โดกู ถูกวิจารณ์ในเรื่องที่ควรเห็นใจกรณีลาแคมป์ ไปอยู่ข้างลูก

เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ปีกความเร็วสูงของทีมชาติ เบลเยียม และสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังตกเป็นประเด็นร้อนในช่วง ฟุตบอลโลก 2026 หลังเจ้าตัวออกมาเปิดเผยว่า เขาต้องการเดินทางออกจากแคมป์ทีมชาติ เบลเยียม เพื่อกลับไปอยู่เคียงข้างภรรยาในช่วงเวลาที่เธอให้กำเนิดลูกคนแรกของทั้งคู่ภรรยาของ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) คือ ชีรีน (Shireen) มีกำหนดคลอดในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือน กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ฟุตบอลโลก 2026 อาจเดินทางมาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศพอดี หากทีมชาติ เบลเยียม ยังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ นั่นหมายความว่า เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) อาจต้องตัดสินใจระหว่างการอยู่ช่วยทีมในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่สุดของโลก หรือเดินทางกลับบ้านเพื่อทำหน้าที่สามีและพ่อในช่วงเวลาสำคัญของครอบครัว เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า นี่คือลูกคนแรกของเขา และถ้าถามจากความรู้สึกส่วนตัว เขาย่อมอยากอยู่ในช่วงเวลานั้นอย่างแน่นอน เพราะไม่มีใครอยากพลาดวินาทีที่ลูกคนแรกเกิดมา อย่างไรก็ตาม เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ก็ยอมรับว่า ฟุตบอล มีหลายปัจจัยที่ต้องคิด ทั้งเรื่องทีมชาติ ความรับผิดชอบ และสถานการณ์ของการแข่งขันเจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เขารู้ว่าสหพันธ์ฟุตบอล เบลเยียม ให้การสนับสนุนนักเตะ และเข้าใจสถานการณ์ส่วนตัวของผู้เล่นแต่ละคน ดังนั้นทุกฝ่ายจะต้องรอดูร่วมกันว่า สามารถหาทางออกที่เหมาะสมได้อย่างไร 

สื่อฝรั่งเศสออกโรงวิจารณ์ โดกู ถึงการลาไปรอเมียคลอดลูก

โดกู ลาไปอยู่ข้างลูก

แม้คำพูดของ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) จะสะท้อนมุมมองของคนเป็นพ่อที่อยากอยู่เคียงข้างครอบครัว แต่แผนการเดินทางออกจาก สหรัฐอเมริกา เพื่อกลับบ้านของเขา กลับถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงจาก ฟร็องซ์ ปิแอร์รง (France Pierron) พิธีกรของช่อง L’Equipe ซึ่งเป็นสื่อกีฬาชื่อดังจาก ฝรั่งเศส ฟร็องซ์ ปิแอร์รง (France Pierron) แสดงความคิดเห็นผ่านหน้า Facebook ของ L’Equipe โดยมองว่า ฟุตบอลโลก คือความสุขอันยิ่งใหญ่ และเป็นความฝันในวัยเด็กของนักฟุตบอลจำนวนมาก เธอระบุว่า มีนักเตะอีกหลายร้อยคนที่อยากอยู่ในตำแหน่งเดียวกับ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) และโอกาสแบบนี้อาจไม่เกิดขึ้นอีกในชีวิต ประเด็นที่ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์กลับไปยัง ฟร็องซ์ ปิแอร์รง (France Pierron) คือ เธอกล่าวในเชิงว่า การคลอดลูกเป็นช่วงเวลาที่พ่อแทบไม่มีบทบาทสำคัญ และตั้งคำถามว่า เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ควรละทิ้งความฝันใน ฟุตบอลโลก เพื่อกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นหรือไม่ คำพูดดังกล่าวทำให้หลายคนไม่พอใจ เพราะมองว่าเป็นการลดคุณค่าบทบาทของพ่อ และไม่ให้ความสำคัญกับครอบครัวในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต หลังจากประเด็นนี้ถูกเผยแพร่ออกไป เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ได้รับกำลังใจอย่างมากบนโลกออนไลน์ แฟนบอลจำนวนมากมองว่า การเกิดของลูกคนแรกเป็นเหตุการณ์ที่มีคุณค่าทางจิตใจสูง และไม่ควรถูกนำมาเปรียบเทียบกับเกมฟุตบอลเพียงด้านเดียว หลายคนสนับสนุนให้ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ตัดสินใจตามหัวใจของตัวเอง เพราะหน้าที่ของพ่อก็มีความสำคัญไม่แพ้หน้าที่ของนักฟุตบอล

หนึ่งในคนที่ออกมาสนับสนุน เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) คือ บราฮิม อัสลูม (Brahim Asloum) อดีตนักมวยชาว ฝรั่งเศส เจ้าของเหรียญทองมวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลต์ฟลายเวตจาก โอลิมปิก 2000 ที่ ซิดนีย์ ประเทศ ออสเตรเลีย โดย บราฮิม อัสลูม (Brahim Asloum) เขียนข้อความว่า ลูกคือทั้งชีวิตของคนคนหนึ่ง ส่วน ฟุตบอลโลก เมื่อจบแล้วก็จบไป ข้อความของ บราฮิม อัสลูม (Brahim Asloum) กลายเป็นอีกเสียงสำคัญที่สะท้อนมุมมองของหลายคนว่า แม้ ฟุตบอลโลก จะเป็นเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนักฟุตบอล แต่ครอบครัวก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจทดแทนได้ โดยเฉพาะการได้อยู่กับภรรยาในช่วงคลอดลูกคนแรก ซึ่งเป็นความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิต

หลังทนกระแสสังคมไม่ไหว คนวิจารณ์ต้องออกมาขอโทษ

ต่อมาในวัน เสาร์ ฟร็องซ์ ปิแอร์รง (France Pierron) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านบัญชี X ของเธอ เพื่อชี้แจงและขอโทษต่อคำพูดที่สร้างความไม่พอใจ เธออธิบายว่า สิ่งที่พูดออกไปเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ภายใต้บริบทของการแลกเปลี่ยนมุมมองที่มีความขัดแย้ง และเธอเข้าใจดีว่าคำพูดเหล่านั้นอาจทำให้บางคนตกใจ เสียใจ หรือรู้สึกเจ็บปวด ฟร็องซ์ ปิแอร์รง (France Pierron) ยังยืนยันว่า เธอไม่มีเจตนาจะลดทอนความสำคัญของบทบาทพ่อที่มีต่อคู่ชีวิตและลูกของตัวเอง การออกมาขอโทษครั้งนี้จึงเป็นความพยายามลดกระแสวิจารณ์ หลังความคิดเห็นของเธอถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางทั้งใน ฝรั่งเศส เบลเยียม และกลุ่มแฟนบอลที่ติดตาม ฟุตบอลโลก 2026 ขณะเดียวกัน ทีมชาติ เบลเยียม ได้ยืนยันว่า เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) จะพลาดลงสนามในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดที่สองของ ฟุตบอลโลก 2026 ซึ่ง เบลเยียม มีโปรแกรมพบกับ อิหร่าน เวลา 20.00 น. ตามเวลา BST เนื่องจากมีอาการป่วย ไม่ใช่เพราะเดินทางกลับบ้านตามแผนส่วนตัว สถานการณ์ของ เบลเยียม ใน ฟุตบอลโลก 2026 ยังถือว่าน่าจับตามอง หลังทีมของ รูดี้ การ์เซีย (Rudi Garcia) ทำได้เพียงเสมอกับ อียิปต์ 1-1 ในนัดเปิดสนาม ทำให้เกมกับ อิหร่าน มีความสำคัญอย่างมากต่อโอกาสเข้ารอบต่อไปของทีมปีศาจแดงแห่งยุโรป กรณีของ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวดราม่าของนักเตะคนหนึ่ง แต่ยังกลายเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องสมดุลระหว่างอาชีพกับชีวิตครอบครัว นักฟุตบอลอาชีพอาจมีหน้าที่ต่อสโมสรและทีมชาติ แต่ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีครอบครัว มีความรู้สึก และมีช่วงเวลาสำคัญที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่า เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) จะตัดสินใจอย่างไร หากช่วงคลอดลูกของ ชีรีน (Shireen) มาถึงในขณะที่ เบลเยียม ยังอยู่ใน ฟุตบอลโลก 2026 เรื่องนี้จะยังถูกจับตามองอย่างแน่นอน เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังเวทีฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ ยังมีเรื่องราวของชีวิตจริง ความรัก ความรับผิดชอบ และครอบครัวซ่อนอยู่เสมอ

เจเรมี่ โดกู เผยคำแนะนำจาก เป๊ป ทำให้เขาเติบโตกับ แมนฯ ซิตี้

เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ปีกความเร็วสูงทีมชาติ เบลเยียม (Belgium) เปิดเผยถึงช่วงเวลาการทำงานร่วมกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) อดีตผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ว่าแท้จริงแล้ว กุนซือชาว สเปน (Spain) ไม่ได้จำกัดอิสระในการเล่นของเขาอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ ตรงกันข้าม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) กลับเป็นคนที่มอบพื้นที่ให้เขาใช้จุดเด่นของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะความเร็ว ความคล่องตัว และความสามารถในการดวลตัวต่อตัว ตลอดเวลาหลายปีที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) คุมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เขาถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ละเอียดที่สุดในโลกฟุตบอล ระบบการเล่นของเขามีโครงสร้างชัดเจน นักเตะต้องเข้าใจตำแหน่ง พื้นที่ และจังหวะของเกมอย่างแม่นยำ ทำให้หลายคนมองว่า นักเตะเกมรุกอาจถูกจำกัดด้วยแท็กติกที่เคร่งครัดเกินไป แต่จากมุมมองของ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ย้ายจาก แรนส์ (Rennes) มาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ในช่วงซัมเมอร์ปี 2023 หลังจากสโมสรเพิ่งประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ด้วยการคว้าทริปเปิลแชมป์ในฤดูกาล 2022/23 การย้ายเข้าสู่ทีมที่เต็มไปด้วยความคาดหวังสูงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ โดกู (Doku) สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นหนึ่งในปีกที่สร้างความตื่นเต้นมากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) จุดเด่นของ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) คือการเล่นที่คาดเดายาก เขาสามารถใช้ความเร็วฉีกแนวรับคู่แข่ง เปลี่ยนจังหวะเกมได้ในเสี้ยววินาที และกล้าเลี้ยงบอลเข้าหากองหลังแบบไม่ลังเล ความสามารถเหล่านี้ทำให้เขาแตกต่างจากนักเตะเกมรุกหลายคน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ตัดสินใจดึงเขาเข้ามาเสริมทีม

โดกู ชื่นชมแนวคิดของ เป๊ป รวมไปถึงความละเอียดในการคุมทีม

โดกู กับ เป๊ป

เมื่อถูกถามว่าแนวทางของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) เคยทำให้เขาเล่นยากขึ้นหรือไม่ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ตอบอย่างชัดเจนว่า เขาไม่เคยจำได้ว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) สั่งให้เขาทำทุกอย่างแบบละเอียดก่อนลงสนาม เช่น เมื่อได้บอลต้องทำแบบนั้นหรือแบบนี้ สิ่งที่กุนซือมักบอกมากกว่า คือพื้นที่ตรงไหนที่สามารถโจมตีได้ และนักเตะควรใช้คุณภาพเฉพาะตัวของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด แนวคิดนี้สะท้อนปรัชญาการทำทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) ได้เป็นอย่างดี เขาไม่ได้ต้องการให้นักเตะทุกคนเล่นเหมือนกัน แต่ต้องการให้แต่ละคนเข้าใจบทบาทของตัวเอง และใช้จุดแข็งของตนเองในระบบทีมให้ดีที่สุด ตัวอย่างเช่น เออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) ถูกดึงมาเพราะความสามารถในการจบสกอร์ รายาน แชร์กี (Rayan Cherki) มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์เกม โอมาร์ มาร์มูช (Omar Marmoush) มีจุดเด่นเรื่องการยิงประตู ส่วน อับดูโคดีร์ คูซานอฟ (Abdukodir Khusanov) มีความเร็วและพลังในการเล่นเกมรับ สำหรับ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) คุณภาพหลักของเขาคือการเลี้ยงบอล ความเร็ว และความระเบิดในจังหวะโจมตี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) จึงไม่ได้พยายามเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นนักเตะคนอื่น แต่สอนให้เขาใช้ความสามารถเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ทำให้ โดกู (Doku) รู้สึกว่าเขาได้รับอิสระ ไม่ใช่ถูกผูกมัด ในช่วงที่ผ่านมา มีนักวิเคราะห์บางคนมองว่า แจ็ค กรีลิช (Jack Grealish) อาจไม่สามารถแสดงศักยภาพสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง หลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อคว้าตัวเขามาร่วมทีม เพราะระบบของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) อาจลดอิสระในการเล่นเกมรุก แต่ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ไม่เห็นด้วยกับมุมมองนี้ เขายืนยันว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) ให้อิสระกับเขาอย่างมาก เพียงแต่อิสระนั้นต้องมาพร้อมความเข้าใจแท็กติกและการตัดสินใจที่ดี

โดกู เผย คำแนะนำของ เป๊ป ทำให้เขาพัฒนาต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) สอน เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ไม่ใช่แค่เรื่องการบุก แต่ยังรวมถึงเกมรับและการอ่านจังหวะ เมื่อไม่มีบอล เขาต้องรู้ว่าควรยืนตรงไหน ควรช่วยทีมปิดพื้นที่อย่างไร และควรรับผิดชอบต่อโครงสร้างทีมแบบไหน ส่วนเมื่อมีบอล เขาต้องใช้ความเร็วและความระเบิดให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่ใช่เร่งจังหวะทุกครั้งจนเสียโอกาสสำคัญ คำแนะนำหนึ่งที่ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) จดจำได้ดี คือเมื่อเขาใช้ความเร็วพาบอลขึ้นไปถึงจังหวะสุดท้าย ก่อนจ่ายบอลหรือเลือกยิง เขาต้องรู้จักผ่อนจังหวะ หายใจ และใจเย็นลงเล็กน้อย เพราะการใช้ความเข้มข้นสูงตลอดทั้งจังหวะ อาจทำให้การตัดสินใจในช่วงสุดท้ายผิดพลาดได้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) จึงสอนให้เขาเลือกเวลาที่เหมาะสมในการเร่ง และเลือกเวลาที่ต้องนิ่งเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บทเรียนนี้มีผลต่อพัฒนาการของ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) อย่างชัดเจน เขายอมรับว่าตัวเองตัดสินใจได้ดีขึ้น มีความเข้าใจสถานการณ์เวลาครองบอลมากขึ้น และรู้จักเลือกจังหวะของตัวเองมากกว่าเดิม จากนักเตะที่โดดเด่นเรื่องความเร็วและการเลี้ยงบอล เขาค่อย ๆ พัฒนาไปเป็นผู้เล่นเกมรุกที่มีความครบเครื่องมากขึ้น นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนร่วมกับเกมรุกของทีมทั้งการทำประตูและแอสซิสต์ เขาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก และประสบการณ์ภายใต้การทำงานกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) ช่วยยกระดับเขาอย่างมาก ทั้งด้านแท็กติก ความนิ่ง และความเข้าใจในเกมระดับสูง

ตอนนี้ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) กำลังมุ่งหน้าสู่ ฟุตบอลโลก (World Cup) ในฐานะหนึ่งในกำลังสำคัญของทีมชาติ เบลเยียม (Belgium) ประสบการณ์จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) และการเรียนรู้จาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ เพราะในระดับทีมชาติ ทุกจังหวะตัดสินใจล้วนมีความหมาย เรื่องราวของ เจเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) แสดงให้เห็นว่า ระบบที่เข้มงวดไม่ได้แปลว่านักเตะต้องสูญเสียตัวตน หากนักเตะเข้าใจบทบาทและใช้จุดแข็งของตัวเองอย่างถูกต้อง ระบบก็สามารถช่วยให้พรสวรรค์เปล่งประกายมากขึ้นได้ สำหรับ โดกู (Doku) การทำงานกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) ไม่ได้ทำให้เขาถูกจำกัด แต่ทำให้เขารู้จักใช้ความสามารถของตัวเองอย่างฉลาดขึ้น และนั่นอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาก้าวขึ้นไปเป็นหนึ่งในปีกอันตรายที่สุดของยุโรปในอนาคต

น้ำตาของกวาร์ดิโอล่า และบทสุดท้ายที่โลกจะจดจำตลอดไป

มีบางช่วงเวลาในฟุตบอลที่ตัดข้ามทุกอย่างไปถึงแก่นของความเป็นมนุษย์ ที่ความสำเร็จ ชื่อเสียง และทุกสิ่งที่สร้างมาตลอดชีวิตถูกทิ้งไว้เบื้องหลังชั่วขณะ และสิ่งที่เหลืออยู่คือแค่ความรู้สึกที่ดิบและแท้จริงที่สุด

วันที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ลงนั่งบนม้านั่งผู้จัดการทีมเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะบอสของแมนเชสเตอร์ ซิตี้คือวันแบบนั้น และในนาทีที่ 59 ของเกม เมื่อป้ายหมายเลข 20 ของ เบร์นาร์โด ซิลวา ถูกยกขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ผู้ตัดสินที่สี่ ชายที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับฟุตบอลอังกฤษมาสิบปีก็พังทลายลงในที่สุด

ซิลวาและการอำลาที่จุดชนวนทุกสิ่ง

ก่อนที่กวาร์ดิโอล่าจะร้องไห้ ซิลวาเป็นคนร้องก่อน และนั่นคือสิ่งที่เปิดประตูให้อารมณ์ของกวาร์ดิโอล่าไหลออกมาด้วย

เบร์นาร์โด ซิลวา คือผู้เล่นที่เป็นมากกว่านักเตะคนหนึ่งในทีม เขาคือตัวแทนของทุกสิ่งที่กวาร์ดิโอล่าต้องการให้ผู้เล่นเป็น ทั้งในแง่ทักษะ ความทุ่มเท ความฉลาด และความรักที่มีต่อเกม และการที่ชายคนนี้เดินออกจากสนามด้วยน้ำตาในเกมสุดท้ายของกวาร์ดิโอล่านั้นพูดแทนคำพูดได้หลายพันคำ

สิบปีในเสี้ยววินาที

Guardiolas tears and the final chapter the world

ภาพการโอบกันระหว่างกวาร์ดิโอล่าและซิลวาบนเส้นข้างสนามนั้นไม่ได้แค่บันทึกความรู้สึกในวันนั้น แต่มันบันทึกทุกสิ่งที่สองคนนี้ผ่านมาด้วยกันในช่วงเวลาสิบปีที่พวกเขาอยู่ที่อีแทฮัด

ทุกชัยชนะและทุกความพ่ายแพ้ ทุกช่วงเวลาที่สุขและทุกช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทุกการตัดสินใจในห้องแต่งตัวที่ไม่มีใครอื่นรู้ และทุกการสนทนาระหว่างโค้ชกับผู้เล่นที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้ซิตี้กลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษยุคนั้น ทั้งหมดนั้นอยู่ในการโอบกันชั่วขณะนั้น

กวาร์ดิโอล่าเช็ดหน้าด้วยเสื้อยืดสีขาวของตัวเองและพยายามกลับมาสู่สภาวะปกติ เพราะยังมีเกมที่ต้องดูและทีมที่ต้องนำ แต่ทุกคนในสนามและทุกคนที่ดูจากหน้าจอรู้ดีว่าสิ่งที่เห็นในนาทีนั้นคือความจริงที่แท้จริงของชายคนนี้

ผลเกมที่ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป

แอสตัน วิลล่าคือฝ่ายที่ชนะในเกมนั้น และพวกเขามาพร้อมกับพลังงานและความมั่นใจจากการคว้าแชมป์ยูโรปา ลีกในวันพุธ ซิตี้แพ้ และในฤดูกาลปกติ การแพ้เกมสุดท้ายของฤดูกาลอาจทิ้งความรู้สึกขมขื่นไว้บ้าง

แต่ในวันนั้น เสียงนกหวีดสุดท้ายไม่ได้บอกว่าใครแพ้หรือใครชนะ มันบอกแค่ว่ายุคสมัยหนึ่งสิ้นสุดลงแล้วอย่างเป็นทางการ และผลของเกมก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายในทันทีเมื่อเทียบกับน้ำหนักของสิ่งที่กำลังจบลง

แฟนบอลซิตี้ในอัฒจันทร์รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ร้องไห้เพราะทีมแพ้ แต่เพราะพวกเขากำลังบอกลาผู้ชายที่พาพวกเขาไปสู่จุดสูงสุดที่แฟนบอลซิตี้คนไหนไม่เคยฝันว่าจะได้เห็นในช่วงชีวิตของพวกเขา

คำพูดสุดท้ายของชายที่ไม่ต้องการพูดมาก

กวาร์ดิโอล่าพยายามหาคำมาอธิบายความรู้สึกของวันนั้น แต่ชายที่มักมีคำพูดที่ฉลาดและลึกซึ้งเสมอกลับพบว่าครั้งนี้ยากกว่าปกติ

"บทนี้จะอยู่ที่นี่ตลอดไป" เขากล่าวสั้นๆ และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะพูดได้ เพราะบางช่วงเวลาไม่ต้องการคำอธิบายที่ยาวเหยียด

เขายังพูดถึงซิลวาและบทเรียนเกี่ยวกับอารมณ์ที่เขาได้รับจากการเห็นซิลวาร้องไห้ก่อนเกม "ถ้าอยากร้องก็ร้อง ถ้าอยากหัวเราะก็หัวเราะ อารมณ์ความรู้สึก คุณต้องแสดงมันออกมา ผมไม่ร้องไห้ แต่เมื่อผมเห็นคนอื่นร้องไห้ ผมก็ร้องไห้ด้วย"

เป๊ป ปิดตำนานเตรียม อำลา แมนฯ ซิตี้ หลังคุมทีมมายาวนาน 10 ปี

เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ยืนยันว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) จำเป็นต้องมี “พลังงานใหม่” หลังจากเจ้าตัวประกาศปิดฉากเส้นทางการคุมทีมอันยาวนาน 10 ปี กับสโมสรอย่างเป็นทางการ โดยเกมสุดท้ายของกุนซือวัย 55 ปี จะเป็นการนำทีมลงสนามพบกับ แอสตัน วิลลา (Aston Villa) ในวันอาทิตย์ ที่สนาม เอติฮัด สเตเดียม (Etihad Stadium) ตลอดช่วงเวลาหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ได้สร้างยุคทองให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) อย่างแท้จริง เขาพาทีมคว้าแชมป์รายการใหญ่รวม 17 รายการ ประกอบด้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) 6 สมัย แชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) 1 สมัย รวมถึงแชมป์ เอฟเอ คัพ (FA Cup) ลีก คัพ (League Cup) และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ (FIFA Club World Cup) อีกหลายรายการ จนทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

เพื่อเป็นเกียรติแก่ผลงานและอิทธิพลของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ทาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) จะตั้งชื่ออัฒจันทร์ฝั่งเหนือที่เพิ่งพัฒนาใหม่ตามชื่อของเขา โดยอัฒจันทร์ดังกล่าวจะเปิดใช้งานเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในเกมปิดฤดูกาลที่พบกับ แอสตัน วิลลา (Aston Villa) ซึ่งเพิ่งคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก (Europa League) นอกจากนี้ สโมสรยังเตรียมสร้างรูปปั้นของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ไว้บริเวณทางเข้าสู่อัฒจันทร์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จที่เขาทิ้งไว้กับสโมสร

เป๊ป ชี้สโมสรต้องการพลังงานใหม่เพื่อเริ่มบทต่อไป

เป๊ปลาเรือใบปิดตำนาน 10 ปีทุกแชมป์

ในงานแถลงข่าวก่อนเกมครั้งสุดท้ายของเขา เมื่อวันศุกร์ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ระยะเวลา 10 ปี ถือว่ายาวนานมากสำหรับผู้จัดการทีมคนหนึ่ง และถึงเวลาที่สโมสรควรได้เริ่มต้นบทใหม่ ภายใต้ผู้จัดการทีมคนใหม่ แนวคิดใหม่ และพลังงานใหม่ เขามองว่า นักเตะชุดปัจจุบันของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ยังเต็มไปด้วยคุณภาพ และควรมีโอกาสเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์บทต่อไปในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ยอมรับว่า เขาไม่มั่นใจว่าตัวเองจะยังมีพลังมากพอสำหรับการต่อสู้ในระดับสูงทุกวัน และทุก ๆ 3 วัน เหมือนที่เคยทำมาตลอด เพราะการคุมทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ต้องรับแรงกดดันมหาศาล ทั้งการลุ้นแชมป์ การเตรียมทีม และการยืนอยู่ต่อหน้านักเตะในทุกช่วงเวลาสำคัญ เขากล่าวว่า หลังจาก 10 ปี การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องดี ทั้งสำหรับสโมสร นักเตะ แฟนบอล และตัวเขาเอง กุนซือชาว สเปน (Spain) ยังเปิดเผยว่า เขาได้แจ้งการตัดสินใจครั้งนี้กับนักเตะในช่วงเช้าวันศุกร์ แต่ยอมรับด้วยรอยยิ้มว่า สุนทรพจน์ของเขา “เป็นหายนะ” เพราะเขารู้สึกประหม่าอย่างมาก มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา การกล่าวอำลานักเตะที่ร่วมต่อสู้กันมานาน ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาเลย ในวิดีโอประกาศอำลาที่เผยแพร่ก่อนหน้านั้น เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) กล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป หากทุกอย่างเป็นนิรันดร์ เขาคงอยู่ที่นี่ต่อ แต่สิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป คือ ความรู้สึก ผู้คน ความทรงจำ และความรักที่เขามีต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) รายงานจาก บีบีซี สปอร์ต (BBC Sport) ระบุว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ได้เตรียมตัวสำหรับการอำลาของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) มาระยะหนึ่งแล้ว แม้เขาจะยังเหลือสัญญาอีก 1 ปี ก็ตาม โดยชื่อของ เอ็นโซ มาเรสกา (Enzo Maresca) อดีตผู้จัดการทีม เชลซี (Chelsea) และอดีตผู้ช่วยของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งในการเข้ามารับตำแหน่งต่อ การประกาศอำลาของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) เกิดขึ้นเพียง 3 วัน หลังจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) พลาดแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฤดูกาล 2025-26 ให้กับ อาร์เซนอล (Arsenal) โดยผลเสมอ บอร์นมัธ (Bournemouth) 1-1 เมื่อวันอังคาร ทำให้ อาร์เซนอล (Arsenal) คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลสุดท้ายของเขา เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ยังคงพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ (FA Cup) และ ลีก คัพ (League Cup) ได้สำเร็จ หลังอำลาเก้าอี้ผู้จัดการทีม เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ยืนยันว่าเขาจะพักจากงานโค้ช แต่จะยังคงมีบทบาทกับ ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป (City Football Group) ในฐานะทูตระดับโลก พร้อมให้คำแนะนำด้านเทคนิคแก่สโมสรในเครือ ซึ่งถือเป็นการสานต่อความสัมพันธ์กับองค์กร แม้จะไม่ได้ทำหน้าที่คุมทีมข้างสนามอีกต่อไป 

ตำนานความสำเร็จของ แมนฯ ซิตี้ เริ่มขึ้น เมื่อเป๊ป ก้าวเข้ามาสู่ทีม

ย้อนกลับไป เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) เซ็นสัญญาเบื้องต้น 3 ปี กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2016 เพื่อเข้ามารับตำแหน่งต่อจาก มานูเอล เปเยกรินี (Manuel Pellegrini) ในฤดูกาล 2016-17 แม้ฤดูกาลแรกจะจบลงโดยไม่มีแชมป์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในอาชีพผู้จัดการทีมของเขา แต่หลังจากนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ก็กลายเป็นทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอล อังกฤษ (England) อย่างต่อเนื่อง ในฤดูกาล 2017-18 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ภายใต้การนำของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) กลายเป็นทีมแรกที่ทำได้ถึง 100 คะแนนในลีกสูงสุด พร้อมสร้างสถิติยิงประตูมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาลของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ด้วยจำนวน 106 ประตู ต่อมาในฤดูกาล 2022-23 พวกเขากลายเป็นทีม อังกฤษ (England) ทีมที่สอง ต่อจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ชุดปี 1998-99 ที่คว้า ทริปเปิลแชมป์ (Treble) ได้สำเร็จ ด้วยการคว้า พรีเมียร์ลีก (Premier League) เอฟเอ คัพ (FA Cup) และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) ในฤดูกาลเดียวกัน นอกจากนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์ลีก อังกฤษ (England) 4 ฤดูกาลติดต่อกัน ในปี 2023-24 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความสม่ำเสมอ และมาตรฐานอันสูงมากที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) วางไว้ ก่อนมาที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) เคยคุม บาเยิร์น มิวนิก (Bayern Munich) ใน เยอรมนี (Germany) เป็นเวลา 3 ฤดูกาล พร้อมคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา (Bundesliga) 3 สมัยติดต่อกัน และ เดเอฟเบ โพคาล (DFB-Pokal) อีก 2 สมัย ส่วนเส้นทางผู้จัดการทีมของเขาเริ่มต้นที่ บาร์เซโลนา (Barcelona) ในปี 2008 ซึ่งเขาสร้างหนึ่งในทีมสโมสรที่ดีที่สุดตลอดกาล คว้าแชมป์ ลา ลีกา (La Liga) 3 สมัยติดต่อกัน ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) 2 สมัย และ โกปา เดล เรย์ (Copa del Rey) 2 สมัย

ในฐานะนักเตะ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) เคยเป็นกองกลางตัวรับของ บาร์เซโลนา (Barcelona) คว้าแชมป์ ลา ลีกา (La Liga) 6 สมัย โกปา เดล เรย์ (Copa del Rey) 2 สมัย และ ยูโรเปียน คัพ (European Cup) ปี 1992 นอกจากนี้ เขายังเคยนำทีมชาติ สเปน (Spain) คว้าเหรียญทอง โอลิมปิก บาร์เซโลนา 1992 (Barcelona Olympics 1992) และลงเล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่ 47 นัด ก่อนเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพในปี 2006 การอำลาของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ทำให้บุคคลสำคัญในวงการฟุตบอลออกมาแสดงความชื่นชมอย่างมาก โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ผู้จัดการทีมชาติ อังกฤษ (England) กล่าวว่า อิทธิพลของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ที่มีต่อทุกลีกที่เขาเคยทำงานนั้นหาได้ยาก เขาเปลี่ยนวิธีการเล่นที่ บาร์เซโลนา (Barcelona) พลิกฟุตบอล เยอรมนี (Germany) กับ บาเยิร์น มิวนิก (Bayern Munich) และมาทำลายสถิติมากมายใน อังกฤษ (England) อูไน เอเมรี (Unai Emery) ผู้จัดการทีม แอสตัน วิลลา (Aston Villa) ยกย่องว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) คือโค้ชที่ดีที่สุดในโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้กับโค้ชคนอื่น ๆ เขากล่าวว่า การได้ดวลกับ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ถือเป็นเกียรติ และเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่เสมอ ขณะที่ ฮันซี ฟลิค (Hansi Flick) ผู้จัดการทีม บาร์เซโลนา (Barcelona) กล่าวว่า การอยู่กับสโมสรระดับนี้ได้นาน 10 ปี เป็นเรื่องเหลือเชื่อ และสิ่งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ทำได้คือผลงานระดับพิเศษ ส่วน เดโก (Deco) ผู้อำนวยการกีฬาของ บาร์เซโลนา (Barcelona) มองว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ไม่ได้มีผลกระทบแค่กับสโมสร แต่ยังมีผลต่อแนวทางการเล่นฟุตบอลโดยรวม ด้าน เลียม กัลลาเกอร์ (Liam Gallagher) นักร้องนำวง โอเอซิส (Oasis) และแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) กล่าวสั้น ๆ แต่ทรงพลังว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) เข้ามา พิชิตทุกอย่าง และจะยังคงเป็นราชาในใจแฟนบอลตลอดไป ชีค มันซูร์ บิน ซายิด อัล นาห์ยาน (Sheikh Mansour bin Zayed Al Nahyan) เจ้าของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) กล่าวว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) คือตัวแทนของความทะเยอทะยานที่สโมสรต้องการมาตลอด 10 ปี เขาไม่ได้ทิ้งไว้เพียงถ้วยแชมป์ แต่ยังทิ้งรอยประทับไว้ในดีเอ็นเอของสโมสร คัลดูน อัล มูบารัค (Khaldoon Al Mubarak) ประธานสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) กล่าวปิดท้ายว่า ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) มีหลายช่วงเวลาที่สามารถหยุดได้ และทุกอย่างก็มากพอแล้ว แต่เขากลับค้นพบพลังใหม่เสมอ พร้อมสร้างวิธีการใหม่ในการพาทีมคว้าชัยชนะ ด้วยเหตุนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) จึงไม่ได้ดีขึ้นเพียงสโมสรเดียว แต่ฟุตบอลทั้งโลกก็ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของเขาเช่นกัน

กวาร์ดิโอล่า เฟอร์กูสัน และคำถามที่ไม่มีวันตอบได้

ในโลกของฟุตบอล มีคำถามที่ไม่มีวันได้คำตอบที่ทุกคนพอใจได้อยู่หลายข้อ และหนึ่งในคำถามที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกยุคทุกสมัยคือใครคือผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เพราะคำตอบของคำถามนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้เกณฑ์ไหนในการวัด และคุณยืนอยู่ในยุคไหนเมื่อมองย้อนกลับไป

เวย์น รูนีย์ คือชายที่เห็นทั้งสองยักษ์ใหญ่ของวงการในแบบที่ไม่กี่คนในโลกนี้จะมีโอกาสเห็น เขาเล่นภายใต้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นเวลาเกือบสิบปี และในฐานะนักวิเคราะห์และอดีตนักเตะที่ติดตามวงการอย่างใกล้ชิด เขาได้เห็นการทำงานของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้อย่างละเอียดตลอดหนึ่งทศวรรษ

สิบปีที่ซิตี้และมรดกที่จะอยู่ตลอดไป

ก่อนที่จะเปรียบเทียบอะไร ต้องเข้าใจก่อนว่ากวาร์ดิโอล่าทำอะไรไว้ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และตัวเลขที่พูดถึงนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา

แชมป์พรีเมียร์ลีกหกสมัย แชมเปี้ยนส์ ลีกหนึ่งครั้ง เอฟเอ คัพสามถ้วย และลีกคัพอีกห้าใบ รวมแล้วเป็นถ้วยรางวัลสำคัญทั้งหมด 17 ใบ หรือถ้านับรวมถ้วยรางวัลทุกประเภทก็ถึง 20 ใบ ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าในช่วงหนึ่งทศวรรษที่กวาร์ดิโอล่าอยู่ที่อีแทฮัด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ไม่ได้แค่เก่ง

รูนีย์และการยืนยันที่มาจากใจ

กวาร์ดิโอล่า เฟอร์กูสัน และคำ

"ผมเห็นการเปรียบเทียบมากมายกับอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน" รูนีย์กล่าวในรายการของเขา "ผมพูดได้ว่าเฟอร์กูสันคือที่สุดตลอดกาล แต่เป๊ป ในยุคสมัยของเขา คือที่สุดโดยห่างกันมาก"

ประโยคนั้นบอกทุกอย่างในแบบที่รูนีย์ตั้งใจ เขาไม่ได้บอกว่ากวาร์ดิโอล่ายิ่งใหญ่กว่าเฟอร์กูสัน เขาไม่ได้บอกว่าเฟอร์กูสันดีกว่ากวาร์ดิโอล่า แต่เขาแยกสองคนออกจากกันด้วยบริบทของยุคสมัย และยอมรับว่าทั้งคู่คือสิ่งที่ดีที่สุดในยุคของตัวเอง

สิบปีกับยี่สิบหกปี และความหมายของความภักดี

รูนีย์ยังพูดถึงอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจมาก นั่นคือเรื่องของความภักดีและระยะเวลาที่ทั้งสองคนอยู่กับสโมสรเดียวกัน

"ผมเห็นคนพูดถึงว่าเขา [กวาร์ดิโอล่า] ภักดีแค่ไหนที่อยู่มาสิบปี ซึ่งน่าทึ่งมาก แต่อเล็กซ์ เฟอร์กูสันอยู่มาถึงยี่สิบหกปี" รูนีย์กล่าว "เมื่อคุณนึกถึงระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้น ยี่สิบหกปีที่สโมสรเดียวกัน มันน่าทึ่งอย่างสุดๆ เลย"

ตัวเลขยี่สิบหกปีนั้นมีความหมายที่ลึกกว่าแค่ตัวเลข เพราะในวงการฟุตบอลสมัยใหม่ที่ผู้จัดการทีมเปลี่ยนหน้ากันอยู่เสมอ ทีมใหญ่ๆ มักไม่ยอมรอให้ทีมฟื้นตัวนานกว่าสองสามฤดูกาล และการที่เฟอร์กูสันอยู่ที่ยูไนเต็ดมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1986 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2013 นั้นเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน

การรักษาความหิวโหยตลอดยี่สิบหกปี

รูนีย์ยังพูดถึงสิ่งที่เขามองว่าเป็นหัวใจของความยิ่งใหญ่ของเฟอร์กูสัน นั่นคือความสามารถในการรักษาแรงผลักดันและจิตใจในการต่อสู้ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน

"มันยากแค่ไหนสำหรับผู้จัดการทีมที่อยู่มานานขนาดที่เฟอร์กูสันอยู่ในการรักษาความหิวโหยและจิตใจในการเล่นกีฬาไว้" รูนีย์กล่าว

บริบทที่แตกต่างและความท้าทายที่ไม่เหมือนกัน

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้การเปรียบเทียบระหว่างเฟอร์กูสันและกวาร์ดิโอล่าซับซ้อนคือสถานการณ์ที่พวกเขาเข้ามารับงานนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รูนีย์พูดถึงเรื่องนี้ได้ชัดเจนมาก "เมื่อเซอร์ อเล็กซ์เข้ามาคุมยูไนเต็ด มันเป็นสถานการณ์ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาต้องสร้างสโมสรขึ้นมาจากรากฐานเพื่อพาพวกเขากลับมาเป็นพลังที่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลอังกฤษอีกครั้ง ในขณะที่ผมคิดว่าเป๊ปไม่จำเป็นต้องทำสิ่งนั้น แต่สิ่งที่เขาทำในแง่ของการครองวงการอย่างสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย"

โดกู โชว์ทั้งเลี้ยงทั้งยิงช่วย เรือ ไล่ล่าแชมป์ พรีเมียร์ลีก

เจเรมี โดกู (Jeremy Doku) เคยพูดไว้เมื่อเดือนก่อนว่า หากเขาต้องการถูกยกไปอยู่ในบทสนทนาของปีกระดับโลก เขาจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนประตูให้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง หรือสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนที่เปลี่ยนจังหวะสำคัญให้กลายเป็นชัยชนะได้ด้วยตัวเองโดยในเวลานี้ผลงานล่าสุดของปีกทีมชาติ เบลเยียม คนนี้ กำลังกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่หลุดจากเส้นทางลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะฟอร์มโดดเด่นในเกมที่ทีมเปิดบ้านเอาชนะ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) 3-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในเกมดังกล่าว โดกู เป็นคนยิงประตูขึ้นนำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังจากใช้ความเร็วและความคล่องตัวตัดจากริมเส้นเข้ากลาง ก่อนปั่นบอลด้วยความมั่นใจเข้าไปอย่างสวยงาม ซึ่งลูกนี้ก็คล้ายกับที่เขายิงได้ในเกมที่พบกับ เอฟเวอร์ตัน ที่จบลงด้วยผลเสมอไป 3-3 และทำให้สถานการณ์การลุ้นแชมป์ของทีมนั้นลำบากอยู่ในเวลานี้ ก่อนหน้านี้เขา โดกู ก็ยิงประตู เซาแธมป์ตันในลักษณะ เดียวกันเป็นประตู ที่ช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เมื่อมองภาพรวม 6 นัดหลังสุด โดกู มีส่วนร่วมกับประตูถึง 7 ครั้ง แบ่งเป็น 5 ประตู และ 2 แอสซิสต์ ซึ่งเท่ากับผลงานรวมที่เขาทำได้ตลอด 24 นัดก่อนหน้านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า เขากำลังพัฒนาจากผู้เล่นสายสร้างสีสัน ไปเป็นผู้เล่นที่ตัดสินผลการแข่งขันได้จริง

เป๊ป ยก โดกูพัฒนาโหดช่วย เรือใบยังอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์ต่อไป

โดกูยิงช่วยเรือใบ 3-0

เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวถึงพัฒนาการของลูกทีมว่า หากนักเตะต้องการเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น เขาต้องสามารถชนะเกมได้ด้วยตัวเอง การเปิดบอลสวย ๆ ให้เพื่อนทำประตูเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับนักเตะระดับสูง เพราะผู้เล่นตัวใหญ่ต้องกล้ารับผิดชอบในจังหวะสำคัญ ต้องยิงประตู และต้องเป็นคนที่พาทีมผ่านช่วงเวลายากลำบาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยังยกตัวอย่างเกมกับ เอฟเวอร์ตัน ว่า ประตูตีเสมอ 3-3 ของ โดกู มาจากเท้าขวา ส่วนอีกประตูในเกมเดียวกันมาจากเท้าซ้าย นั่นแสดงให้เห็นว่าเขากำลังก้าวขึ้นไปอีกระดับ และเริ่มประกาศตัวว่า “ผมคือ เจเรมี โดกู และผมจะเป็นคนชนะเกมให้ทีมเอง” ซึ่งเป็นทัศนคติที่นักเตะระดับท็อปจำเป็นต้องมี หลังเกม โดกู ให้สัมภาษณ์กับ บีบีซี แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ ว่า เขาเป็นนักเตะที่เล่นด้วยสัญชาตญาณอยู่แล้ว วันนี้ทุกอย่างกำลังออกมาดี ประตูเริ่มมา และแม้หลายคนอาจมองว่าเขาเปลี่ยนไป แต่เจ้าตัวยืนยันว่า เขาไม่ได้กลายเป็นนักเตะคนใหม่ เพียงแต่สิ่งที่ทำมาตลอดเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น หลายฝ่ายมองว่า นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ โดกู นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะเขายิงได้ 3 นัดติดต่อกันรวมทุกรายการเป็นครั้งแรกในสีเสื้อ เรือใบสีฟ้า เกมกับ เบรนท์ฟอร์ด เขาสร้างปัญหาให้ ไมเคิล คาโยเด (Michael Kayode) แบ็กขวาของทีมเยือนอย่างหนัก ตลอดทั้งเกม โดกู ใช้ทั้งความเร็ว การหยุดบอลแบบฉับพลัน และการเปลี่ยนทิศทางที่คาดเดายาก เล่นงานแนวรับคู่แข่งจนแทบรับมือไม่ไหว ความจริงเขาเกือบยิงได้ตั้งแต่นาทีแรก ๆ ด้วยซ้ำ แต่ถูก ควิวิน เคลเลเฮอร์ (Caoimhin Kelleher) ป้องกันไว้ได้ แอชลีย์ วิลเลียมส์ (Ashley Williams) อดีตกองหลังทีมชาติ เวลส์ ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์เกมให้ บีบีซี กล่าวว่า นี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดของ เจเรมี โดกู เท่าที่เคยเห็นมา เขามองจากมุมของกองหลังว่า หากต้องเจอกับ โดกู ในฟอร์มแบบนี้ ก็คงไม่แน่ใจว่าจะหยุดเขาอย่างไร เพราะเขาแข็งแกร่งทางร่างกาย ไปได้ทั้งซ้ายและขวา มีอัตราเร่งที่น่ากลัว และยังมีจังหวะชะลอความเร็วที่ทำให้กองหลังเสียจังหวะได้ง่าย วิลเลียมส์ ยังเสริมว่า คาโยเด เป็นผู้เล่นที่เขาให้คะแนนสูง แต่ในเกมนี้ก็ยังรับมือ โดกู ไม่ได้ พร้อมยกให้ปีกของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ฟอร์มดีที่สุดของ พรีเมียร์ลีก ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้าน แดเนียล สเตอร์ริดจ์ (Daniel Sturridge) อดีตกองหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวผ่าน สกาย สปอร์ตส์ ว่า โดกู ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ประตูที่ยิงใส่ เบรนท์ฟอร์ด เป็นการจบสกอร์ที่งดงาม และดูเหมือนว่านี่กำลังกลายเป็นท่าประจำของเขา การฝึกซ้อมซ้ำ ๆ เริ่มแสดงผลออกมาในสนามจริง เขาดูเฉียบคมขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้น และมีความมั่นใจมากขึ้นในพื้นที่อันตราย สเตอร์ริดจ์ มองว่า ความมั่นใจคือหัวใจสำคัญของผู้เล่นเกมรุก หากเริ่มลังเลเมื่ออยู่ในจังหวะตัดสินใจ ก็ยากที่จะสร้างความแตกต่าง แต่ตอนนี้ โดกู ดูเหมือนกำลังคิดว่า “ผมทำได้ ผมยิงได้” และความเชื่อนั้นกำลังผลักดันให้เกมของเขาเติบโตขึ้น

สถิติในเกม เบรนท์ฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำความยอดเยี่ยมของ โดกู ในเวลานี้

สถิติในเกมกับ เบรนท์ฟอร์ด ยังน่าสนใจ เพราะ โดกู กลายเป็นเพียงผู้เล่นคนที่ 3 ใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ที่สร้างโอกาสได้ 6 ครั้งขึ้นไป และเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จ 6 ครั้งขึ้นไปในเกมเดียว ต่อจาก บูกาโย ซากา (Bukayo Saka) และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน (Elliot Anderson) คีธ แอนดรูว์ส (Keith Andrews) ผู้จัดการทีมของทีมคู่แข่งอย่าง เบรนท์ฟอร์ด  ยอมรับว่า โดกู คือความอันตรายที่ทาง แมนฯ ซิตี้ มีและใช้คุกคามลูกทีมของเขา และสุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปอย่างที่เห็น การเลี้ยงจี้เข้าหา รวมถึงการยิงประตู มองเผินๆ เหมือนจะปิดเขาอยู่สุดท้าย โดกู ก็เป็นคนตัดสินเกมนี้อย่างที่ทุกคนได้เห็นโดยประตู โดกู อุทิศให้คุณพ่อของเขาที่จากไปก่อนหน้าเกมนี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางลุ้นแชมป์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่ได้อยู่ในมือของตัวเองทั้งหมด หลายฝ่ายมองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของฤดูกาลอาจอยู่ที่เกมที่ อาร์เซนอล ต้องบุกไปเยือน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์ หากทีมของ มิเกล อาร์เตตา (Mikel Arteta) บุกไปชนะได้ แชมป์ พรีเมียร์ลีก ก็แทบจะอยู่ในมือของพวกเขา เพราะโปรแกรมที่เหลือคือการพบกับ เบิร์นลีย์ ที่ตกชั้นไปแล้ว และปิดท้ายกับ คริสตัล พาเลซ ซึ่งยังต้องไปเล่นรอบชิงชนะเลิศ ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก แต่ถ้า อาร์เซนอล สะดุด เสมอ หรือแพ้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ประตูแห่งความหวังของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเปิดขึ้นอีกครั้ง โดยทีมของ กวาร์ดิโอลา ยังมีโปรแกรมพบกับ คริสตัล พาเลซ , บอร์นมัธ และ แอสตัน วิลลา รออยู่ เมื่อถูกถามว่าจะดูเกมของ อาร์เซนอล หรือไม่ กวาร์ดิโอลา ตอบกับ บีบีซี เรดิโอ 5 ไลฟ์ ว่า พี่สาวของเขาเดินทางมาเยี่ยม และไม่ได้เจอกันมานาน แต่ถ้าเขาอยู่บ้าน แน่นอนว่าจะเปิดดู เพราะเขาชอบฟุตบอล เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) ซึ่งยิงรวมให้สโมสรและทีมชาติครบ 50 ประตู กล่าวว่า นักเตะในทีมไม่ควรคิดถึงเรื่องลุ้นแชมป์มากเกินไป แต่เขายอมรับว่าจะเปิดการแจ้งเตือนในโทรศัพท์เพื่อติดตามผลเกมระหว่าง อาร์เซนอล กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ส่วน กวาร์ดิโอลา ปิดท้ายงานแถลงข่าวหลังเกมด้วยประโยคขำ ๆ ว่า “Come on you Irons” พร้อมทำท่ากางแขนเป็นสัญลักษณ์ของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เหนือศีรษะ เพราะเขารู้ดีว่า หาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องการรักษาความหวังในการลุ้นแชมป์ไว้ พวกเขาจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากทีมของ นูโน เอสปิริโต ซานโต (Nuno Espirito Santo) ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล โดกู อาจไม่ได้เป็นเพียงปีกที่สร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการไล่ล่าแชมป์ พรีเมียร์ลีก และหากประตูของเขายังมาอย่างต่อเนื่อง บางทีคำถามว่าเขาอยู่ในกลุ่มปีกระดับโลกหรือยัง อาจไม่ต้องรอคำตอบนานนัก

ฟิล โฟเดน และสัญญาใหม่ที่ซ่อนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ในแวดวงฟุตบอล ข่าวการต่อสัญญาส่วนใหญ่มักมาพร้อมกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความยินดี แฟนบอลเฉลิมฉลอง สโมสรออกแถลงการณ์ที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ และนักเตะยิ้มถ่ายรูปพร้อมปากกาเซ็นสัญญา แต่ข่าวที่ว่า ฟิล โฟเดน ตกลงทำสัญญาฉบับใหม่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นระยะเวลาสี่ปีจนถึงปี 2030 พร้อมออปชั่นต่อได้อีกหนึ่งปี กลับมาพร้อมกับบรรยากาศที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก

เพราะในขณะที่สัญญาฉบับใหม่บอกว่าทั้งสองฝ่ายยังเชื่อในกันและกัน แต่สถานการณ์รอบข้างในช่วงเวลานี้กลับบอกว่ามีคำถามมากมายที่รอคำตอบอยู่ โฟเดนวัย 25 ปีอยู่ในช่วงฟอร์มตกต่ำที่ยาวนานที่สุดในอาชีพ ไม่ได้ยิงประตูมาตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม และแม้แต่ที่นั่งในทีมชาติอังกฤษสำหรับฟุตบอลโลกช่วงซัมเมอร์นี้ก็ยังไม่ได้รับการรับประกัน

เส้นทางจากเด็กอัจฉริยะสู่แชมเปี้ยน

เพื่อจะเข้าใจว่าเหตุใดสัญญาฉบับนี้ถึงสำคัญขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูว่าโฟเดนมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 17 ปี เมื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ตัดสินใจเรียกเขาขึ้นมาลงสนามครั้งแรก ซึ่งในตอนนั้นหลายคนมองว่าเป็นการให้โอกาสเพื่อให้ประสบการณ์ แต่ไม่ใช่สัญญาณว่าเขาจะกลายเป็นตัวหลักในเร็ววัน เพราะซิตี้ในยุคนั้นเต็มไปด้วยดาวเด่นระดับโลกในทุกตำแหน่ง

ฟอร์มที่หายไปและความเงียบของประตู

Phil Foden has won six Premier League titles with Manchester City

แต่ทุกเรื่องราวที่ดีย่อมมีบทที่ยากเสมอ และสำหรับโฟเดน บทนั้นกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

นับตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม เขาไม่ได้ยิงประตูอีกเลย ในวงการฟุตบอลที่ตัวเลขประตูและแอสซิสต์กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนพูดถึง ความเงียบของโฟเดนในด้านนี้ยาวนานเกินพอที่จะถูกมองว่าเป็นแค่ช่วงพักฟื้นชั่วคราว

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่การขาดประตู แต่อยู่ที่ความรู้สึกโดยรวมว่าโฟเดนยังไม่กลับมาเป็นตัวเองในแบบที่แฟนบอลรู้จัก ความคมในการตัดสินใจ ความไหลลื่นในการเคลื่อนไหว และความมั่นใจในการครองบอลที่เคยเป็นลายเซ็นของเขา ดูเหมือนจะหายไปกับสายลม

รูนีย์ออกมาพูดในสิ่งที่หลายคนคิด

เวย์น รูนีย์ อดีตกัปตันทีมทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและทีมชาติอังกฤษ เป็นหนึ่งในคนที่ออกมาพูดตรงๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ของโฟเดนในรายการของเขาทาง BBC

"ผมคิดว่าต้องใส่เขาในทีม" รูนีย์กล่าว "ผมชอบดูเขาเล่น ชอบการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของเขา วิธีที่เขาหาพื้นที่ว่าง มันไม่ใช่ภาพที่สวยงามเลยที่เห็นเขานั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง"

ฟุตบอลโลกและความกดดันที่เพิ่มขึ้น

ถ้าแค่ปัญหาฟอร์มในระดับสโมสรยังไม่พอ โฟเดนยังต้องเผชิญกับความกดดันจากทิศทางอื่นด้วย เมื่อ โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าที่นั่งในทีมชาติของโฟเดนสำหรับฟุตบอลโลกช่วงซัมเมอร์นี้ไม่ได้รับการรับประกัน แม้ว่าเขาจะเป็นนักเตะคนเดียวที่ได้ลงสนามเต็มทั้งสองนัดในแคมป์สุดท้ายก่อนทัวร์นาเมนต์

ทูเคิลส่งสัญญาณชัดเจนว่าฟอร์มในปัจจุบันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ชื่อเสียงหรือผลงานในอดีต และถ้าโฟเดนยังไม่สามารถกลับมาแสดงฟอร์มที่ดีในระดับสโมสรได้ โอกาสในการติดทีมชาติก็จะลดลงตามไปด้วย

ลีดส์ เกือบการันตีอยู่รอดพร้อมเพิ่มแรงกดดันทีมหนีตกชั้นอื่น

โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน (Dominic Calvert-Lewin) แทบจะยังฉลองประตูไม่ทันจบ เสียงเชียร์ของแฟนบอล ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ก็ระเบิดขึ้นทั่วสนาม เอลแลนด์ โร้ด (Elland Road) เพื่อย้ำความเชื่อว่า ทีมรักของพวกเขากำลังจะอยู่รอดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ต่อไปอีกหนึ่งฤดูกาล กองหน้าทีมชาติ อังกฤษ (England) รายนี้ ฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของ มาร์ติน ดูบราฟก้า (Martin Dubravka) ยิงประตูที่สามให้กับทีม ในเกมที่เอาชนะ เบิร์นลีย์ (Burnley) ซึ่งตกชั้นไปแล้วได้สำเร็จ ส่งผลให้แฟนบอลเจ้าถิ่นเริ่มร้องเพลง “เราจะอยู่รอด” ดังกึกก้องทั่วสนาม ชัยชนะ 3-1 ในนัดนี้ ทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 14 ของตาราง และแทบจะการันตีได้แล้วว่า พวกเขาจะยังคงโลดแล่นในลีกสูงสุดของ อังกฤษ (England) ต่อไปในฤดูกาลหน้า

หลังจบเกม อีธาน อัมปาดู (Ethan Ampadu) กองหลังของทีม เปิดเผยว่า ทีมกำลังอยู่ใน “ตำแหน่งที่แข็งแกร่ง” ก่อนเข้าสู่ 3 นัดสุดท้ายของฤดูกาล เขากล่าวกับ สกาย สปอร์ตส์ (Sky Sports) ว่า “ก่อนเกมเราพูดกันว่า ยังไม่เคยชนะ เบิร์นลีย์ (Burnley) ได้เลย เราต้องการล้างแค้น และเก็บแต้มให้ถึง 43 คะแนน” “เราคิดว่าเราวางตัวเองไว้ในจุดที่ดีมากแล้ว กับอีก 3 เกมที่เหลือ เราอยากให้แฟนบอลได้มีความสุขในช่วงวันหยุดยาว และหวังว่าจะเก็บผลการแข่งขันดี ๆ ได้อีก” บรรยากาศของแฟนบอล ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) เต็มไปด้วยความสุขในช่วงวันหยุด แต่คำถามสำคัญคือ พวกเขาจะต้องรออีกนานแค่ไหน กว่าจะ “รอดตกชั้นแบบคณิตศาสตร์”

 

ลีดส์ ตามสถานการณ์พร้อมวิเคราะห์ตัวเลขแล้ว ปลอดภัยแล้วหรือยัง

ลีดส์ เบิร์นลีย์ 3-1

แม้สถานการณ์จะดูดีมาก แต่ในทางทฤษฎี ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ยังต้องทำงานต่อเพื่อการันตีการอยู่รอด หลังเอาชนะ เบิร์นลีย์ (Burnley) พวกเขามีคะแนนนำหน้าอันดับ 18 อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) อยู่ 9 คะแนน และมีอันดับเหนือกว่า 4 อันดับ อย่างไรก็ตาม ทีมด้านล่างอย่าง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United), น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) และ สเปอร์ส (Spurs) ต่างมีเกมในมือมากกว่าแต่ถึงอย่างนั้น สเปอร์ส (Spurs) ก็สามารถเก็บแต้มได้สูงสุดเพียง 46 คะแนนเท่านั้น นั่นหมายความว่า หาก ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) เอาชนะ สเปอร์ส (Spurs) ได้ในวันที่ 11 พฤษภาคม พวกเขาจะการันตีการอยู่รอดทันที ข่าวดีอีกอย่างคือ ในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ยังไม่เคยมีทีมใดตกชั้นด้วยคะแนน 43 คะแนนขึ้นไป นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของทีมอันดับ 18 อยู่ที่ 34.5 คะแนน ซึ่งแปลว่า เพียง 35 คะแนนก็เพียงพอสำหรับการอยู่รอดในหลายฤดูกาล และในช่วง 5 ปีหลัง ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 29.6 คะแนนเท่านั้น สจ๊วร์ต ดัลลัส (Stuart Dallas) อดีตกองกลางของทีม กล่าวกับ สกาย สปอร์ตส์ (Sky Sports) ว่า “นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มากของ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United)” “แม้ตอนนี้จะดูเหมือนไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ความกดดันมันมีอยู่เสมอ”

 

การเปลี่ยนเพียงครั้งเดียว กลายเป็นการเปลี่ยนฤดูกาลนี้ไปโดยสิ้นเชิง

 

หาก ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) อยู่รอดได้สำเร็จ แฟนบอลส่วนใหญ่อาจมองไปที่ชัยชนะเหนือทีมหนีตกชั้นอย่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน (Wolves), เบิร์นลีย์ (Burnley) และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) แต่สำหรับผู้จัดการทีม ดาเนียล ฟาร์เคอ (Daniel Farke) จุดเปลี่ยนอาจไม่ใช่เกมเหล่านั้น เขาอาจมองไปที่เกมแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) 2-3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน

ในเกมนั้น ฟิล โฟเด้น (Phil Foden) และ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล (Josko Gvardiol) ยิงให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) นำ 2-0 ตั้งแต่ต้นเกม แต่ ฟาร์เคอ (Daniel Farke) ตัดสินใจเปลี่ยนเกม ด้วยการส่ง โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน (Dominic Calvert-Lewin) และ ยาก้า บิโยล (Jaka Bijol) ลงสนาม พร้อมเปลี่ยนระบบจาก 4-3-3 เป็น 3-5-2 แผนนี้ทำให้ทีมมีผู้เล่นแดนกลางมากขึ้น และช่วยสนับสนุนเกมรุกได้ดีขึ้น แม้สุดท้ายจะโดนประตูชัยช่วงท้ายเกม แต่รูปแบบการเล่นใหม่ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว หลังจากนั้น ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) เก็บ 4 คะแนนจาก 2 เกม กับ เชลซี (Chelsea) และ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เจมี่ เร้ดแนปป์ (Jamie Redknapp) กล่าวว่า “ตอนนั้นเขาอยู่ภายใต้แรงกดดันสูงมาก มีข่าวว่าอาจโดนปลด” “แม้จะแพ้ แต่วันนั้นเขาเปลี่ยนระบบ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของผลงานที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ” ตั้งแต่เดือนธันวาคม ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) แพ้เพียง 4 จาก 19 เกม ซึ่งถือเป็นผลงานอันดับ 9 ของลีก และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ ฟาร์เคอ (Daniel Farke) พาทีมรอดตกชั้นใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) หลังเคยล้มเหลวกับ นอริช ซิตี้ (Norwich City) ชัยชนะของ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ทำให้ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) หล่นไปอยู่อันดับ 15 หลังแพ้ 4 นัดรวด แม้จะยังต้องเจอกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) แต่พวกเขาอาจต้องการเพียงแต้มเดียวเพื่ออยู่รอด แม้ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) จะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีมาก และแทบจะรอดตกชั้นแล้ว แต่ในทางคณิตศาสตร์ พวกเขายังต้องการอีกหนึ่งชัยชนะเพื่อปิดจ็อบอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม จากสถิติที่ผ่านมา และฟอร์มการเล่นในช่วงหลัง ทำให้โอกาสตกชั้นของพวกเขาแทบเป็นศูนย์ ในขณะที่ทีมอื่น ๆ อย่าง สเปอร์ส (Spurs), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) ยังคงต้องลุ้นกันแบบนัดต่อนัด ศึกหนีตกชั้น พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฤดูกาลนี้ จึงยังคงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และแรงกดดันจนถึงวินาทีสุดท้าย

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin