จู๊ด เดือดสวน ทูเคิล หลังหาว่าสิงโต โชคช่วยเกมเชือดไวกิ้งหืด

ทีมชาติ อังกฤษ ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก ได้อีกครั้ง หลังเอาชนะ ทีมชาติ นอร์เวย์ ในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศที่เต็มไปด้วยความกดดัน เหตุการณ์พลิกผัน และความเหนื่อยล้า นี่ถือเป็นครั้งที่สี่ในประวัติศาสตร์ที่ อังกฤษ เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก ต่อจากการแข่งขันในปี 1966 ซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าภาพ รวมถึงทัวร์นาเมนต์ที่ ประเทศ อิตาลี ในปี 1990 และ ประเทศ รัสเซีย ในปี 2018 ทันทีที่ผู้ตัดสินชาว ฝรั่งเศส เคลมองต์ ตูร์แปง (Clement Turpin) เป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขันในสนามที่ เมือง ไมอามี นักเตะ อังกฤษ หลายคนทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความโล่งใจ หลังต้องต่อสู้กับ นอร์เวย์ จนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ เสียงเชียร์ของแฟนบอล อังกฤษ ดังไปทั่วอัฒจันทร์ ขณะที่ จูด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) ซึ่งทำสองประตูในเกมนี้ เผลอชนศีรษะกับ จอร์แดน พิคฟอร์ด (Jordan Pickford) ระหว่างการฉลองชัยชนะ ส่วนกัปตันทีม แฮร์รี เคน (Harry Kane) นำเพื่อนร่วมทีมเดินไปขอบคุณแฟนบอลหลายพันคนที่เดินทางไกลมายัง รัฐ ฟลอริดา เพื่อให้กำลังใจพวกเขาในเกมสำคัญอย่างไรก็ตาม บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองไม่ได้ทำให้ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) พอใจกับผลงานของลูกทีม กุนซือชาว เยอรมัน กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า อังกฤษ “โชคดี” ที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้ เพราะตลอดการแข่งขัน นอร์เวย์ เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อน มีโอกาสสำคัญที่จะหนีห่างเป็น 2-0 เคยส่งบอลเข้าประตูแต่ถูกยกเลิก และยังมีจังหวะยิงชนคานอีกด้วย โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ยอมรับว่า ผลการแข่งขันเป็นเรื่องยอดเยี่ยม เพราะ อังกฤษ สามารถผ่านเข้าสู่รอบสี่ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แต่เขาไม่พอใจกับรูปแบบการเล่นของทีมเลยแม้แต่น้อย เขามองว่า อังกฤษ สร้างปัญหาให้ตัวเองจากการเล่นที่ขาดความแน่นอน มีข้อผิดพลาดทางเทคนิคจำนวนมาก เคลื่อนบอลช้าเกินไป และไม่สามารถสร้างจังหวะบุกอย่างต่อเนื่องตามแผนที่เตรียมไว้ “เราโชคดี เราทำให้เกมนี้ยากสำหรับตัวเองอย่างมาก ผลการแข่งขันถือว่ายอดเยี่ยม และการผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ แต่ผมไม่มีความสุขกับผลงานของทีมในทุกด้าน” โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ยังกล่าวว่า ลูกทีมเล่นอย่างประมาท เสียบอลง่าย เคลื่อนที่ไม่รวดเร็ว และไม่สามารถทำสิ่งที่ต้องการได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) เชื่อว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ อังกฤษ รอดพ้นจากสถานการณ์อันยากลำบาก คือสภาพจิตใจของนักเตะ เขาอธิบายว่า การผ่านเข้ารอบครั้งนี้เกิดจาก “พลังใจล้วน ๆ” เพราะแม้ผลงานโดยรวมจะไม่น่าประทับใจ แต่ผู้เล่นทุกคนยังคงต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย และไม่ยอมแพ้แม้เกมจะตกเป็นรอง เมื่อ จูด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) ถูกถามถึงคำวิจารณ์ของผู้จัดการทีม เขาตอบกลับอย่างไม่ปิดบังความรู้สึกว่า นักเตะทุกคนทำงานอย่างหนัก และสมควรได้รับการยกย่องจากความทุ่มเทที่แสดงออกมาในสนาม “ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ การเล่นในสนามวันนี้เป็นงานที่ยากมาก นักเตะทุกคนทุ่มเทอย่างหนัก ความคิดและความชื่นชมของผมทั้งหมดขอมอบให้กับเพื่อนร่วมทีมที่ทำงานอย่างเต็มที่” จูด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) ทำคนเดียวสองประตูในนาทีที่ 40+7 และนาทีที่ 93 (ประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษ)  หลังจากที่พวกเขาโดนนำไปก่อน และเกือบจะพลาดท่า โดน นอร์เวย์ กระทุ้ง 2-1 ได้ในเวลาปกติยังดีที่ วีเออาร์ มาช่วยริบประตูนั้นไปเสียก่อน

เส้นทางสิงโตผ่านมาอย่างทุลักทุเลทุกนัด

ก่อนหน้านี้ทีมชาติ อังกฤษ แม้ว่าจะเข้ารอบมาเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม แต่กว่าจะผ่านแต่ละเกมมาได้ก็ไม่ใช่ผ่านมาด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมนัก แม้ว่าจะเข้ามาเจอกับ คองโก กว่าจะบดเอาชนะได้้ก็แทบแย่ ไหนจะต้องเจอเกมยากๆ กับเจ้าภาพอย่างเม็กซิโกอีก นอกจากนี้ อังกฤษ ยังต้องเล่นด้วยผู้เล่นเพียงสิบคนในเกมที่เอาชนะ ทีมชาติ เม็กซิโก 3-2 แสดงให้เห็นว่าเส้นทางของพวกเขาเต็มไปด้วยอุปสรรคและสถานการณ์ที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ยืนยันว่า เขาไม่ได้มีปัญหาหรือความขัดแย้งกับนักเตะ แม้ว่าคำพูดหลังเกมของเขาจะค่อนข้างรุนแรง กุนซือทีมชาติ อังกฤษ กล่าวว่า เขารักทีมและผู้เล่นของตัวเองอย่างเต็มหัวใจ แต่ความรักไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องมองข้ามข้อผิดพลาด เพราะ อังกฤษ ยังสามารถเล่นได้ดีกว่านี้ และมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่ต้องปรับปรุง คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ความแข็งแกร่งทางจิตใจเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอหรือไม่ หาก อังกฤษ ต้องการคว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ หรือพวกเขาจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพการเล่น ก่อนเผชิญหน้ากับ ทีมชาติ อาร์เจนตินา ในรอบรองชนะเลิศ จูด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) ยังกล่าวถึงสภาพอากาศที่ร้อนและมีความชื้นสูงใน เมือง ไมอามี ซึ่งทำให้การแข่งขันยากลำบากมากขึ้น นักเตะ อังกฤษ ต้องลงเล่นนานถึง 122 นาที และมีเวลาพักฟื้นร่างกายไม่มาก ก่อนลงสนามในรอบรองชนะเลิศ จูด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) มองว่า โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) อาจไม่เข้าใจอย่างเต็มที่ว่า การลงเล่นในสภาพอากาศเช่นนั้น พร้อมกับต้องรับมือผู้เล่นระดับสูงของ นอร์เวย์ เป็นงานที่หนักเพียงใดในการที่เขาและเพื่อนร่วมทีมต้องดวลกับ เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) อันโตนิโอ นูซา (Antonio Nusa) และ อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ (Alexander Sorloth)  มันไม่ใช่งานที่ง่ายเลย เพราะพวกเขาเหล่านี้เป็นนักเตะระดับท็อปนั่นเอง

จูด ยันสิงโตรับมือ ฮาลันด์,โอเดนการ์ด,นูซ่า ไม่ง่าย

จู๊ดยิง 2 เชือดนอร์เวย์

จูด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) ยืนยันว่า นอร์เวย์ ไม่ใช่ทีมที่รับมือได้ง่าย และเขาไม่สามารถกล่าวชื่นชมเพื่อนร่วมทีมได้มากพอ สำหรับการช่วยกันฝ่าด่านอันยากลำบากครั้งนี้ เขายังอธิบายว่า ฟุตบอลไม่ได้เปิดโอกาสให้ทุกทีมชนะด้วยการต่อบอลสวยงาม หรือจ่ายบอลหนึ่งพันครั้งในทุกเกม บางครั้งชัยชนะต้องอาศัยการต่อสู้ ความอดทน และการเล่นในรูปแบบที่อาจไม่สวยงามนัก “คุณไม่สามารถชนะทุกเกมด้วยการครองบอลและจ่ายบอลหนึ่งพันครั้ง บางครั้งคุณจำเป็นต้องชนะในแบบที่ไม่สวยงาม และวันนี้พวกเราก็ทำแบบนั้นได้” แม้นักเตะบางคนอาจไม่เห็นด้วยกับน้ำเสียงของ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) แต่บรรดาอดีตนักเตะ อังกฤษ หลายคนกลับสนับสนุนคำพูดของเขา อลัน เชียเรอร์ (Alan Shearer) อดีตกัปตันทีมชาติ อังกฤษ กล่าวผ่าน บีบีซี สปอร์ต ว่า ในอดีตอาจมีผู้จัดการทีมหรือนักเตะออกมาพูดเพียงว่า ทุกคนร่วมมือกันอย่างยอดเยี่ยม และแสดงให้เห็นถึงความสามัคคี แต่ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) เลือกที่จะพูดความจริง และไม่ยอมปล่อยให้ผลการแข่งขันที่ดีเข้ามากลบข้อบกพร่องของทีม  “คุณต้องให้เครดิตกับเขาที่กล้าพูดออกมา เขาไม่ได้ยอมรับผลงานแบบนั้น เพียงเพราะทีมสามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้” เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) อดีตกองหน้าที่ทำได้ 53 ประตูจากการลงเล่น 120 นัดให้กับ อังกฤษ เห็นด้วยว่า โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ประเมินเรื่องสภาพจิตใจของทีมได้อย่างถูกต้อง เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ชี้ว่า อังกฤษ แสดงให้เห็นถึงคาแรกเตอร์ที่แข็งแกร่ง หลังจาก เอซรี คอนซา (Ezri Konsa) ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ เดแคลน ไรซ์ (Declan Rice) ซึ่งมีปัญหาความฟิตก่อนการแข่งขัน ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลัง อดีตกองหน้าทีมชาติ อังกฤษ ยอมรับว่า นอร์เวย์ เป็นฝ่ายเล่นได้ดีกว่าในหลายช่วงของการแข่งขัน แต่ความมุ่งมั่นและสภาพจิตใจของผู้เล่น อังกฤษ ช่วยให้ทีมผ่านเกมนี้ไปได้ ขณะที่ แมตต์ อัพสัน (Matt Upson) อดีตกองหลังทีมชาติ อังกฤษ กล่าวว่า ในช่วงประมาณ 25 นาทีสุดท้ายก่อนครบ 90 นาที เขารู้สึกว่า นอร์เวย์ มีโอกาสเป็นฝ่ายชนะเกมนี้มากกว่า ตลอดเส้นทางสู่รอบรองชนะเลิศ อังกฤษ ต้องพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นหลายครั้ง

จูด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) และ แฮร์รี เคน (Harry Kane) เคยประสานงานกันเพื่อทำลายแนวรับของ ปานามา ในรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนที่ แฮร์รี เคน (Harry Kane) จะทำสองประตูในช่วงท้ายเกม ช่วยให้ทีมพลิกสถานการณ์ในรอบ 32 ทีมกับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เกมดังกล่าวแข่งขันกันที่ เมือง แอตแลนตา ซึ่ง อังกฤษ จะกลับไปลงสนามอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศ ส่วนเกมกับ นอร์เวย์ ผู้เล่นที่ช่วย อังกฤษ ออกจากวิกฤตอีกครั้งคือ จูด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) อลัน เชียเรอร์ (Alan Shearer) มองว่า อังกฤษ ต้องอดทนอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลัง แม้ทีมจะไม่ได้เล่นดีตลอดการแข่งขัน แต่พวกเขายังคงหาวิธีกลับเข้าสู่เกม เดินหน้าต่อ และต่อสู้จนคว้าตั๋วเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ อดีตกัปตันทีมชาติ อังกฤษ กล่าวเพิ่มเติมว่า นักเตะชุดนี้พิสูจน์แล้วว่า พวกเขามีความแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับความกดดันได้เป็นอย่างดี เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ย้ำว่า ทุกคนมีความสุขที่ อังกฤษ ผ่านเข้ารอบ แม้ว่าผลงานจะไม่ได้ยอดเยี่ยม แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลแบบทัวร์นาเมนต์ คือการหาหนทางเอาชนะและทำภารกิจให้สำเร็จ ด้าน แมตต์ อัพสัน (Matt Upson) ซึ่งลงเล่นให้กับ อังกฤษ จำนวน 21 นัด ระหว่างปี 2003 ถึง 2010 เชื่อว่า ทีมจะเริ่มต้นเกมรอบรองชนะเลิศด้วยจังหวะและทัศนคติที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศในเกมต่อไปอาจไม่ร้อนและมีความชื้นสูงเท่ากับ เมือง ไมอามี แมตต์ อัพสัน (Matt Upson) เข้าใจคำวิจารณ์ของ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) เพราะทุกคนสามารถมองเห็นได้ว่า อังกฤษ ยังมีศักยภาพที่จะเล่นได้ดีกว่านี้มาก

รอบรองชนะเลิศกับ อาร์เจนตินา จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของ อังกฤษ พวกเขามีนักเตะที่สามารถตัดสินเกมในช่วงเวลาสำคัญ มีความแข็งแกร่งทางจิตใจ และผ่านสถานการณ์ยากลำบากมาแล้วหลายครั้ง แต่ในเวลาเดียวกัน ทีมจำเป็นต้องลดข้อผิดพลาด เล่นให้รวดเร็วขึ้น และควบคุมเกมให้ได้มากกว่าเดิม คำวิจารณ์ของ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) อาจฟังดูรุนแรงในค่ำคืนที่ควรเต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง แต่เป้าหมายของเขาชัดเจน นั่นคือการเตือนนักเตะว่า การผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศยังไม่ใช่จุดหมายสุดท้าย หาก อังกฤษ ต้องการสร้างประวัติศาสตร์และคว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก 2026 พวกเขาไม่สามารถหวังพึ่งโชค ความสามารถเฉพาะตัว หรือพลังใจเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ทีมของ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) จะต้องยกระดับผลงานให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ อาร์เจนตินา และต่อสู้เพื่อโอกาสผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก อีกครั้ง

มัดรวมความบาดหมางของ อังกฤษ พบ อาร์เจนติน่า บนเวที ฟุตบอลโลก

การพบกันระหว่าง ทีมชาติ อังกฤษ และ ทีมชาติ อาร์เจนตินา ไม่ใช่การแข่งขันฟุตบอลธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในคู่ปรับที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ประตูระดับตำนาน ใบแดง เหตุการณ์อื้อฉาว และความรู้สึกทางการเมืองที่ฝังลึกมาหลายชั่วอายุคน เมื่อทั้งสองทีมต้องกลับมาเผชิญหน้ากันเพื่อแย่งชิงตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก ความยิ่งใหญ่ของเกมนี้จึงแทบไม่ต้องมีคำบรรยายเพิ่มเติมเกมรอบรองชนะเลิศที่ เมือง แอตแลนตา จะเป็นครั้งแรกในอาชีพของ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ที่ได้ลงสนามพบกับ ทีมชาติ อังกฤษ ขณะที่แชมป์เก่าอย่าง อาร์เจนตินา มีภารกิจหยุดทีมของ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ซึ่งกำลังพยายามพา “สิงโตคำราม” ยุติช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดที่ยาวนานกว่า 60 ปี ความเป็นคู่ปรับบนเวที ฟุตบอลโลก ของทั้งสองชาติเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1962 และหลังจากนั้นทุกครั้งที่พวกเขาพบกัน มักมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นประตูสุดสวย การตัดสินที่เป็นข้อถกเถียง การถูกไล่ออกจากสนาม หรือเหตุการณ์ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่าง อังกฤษ และ อาร์เจนตินา ไม่ได้เกิดขึ้นจากกีฬาเพียงอย่างเดียว ความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะสงคราม หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ในช่วงทศวรรษ 1980 มีอิทธิพลอย่างมากต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ แม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปี นักเตะและแฟนบอล อาร์เจนตินา บางส่วนยังคงกล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านบทเพลงเชียร์และวัฒนธรรมฟุตบอล ทำให้ทุกครั้งที่ทั้งสองชาติพบกัน บรรยากาศในสนามจึงมีความหมายมากกว่าผลแพ้ชนะ จากการพบกันทั้งหมดห้าครั้งใน ฟุตบอลโลก หลายคนอาจประหลาดใจว่า อังกฤษ มีสถิติที่เหนือกว่าเล็กน้อย แต่ชัยชนะครั้งสำคัญที่ชาว อังกฤษ จดจำได้อย่างภาคภูมิใจนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว การพบกันครั้งล่าสุดก่อนเกมรอบรองชนะเลิศเกิดขึ้นในปี 2002 ส่งผลให้แฟนบอลรุ่นใหม่จำนวนมากอาจไม่เคยสัมผัสความร้อนแรงของคู่ปรับคู่นี้โดยตรง

ฟุตบอลโลก 1962 : อังกฤษ 3-1 อาร์เจนตินา

การเผชิญหน้าครั้งแรกเกิดขึ้นในรอบแบ่งกลุ่ม ฟุตบอลโลก 1962 ที่ เมือง รังกากัว ประเทศ ชิลี และถือเป็นเกมที่ค่อนข้างเรียบง่าย เมื่อเทียบกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในการพบกันครั้งต่อ ๆ มา รอน ฟลาวเวอร์ส (Ron Flowers) บ็อบบี ชาร์ลตัน (Bobby Charlton) และ จิมมี กรีฟส์ (Jimmy Greaves) ช่วยกันทำประตูให้ อังกฤษ ขึ้นนำอย่างเด็ดขาด 3-0 ก่อนที่ อาร์เจนตินา จะยิงประตูปลอบใจได้ในช่วงท้ายเกม ทั้งสองทีมจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยผลงานใกล้เคียงกัน แต่ อังกฤษ ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปด้วยผลต่างประตูที่ดีกว่า ส่วน อาร์เจนตินา ต้องยุติเส้นทางเพียงรอบแรก อย่างไรก็ตาม อังกฤษ ไปได้ไกลเพียงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนถูก ทีมชาติ บราซิล เขี่ยตกรอบ

จุดเริ่มต้นความแค้นเดือด ฟุตบอลโลก 1966 : อังกฤษ 1-0 อาร์เจนตินา

หากต้องเลือกจุดเริ่มต้นที่ทำให้การแข่งขันคู่นี้กลายเป็นคู่ปรับอย่างแท้จริง เกมรอบก่อนรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1966 ที่ สนาม เวมบลีย์ น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด อาร์เจนตินา ยังคงเชื่อมาจนถึงปัจจุบันว่า พวกเขาถูกปล้นชัยชนะในเกมดังกล่าว โดยมองว่าประตูชัยของ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ (Geoff Hurst) เกิดขึ้นจากจังหวะล้ำหน้า แต่ประตูที่เป็นข้อถกเถียงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความวุ่นวายเท่านั้น เพราะ อันโตนิโอ รัตติน (Antonio Rattin) กัปตันทีม อาร์เจนตินา ถูกไล่ออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 33 เหตุการณ์เริ่มจากการทำฟาวล์ บ็อบบี ชาร์ลตัน (Bobby Charlton) ก่อนที่ อันโตนิโอ รัตติน (Antonio Rattin) จะเข้าไปโต้เถียงกับ รูดอล์ฟ ไครท์ไลน์ (Rudolf Kreitlein) ผู้ตัดสินชาว เยอรมัน อย่างต่อเนื่อง หลังถูกสั่งให้ออกจากสนาม อันโตนิโอ รัตติน (Antonio Rattin) ปฏิเสธที่จะเดินออกไป ทำให้การแข่งขันต้องหยุดชะงักเกือบแปดนาที อังกฤษ รักษาสกอร์ 1-0 เอาไว้ได้ในเกมที่เต็มไปด้วยการปะทะและอารมณ์รุนแรง หลังการแข่งขัน อัลฟ์ แรมซีย์ (Alf Ramsey) ผู้จัดการทีม อังกฤษ ใช้คำว่า “สัตว์ป่า” กล่าวถึงผู้เล่น อาร์เจนตินา พร้อมสั่งไม่ให้นักเตะของตนแลกเสื้อกับคู่แข่ง หลายปีต่อมา จอร์จ โคเฮน (George Cohen) กองหลังชุดแชมป์ ฟุตบอลโลก 1966 เล่าว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเข้าสกัดตามปกติ แต่เป็นพฤติกรรมยั่วยุและการพยายามข่มขู่คู่แข่ง จอร์จ โคเฮน (George Cohen) กล่าวถึงการถ่มน้ำลาย การดึงผมบริเวณต้นคอ และการดึงหู พร้อมมองว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ อาร์เจนตินา ไม่ได้แสดงความสามารถด้านฟุตบอลอย่างเต็มที่ เหตุการณ์ในเกมนี้ยังถูกเชื่อมโยงกับจุดเริ่มต้นของแนวคิดการใช้ใบเหลืองและใบแดง ก่อนจะถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกใน ฟุตบอลโลก 1970 ที่ ประเทศ เม็กซิโก เนื่องจากก่อนหน้านั้นผู้ตัดสินต้องใช้เพียงคำพูดเพื่อเตือนหรือลงโทษนักเตะ อันโตนิโอ รัตติน (Antonio Rattin) ซึ่งรับใช้ ทีมชาติ อาร์เจนตินา ระหว่างปี 1959 ถึง 1969 และผ่านการแข่งขัน ฟุตบอลโลก ปี 1962 กับปี 1966 เสียชีวิตในวัย 89 ปี

ฟุตบอลโลก 1986 : อาร์เจนตินา 2-1 อังกฤษ กับ หัตถ์พระเจ้า

เกมรอบก่อนรองชนะเลิศที่ เมือง เม็กซิโก ซิตี ประเทศ เม็กซิโก เป็นการพบกันที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และยังคงสร้างความเจ็บปวดให้กับแฟนบอล อังกฤษ มาจนถึงทุกวันนี้ การแข่งขันเกิดขึ้นเพียงสี่ปีหลังสงคราม หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศอยู่ในระดับสูง สื่อและประชาชนใน อาร์เจนตินา มองเกมนี้เป็นโอกาสแสดงความรู้สึกที่มีต่อความขัดแย้ง ขณะที่สื่อ อังกฤษ บางส่วนก็ใช้ถ้อยคำเกี่ยวกับชาตินิยมเพื่อเพิ่มความร้อนแรงให้กับการแข่งขัน ลูร์เดส เฮเรเดีย (Lourdes Heredia) ผู้สื่อข่าวของ บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส ซึ่งอยู่ใน สนาม อัซเตกา เล่าว่า ครอบครัวของเธอกังวลว่าความตึงเครียดอาจลุกลามเป็นเหตุการณ์รุนแรงระหว่างแฟนบอล แต่สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจเข้าชม เพราะเป็นโอกาสที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต เกมนี้กลายเป็นตำนานจากผลงานของ ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) ประตูแรกเกิดขึ้นเมื่อ ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) กระโดดแย่งบอลกับ ปีเตอร์ ชิลตัน (Peter Shilton) ผู้รักษาประตู อังกฤษ ก่อนใช้มือชกบอลเข้าสู่ประตู โดยผู้ตัดสินไม่เห็นเหตุการณ์ ประตูดังกล่าวได้รับสมญาว่า “หัตถ์พระเจ้า” และกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลก อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่นาทีต่อมา ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) ก็แสดงให้เห็นถึงความอัจฉริยะด้วยการเลี้ยงบอลผ่านนักเตะ อังกฤษ หลายคน ก่อนหลบ ปีเตอร์ ชิลตัน (Peter Shilton) และยิงประตูที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประตูยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล แกรี ลินิเกอร์ (Gary Lineker) ยิงประตูตีตื้นให้ อังกฤษ ในช่วงท้ายเกม แต่ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกรอบ ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) กล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ใช้มือทำประตูในปี 2005 แต่ ปีเตอร์ ชิลตัน (Peter Shilton) ปฏิเสธที่จะยอมรับคำขอโทษดังกล่าว ความเจ็บปวดของ อังกฤษ ยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ อาร์เจนตินา เดินหน้าชนะ ทีมชาติ เยอรมนีตะวันตก ในรอบชิงชนะเลิศ และคว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก 1986 ไปครอง

ฟุตบอลโลก 1998 : อาร์เจนตินา 2-2 อังกฤษ บทเรียนราคาแพงของ เบ็คแฮม

เบ็คแฮม กับ ซิมิโอเน่

เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ เมือง แซงต์ เอเตียน ประเทศ ฝรั่งเศส เป็นการแข่งขันที่ เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham) ไม่มีวันลืม กาเบรียล บาติสตูตา (Gabriel Batistuta) และ อลัน เชียเรอร์ (Alan Shearer) ยิงจุดโทษให้ทั้งสองทีม ก่อนที่ ไมเคิล โอเวน (Michael Owen) จะลากบอลผ่านแนวรับ อาร์เจนตินา และทำหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดของ อังกฤษ บนเวที ฟุตบอลโลก อย่างไรก็ตาม ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ (Javier Zanetti) ยิงตีเสมอจากลูกฟรีคิกที่เล่นกันอย่างชาญฉลาด ก่อนจบครึ่งแรก จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham) ถูกไล่ออกจากสนาม หลังใช้เท้าเตะตอบโต้ ดีเอโก ซิเมโอเน (Diego Simeone) แม้เหลือผู้เล่นสิบคน อังกฤษ ยังต่อสู้อย่างกล้าหาญ และเกือบได้ประตูชัยจากลูกโหม่งของ โซล แคมป์เบลล์ (Sol Campbell) ในนาทีที่ 81 แต่ถูกยกเลิก เนื่องจากผู้ตัดสินมองว่ามีการผลักคู่แข่ง เกมต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ และหลังจาก เดวิด แบตตี (David Batty) กับ พอล อินซ์ (Paul Ince) ยิงพลาด อาร์เจนตินา จึงเป็นฝ่ายชนะ 4-3 หนึ่งปีต่อมา ดีเอโก ซิเมโอเน (Diego Simeone) ยอมรับว่า เขาพยายามทำให้ผู้ตัดสินเชื่อว่าเหตุการณ์รุนแรงกว่าความเป็นจริง และการล้มของเขามีส่วนทำให้โทษที่ควรเป็นใบเหลืองกลายเป็นใบแดง

ฟุตบอลโลก 2002 : อาร์เจนตินา 0-1 อังกฤษ

สี่ปีหลังกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาแฟนบอล เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham) ได้รับโอกาสล้างแค้นในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มที่ เมือง ซัปโปโร ประเทศ ญี่ปุ่น อังกฤษ ได้จุดโทษหลัง ไมเคิล โอเวน (Michael Owen) ถูก เมาริซิโอ โปเช็ตติโน (Mauricio Pochettino) ทำฟาวล์ ก่อนที่ เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham) ซึ่งรับหน้าที่กัปตันทีม จะยิงประตูชัยเพียงลูกเดียวของเกม ชัยชนะนัดนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะ อังกฤษ ทำได้เพียงเสมอกับ ทีมชาติ สวีเดน ในนัดแรก ก่อนผ่านเข้าสู่รอบต่อไปจากการเสมอ ทีมชาติ ไนจีเรีย ในนัดสุดท้าย ส่วน อาร์เจนตินา ซึ่งปิดท้ายด้วยการเสมอ สวีเดน 1-1 ต้องตกรอบแบ่งกลุ่มเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1962 ฟิล แม็คนัลตี (Phil McNulty) ผู้สื่อข่าวฟุตบอลของ บีบีซี สปอร์ต จดจำ สนาม ซัปโปโร โดม ในฐานะสถานที่แห่งการไถ่บาปของ เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham) ทีมของ สเวน โกรัน อีริคส์สัน (Sven-Goran Eriksson) สามารถเอาชนะทีมที่คุมโดย มาร์เซโล บิเอลซา (Marcelo Bielsa) พร้อมปิดฉากความเจ็บปวดจากใบแดงและความพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษเมื่อสี่ปีก่อน หลังจากนั้น อังกฤษ เอาชนะ ทีมชาติ เดนมาร์ก ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนตกรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยน้ำมือของ ทีมชาติ บราซิล จากลูกฟรีคิกอันเหนือความคาดหมายของ โรนัลดินโญ (Ronaldinho) การกลับมาพบกันของ อังกฤษ และ อาร์เจนตินา จึงไม่ใช่เพียงเกมรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก เท่านั้น แต่เป็นการเปิดบทใหม่ของคู่ปรับที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 60 ปี จากคำว่า “สัตว์ป่า” ในปี 1966 ประตู “หัตถ์พระเจ้า” ของ ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) ในปี 1986 ใบแดงของ เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham) ในปี 1998 จนถึงการล้างแค้นจากจุดโทษในปี 2002 ทุกการพบกันล้วนทิ้งร่องรอยไว้ในประวัติศาสตร์ ครั้งนี้ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) จะได้สัมผัสการแข่งขันระดับตำนานเป็นครั้งแรก ขณะที่ อังกฤษ ภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ต้องการสร้างประวัติศาสตร์ของตนเอง ไม่ว่าผลการแข่งขันที่ เมือง แอตแลนตา จะจบลงอย่างไร เกมระหว่าง อังกฤษ และ อาร์เจนตินา ย่อมมีโอกาสเพิ่มอีกหนึ่งเรื่องราวที่แฟนฟุตบอลจะกล่าวถึงไปอีกหลายชั่วอายุคน

หรือ อาร์เจนติน่า ควรเปลี่ยนให้คนอื่นยิงจุดโทษ แทนที่ เมสซี่

ทุกเกมที่ผ่านไปในศึก ฟุตบอลโลก 2026 ยิ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อถกเถียงว่า ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) อาจเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา แม้จะมีอายุ 39 ปี แต่กัปตันทีมชาติ อาร์เจนตินา ยังคงเป็นศูนย์กลางของทีม และสามารถสร้างความแตกต่างในเกมสำคัญด้วยคุณภาพเฉพาะตัวที่แทบไม่มีใครเทียบได้ ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พบกับ อียิปต์ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) สร้างผลงานระดับเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันอีกครั้ง เขาทั้งยิงประตูและสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม ขณะที่ อาร์เจนตินา พลิกสถานการณ์จากการตามหลัง 0-2 ในช่วงที่เหลือเวลาเพียงเล็กน้อย ก่อนกลับมาชนะอย่างเหลือเชื่อ 3-2 คริสเตียน โรเมโร (Cristian Romero) เป็นผู้ยิงประตูตีตื้น จากนั้น ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ทำประตูตีเสมอ และ เอ็นโซ เฟร์นันเดซ (Enzo Fernández) ซัดประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งให้แชมป์เก่าผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ ชัยชนะครั้งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในการพลิกกลับมาชนะที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลก แต่ภายใต้ผลงานอันยอดเยี่ยมของ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่ไม่สามารถมองข้ามได้ นั่นคือปัญหาการยิงจุดโทษของเขา

สถิติใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมกับความผิดพลาดของ เมสซี่

เมสซี่กับจุดโทษษ13212

ผลงานในเกมกับ อียิปต์ ทำให้ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) สร้างสถิติใหม่เพิ่มเติม เขากลายเป็นผู้เล่นอายุมากที่สุดที่สามารถยิงประตูและทำแอสซิสต์ได้ภายในเกมเดียวของ ฟุตบอลโลก พร้อมขยายสถิติที่เขาเคยครองอยู่แล้ว นี่เป็นครั้งที่ห้าที่ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) สามารถทำประตูและแอสซิสต์ได้ในเกม ฟุตบอลโลก นัดเดียว นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติอย่างเป็นทางการในปี 1966 ยังไม่มีผู้เล่นคนใดทำได้มากกว่าสามครั้ง นอกจากนี้ เขายังเพิ่มจำนวนแอสซิสต์ใน ฟุตบอลโลก เป็น 9 ครั้ง แซงหน้า ดิเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) และกลายเป็นผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาลของรายการประตูที่ยิงใส่ อียิปต์ ยังช่วยเพิ่มจำนวนประตูในรอบน็อกเอาต์ของเขา และแสดงให้เห็นว่า ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ยังคงสามารถเป็นผู้ตัดสินเกมบนเวทีระดับสูงสุดได้ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางค่ำคืนแห่งความยอดเยี่ยม เขากลับสร้างอีกหนึ่งสถิติที่ไม่ต้องการ นั่นคือการพลาดจุดโทษเป็นครั้งที่สองใน ฟุตบอลโลก 2026 จนทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า อาร์เจนตินา ควรเปลี่ยนผู้รับหน้าที่ยิงจุดโทษหรือไม่คำถามนี้อาจฟังดูแปลก เพราะกำลังพูดถึงนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จแทบทุกอย่าง ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ยิงประตูได้เกือบทุกรูปแบบ คว้าแชมป์ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ รวมถึงได้รับรางวัล บัลลงดอร์ ถึงแปดสมัย แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะการยิงจากระยะ 12 หลา ตัวเลขของเขากลับไม่ได้โดดเด่นเท่าความสามารถด้านอื่น

จุดโทษที่เกือบทำให้ อาร์เจนตินา ต้องตกรอบ

ในเกมกับ อียิปต์ อาร์เจนตินา ได้รับจุดโทษหลังจาก นิโกลัส ตาญาฟิโก (Nicolás Tagliafico) ถูกทำฟาวล์ภายในเขตโทษ ขณะที่ทีมตามหลังอยู่ 0-1 ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) รับหน้าที่สังหาร แต่ลูกยิงของเขาขาดทั้งความแรงและความแม่นยำ ทำให้ มอสตาฟา โชเบียร์ (Mostafa Shobeir) ผู้รักษาประตูของ อียิปต์ อ่านทางถูกและป้องกันเอาไว้ได้ไม่ยาก แม้ความผิดพลาดดังกล่าวจะไม่ทำให้ อาร์เจนตา ตกรอบในท้ายที่สุด แต่ในช่วงเวลาหนึ่ง จุดโทษที่พลาดดูเหมือนจะกลายเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดของเกม หากทีมไม่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาชนะได้ ความผิดพลาดครั้งนี้อาจถูกกล่าวถึงในฐานะเหตุการณ์ที่ทำให้เส้นทางป้องกันแชมป์ ฟุตบอลโลก ของ อาร์เจนตินา ต้องสิ้นสุดลง นี่ไม่ใช่การพลาดครั้งแรกของ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ในทัวร์นาเมนต์ เขาเคยยิงจุดโทษไม่เข้าในเกมรอบแบ่งกลุ่มกับ ออสเตรีย มาแล้ว ส่งผลให้ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) กลายเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลก ที่พลาดจุดโทษในเวลาปกติถึงสองครั้งภายในทัวร์นาเมนต์เดียว เมื่อรวมผลงานตลอดอาชีพใน ฟุตบอลโลก และไม่นับรวมการดวลจุดโทษ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ยิงเข้าเพียง 4 ครั้ง จากความพยายามทั้งหมด 8 ครั้ง คิดเป็นอัตราความสำเร็จเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขดังกล่าวถือว่าต่ำมากสำหรับผู้เล่นระดับสูง โดยเฉพาะนักเตะที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้จบสกอร์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ยอมรับว่า การยิงจุดโทษพลาดในเกมกับ อียิปต์ ส่งผลต่อความรู้สึกของเขาอย่างมาก แม้ท้ายที่สุด อาร์เจนตินา จะสามารถพลิกกลับมาชนะได้ก็ตาม กัปตันทีมวัย 39 ปี เปิดเผยว่า เขาร้องไห้หลังจบการแข่งขัน เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำให้เพื่อนร่วมทีมผิดหวัง ทั้งจากการยิงไม่เข้าและจากวิธีการยิงที่ไม่ดีพอ ความรู้สึกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะผ่านเกมสำคัญและเผชิญแรงกดดันมาอย่างมากมาย แต่ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ยังคงรู้สึกถึงความรับผิดชอบต่อทีมในทุกช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบและความเป็นผู้นำอาจไม่เพียงพอสำหรับการยืนยันว่า เขาควรเป็นผู้ยิงจุดโทษอันดับหนึ่งต่อไป เพราะตัวเลขตลอดอาชีพสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากนับรวมการดวลจุดโทษ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ยิงเข้า 117 ครั้ง จากความพยายามทั้งหมด 151 ครั้งให้กับ บาร์เซโลนา ปารีส แซงต์-แชร์กแมง อินเตอร์ ไมอามี และทีมชาติ อาร์เจนตินา โดยยิงพลาดทั้งหมด 34 ครั้ง

หากไม่นับการดวลจุดโทษ ข้อมูลจาก ออปตา ระบุว่า เขายิงเข้า 114 ครั้ง จากทั้งหมด 148 ครั้ง หรือคิดเป็นอัตราความสำเร็จประมาณ 77 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้อาจถือว่ายอมรับได้สำหรับผู้เล่นทั่วไป แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงจุดโทษแล้ว ผลงานของ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ถือว่าอยู่เพียงระดับเฉลี่ย ในการแข่งขันระดับสูงของ ยุโรป รวมถึง ฟุตบอลโลก แฮร์รี เคน (Harry Kane) มีอัตราการยิงจุดโทษสำเร็จ 90.7 เปอร์เซ็นต์ คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) มีอัตราความสำเร็จ 85.2 เปอร์เซ็นต์ เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) อยู่ที่ 84.1 เปอร์เซ็นต์ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป (Kylian Mbappé) อยู่ที่ 81 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราความสำเร็จของ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) ในรายการเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 78.8 เปอร์เซ็นต์ ออปตา ประเมินว่า จุดโทษแต่ละครั้งมีค่าประตูคาดหวังประมาณ 0.79 ซึ่งหมายความว่า ตามค่าเฉลี่ยทางประวัติศาสตร์ ผู้เล่นควรยิงจุดโทษเข้าเกือบ 79 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขดังกล่าว ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) จึงมีอัตราการยิงจุดโทษต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลงานการยิงจุดโทษของ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) แตกต่างอย่างมากกับการจบสกอร์จากการเล่นปกติในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก เขายิงประตูที่ไม่ใช่จุดโทษได้ 17 ลูก จากโอกาสที่มีค่าประตูคาดหวังประมาณ 13.1 ลูก หมายความว่าเขาทำประตูได้มากกว่าค่าที่ควรจะเป็นเกือบ 4 ประตู ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) เป็นหนึ่งในผู้จบสกอร์จากสถานการณ์เปิดที่ดีที่สุดเท่าที่วงการฟุตบอลเคยมีมา ผู้เล่นเพียงไม่กี่คนสามารถเปลี่ยนโอกาสที่มีพื้นที่จำกัดให้กลายเป็นประตูได้ดีเท่าเขา แต่ในขณะเดียวกัน กองหน้าระดับโลกเพียงไม่กี่คนก็มีผลงานยิงจุดโทษต่ำกว่าความคาดหมายเหมือนกับเขา คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เหตุใดผู้เล่นที่ควบคุมลูกบอลและตัดสินใจได้อย่างยอดเยี่ยม จึงไม่สามารถรักษาความสม่ำเสมอเมื่อต้องยืนอยู่หน้าจุดโทษ

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ ผู้เล่นเท้าซ้ายมักยิงจุดโทษได้ไม่ดีเท่าผู้เล่นเท้าขวา แต่ข้อมูลไม่ได้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ผู้เล่นเท้าซ้ายมีจำนวนน้อยกว่า เนื่องจากนักฟุตบอลถนัดเท้าซ้ายมีอยู่ไม่มาก แต่ในบางกรณี ผู้รักษาประตูกลับอ่านทางผู้ยิงเท้าซ้ายได้ยากกว่าเล็กน้อย สาเหตุของปัญหาอาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติที่ทำให้ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) กลายเป็นอัจฉริยะด้านฟุตบอล จุดเด่นของเขาคือการด้นสด การอ่านพื้นที่ และการเปลี่ยนการตัดสินใจตามสถานการณ์ตรงหน้า แต่การยิงจุดโทษกลับต้องการคุณสมบัติที่เกือบจะตรงกันข้าม เพราะผู้ยิงควรมีขั้นตอนที่ชัดเจนและสามารถทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ นักยิงจุดโทษชั้นนำอย่าง แฮร์รี เคน (Harry Kane) และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี (Robert Lewandowski) มักมีจังหวะวิ่ง เทคนิคการวางเท้า และวิธีเข้าหาบอลที่ใกล้เคียงเดิมในทุกครั้ง ขณะที่ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) เปลี่ยนวิธีการเข้าหาบอลอยู่บ่อยครั้ง และหลายครั้งเลือกเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของผู้รักษาประตูก่อนตัดสินใจว่าจะยิงไปทางใด แนวคิดนี้ดูเรียบง่าย หากผู้รักษาประตูขยับไปทางหนึ่ง ผู้ยิงก็เลือกส่งบอลไปอีกทางหนึ่ง แต่หากผู้รักษาประตูไม่รีบขยับ ผู้ยิงจะถูกบังคับให้ตัดสินใจช้า การรอตัดสินใจจนถึงวินาทีสุดท้ายอาจทำให้ผู้ยิงละสายตาจากลูกบอลในช่วงสำคัญ เพิ่มโอกาสที่จะสัมผัสบอลไม่ดี หรือยิงไม่ตรงตำแหน่งที่ต้องการ

เผยเบื้องหลังจากหญ้าเทียมสู่การสร้างยุคทองของฟุตบอล นอร์เวย์

นอร์เวย์ ประเทศที่มีประชากรใกล้เคียงกับ สกอตแลนด์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในชาติฟุตบอลที่โดดเด่นที่สุดในศึก ฟุตบอลโลก 2026 ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการมี เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) กองหน้าระดับโลกเพียงคนเดียว แต่เป็นผลจากการวางแผนพัฒนาฟุตบอลอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) ซึ่งทำไปแล้ว 7 ประตูในทัวร์นาเมนต์ กลายเป็นภาพแทนของทีมชาติ นอร์เวย์ ร่วมกับ มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) กองกลางกัปตันทีม ผู้รับหน้าที่นำทัพทั้งกับสโมสร อาร์เซนอล และทีมชาติ อย่างไรก็ตาม นักเตะทั้งสองคนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลผลิตจากระบบเยาวชนที่มีประสิทธิภาพ ในรายชื่อผู้เล่นทีมชาติ นอร์เวย์ ชุด ฟุตบอลโลก จำนวน 26 คน มีถึง 17 คนที่เล่นอยู่ใน 4 ลีกชั้นนำของ ยุโรป ได้แก่ พรีเมียร์ลีก บุนเดสลีกา ลา ลีกา และ เซเรีย อา ผู้เล่นส่วนใหญ่ผ่านการดูแลและพัฒนาจากระบบฝึกเยาวชนระดับชาติที่เรียกว่า National Team School หรือ NTS ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2013 ระบบนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ นอร์เวย์ ผลิตนักเตะคุณภาพสูงได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับ สกอตแลนด์ ซึ่งมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน ความแตกต่างทางด้านฟุตบอลกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสองประเทศเคยห่างหายจากการแข่งขัน ฟุตบอลโลก เป็นเวลา 28 ปี หลังจากเข้าร่วมครั้งล่าสุดในปี 1998 ที่ ฝรั่งเศส แต่ใน ฟุตบอลโลก 2026 เส้นทางของทั้งสองทีมแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทีมของ สตีฟ คลาร์ก (Steve Clarke) ไม่สามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้ ขณะที่ นอร์เวย์ เดินทางมาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ หลังจากเอาชนะ ไอวอรีโคสต์ และ บราซิล ในรอบน็อกเอาต์ และมีโปรแกรมพบกับ อังกฤษ

การวางแผนที่ใช้เวลานานกว่าสองทศวรรษ

นอร์เวย์ยุคทอง

ฮาคอน โกร็อตลันด์ (Hakon Grottland) หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผู้เล่นของสหพันธ์ฟุตบอล นอร์เวย์ อธิบายว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลลัพธ์จากการวางแผนมากกว่า 20 ปี เพื่อเปลี่ยนประเทศที่มีชื่อเสียงด้านกีฬาฤดูหนาวให้กลายเป็นประเทศฟุตบอลอย่างเต็มตัว เมื่อ ฮาคอน โกร็อตลันด์ (Hakon Grottland) เริ่มทำงานกับสหพันธ์ฟุตบอลในปี 2010 ความฝันของเขาคือการเห็น นอร์เวย์ กลับไปแข่งขันใน ฟุตบอลโลก อีกครั้ง เพราะผู้คนในประเทศพูดถึงความสำเร็จเมื่อปี 1998 มานานเกินไป โดยไม่มีผลงานใหม่เข้ามาแทนที่ เขามองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟุตบอล นอร์เวย์ เปลี่ยนแปลงมีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือการลงทุนสร้างสนามหญ้าเทียมในช่วงปี 2000 ถึง 2010 ส่วนเรื่องที่สองคือการปฏิวัติระบบฝึกสอนและการพัฒนาเยาวชน หลังจากมีการจัดตั้ง National Team School ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา นอร์เวย์ ลงทุนสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียมจำนวนมาก เฉพาะระหว่างปี 2016 ถึง 2025 มีสนามใหม่ถูกสร้างขึ้น 539 แห่ง และมีสนามอีก 586 แห่งได้รับการปรับปรุง การลงทุนดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศที่ต้องเผชิญกับฤดูหนาวอันยาวนานและสภาพอากาศที่รุนแรง ในอดีต นักฟุตบอลจำนวนมากต้องฝึกซ้อมบนสนามที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง หรือหยุดเล่นฟุตบอลในบางช่วงของปี สนามหญ้าเทียมจึงช่วยเปลี่ยนฟุตบอลจากกีฬาที่เล่นได้เฉพาะในฤดูร้อน ให้กลายเป็นกีฬาที่สามารถฝึกซ้อมและแข่งขันได้ตลอดทั้งปี เด็กและเยาวชนมีเวลาอยู่กับลูกฟุตบอลมากขึ้น ขณะที่สโมสรสามารถจัดโปรแกรมพัฒนานักเตะได้อย่างต่อเนื่อง พื้นสนามที่มีมาตรฐานและคาดเดาทิศทางของลูกบอลได้ ยังช่วยให้รูปแบบการเล่นของ นอร์เวย์ เปลี่ยนไป จากทีมที่เคยเน้นความแข็งแกร่ง การตั้งรับ และการเล่นอย่างเป็นระบบในช่วงทศวรรษ 1990 กลายเป็นทีมที่ให้ความสำคัญกับเทคนิค การครองบอล และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เขาเป็นกองกลางที่มีเทคนิคยอดเยี่ยม มองเห็นพื้นที่ได้รวดเร็ว และสามารถกำหนดจังหวะของเกมได้ แต่ ฮาคอน โกร็อตลันด์ (Hakon Grottland) ยอมรับว่า การให้ความสำคัญกับนักเตะสายเทคนิคมากเกินไปอาจทำให้ประเทศผลิตกองหลังคุณภาพสูงได้น้อยลง

รายได้จากการพนันถูกนำมาพัฒนากีฬาอย่างต่อเนื่อง

นอร์เวย์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งมาจากทรัพยากรน้ำมันจำนวนมาก และมีขนาดเศรษฐกิจต่อประชากรอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ระบบกีฬาของประเทศนี้แตกต่างจากหลายประเทศคือแนวทางการนำรายได้จากการพนันมาใช้ การพนันใน นอร์เวย์ ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด โดยมี Norsk Tipping บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของ ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการหลัก บริษัทจะมอบรายได้ประมาณ 64 เปอร์เซ็นต์กลับไปสนับสนุนกิจกรรมกีฬา โดยเงินส่วนใหญ่ถูกใช้กับการสร้างและปรับปรุงสถานที่ออกกำลังกายทั่วประเทศ ในปี 2026 Norsk Tipping สร้างเงินสนับสนุนสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาได้มากกว่า 2,000 ล้านโครน นอร์เวย์ หรือประมาณ 152.7 ล้านปอนด์ เงินจำนวนนี้ช่วยให้ชุมชนและสโมสรระดับท้องถิ่นมีสนามฝึกซ้อมที่ได้มาตรฐานมากขึ้น อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นระหว่างปี 2010 ถึง 2020 เมื่อสหพันธ์ฟุตบอล เขตฟุตบอล และสโมสรชั้นนำใน นอร์เวย์ เริ่มลงทุนด้านการพัฒนาผู้เล่นอย่างจริงจัง หลังจากทีมชาติไม่สามารถผ่านเข้าไปแข่งขัน ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 หรือ ยูโร 2012 สหพันธ์จึงก่อตั้ง Landslagsskolen หรือ National Team School ขึ้นในปี 2013 จากผู้เล่น 15 คนที่ลงสนามในเกมชนะ บราซิล 2-1 มีถึง 14 คนที่เคยเล่นให้ทีมชาติระดับเยาวชน และ 11 คนอยู่ในเส้นทางของ National Team School ตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 15 หรือ 16 ปี National Team School ไม่ใช่อะคาเดมีแบบรวมศูนย์ และไม่ได้มีรูปแบบเหมือน Clairefontaine ศูนย์ฝึกชื่อดังของ ฝรั่งเศส แต่เป็นโครงสร้างการพัฒนาระดับชาติที่เชื่อมโยงสโมสรชุมชน เขตฟุตบอล สโมสรอาชีพ และสหพันธ์ฟุตบอลเข้าด้วยกัน แนวคิดสำคัญคือทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ปล่อยให้สโมสรใหญ่ทำหน้าที่พัฒนานักเตะเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่สโมสรระดับรากหญ้าทำหน้าที่เพียงจัดกิจกรรมเพื่อความสนุก ในระบบของ นอร์เวย์ สโมสรทุกระดับมีส่วนร่วมกับการพัฒนาผู้เล่น ก่อนเริ่มการแข่งขัน ฟุตบอลโลก นักเตะทีมชาติ นอร์เวย์ ยังแสดงความขอบคุณต่อระบบรากหญ้าด้วยการถ่ายภาพทีม โดยสวมเสื้อของสโมสรแรกที่พวกเขาเคยเล่นให้ เป็นการยืนยันว่าเส้นทางสู่ทีมชาติเริ่มต้นจากสโมสรขนาดเล็กในชุมชน เด็กที่มีพรสวรรค์ใน อังกฤษ อาจถูกดึงเข้าสู่อะคาเดมีของสโมสร พรีเมียร์ลีก ตั้งแต่อายุประมาณ 8 ปี แต่เด็กใน นอร์เวย์ จะอยู่กับสโมสรท้องถิ่นจนถึงอายุประมาณ 12 ปี ระบบนี้พยายามไม่ปิดโอกาสของเด็กเร็วเกินไป เพราะการตัดสินว่าใครมีศักยภาพตั้งแต่อายุยังน้อยอาจเกิดความผิดพลาดได้ เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) เป็นตัวอย่างสำคัญ เขาเข้าร่วมแคมป์ผู้เล่นพรสวรรค์ภายใต้ระบบ National Team School ตั้งแต่อายุ 14 ปี แต่ในช่วงเวลานั้นแทบไม่มีใครคิดว่าเขาจะกลายเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในรุ่นเดียวกัน ตรงกันข้ามกับ มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) ซึ่งแสดงความสามารถโดดเด่นตั้งแต่วัยเด็ก ฮาคอน โกร็อตลันด์ (Hakon Grottland) ยอมรับว่า เขาไม่เคยเห็นเด็กคนใดมีความเข้าใจและความหลงใหลในฟุตบอลเทียบเท่ากับ มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) ความสามารถดังกล่าวทำให้สโมสรชั้นนำทั่ว ยุโรป ต้องการตัวเขา ก่อนที่ มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) จะย้ายไปร่วมทีม เรอัล มาดริด เมื่ออายุเพียง 16 ปี ด้วยค่าตัวประมาณ 4 ล้านยูโร ปรัชญาของ นอร์เวย์ จึงไม่ได้วัดพรสวรรค์จากความเร็วหรือทักษะการควบคุมลูกบอลเท่านั้น แต่เริ่มจากคำถามว่า นักเตะรักเกมฟุตบอลมากเพียงใด พร้อมรับผิดชอบต่อการพัฒนาตัวเอง และช่วยให้เพื่อนร่วมทีมพัฒนาไปพร้อมกันหรือไม่

บทเรียนสำคัญที่ National Team School ปลูกฝังให้กับนักเตะคือความปลอดภัย ความมั่นคง และความเป็นหนึ่งเดียวกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในศึก ฟุตบอลโลก 2026 เพราะแม้ทีมจะมีนักเตะระดับโลกอย่าง เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) และ มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) แต่ไม่มีใครได้รับการปฏิบัติว่าใหญ่กว่าทีม พลังความสามัคคียังปรากฏผ่านกิจกรรมพายเรือแบบไวกิ้งของกองเชียร์ ซึ่งสร้างบรรยากาศโดดเด่นทั้งบริเวณ ไทม์สแควร์ และภายในสนามแข่งขัน ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้เล่น ทีมงาน และแฟนบอลกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ ระบบ National Team School จะช่วยยกระดับลีกภายในประเทศได้มากเพียงใด เพราะมีนักเตะเพียง 4 คนในทีมของ สตาเล โซลบัคเคน (Stale Solbakken) ที่ยังเล่นอยู่ในลีก นอร์เวย์ โดย 3 คนมาจากสโมสร โบโด/กลิมท์ผลงานของ โบโด/กลิมท์ ซึ่งเคยสร้างเส้นทางอันน่าประทับใจไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายของ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก อาจเป็นสัญญาณว่าฟุตบอลสโมสรภายในประเทศกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น

หนึ่งในเป้าหมายหลักของฟุตบอล นอร์เวย์ คือการสร้างนักเตะและส่งต่อไปยังลีกชั้นนำ ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาคุณภาพของลีกภายในประเทศไปพร้อมกัน ทั้งสองแนวทางไม่จำเป็นต้องขัดแย้ง แต่สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ สตาเล โซลบัคเคน (Stale Solbakken) ผู้จัดการทีมชาติ นอร์เวย์ มองว่า ทีมชุดนี้มีส่วนผสมที่เหมาะสม ทั้งนักเตะประสบการณ์สูงที่มีอายุประมาณ 30 ปี นักเตะดาวรุ่งวัย 18 ถึง 20 ปี และผู้เล่นวัยกลางคนที่กำลังอยู่ในช่วงดีที่สุดของอาชีพ เขาอาจยังไม่แน่ใจว่านี่คือยุคทองของฟุตบอล นอร์เวย์ อย่างแท้จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความสำเร็จใน ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคหรือความสามารถของนักเตะเพียงไม่กี่คน นี่คือผลลัพธ์จากการทำงานหนักของสโมสรระดับรากหญ้า สโมสรอาชีพ โค้ช เขตฟุตบอล และสหพันธ์ฟุตบอล ซึ่งร่วมกันสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นฟุตบอลตลอดทั้งปี ไม่รีบตัดสินพรสวรรค์ และสอนให้ผู้เล่นทุกคนเข้าใจว่า ไม่มีใครสำคัญไปกว่าทีม

เอ็มบัปเปยิงจุดโทษพลาดแต่ฝรั่งเศสผ่านรอบ ตั้งคำถามถึงเทคนิค

ไม่ว่าแคมเปญฟุตบอลโลกของฝรั่งเศสจะจบลงด้วยการคว้าแชมป์โลกสมัยที่สามหรือไม่ แต่คนส่วนใหญ่คงจะไม่จดจำจุดโทษที่กีลียัง เอ็มบัปเปยิงพลาดในชัยชนะรอบก่อนรองชนะเลิศที่มีต่อโมร็อกโก

จังหวะพลาดจุดโทษและการไถ่โทษของเอ็มบัปเป

เกมที่ฟอกซ์โบโรยังคงเสมอกันอยู่โดยไม่มีประตู เมื่อเอ็มบัปเปถูกนูสแซร์ มาซราอุยเข้าฟาวล์ กัปตันทีมฝรั่งเศสวิ่งเข้าหาจุดโทษด้วยจังหวะที่ลังเลสะดุด มองไปยังยัสซีน บูนู ผู้รักษาประตู และลูกยิงที่ไม่มีพลังงานเพียงพอถูกเซฟได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตามเอ็มบัปเปไถ่โทษตัวเองได้ในนาทีที่ 60 ด้วยลูกยิงโค้งที่น่าทึ่งที่ทะลุแนวรับของโมร็อกโกที่เหนียวแน่งได้สำเร็จ ก่อนที่อุสมาน เดม็องเบเลจะเพิ่มประตูที่สองในอีกหกนาทีถัดมา เพื่อการันตีชัยชนะ 2-0

คำถามที่ตามมา เทคนิคสตัตเตอร์ยังได้ผลอยู่หรือไม่

Mbappe missed a penalty but France advanced to the next round

แต่จุดโทษที่พลาดไปในช่วงต้นเกม ซึ่งผิดปกติอย่างมากสำหรับผู้ทำประตูร่วมสูงสุดของทัวร์นาเมนต์นี้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญขึ้นมาว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่นักเตะควรเลิกใช้เทคนิคการวิ่งเข้าจุดโทษแบบสะดุดหรือที่เรียกกันว่า "สตัตเตอร์"

เทคนิคที่นักเตะดั้งเดิมไม่ชอบแต่ถูกกฎอนุญาต

ในรายการสิ่งที่แฟนบอลรุ่นเก่าเกลียดชังในฟุตบอลยุคใหม่ การวิ่งเข้าจุดโทษแบบสะดุดอยู่ในอันดับต้นๆ ร่วมกับการสวมถุงมือคู่กับเสื้อแขนสั้น การล้มดิ้น และแน่นอนที่สุดคือ VAR แม้จะไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนของการสตัตเตอร์ แต่ตามกฎของฟีฟ่า นักเตะได้รับอนุญาตให้หยุดหรือหลอกล่อระหว่างการวิ่งเข้าหาลูกบอล ตราบใดที่ไม่ทำสิ่งนั้นทันทีก่อนเตะบอล

ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังย้อนกลับมาทำร้ายผู้ใช้

เทคนิคนี้ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ทั้งจอห์น อัลดริดจ์ ฮูโก ซานเชซ ตำนานจากเม็กซิโก และเปเล ต่างเคยใช้สตัตเตอร์เพื่อเอาเปรียบผู้รักษาประตูมาก่อน แต่มันสามารถส่งผลย้อนกลับอย่างน่าอับอายได้หากผู้รักษาประตูไม่รีบโดดก่อนเวลา เอ็มบัปเปเข้าร่วมในกลุ่มของบรูโน กีมาแรง เยิร์เกน สตรันด์ ลาร์เซน ลิโอเนล เมสซี และแฮร์รี เคน ที่ยิงจุดโทษพลาดหลังจากใช้เทคนิคสตัตเตอร์ในการวิ่งเข้า แม้ว่าเคนจะได้รับโอกาสยิงใหม่ในเกมกับโครเอเชียและยิงได้โดยไม่ใช้สตัตเตอร์

ตัวเลขที่บอกเล่าความจริง อัตราการแปลงจุดโทษลดลง

จากจุดโทษแบบสตัตเตอร์ทั้งหมด 26 ครั้งในฟุตบอลโลกครั้งนี้ รวมถึงการดวลจุดโทษ มี 11 ครั้งที่ไม่ได้ประตู ส่งผลให้อัตราการแปลงจุดโทษอยู่ที่เพียง 57 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เอียน ไรท์ให้ความเห็นทาง ITV ว่าดูเหมือนผู้รักษาประตูในปัจจุบันเริ่มอ่านเทคนิคสตัตเตอร์ออกแล้ว

วิเคราะห์ ฝรั่งเศส vs โมร็อกโก 9 ก.ค. 69 ตราไก่ลุ้นตัดเชือก

งานนี้ต้องบอกว่าเป็นคู่ที่หลายคนรอดู เมื่อ ฝรั่งเศส แชมป์โลกสองสมัย เตรียมลงสนามวัดกับ โมร็อกโก ในศึกบอลโลก 2026 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่บอสตัน ใครชนะได้ไปต่อรอบรองชนะเลิศทันที แถมยังเป็นการรีแมตช์จากรอบตัดเชือกบอลโลก 2022 ที่สองทีมเคยเจอกันมาแล้วอีกด้วย

เดิมพันของเกมนี้คือตั๋วเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้าย ซึ่งไม่มีใครอยากพลาด ทั้งคู่จึงต้องงัดของดีออกมาสู้กันแบบเต็มที่ และคาดว่าจะเป็นเกมที่เข้มข้นตั้งแต่นาทีแรกจนถึงเสียงนกหวีดยาว

สนามแข่ง : จิลเล็ตต์ สเตเดี้ยม (สนามกลาง)

สถานการณ์ของทีมฝรั่งเศสก่อนเกม

The French team situation ahead of the match

พูดถึงฝรั่งเศส คนแรกที่ต้องพูดถึงก็คือ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่เพิ่งซัดจุดโทษประตูชัยในเกมชนะ ปารากวัย มาหมาด ๆ ทำให้ยอดรวมของเจ้าตัวในบอลโลก 2026 ขยับเป็น 7 ประตูแล้ว เท่ากับ เออร์ลิง ฮาลันด์ และตามหลัง ลีโอเนล เมสซี่ อยู่แค่ลูกเดียวเท่านั้นในการลุ้นตำแหน่งดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์

ที่สำคัญคือเจ้าตัวยังคงสวมปลอกแขนกัปตันนำทัพต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ดีว่าทีมงานยังไว้ใจให้เขาเป็นแกนหลักทั้งในและนอกสนาม

นอกจากเรื่องดาวซัลโวของรายการนี้แล้ว หัวหอกจาก เรอัล มาดริด รายนี้ยังยิงในฟุตบอลโลกรวมทุกครั้งเป็น 19 ประตูเข้าไปแล้ว และกำลังไล่บี้กับเมสซี่ในเรื่องสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของรายการอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าติดตามควบคู่ไปกับผลแพ้ชนะ

มาดูเรื่องการจัดทัพกันบ้าง ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ไม่น่าจะปรับตัวจริงมากนักในเกมนี้ แต่จุดที่ต้องขยับแน่ ๆ คือแดนกลาง เพราะ โอเรเลียง ชูอาเมนี่ ที่พลาดเกมรอบก่อนไปแล้ว และไม่ได้ลงซ้อมมาหลายวันจากอาการบาดเจ็บต้นขา ก็ยังไม่พร้อมกลับมาช่วยทีม ทำให้ มานู โกเน่ มีลุ้นได้ลงมาทำหน้าที่แทน

อีกรายที่ยังใช้งานไม่ได้คือ มาร์กกุส ตูราม ซึ่งยังคงติดอยู่ในลิสต์ผู้เล่นบาดเจ็บ ทำให้ตัวเลือกในเกมรุกของตราไก่ลดลงไปหนึ่งราย แต่ด้วยความลึกของขุมกำลัง เชื่อว่ายังไม่ถึงกับกระทบมากนัก

โดยรวมแล้ว ฝรั่งเศสยังมาในสภาพที่แข็งแกร่ง มีทั้งดาวยิงที่ฟอร์มร้อน มีความเก๋าเกมจากการผ่านทัวร์นาเมนต์ใหญ่มานับไม่ถ้วน และมีนักเตะระดับท็อปเต็มทีม ซึ่งเป็นทุนที่ดีในการลุ้นเข้ารอบรองชนะเลิศ

สถานการณ์ของทีมโมร็อกโกก่อนเกม

ฝั่ง โมฮาเหม็ด วาห์บี กุนซือของโมร็อกโก กลับมีเรื่องให้ปวดหัวมากกว่าเล็กน้อย โดยความกังวลหลักอยู่ที่สภาพความฟิตของ อิสมาแอล ไซบารี แข้งใหม่ป้ายแดงของ บาเยิร์น มิวนิค

ไซบารีทำผลงานได้โดดเด่นมากในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกลับถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยอาการบาดเจ็บแฮมสตริง ซึ่งเป็นอาการที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ถ้าเจ้าตัวไม่ฟิตทันเกมนี้ ก็อาจเปิดทางให้ ซูฟ่ียาน ราฮิมี่ ได้ลงประจำการในแนวรุกแทน

อีกจุดที่ยังต้องลุ้นคือแนวรับ เพราะ ชาดี้ ริอาด เซนเตอร์แบ็กตัวหลักของทีม ก็ยังต้องรอเช็กความฟิตอยู่เหมือนกัน หลังจากที่ถูกเปลี่ยนตัวออกในเกมล่าสุด แล้วส่ง เรดูอาน ฮาลฮาล ลงเล่นแทน หากริอาดไม่พร้อม เกมรับของโมร็อกโกที่ต้องมาเจอกับแนวรุกระดับโลกของฝรั่งเศสก็จะยิ่งงานหนักขึ้นไปอีก

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข่าวร้าย เพราะข่าวดีของทีมคือ บราฮิม ดีอาซ เพลย์เมกเกอร์คนสำคัญ ยังคงอยู่ในฟอร์มยอดเยี่ยม หลังจากที่เพิ่งทำ 2 แอสซิสต์ในเกมชนะ แคนาดา มาสด ๆ ร้อน ๆ

ผลงานดังกล่าวยังส่งให้เขาสร้างสถิติเป็นนักเตะแอฟริกันที่ทำแอสซิสต์ในฟุตบอลโลกมากที่สุดตลอดกาลด้วยจำนวน 4 ครั้ง แถมยังมีส่วนร่วมกับประตูของทีมชาติรวมแล้วถึง 10 ลูกในปีนี้ ตัวเลขเหล่านี้บอกได้ชัดว่าเขาคือหัวใจในการสร้างสรรค์เกมรุกของทีม

ถ้าโมร็อกโกจะสร้างเซอร์ไพรส์อีกครั้ง คงต้องพึ่งพาทั้งความเหนียวของเกมรับที่เป็นจุดแข็งของทีมมาโดยตลอด และความคมของดีอาซในจังหวะสวนกลับ ซึ่งเคยใช้ได้ผลมาแล้วในบอลโลกครั้งก่อน

ประเด็นน่าสนใจและความน่าจะเป็นของเกม

เกมนี้มีเสน่ห์ตรงที่เป็นการรีแมตช์จากรอบตัดเชือกบอลโลก 2022 ซึ่งครั้งนั้นโมร็อกโกสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นทีมแอฟริกันทีมแรกที่เข้าถึงรอบสี่ทีมสุดท้าย ก่อนจะต้องมาหยุดที่ฝรั่งเศส คราวนี้จึงเป็นโอกาสของพวกเขาที่จะกลับมาแก้แค้นและเขียนเรื่องราวใหม่

ในแง่ของขุมกำลัง ต้องยอมรับว่าฝรั่งเศสยังเหนือกว่าอยู่พอสมควร ทั้งความลึกของทีม คุณภาพนักเตะรายบุคคล และประสบการณ์ในเกมใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อมีเอ็มบัปเป้ที่กำลังฟอร์มร้อนจัดคอยเป็นหัวหอก ทำให้พวกเขามีแต้มต่อในสายตาของหลายคน

แต่ฟุตบอลไม่ได้ตัดสินกันแค่ที่ชื่อชั้น โมร็อกโกเองก็ไม่ใช่ทีมที่จะปล่อยให้ใครกดได้ง่าย ๆ พวกเขาขึ้นชื่อเรื่องระบบเกมรับที่เหนียวแน่นและวินัยในการเล่นที่ดีเยี่ยม ถ้าปิดเกมได้อยู่ในช่วงต้นแล้วรอสวนกลับ ก็มีสิทธิ์ทำให้ตราไก่หัวหมุนได้เหมือนกัน

ปัจจัยชี้ขาดน่าจะอยู่ที่ความฟิตของนักเตะสำคัญทั้งสองฝั่ง หากไซบารีและริอาดฟิตทันลงสนามได้ โมร็อกโกก็จะมีลุ้นมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าทั้งคู่ไม่พร้อม ทีมก็ต้องปรับแผนและอาจเสียความมั่นคงบางส่วนไป

อีกจุดที่ต้องจับตาคือแดนกลางของฝรั่งเศส เมื่อชูอาเมนี่ไม่พร้อม การที่โกเน่ต้องรับบทหนักในเกมระดับนี้อาจเป็นช่องว่างเล็ก ๆ ที่โมร็อกโกใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีดีอาซที่เก่งเรื่องการหาช่องว่างระหว่างแนว

สรุปแล้ว บนกระดาษฝรั่งเศสยังเป็นต่อ และมีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้ แต่คงไม่ใช่งานง่าย เพราะโมร็อกโกไม่ใช่ทีมที่มาถึงรอบแปดทีมสุดท้ายด้วยความบังเอิญ พวกเขาพิสูจน์ตัวเองมาตลอดทัวร์นาเมนต์ และในเกมแบบแพ้คัดออก ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ

งานนี้แฟนบอลคงได้ดูเกมที่สนุก เพราะเป็นการปะทะกันของทีมที่มีแนวรุกจัดจ้านกับทีมที่มีเกมรับแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสูตรของเกมที่มักออกมาน่าติดตามเสมอ

อาร์เจนตินาทุ่มทุกอย่างเพื่อป้องกันแชมป์ แต่อียิปต์กล่าวหาว่ามีการเอื้อ

อาร์เจนตินากำลังทุ่มเทสรรพกำลังทุกอย่างเพื่อป้องกันตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกของตัวเอง และพวกเขาต้องการมันจริงๆ หลังจากที่ถูกคาดหมายว่าจะเดินหน้าเอาชนะทั้งกาบูเวร์ดีและอียิปต์ได้อย่างสบายๆ ในสองรอบแรกของการแพ้คัดออก แต่ลา อัลบิเซเลสเตกลับต้องสู้อย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อคว้าชัยชนะ 3-2 ในทั้งสองนัด

อียิปต์ร้องเรียนฟีฟ่าขอถอดผู้ตัดสินออกจากทัวร์นาเมนต์

แต่ชัยชนะเหนืออียิปต์มาพร้อมกับความตึงเครียดที่ยิ่งใหญ่ เมื่อสมาพันธ์ฟุตบอลอียิปต์ยื่นเรื่องต่อฟีฟ่าเพื่อขอให้ถอดผู้ตัดสินที่ดูแลการแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายออกจากทัวร์นาเมนต์ อียิปต์กล่าวหาว่ามีการเอนเอียงเข้าข้างอาร์เจนตินาและให้ความพิเศษแก่ลิโอเนล เมสซี ดาวเด่นของทีม

โค้ชฮัสซันกล่าวหาว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

Argentina is going all out to defend its title but Egypt accuses them of favoritism

หลังจบเกม โค้ชฮอสซัม ฮัสซัน กล่าวว่าอียิปต์ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและได้รับความอยุติธรรม เขายังกล่าวหาต่อไปว่าอาจมีการเอื้อประโยชน์บางรูปแบบจากฟีฟ่า โดยตั้งข้อสังเกตว่าบางทีพวกเขาอาจต้องการให้แชมป์โลกอยู่ในการแข่งขันต่อไป และอาจต้องการให้เมสซียังคงอยู่ในการลุ้นแชมป์

บีบีซีสปอร์ตตรวจสอบทฤษฎีสมคบคิด

บีบีซีสปอร์ตพยายามตรวจสอบว่ามีเนื้อหาสาระอะไรในทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าทุกอย่างถูกจัดการเพื่อให้อาร์เจนตินาประสบความสำเร็จหรือไม่ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมอียิปต์ถึงรู้สึกหัวร้อนอย่างมากหลังจากพ่ายแพ้ 2-3 ในวันอังคาร เพราะพวกเขานำอยู่ถึง 2-0 โดยเหลือเวลาเพียง 11 นาที และอยู่บนขอบของการเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่ทุกอย่างกลับพังทลายลงเมื่ออาร์เจนตินาพลิกสถานการณ์กลับมาได้

อียิปต์ชี้ว่ามีความผิดปกติในการตัดสิน

อียิปต์ระบุว่ามีสิ่งที่น่าสงสัยมากกว่านั้นซ่อนอยู่เบื้องหลัง พวกเขาโยนความรับผิดชอบของการตกรอบไปที่ความผิดพลาดร้ายแรงในการตัดสินและมาตรฐานสองชั้นของฟรองซัวส์ เลอเท็กซีเยร์ ผู้ตัดสินชาวฝรั่งเศสและทีมงาน

ประตูของซิโกถูกยกเลิกจาก VAR

หนึ่งในประเด็นหลักที่อียิปต์หยิบยกขึ้นมาคือการที่ประตูอันสวยงามของมุสตาฟา ซิโกถูกยกเลิกหลังจาก VAR ตรวจสอบพบว่ามาร์วาน อัตติยา เหยียบเท้าของลิซานโดร มาร์ติเนซที่จุดเริ่มต้นของการโจมตี แม้จะเป็นที่ถกเถียงกัน แต่ในขณะนั้นอียิปต์กำลังนำอยู่ 1-0 และยังยิงประตูที่สองได้อีกเก้านาทีต่อมา ซึ่งทำให้ยากที่จะพิสูจน์ว่าเกมจะเดินไปในทิศทางที่แตกต่างหากประตูของซิโกได้รับการยืนยัน

สองจุดโทษที่อียิปต์เชื่อว่าควรได้รับ

นอกจากนี้อียิปต์ยังเชื่อว่ามีสองจังหวะที่ควรได้รับจุดโทษก่อนที่เอนโซ เฟร์นันเดซจะโขกบอลเข้าประตูเพื่อปิดฉากชัยชนะของอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่สร้างความถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับมาตรฐานการตัดสินในทัวร์นาเมนต์นี้ และยังคงเป็นประเด็นที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนอย่างสมบูรณ์แบบในสายตาของทั้งสองฝ่าย

อาร์เจนตินา 3-2 อียิปต์ฟ้าขาวโกงตาย ลิ่ว 8 ทีม ฟุตบอลโลก2026

คืนนี้คนเชียร์อาร์เจนตินาคงนอนไม่หลับไปตาม ๆ กัน เพราะกว่าฟ้าขาวจะเอาชนะ อียิปต์ มาได้ 3-2 เล่นเอาลุ้นจนวินาทีสุดท้าย ทั้งที่ช่วงหนึ่งโดนนำไปก่อนแล้ว 0-2 เกือบตกรอบไปหมาด ๆ ในนัด 16 ทีมสุดท้ายของบอลโลก 2026 คนที่พาทีมกลับมาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ลิโอเนล เมสซี่ ที่จ่ายให้เพื่อนหนึ่งลูกแล้วยิงเองอีกหนึ่ง ก่อน เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ จะมาปิดจ๊อบด้วยลูกโหม่งช่วงทดเจ็บ ส่งแชมป์เก่าเข้ารอบ 8 ทีมไปแบบเฉียดฉิว

พูดง่าย ๆ ว่าเกมนี้คือการรอดตายชัด ๆ เพราะมีอยู่จังหวะหนึ่งที่ดูเหมือนอาร์เจนตินาจะไปไม่เป็นแล้ว แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้บวกกับของจริงในทีมที่มีเยอะกว่า สุดท้ายก็พลิกกลับมาได้ในช่วงท้ายเกมแบบที่แทบไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้

ภาพรวมของเกมและความหมายของนัดนี้

Game overview and the significance of this match 1

รอบ 16 ทีมสุดท้ายบอลโลก 2026 คู่นี้เป็นการเจอกันของอาร์เจนตินาแชมป์เก่า กับอียิปต์ที่มาแบบไม่มีอะไรจะเสีย เล่นในเกมแพ้คัดออกที่แพ้คือจบ เดิมพันกันด้วยตั๋วเข้ารอบแปดทีม

ก่อนบอลเตะ คนส่วนใหญ่ก็มองว่าอาร์เจนตินาน่าจะกินขาด เพราะทั้งชื่อชั้นและประสบการณ์ทิ้งห่างกันเยอะ แต่บอลถ้วยแบบน็อกเอาต์มันไม่เคยแน่นอน และคืนนี้อียิปต์ก็เกือบทำให้ทั้งโลกช็อกไปแล้วจริง ๆ เพราะขึ้นนำไปก่อนถึงสองลูก

จุดที่ทำให้เกมนี้จำได้ไม่ลืมคือการกลับมาของแชมป์เก่า ต่อให้สถานการณ์บีบแค่ไหน ทีมนี้ก็ยังหาทางออกจนได้ในนาทีสำคัญ มันคือหัวใจของทีมใหญ่ที่ไม่ยอมทิ้งเกมจนกว่ากรรมการจะเป่าหมดเวลา

เกมครึ่งแรก อียิปต์ออกนำและเมสซี่พลาดจุดโทษ

เพิ่งเตะไปได้ 15 นาที อียิปต์ก็เล่นเอาคนดูอึ้งด้วยการขึ้นนำก่อน 1-0 จากจังหวะที่ มาร์วาน อัตติย่า เปิดจากทางขวาเข้ามาในกรอบ แล้ว ยาสเซอร์ อิบราฮิม โผล่มาโขกเต็มหัว บอลลอยผ่านมือ เอมิเลียโน่ มาร์ตีเนซ เข้าไปแบบไม่มีลุ้น เปิดสกอร์ให้ทีมรองแบบที่ฟ้าขาวตั้งตัวไม่ทันเลย

พอเสียประตู อาร์เจนตินาก็รีบตั้งหลัก แล้วนาทีที่ 20 ก็ได้ลุ้นทันที เมื่อ นิโกลัส ตาญาฟิโก โดน ฮาอิสเซ็ม ฮัสซัน สอยล้มในเขตโทษ กรรมการชี้จุดโทษ คราวนี้ เมสซี่ ในฐานะกัปตันขอยิงเอง แต่ดันไปเข้าทาง มอสตาฟา โชเบอีร์ ที่พุ่งเซฟไว้ได้ กลายเป็นว่าเมสซี่พลาดจุดโทษเป็นหนที่สองแล้วในบอลโลกครั้งนี้ ซึ่งเจ้าตัวไม่ค่อยพลาดแบบนี้บ่อยนัก

ถึงจะยิงจุดโทษไม่เข้า แต่อาร์เจนตินาก็ยังกดต่อไม่เลิก นาทีที่ 27 อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ได้โขกจ่อ ๆ แต่โชเบอีร์ที่วันนี้มือขึ้นสุด ๆ ก็ยังปัดออกไปได้อีก จากนั้นอีกแค่ 3 นาที เมสซี่ ก็ปั่นฟรีคิกไปชนเสาออกมาแบบเจ็บใจ ดูเหมือนดวงจะไม่เข้าข้างฟ้าขาวเอาเสียเลยในครึ่งแรก

ปลายครึ่งแรก ฮูเลียน อัลวาเรซ ก็มีจังหวะลุ้นอีกดอก แต่ก็ยังโดนนายด่านอียิปต์เซฟไว้ได้อยู่ดี ทำให้จบ 45 นาทีแรก อียิปต์ยังนำ 1-0 เก็บความได้เปรียบเอาไว้ในมือ ทำเอาแชมป์เก่าเริ่มร้อน ๆ หนาว ๆ

เกมครึ่งหลัง จากตามหลังสองลูกสู่การพลิกแซง

เปิดครึ่งหลังมา สถานการณ์ยิ่งน่าห่วงเข้าไปอีก เพราะนาทีที่ 58 มอสตาฟา ซิโก้ ส่งบอลเข้าประตูจากจังหวะสวนกลับไปแล้ว แต่บุญยังมี กรรมการขอเช็ก VAR ก่อน แล้วสั่งริบคืน เพราะพบว่า ลิซานโดร มาร์ตีเนซ โดนฟาวล์ตั้งแต่ก่อนจังหวะโต้กลับจะเริ่ม อาร์เจนตินาเลยรอดตัวไปได้แบบฉิวเฉียด

แต่ความโล่งอกอยู่ได้ไม่นานเลย เพราะนาทีที่ 67 อียิปต์ก็หนีไป 2-0 จนได้ งานนี้ต้องยกเครดิตให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่พาบอลขึ้นมาแล้วจ่ายให้ ฮาอิสเซ็ม ฮัสซัน หลุดเข้าเขตโทษ ก่อนหักกลับมาให้ ซิโก้ ซัดเข้าไปไม่พลาด ประตูนี้ทำเอาแชมป์เก่าหลังพิงฝาของจริง เพราะต้องไล่ตามตั้งสองลูกในเกมที่แพ้ไม่ได้

พอจนมุม อาร์เจนตินาก็เร่งเครื่องบุกแบบทิ้งไพ่ทั้งหมด แล้วอาการก็เริ่มดีขึ้นในนาทีที่ 79 เมื่อ เมสซี่ เปิดลูกนิ่งเข้ามาเป๊ะ ๆ ให้ คริสเตียน โรเมโร่ พุ่งเข้ามาโขกตีไข่แตก ไล่มาเป็น 1-2 ประตูนี้แหละที่ปลุกทั้งทีมให้กลับมาเชื่อว่ายังมีลุ้น

จากนั้นแค่ 4 นาที นาทีที่ 83 เมสซี่ ก็ล้างตาเรื่องจุดโทษได้สำเร็จ ด้วยลูกวอลเลย์ซ้ายในกรอบเขตโทษที่บอลพุ่งเสียบตาข่ายสวยจนต้องปรบมือ ตีเสมอ 2-2 แถมประตูนี้ยังดันเจ้าตัวขึ้นไปมี 8 ประตู นำเดี่ยวดาวซัลโวบอลโลก 2026 อีกด้วย เรียกได้ว่ามาคนเดียวเปลี่ยนทั้งเกม

ประตูชัยนาทีสุดท้ายและบทสรุปของเกม

พอเสมอกันได้ เกมก็ลากมาถึงจุดที่หลายคนเริ่มคิดแล้วว่าคงต้องไปต่อเวลาพิเศษ เพราะเวลาปกติเหลือแค่กะพริบตา แต่บอลมันก็แบบนี้ อะไรก็เกิดได้ และในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+2 ปาฏิหาริย์ก็มาเคาะประตูบ้านฟ้าขาว

จังหวะนั้น เลาตาโร่ มาร์ตีเนซ เปิดจากทางขวาเข้ามาให้พอดิบพอดี เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ สอดขึ้นมาโขกจ่อ ๆ ส่งบอลเข้าประตูแบบเด็ดขาด พาอาร์เจนตินาพลิกแซง 3-2 ในจังหวะที่คนอียิปต์แทบไม่ทันได้หายใจ เป็นการปิดเกมที่ดราม่าสุด ๆ และทำเอาแฟนบอลทีมรองช้ำใจกันทั้งสนาม

หมดเสียงนกหวีดยาว อาร์เจนตินาก็พลิกกลับมาเฉือนอียิปต์ 3-2 คว้าตั๋วเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายบอลโลก 2026 ไปแบบทุลักทุเล งานหน้าพวกเขาจะไปรอเจอผู้ชนะระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับโคลอมเบีย ในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ เพื่อลุ้นเดินหน้าป้องกันแชมป์กันต่อ

ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นการยืนยันความเป็นทีมใหญ่ของอาร์เจนตินาได้ดีเลย เพราะการตามหลังสองลูกในเกมน็อกเอาต์แล้วยังพลิกกลับมาได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ ต้องมีทั้งฝีเท้า ประสบการณ์ และใจที่ไม่ยอมแพ้ ซึ่งเมสซี่ก็ยังทำหน้าที่ผู้นำได้เยี่ยมยอด ต่อให้เริ่มเกมด้วยการยิงจุดโทษไม่เข้าก็ตาม

ส่วนอียิปต์ ถึงจะต้องจอดป้ายแค่รอบ 16 ทีม แต่ก็ต้องยกมือให้กับฟอร์มที่พวกเขาโชว์ในเกมนี้ เพราะเกือบทำเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของทัวร์นาเมนต์ได้แล้ว การเล่นสูสีและออกนำแชมป์เก่าถึงสองลูกมันบอกอะไรหลายอย่างเรื่องพัฒนาการของทีม เสียแค่ความเก๋าช่วงท้ายเกมที่สู้คู่แข่งไม่ได้ ทำให้ต้องกลับบ้านแบบน่าเสียดาย แต่ก็เดินออกจากสนามได้อย่างเงยหน้าในฐานะนักสู้ตัวจริง

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin