ้าง

หลังจากได้ประตู สเปอร์สก็เร่งเครื่องบุกอย่างหนักหน่วงเพื่อหวังตีเสมอให้ได้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ปอสเตโคกลู สั่งให้ลูกทีมเพิ่มจังหวะการเล่น และส่งกองหน้าเข้าไปเพิ่มในแดนหน้า แต่เชลซีก็ตั้งใจเล่นรับอย่างเต็มที่ พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้สเปอร์สสร้างโอกาสได้ง่ายๆ

ช่วงท้ายเกมที่เร้าใจจนนาทีสุดท้าย

สิบกว่านาทีสุดท้ายของเกมเป็นช่วงเวลาที่ทำเอาแฟนบอลทั้งสองฝั่งลุ้นจนแทบจะหายใจไม่ทั่วท้อง สเปอร์สบุกเต็มสูบ เปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษเชลซีอย่างต่อเนื่อง ส่วนเชลซีก็พยายามรักษาผลการแข่งขันไว้ให้ได้

มีหลายจังหวะที่สเปอร์สดูเหมือนจะได้ประตู แต่บางครั้งก็พลาด บางครั้งก็โดนสกัดได้อย่างหวุดหวิด แนวรับของเชลซีนำโดย เลอวี โคลวิลล์ และ มาร์ก กูกู เล่นได้อย่างมีสมาธิ พวกเขาไม่ปล่อยให้ตัวเองหลุดจากตำแหน่ง และพยายามเคลียร์บอลออกจากพื้นที่อันตรายตลอดเวลา

เชลซี ยังพยายามครองบอลในช่วงท้ายเกมเพื่อกินเวลา พวกเขาเล่นบอลกันระหว่างกองหลังและผู้รักษาประตูในจังหวะที่บอลตาย ทำให้สเปอร์สเสียจังหวะในการตามไล่บอล นี่เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันบ่อยในเกมที่ทีมต้องการรักษาผลการแข่งขัน

ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ผู้ตัดสินให้เพิ่มเวลาอีกประมาณ 5 นาที ทำให้สเปอร์สมีเวลามากขึ้นในการพยายามตีเสมอ พวกเขาบุกเต็มสูบ ส่งทั้งกองหลังขึ้นไปร่วมเล่นในแดนเชลซี แต่ก็ยังไม่สามารถหาทางทะลวงแนวรับเจ้าบ้านได้

เสียงนกหวีดยาวดังขึ้นในที่สุด เชลซีคว้าชัยชนะ 2-1 ทำให้แฟนบอลในสแตมฟอร์ด บริดจ์ฉลองกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่ผู้เล่นสเปอร์สหลายคนนั่งคุกเข่าลงบนพื้นสนามด้วยความผิดหวัง พวกเขารู้ดีว่าตอนนี้พวกเขายังไม่ปลอดภัยจากการตกชั้น และต้องลุ้นกันต่อในเกมสุดท้ายของฤดูกาล

ผลงานเด่นและตัวเลขที่น่าสนใจของเกมนี้

ในแง่ของสถิติเกมนี้ เชลซีครองบอลได้มากกว่าเล็กน้อยที่ประมาณ 55% ต่อ 45% แต่ที่น่าสนใจคือเรื่องของลูกยิงเข้ากรอบที่เชลซีทำได้ดีกว่า สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการสร้างโอกาสที่ดีกว่าของทีมเจ้าบ้าน

เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ได้รับการยกย่องให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของเกม ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นทั้งในแง่ของการทำประตูและการแอสซิสต์ เขาคือผู้เล่นที่สร้างความแตกต่างให้กับเกมนี้อย่างแท้จริง นี่ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของเขาในฤดูกาลนี้ และเป็นการตอกย้ำว่าเขาคือมิดฟิลด์ระดับโลกที่เชลซีคุ้มค่ากับการทุ่มเงินซื้อตัวมา

ซานโตส แม้จะได้เพียงประตูเดียวจากตำแหน่งที่ดูง่าย แต่ก็ถือเป็นประตูที่สำคัญมากสำหรับทีม ส่วน เปโดร เนโต้ ก็เล่นได้ดีในตำแหน่งปีก แม้จะไม่ได้ทำประตูหรือแอสซิสต์โดยตรง แต่การเข้าไปสร้างความปั่นป่วนในแดนสเปอร์สของเขาก็มีส่วนสำคัญในการทำประตูแรก

ฝั่งสเปอร์ส ริชาร์ลิซอน ทำประตูตีไข่แตกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นประตูสำคัญในแง่ของการลุ้นหนีตกชั้น เพราะลูกที่ได้คืนมานี้อาจมีผลต่อผลต่างประตูในการคำนวณอันดับสุดท้ายของฤดูกาล ป๊าบ มาตาร์ ซาร์ ก็เล่นได้ดีในตำแหน่งกลางสนาม การตอกส้นแอสซิสต์ให้ริชาร์ลิซอนเป็นจังหวะที่ฉลาดและสร้างสรรค์

อันโตนิน คินสกี้ ผู้รักษาประตูของสเปอร์ส ก็โชว์ฟอร์มได้ดีในหลายจังหวะ แม้จะเสียประตูไปสองลูก แต่ถ้าไม่ใช่เซฟอันยอดเยี่ยมของเขาในจังหวะที่โคล พาลเมอร์ บรรจบบอลในช่วงครึ่งแรก เกมนี้อาจจบลงด้วยสกอร์ที่ขาดกว่านี้ก็ได้

สถานการณ์ตอนนี้และความหวังของทั้งสองทีม

ผลการแข่งขันในเกมนี้ทำให้สถานการณ์ของทั้งสองทีมแตกต่างกันอย่างชัดเจน เชลซี ขยับขึ้นมาในตำแหน่งที่ดีขึ้นในการลุ้นโควตาฟุตบอลถ้วยยุโรปสำหรับฤดูกาลหน้า ไม่ว่าจะเป็นแชมเปี้ยนส์ลีก หรือยูโรปาลีก ขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันของทีมอื่นๆ ในเกมสุดท้าย

สำหรับ เอ็นโซ มาเรสก้า นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของฤดูกาลที่เขาเข้ามาคุมทีม เพราะหากเชลซีสามารถจบฤดูกาลด้วยการได้โควตายุโรป มันจะเป็นการพิสูจน์ว่าทิศทางที่เขานำพาทีมไปนั้นถูกต้อง และเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับฤดูกาลหน้าที่จะมีงานหนักรออยู่

ส่วนสเปอร์ส สถานการณ์ตอนนี้น่าเป็นห่วงมาก พวกเขาต้องเดินทางไปพบกับเวสต์แฮม ในเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่จะเล่นในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งเวสต์แฮม เองก็มีเหตุผลที่จะเล่นเต็มที่ เพราะแม้จะปลอดภัยจากการตกชั้นแล้ว แต่ก็ยังคงอยากจะจบฤดูกาลด้วยผลงานที่ดี

แอนจ์ ปอสเตโคกลู ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมาก เพราะแม้จะมีแฟนบอลส่วนหนึ่งที่ยังสนับสนุนเขา แต่ก็มีอีกหลายคนที่เรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสเปอร์สตกชั้นในเกมสุดท้าย ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ปอสเตโคกลู ยืนยันในการแถลงข่าวหลังเกมว่าเขายังเชื่อมั่นในตัวลูกทีม และเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถเอาตัวรอดได้ในเกมสุดท้าย "เรารู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ดี แต่ผมเชื่อในผู้เล่นของผม พวกเขามีคุณภาพ และพวกเขาจะสู้จนถึงนาทีสุดท้าย" คือสิ่งที่เขากล่าวกับสื่อหลังจบเกม

บทวิเคราะห์เกมและเส้นทางสู่เกมตัดสินชะตา

ถ้ามองในแง่ของแทคติกในเกมนี้ ต้องบอกว่า เอ็นโซ มาเรสก้า วางแผนการเล่นได้ดีกว่า ปอสเตโคกลู อย่างเห็นได้ชัด เชลซีรู้จุดแข็งของตัวเองและใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มที่ พวกเขาให้ความสำคัญกับการสวนกลับที่รวดเร็ว ใช้ความเร็วของผู้เล่นปีกอย่าง เปโดร เนโต้ และโคล พาลเมอร์ ในการสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับสเปอร์ส

ขณะเดียวกัน การที่มี เอ็นโซ เฟร์นานเดซ คอยควบคุมจังหวะเกมที่กลางสนามก็ทำให้เชลซีสามารถสลับการเล่นได้อย่างยืดหยุ่น บางครั้งก็ครองบอลแน่นๆ บางครั้งก็เร่งเครื่องบุกเร็ว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ฝั่งสเปอร์ส แม้จะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะขาดไอเดียในการทะลวงแนวรับเชลซีในเกมนี้ พวกเขาบุกหนัก แต่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ และยังเสียประตูจากความผิดพลาดในการเล่นเกมรับเองด้วย ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาที่สเปอร์สเจออยู่ตลอดทั้งฤดูกาล

สำหรับเกมสุดท้ายที่จะเจอกับเวสต์แฮม สเปอร์สจำเป็นต้องปรับปรุงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเกมรับที่ต้องมีสมาธิมากกว่านี้ และการสร้างโอกาสในเกมรุกที่ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ความกดดันก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เล่นทุกคนต้องรับมือให้ได้ การลงเล่นในเกมที่ชี้ขาดอนาคตของสโมสรไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับผู้เล่นที่ยังอายุน้อยและไม่เคยมีประสบการณ์ในเกมแบบนี้มาก่อน

ส่วนเชลซี เกมสุดท้ายของพวกเขาจะมีความสำคัญไม่แพ้กัน หากต้องการคว้าโควตาฟุตบอลถ้วยยุโรป พวกเขาต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองหลุดจากจังหวะที่ดี ต้องเล่นด้วยสมาธิเดียวกันกับที่แสดงในเกมนี้ และต้องหวังว่าผลการแข่งขันของทีมคู่แข่งจะเป็นไปในทางที่พวกเขาต้องการ

ในแง่ของแฟนบอล นี่คือสุดสัปดาห์ที่จะตึงเครียดและเร้าใจที่สุดของฤดูกาลพรีเมียร์ลีก ทุกแมตช์มีความหมาย ทุกประตูมีค่า และทุกนาทีของเกมจะเต็มไปด้วยอารมณ์ที่เข้มข้น สำหรับแฟนบอลสเปอร์ส คงต้องเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ส่วนแฟนบอลเชลซีก็คงจะลุ้นไปด้วยใจที่เต้นแรงไม่แพ้กัน

สิ่งที่แน่นอนคือ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้กำลังจะปิดฉากลงด้วยความตื่นเต้นจนนาทีสุดท้าย และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร มันจะเป็นเรื่องที่แฟนบอลทั่วโลกจะจดจำไปอีกนานเลยทีเดียว เพราะสเปอร์สที่เป็นทีมระดับท็อปของลีกมาตลอด จู่ๆ กลับต้องมาลุ้นหนีตกชั้นเป็นเรื่องที่แทบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

ตอนนี้ก็ได้แต่รอดูว่าเกมสุดท้ายในวันอาทิตย์นี้ ทั้ง "ไก่เดือยทอง" และ "สิงห์บลูส์" จะสามารถบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้หรือไม่ ทั้งสองทีมต้องเล่นเต็มที่ และต้องหวังว่าโชคจะเข้าข้างพวกเขา เพราะฟุตบอลก็เป็นเช่นนี้ บางครั้งฝีมืออย่างเดียวก็ยังไม่พอ ต้องมีโชคและจังหวะที่ดีด้วยถึงจะประสบความสำเร็จ

พอช เผยเหตุเคยปฏิเสธ ชุดขาวเพราะรักษาคำมั่นกับ สเปอร์ส

เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่ (Mauricio Pochettino) อดีตกุนซือชาว อาร์เจนไตน์  คือหนึ่งในผู้จัดการทีมที่มีเส้นทางอาชีพน่าสนใจมากที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอลยุโรป เขาเคยผ่านการคุมทีมระดับใหญ่ และมีชื่อเสียงจากการสร้างทีมที่เล่นด้วยพลัง ความดุดัน และระบบที่ชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เขาคุม ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur) ซึ่งเป็นช่วงที่ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นหนึ่งในกุนซือเนื้อหอมของวงการฟุตบอล อย่างไรก็ตาม ในเส้นทางอาชีพของ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่ (Mauricio Pochettino) ก็มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่หลายคนมองว่าเป็นคำถามแบบ “ถ้าเกิดว่า” หนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่สุด คือช่วงที่เขามีโอกาสย้ายไปคุม เรอัล มาดริด (Real Madrid) สโมสรยักษ์ใหญ่ของ สเปน และหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่สุดท้ายเขาตัดสินใจปฏิเสธโอกาสนั้น เพราะต้องการรักษาคำมั่นที่เคยให้ไว้กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur) เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจบฤดูกาล 2017/18 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่ (Mauricio Pochettino) กำลังพา ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส  (Tottenham Hotspur) ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ในฤดูกาลนั้น เขาพาทีมจบอันดับ 3 ใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ซึ่งถือเป็นการติด 3 อันดับแรกของลีกเป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกัน นอกจากนี้ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur) ยังผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ เอฟเอคัพ  (FA Cup) และรอบ 16 ทีมสุดท้ายของ แชมเปี้ยนส์ลีก  (Champions League) อีกด้วย ผลงานดังกล่าวทำให้ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่ (Mauricio Pochettino) กลายเป็นหนึ่งในกุนซือที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในยุโรป โดยเฉพาะเมื่อ เรอัล มาดริด (Real Madrid) ต้องมองหาผู้จัดการทีมคนใหม่ หลังจาก ซีเนดีน ซีดาน (Zinedine Zidane) ตัดสินใจอำลาตำแหน่ง ทั้งที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ Champions League (Champions League) เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ความสำเร็จของ ซีเนดีน ซีดาน (Zinedine Zidane) ทำให้ตำแหน่งกุนซือ เรอัล มาดริด (Real Madrid) ในเวลานั้นเป็นทั้งโอกาสครั้งใหญ่ และความท้าทายระดับสูงสุด

พอช พร้อมเผยเบื้องลึก ปฏิเสธ ไปแทนที่ ซีดาน ที่ มาดริดในปี 2018

พอช 2018 ปฏิเสธชุดขาว

เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่  (Mauricio Pochettino) เปิดเผยว่า ในปี 2018 เขาเคยมีโอกาสย้ายไปคุม เรอัล มาดริด (Real Madrid) หลังจาก ซีเนดีน ซีดาน (Zinedine Zidane) ออกจากตำแหน่ง ซึ่งหากมองในมุมของอาชีพผู้จัดการทีม นี่คือโอกาสที่ยากจะปฏิเสธ เพราะ เรอัล มาดริด (Real Madrid) ไม่ใช่เพียงสโมสรใหญ่ แต่เป็นสโมสรที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ความสำเร็จ นักเตะระดับโลก และความคาดหวังจากแฟนบอลทั่วโลก ในช่วงเวลานั้น เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่  (Mauricio Pochettino) กำลังพา ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส(Tottenham Hotspur) ยกระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แม้สโมสรจะไม่ได้มีงบประมาณมหาศาลเทียบเท่าทีมยักษ์ใหญ่อื่น ๆ ใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) แต่เขาสามารถสร้างทีมที่แข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งในประเทศและในเวทียุโรป ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur) ภายใต้การคุมทีมของเขา กลายเป็นทีมที่เล่นด้วยความมั่นใจ มีพลัง และสามารถต่อกรกับทีมใหญ่ได้อย่างสูสี อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานั้น ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur) กำลังอยู่ระหว่างโครงการสร้างสนามแห่งใหม่ ซึ่งเป็นโปรเจกต์สำคัญของสโมสร การเปลี่ยนผ่านจาก ไวท์ ฮาร์ท เลนน์ (White Hart Lane) ไปสู่สนามใหม่ คือช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน และอาจส่งผลต่อทิศทางของทีมในระยะยาว ดาเนียล เลวีย์  (Daniel Levy) ประธานสโมสร ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur) จึงเคยขอให้ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่  (Mauricio Pochettino) อยู่กับทีมต่อไปจนกว่าสนามใหม่จะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ เมื่อ เรอัล มาดริด (Real Madrid) ติดต่อเข้ามา เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่  (Mauricio Pochettino) จึงต้องตัดสินใจระหว่างความทะเยอทะยานส่วนตัวกับคำมั่นที่เขาเคยให้ไว้ เขาเล่าว่า ดาเนียล เลวีย์  (Daniel Levy) เคยขอให้เขาอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur) จนถึงวันเปิดสนามใหม่ และเมื่อ เรอัล มาดริด (Real Madrid) สนใจ เขาจึงบอกกับทีมจาก Spain (Spain) ว่า เขาได้ให้คำพูดกับประธานสโมสรไว้แล้วว่า จะอยู่ต่อจนกว่างานก่อสร้างสนามจะเสร็จสมบูรณ์ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่  (Mauricio Pochettino) ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ทางเดียวที่เขาจะสามารถออกจาก Tottenham Hotspur (Tottenham Hotspur) ได้ในตอนนั้น คือ ดาเนียล เลวีย์  (Daniel Levy) ต้องอนุญาตให้มีการเจรจาเกิดขึ้น แต่เขารู้อยู่แล้วว่า ดาเนียล เลวีย์  (Daniel Levy) ไม่น่าจะยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว และที่สำคัญกว่านั้น เขาเองก็ไม่ต้องการละเมิดสัญญาหรือหักหลังคำพูดของตัวเอง

การตัดสินใจที่ใช้หัวใจมากกว่าเหตุผลทางด้านฟุตบอลของ พอช

การตัดสินใจของ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่  (Mauricio Pochettino) จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของฟุตบอล แต่เป็นเรื่องของหลักการส่วนตัว เขาเลือกให้คุณค่ากับคำมั่น จริยธรรม และความรับผิดชอบ มากกว่าการไล่ตามโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่า เขายอมรับว่า วิธีคิดและจริยธรรมในการทำงานของเขาบอกว่า เขาไม่สามารถจาก ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur) ไปได้ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น หากมองย้อนกลับไป การตัดสินใจครั้งนั้นถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในอาชีพของ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่  (Mauricio Pochettino) เพราะการได้คุม เรอัล มาดริด (Real Madrid) อาจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง เขาอาจได้ร่วมงานกับนักเตะระดับโลก ได้ลุ้นแชมป์ใหญ่ และได้อยู่ในสโมสรที่มีเป้าหมายชัดเจนคือการคว้าความสำเร็จทุกฤดูกาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอยู่ต่อกับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส  (Tottenham Hotspur) ก็สะท้อนให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และความเป็นผู้นำของเขา ในสายตาของแฟนบอล ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส  (Tottenham Hotspur) การตัดสินใจของ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่ (Mauricio Pochettino) อาจเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้มองสโมสรเป็นเพียงทางผ่าน แต่เขาผูกพันกับโปรเจกต์ของทีมอย่างแท้จริง เขาเชื่อในนักเตะ เชื่อในทิศทางของสโมสร และต้องการอยู่จนถึงช่วงเวลาสำคัญของการเปิดสนามใหม่ แม้จะมีข้อเสนอจากสโมสรระดับ เรอัล มาดริด (Real Madrid) เข้ามาก็ตาม ขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นอีกมุมหนึ่งของวงการฟุตบอลสมัยใหม่ ซึ่งบางครั้งความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับจังหวะเวลา ความสัมพันธ์กับผู้บริหาร และหลักการของแต่ละคน เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่ (Mauricio Pochettino) อาจมีโอกาสก้าวไปสู่ เบอนาเบว (Bernabeu) แต่เขาเลือกอยู่กับหน้าที่ที่ยังทำไม่เสร็จที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur)

เรื่องราวนี้ทำให้ภาพของ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่ (Mauricio Pochettino) ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดการทีมที่มีแท็กติกน่าสนใจ แต่ยังเป็นกุนซือที่ให้ความสำคัญกับคำพูดและความรับผิดชอบ เขาอาจไม่ได้เลือกเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแง่ชื่อเสียง ณ เวลานั้น แต่เขาเลือกเส้นทางที่ตรงกับหลักการของตัวเอง สุดท้ายแล้ว การปฏิเสธ เรอัล มาดริด (Real Madrid) ของ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่ (Mauricio Pochettino) คือหนึ่งในเรื่องราวที่ยังถูกพูดถึงจนถึงปัจจุบัน เพราะมันเต็มไปด้วยคำถามว่า หากเขาเลือกย้ายไป สเปนได้ในตอนนั้น อาชีพของเขาและอนาคตของ เรอัล มาดริด (Real Madrid) จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่ (Mauricio Pochettino) ได้แสดงให้เห็นว่า สำหรับเขา คำมั่นและจริยธรรมมีความสำคัญไม่แพ้ความทะเยอทะยานในอาชีพฟุตบอล.

เร็กซ์แฮม พลาดโอกาสครั้งใหญ่ แต่มันจะเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว ฤดูกาลนี้อาจไม่ใช่ตอนจบในฝันของ เร็กซ์แฮม (Wrexham) แต่หากมองให้ลึกลงไป มันอาจไม่ใช่ “ความล้มเหลว” อย่างที่หลายคนคิด หากแต่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสโมสรที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในโลกฟุตบอลสมัยใหม่หลังจากสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเลื่อนชั้นต่อเนื่องถึง 3 ฤดูกาล ความหวังในการทำ “เลื่อนชั้น 4 ปีติด” อาจเป็นความคาดหวังที่สูงเกินไป แม้กระทั่งสำหรับทีมที่มีแรงสนับสนุนจากฮอลลีวูด แม้จะจบฤดูกาลด้วยความผิดหวังในเกมสุดท้ายกับ มิดเดิลส์โบรห์ (Middlesbrough) แต่แฟนบอลของ เร็กซ์แฮม (Wrexham) ยังคงมีเหตุผลมากมายให้ภาคภูมิใจ นี่คืออันดับในลีกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์กว่า 150 ปีของสโมสร ทางด้านประธานร่วม ไรอัน เรย์โนลด์ (Ryan Reynolds) ก็ได้ออกมาแสดงความรู้สึกผ่านโซเชียลว่า เขารู้สึก “เสียใจอย่างมาก” กับผลการแข่งขัน แต่ก็ “ภูมิใจอย่างที่สุด” กับผลงานของทีมในฤดูกาลนี้ ขณะที่  ฌอน ฮาร์วีย์ (Shaun Harvey) ย้ำชัดว่า ฤดูกาลนี้คือคำว่า “เกือบจะสำเร็จ” มากกว่าจะเป็น “พลาดไปแบบน่าเสียดาย” และผู้จัดการทีม Phil Parkinson ก็เชื่อมั่นว่า ทีมจะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมในฤดูกาลหน้า

ตลาดนักเตะเดือนมกราคม คือจุดเปลี่ยนสำคัญของ เร็กซ์แฮม

ตลาดมกราเร็กซ์แฮม

หนึ่งในคำถามสำคัญคือ เร็กซ์แฮม (Wrexham)  ตัดสินใจถูกหรือไม่ในตลาดซื้อขายเดือนมกราคม ในอดีต สโมสรใช้ช่วงเวลานี้เป็นจุดเปลี่ยน เช่น การคว้าตัว แซม สมิธ (Sam Smith ) หรือ โอลลี่ พาล์มเมอร์ (Ollie Palmer) ซึ่งช่วยเพิ่มพลังให้ทีมในช่วงโค้งสุดท้าย แต่ฤดูกาลนี้ การเสริมทัพกลับไม่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีความพยายามดึงตัวนักเตะอย่าง อดัม อาร์มสตรอง (Adam Armstrong) , ซิดิกิ เชริฟ (Sidiki Cherif) และ เทอร์รี เดฟลิน (Terry Devlin) แต่ดีลทั้งหมดไม่สำเร็จ นักเตะที่เข้ามาใหม่ เช่น เดวิส คีลเลอร์-ดันน์ (Davis Keillor-Dunn) และ เบลีย์ คาดามาร์เตรี (Bailey Cadamarteri) กลับแทบไม่ได้รับโอกาสลงสนาม อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ “อาการบาดเจ็บ” กองกลางตัวหลักอย่าง แม็ตตี้ เจมส์ (Matty James) และ เบน ชีฟ (Ben Sheaf) ต้องพักยาว ขณะที่ จอร์จ ด็อบสัน (George Dobson) ก็โดนแบน ผู้เล่นคนอื่น ๆ อย่าง โอลิเวอร์ แรธโบน (Oliver Rathbone), เจย์ โรดริเกซ (Jay Rodriguez) และ แอนดี แคนนอน (Andy Cannon) ก็มีปัญหาไม่ต่างกัน รวมถึงฟูลแบ็กสำคัญอย่าง ลิเบราโต้ คาเคซ (Liberato Cacace) และ อีซา กาโบเร (Issa Kaboré) ที่ฟอร์มตกจากอาการบาดเจ็บ แม้แต่ดาวยิงตัวหลักอย่าง คีฟเฟอร์ มัวร์ (Kieffer Moore) ก็ฟอร์มดร็อปหลังมีปัญหาแฮมสตริง ฤดูกาลนี้ เร็กซ์แฮม (Wrexham)   มีหลายเกมที่ “ควรได้” แต่กลับ “พลาดไป” พวกเขาทำผลงานไม่ดีในเกมกับ ฮัลล์ ซิตี้ (Hull City)  ซึ่งเป็นทีมที่แย่งพื้นที่เพลย์ออฟโดยตรง รวมถึงการเสมอแบบน่าเสียดายในช่วงท้ายเกมกับ เลสเตอร์ ซิตี้ (Leicester City) ที่เสียประตูในนาทีที่ 90 และยังมีเกมกับ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ (Sheffield Wednesday) ที่ควรเก็บ 3 แต้ม แต่ทำได้เพียงเสมอ

คู่แข่งฤดูกาลหน้าอาจจะเป็นงานที่ยากยิ่งกว่าเดิม

ฤดูกาลหน้า ความท้าทายจะยิ่งเพิ่มขึ้น ทีมอย่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน (Wolverhampton Wanderers) , เบิร์นลีย์ (Burnley) และอาจรวมถึง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur) , เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) อาจตกชั้นลงมา ซึ่งทุกทีมจะมาพร้อม “เงินช่วยเหลือ (Parachute Payments)” ที่ทำให้ได้เปรียบทางการเงิน ข่าวดีคือ ระบบเพลย์ออฟจะขยายจาก 4 ทีม เป็น 6 ทีม นั่นหมายความว่า อันดับ 7 ก็มีสิทธิ์ลุ้นเลื่อนชั้น ซึ่งเปิดโอกาสให้ เร็กซ์แฮม (Wrexham)   มากขึ้นในการกลับมาท้าทายอีกครั้ง คำถามสำคัญคือ ฤดูกาลนี้คือ “โอกาสที่หลุดลอย” หรือ “ก้าวสำคัญสู่อนาคต” คำตอบอาจเป็นทั้งสองอย่าง เร็กซ์แฮม (Wrexham)    แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขา “เอาจริง” และพร้อมแข่งขันในระดับสูง หลังจากห่างหายจากลีกระดับนี้นานถึง 43 ปี ด้วยการสนับสนุนด้านการเงิน การพัฒนาสนาม และพลังของสื่อจากสารคดี สโมสรมีศักยภาพที่จะก้าวไปถึง พรีเมียร์ลีก (Premier League )ได้ในอนาคต แม้ฤดูกาลนี้จะจบลงแบบ “เกือบจะสำเร็จ” แต่เส้นทางของ เร็กซ์แฮม (Wrexham)   ยังอีกยาวไกล และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้  และถ้าดูจากพัฒนาการที่ผ่านม  อย่าแปลกใจเลย ถ้าฤดูกาลหน้าพวกเขาจะกลับมา “เอาจริงกว่าเดิม” และเขียนประวัติศาสตร์อีกครั้ง ถึงแม้ว่าในฤดูกาลนี้พวกเขาจะมาไกลสุดได้เพียงเท่านึ้แต่โดยรวมแล้วถือว่า ทีมอย่าง เร็กซ์แฮม (Wrexham)   ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และดูแล้วมีแววไม่น้อยที่ก้าวขึ้นมาท้าชิงตำแหน่ง เพื่อขึ้นชั้นมาสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จในไม่ช้าก็เร็ววันนี้ เชื่อว่าต่อไปนี้ จะมีแฟนบอลเอาใจพวกเขามากขึ้นกว่าที่เคยเป็นเพราะด้วยวิธีการที่ผ่านมา ความเป็นนักสู้ของทีม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม เพื่อเป้าหมายเดียวกันอย่างชัดเจน ฤดูกาลหน้าอาจจะมีชื่อของ เร็กซ์แฮม (Wrexham)   พุ่งทะยานขึ้นมาให้พวกเราได้ตื่นเต้นอีกครั้ง ก็เป็นได้

เจ้าป่าเฮ 5-0 ปล่อยให้เรื่องหนีตกชั้น ไปอยู่ที่ ไก่ กับ ค้อน

สถานการณ์หนีตกชั้นใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย และดูเหมือนว่าเส้นทางจะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ เจ้าป่า น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest ) ระเบิดฟอร์มสุดโหด บุกไปถล่ม ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland) ถึง 5-0 ถึงถิ่น สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ แบบเหนือความคาดหมาย และจากชัยชนะนัดนี้ทำให้ทีมของ วิคตอร์ เปยเรร่า ( Vitor Pereira ) ขยับไปมี 39 คะแนน ทิ้งห่างโซนตกชั้นอย่างชัดเจน โดยนำหน้าอันดับ 18 อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ถึง 8 คะแนน และนำ ขุนค้อน เวสต์แฮม ( West Ham United)  6 คะแนน ทำให้สถานการณ์ในการลุ้นหนีตกชั้นในเวลานี้ อาจจะพูดได้ว่า เหลือเพียงแค่สองทีมเท่านั้น นั่นก็คือ สเปอร์ และ เวสต์แฮม เนื่องจากคะแนนเฉลี่ยที่ผ่านมาในการรอดตกชั้นจะอยู่ที่ 40 คะแนน แต่ 39 คะแนนก็พูดได้แล้วว่าเพียงพอในเวลานี้ สำหรับแต้มสำคัญของ ฟอเรสต์ แม้จะมี 39 คะแนน แต่กุนซือ วิคตอร์ เปยเรร่า ( Vitor Pereira ) ยังไม่ประมาท เขากล่าวว่า “มันยังไม่พอ เรายังต้องเก็บแต้มเพิ่ม ต้องชนะอีก และต้องรักษาสภาพจิตใจไว้ให้ได้” แต่เมื่อดูจากสถิติแล้ว อาจไม่ต้องกังวลมากขนาดนั้น ในประวัติศาสตร์ลีก มี 23 ทีมที่มี 39 คะแนน หลังผ่าน 34 นัด ไม่มีทีมไหนตกชั้นเลย  ค่าเฉลี่ยคะแนนของอันดับ 18 อยู่ที่ประมาณ 34.5 คะแนน แปลว่า 35 คะแนนก็เพียงพอสำหรับการรอดตกชั้นแล้ว  ใน 5 ฤดูกาลหลัง ค่าเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 29.6 คะแนน  เรียกได้ว่าเวลานี้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest )   หรือแม้แต่ ลีดส์ ยูไนเต็ด ( Leeds United ) ที่มี 40 คะแนน แทบจะ “รอดแล้ว” ในเชิงสถิติ

แม้ว่าใสทางทฤษฏีแล้ว การลุ้นหนีตกชั้นของ ฟอเรสต์ จะยังไม่จบ แต่ทางปฏิบัติถือว่าโล่ง

เจ้าป่าบุกอัดแมวดำ 5-0

แม้โอกาสจะสูง แต่ในทางทฤษฎี น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest ) ยังไม่ปลอดภัย 100% พวกเขาต้องการอีก 8 คะแนน เพื่อการันตีอยู่รอด ในขณะที่ อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ยังมีโอกาสเก็บได้สูงสุด 46 คะแนน แต่นั่นก็ตั้งอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า ทีมน้องไก่จะต้องชนะหมดทุกนัดที่เหลือเท่านั้น

สำหรับโปรแกรมที่เหลือของแต่ละทีม:

  • น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest ): เชลซี / นิวคาสเซิ่ล / แมนฯ ยูไนเต็ด / บอร์นมัธ

  • ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur): วูล์ฟแฮมป์ตัน/ แอสตัน วิลล่า / ลีดส์ ยูไนเต็ด/เชลซี / เอฟเวอร์ตัน

  • เวสต์แฮม ( West Ham United)  : เอฟเวอร์ตัน / เบรนท์ฟอร์ด / อาร์เซน่อล/ นิวคาสเซิ่ล / ลีดส์ ยูไนเต็ด

เกมเจ้าบุกอัด ซันเดอร์แลนด์ ถูกยกให้เป็นเกมแห่งฤดูกาล

เกมที่ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest )  ชนะ ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland)  5-0 ถูกยกให้เป็น “เกมแห่งฤดูกาล” ภายในเวลาเพียง 6 นาทีในครึ่งแรก พวกเขาจากนำ 1-0 กลายเป็น 4-0 ความเฉียบคมแบบนี้ แทบจะไม่เคยเห็นเลยในช่วงต้นฤดูกาล สำหรับผู้เล่นที่โดดเด่นในเกมนี้ ก็มี คริส วู้ด (Chris Wood) ที่ยิงประตูแรกในรอบหลายเกมของเขา อิกอร์ เชซุส (Igor Jesus) และ เอเลเลียตต์ แอนเดอร์สัน (Elliot Anderson) ที่ถือว่าฟอร์มดีมากในเกมนี้ แต่คนที่เด่นสุดก็คงจะเป็น มอร์แกน กิ๊บ- ไวท์ ( Morgan Gibbs-White) ที่รวมเกมนี้แล้วเขา ยิงปะรตูได้ 7 เกมติดต่อกันไปแล้ว อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษหน้าหล่ออย่าง เจมี่ เรดแน็ปป์ ( Jamie Redknapp ) ถึงกับกล่าวว่า “นี่คือผลการแข่งขันแห่งฤดูกาล” เลยทีเดียว คริส วู้ด (Chris Wood) กล่าวหลังเกมว่า “มันยังไม่จบ แต่เรามาใกล้แล้ว” เขาเน้นว่า ชัยชนะต่อเนื่องช่วยเพิ่มความมั่นใจมหาศาลให้กับทีมได้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest )  ไม่แพ้มา 8 นัดรวมทุกรายการ และกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มดีที่สุดของฤดูกาล ขณะที่ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest )  กำลังจะหนีออกไปได้ สายตาทุกคู่เริ่มจับจ้องไปที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) และ เวสต์แฮม ( West Ham United)  ทั้งสองทีมมีโปรแกรมเตะในวันเดียวกัน เวสต์แฮม ( West Ham United)  เปิดบ้านเจอกับ เอฟเวอร์ตัน (Everton) ของ เดวิด มอยส์ (David Moyes ) อดีตกุนซือของทีม ส่วน สเปอร์ นั้น งานเบากว่ากับการบุกไปเยือนวูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมที่ตกชั้นไปแล้วท้างด้าน กุนซือของ สเปอร์ อย่าง โรแบร์โต้ เด แชร์บี้ (Roberto De Zerbi) กล่าวว่า “ชัยชนะเพียงเกมเดียว สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้” แต่หากเทียบฟอร์มของทั้งสองทีมในเวลานี้ ค่อนข้างต่างกันชัดเจน เวสต์แฮม ( West Ham United)  ของ นู่โน่ ซานโต ( Nuno Espirito Santo) เก็บชัยชนะ 2 จาก 5 นัดล่าสุด  แพ้เพียง 1 นัดเท่านั้น ในขณะที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ไม่ชนะใครเลยตั้งแต่ปีที่แล้ว นี่คือความแตกต่างที่สำคัญมากจนในเวลานี้ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ก็ฟันธงโดย ข้อมูลจาก Opta ระบุว่า โอกาสตกชั้นของ สเปอร์  นั้นอยู่ที่ 61.01% ส่วนโอกาสตกชั้นของ  เวสต์แฮม อยู่ที่ 37.98% ส่วน ลีดส์ และ ฟอเรสต์ ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้มีโอกาสตกชั้นน้อยกว่า 1% เสียอีกนั่นหมายความว่าโควตาตกชั้นสุดท้ายแทบจะแน่นอนว่า จะเป็นหนึ่งในสองทีมนี้ส่วนจะเป็น สเปอร์ หรือ เวสต์แฮม เหลืออีกไม่กี่นัดจะรู้ผลกันแล้ว

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin