อาร์เซนอล แชมป์ลีก แต่แพ้รอบชิงยุโรป และคำถามที่รอ

สุดสัปดาห์เดียวที่ให้ทั้งความสุขและความเจ็บปวดในแบบที่ยากจะหาคำอธิบายที่สมบูรณ์แบบ วันอาทิตย์ที่แฟนบอลอาร์เซนอลทั่วลอนดอนเหนือออกมาฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก และวันเสาร์ก่อนหน้านั้นที่ทีมแพ้รอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีกให้กับปารีส แซงต์-แฌร์แม็ง ด้วยการยิงลูกโทษในกรุงบูดาเปสต์

สองเหตุการณ์ในสองวันที่บอกทุกอย่างเกี่ยวกับอาร์เซนอลในยุคของ มิเกล อาร์เตต้า ได้อย่างครบถ้วน นั่นคือพวกเขาคือทีมที่ดีที่สุดในอังกฤษ แต่ยังไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุดในยุโรป และช่องว่างระหว่างสองสิ่งนั้นในรอบชิงชนะเลิศคืนนั้นชัดเจนพอที่จะทำให้ทุกคนต้องหยุดคิดว่าอาร์เซนอลต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อจะก้าวข้ามจุดนั้นได้

ตัวเลขที่บอกทุกอย่างโดยไม่ต้องอธิบาย

ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดจากรอบชิงชนะเลิศไม่ใช่สกอร์ แต่คือสถิติการครองบอลที่ 75-25 เปอร์เซ็นต์ในทางที่เสียเปรียบ

ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีกระหว่างสองทีมที่ถูกมองว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในยุโรป การที่ฝ่ายหนึ่งครองบอลได้แค่ 25 เปอร์เซ็นต์ตลอด 120 นาทีนั้นน่าแปลกใจอย่างมาก และนอกจากสถิติการครองบอลที่น่าตกใจแล้ว อาร์เซนอลยังยิงใส่กรอบประตูของ PSG ได้แค่ครั้งเดียวตลอด 120 นาทีทั้งเกมปกติและต่อเวลาพิเศษ นั่นคือประตูของ ไค ฮาเวิร์ตซ์ ในช่วงต้นเกม

เสียงจากฝั่ง PSG ที่เจ็บปวดที่สุด

Stick or twist for Arteta

หลังจากเกมจบลง กองกลางของ PSG อย่าง ฌูเอา เนเวส ออกมาพูดในแบบที่อาจฟังดูไม่ค่อยให้เกียรติ แต่ก็ตรงกับสิ่งที่หลายคนเห็นในสนาม เมื่อเขาบอกว่าทีมของ ลุยส์ เอนริเก "เป็นทีมเดียวที่ต้องการเล่นฟุตบอล"

คำพูดนั้นฟังดูดูแคลน แต่ถ้ามองด้วยความเป็นกลางและเปรียบเทียบกับสถิติที่ออกมา มันก็ไม่ได้ผิดจากความจริงมากนัก เพราะทีมที่ครองบอลได้ 75 เปอร์เซ็นต์และสร้างโอกาสได้มากกว่าอย่างชัดเจนตลอด 120 นาที ย่อมมีสิทธิ์บอกว่าพวกเขาต้องการเล่นและทำได้มากกว่า

อาร์เตต้าและคำสารภาพที่น่าสนใจ

สิ่งที่ มิเกล อาร์เตต้า พูดหลังเกมนั้นน่าสนใจมากในหลายแง่มุม เพราะเขาไม่ได้แค่ยอมรับว่า PSG เล่นได้ดีกว่า แต่เขายังพูดถึงสิ่งที่ PSG ทำได้ในแบบที่ฟังดูเหมือนเขากำลังบอกทิศทางที่อาร์เซนอลอาจต้องการเดินไปในอนาคต

"สิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้กับลูกบอล ด้วยการกระทำส่วนตัว ผมไม่เคยเห็นแบบนั้นมาก่อน" อาร์เตต้ากล่าว และยังเสริมว่า "มันไม่ใช่แผนที่จะเล่นในพื้นที่บางส่วนเมื่อไม่มีบอล แต่พวกเขาบังคับให้เราทำแบบนั้น"

สูตรที่ชนะในอังกฤษกับสูตรที่ชนะในยุโรป

คำถามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับอาร์เซนอลในตอนนี้คือว่าสูตรที่พาพวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกนั้นเพียงพอสำหรับการคว้าแชมป์ยุโรปหรือไม่

ในพรีเมียร์ลีก อาร์เซนอลใช้สไตล์การกดดันสูง การเปลี่ยนบอลอย่างรวดเร็ว และการป้องกันที่มั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทีมส่วนใหญ่ในลีกไม่ได้มีทักษะในการเล่นบอลสั้นและการสร้างเกมจากด้านหลังที่ดีพอที่จะทำให้อาร์เซนอลอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ในแง่ของการครองบอล

สิ่งที่อาร์เซนอลต้องทำเพื่อก้าวข้ามขั้นถัดไป

ถ้าอาร์เซนอลต้องการไม่แค่แข่งขันในรอบชิงชนะเลิศยุโรป แต่ต้องการชนะมัน มีสิ่งที่หลายคนในวงการมองว่าต้องพัฒนาในฤดูกาลหน้า

ประเด็นแรกคือคุณภาพของการสร้างเกม เพราะการจะครองบอลได้มากขึ้นในระดับยุโรปไม่ใช่แค่เรื่องของแทคติก แต่เป็นเรื่องของคุณภาพของผู้เล่นในการรับและส่งบอลในพื้นที่แคบภายใต้แรงกดดันสูง ซึ่งต้องการทักษะส่วนตัวในระดับที่สูงกว่าที่มีอยู่ในทีมตอนนี้

เปแอสเช เฉือน บาเยิร์น รวม 6-5 ทะลุชิง UCL ปีที่ 2 ติด

แชมป์เก่า ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เข้าชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปีที่สองติดแล้ว หลังบุกไปเสมอ บาเยิร์น มิวนิค 1-1 ที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า รวมสองนัด เฉือนชนะ 6-5 เตรียมดวล อาร์เซน่อล วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่บูดาเปสต์ ฮังการี

ก่อนเกมเริ่ม

Before the game starts

ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองฯ นัดสอง คืนวันพุธที่ 6 พ.ค. 69 บาเยิร์น มิวนิค เปิดบ้านรับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เกมนัดแรกที่ฝรั่งเศส เปแอสเช เบียดเอาชนะมาได้ 5-4 ก่อนเกมนี้ทัพเสือใต้จึงตามอยู่ 1 ลูก ต้องไล่ตามให้ได้ในบ้านตัวเอง

แฟนบอลแน่นสนาม ทุกคนหวังให้ทีมรักพลิกกลับมาเข้าชิง ส่วนเปแอสเช แม้ได้เปรียบ แต่มาเล่นบ้านยักษ์ใหญ่เยอรมันก็ไม่ง่าย แค่บาเยิร์นยิงสองโดยไม่เสียก็พลิกได้แล้ว

อีกทีมที่เข้าชิงไปก่อนคือ อาร์เซน่อล รออยู่บ้านตัวเอง เตรียมลงสนาม 30 พ.ค. นี้ ที่บูดาเปสต์ ฮังการี เจ้าภาพจัดรอบชิง

เปแอสเชนำเร็ว นาที 3

เกมเริ่มแบบที่แฟนบอลตั้งตัวไม่ทัน แค่ 3 นาที เปแอสเชก็ขึ้นนำได้แล้ว ควิชา ควารัตสเคเลีย พาบอลขึ้นทางซ้าย ใช้ความเร็วเข้าไปในกรอบ ปาดมาเสาไกลให้ อุสมาน เดมเบเล่ แปด้วยซ้าย ตูมเดียวตุงตาข่าย ปารีสฯ นำ 1-0 รวมสองนัดห่างเป็น 6-4

ลูกนี้กระชากความหวังแฟนบาเยิร์นในสนามแรงมาก จากตามอยู่ 1 กลายเป็นต้องไล่ 2 ภายในไม่กี่นาที แผนที่วางไว้ก่อนเกมแทบต้องเปลี่ยนใหม่หมด ส่วนเปแอสเชหลังได้ประตูก็เริ่มเล่นสบายใจขึ้น เพราะรู้ว่าเสือใต้ต้องการ 3 ลูก

บาเยิร์นเร่งเอาคืน แต่ยิงไม่เข้าเป้า

หลังโดนนำเร็ว แข้งบาเยิร์นพยายามเร่งเอาคืนทันที ทั้ง ลุยส์ ดีอาซ, แฮร์รี เคน และ ไมเคิ่ล โอลีเซ่ ผลัดกันสร้างจังหวะอันตราย โดยเฉพาะโอกาสทองของโอลีเซ่ที่ดูจะเข้าสูง แต่ลูกยิงทุกคนก็ยังไม่ผ่านกรอบ

นาที 31 บรรยากาศร้อนขึ้นมาทันที แข้งบาเยิร์นพยายามฟ้องว่า วิตินญ่า ทำแฮนด์บอลในเขตโทษ หลังแนวรับเปแอสเชสกัดบอลแล้วบอลไปโดนแขนวิตินญ่า แต่ผู้ตัดสินเช็ก VAR แล้วให้เล่นต่อ แฟนเสือใต้ผิดหวังหนัก

นาที 33 เปแอสเชเกือบได้เม็ดสอง ชูเอา เนเวส ซัดไปเสาไกล แต่ มานูเอล นอยเออร์ พุ่งปัดออกได้หวุดหวิด ช่วยให้ทีมไม่เสียเพิ่ม

นาที 44 ก่อนจบครึ่งแรก บาเยิร์น ทิ้งโอกาสทองอย่างน่าเสียดาย จามาล มูเซียล่า ได้จังหวะซัดเน้น ๆ จากหน้ากรอบ แต่ลูกยิงไม่ผ่านเซฟของ มัตเวย์ ซาโฟนอฟ จบครึ่งแรก เปแอสเชนำ 1-0 รวมสองนัดนำ 6-4

ครึ่งหลังเดือด ซาโฟนอฟเหนียวสุด

เข้าครึ่งหลัง ความเข้มข้นไม่ลด นาที 57 ควิชา ควารัตสเคเลีย ท้าป่วนแนวรับเจ้าถิ่นอีก ดวลตัวต่อตัวเอาชนะกองหลังบาเยิร์น หลุดเข้าไปซัดเน้น ๆ แต่ มานูเอล นอยเออร์ ยังเซฟไว้ได้ ช่วยทีมไม่เสียลูกที่สองที่อาจปิดประตูทุกความหวัง

ฝั่งเจ้าบ้านพยายามหนัก นาที 69 ลุยส์ ดีอาซ ได้โอกาสอีก แต่ติดมือ ซาโฟนอฟ ที่ฟอร์มเหนียวสุด ๆ คืนนี้ อีกนาทีเดียว ไมเคิ่ล โอลีเซ่ ได้จังหวะของตัวเองบ้าง แต่ก็ยังเอาชนะนายด่านชาวรัสเซียไม่ได้

ฟอร์มซาโฟนอฟคืนนี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เปแอสเชผ่านเข้าชิง หลายจังหวะที่บาเยิร์นน่าจะได้ประตู ก็ถูกเซฟหมด แฟนเสือใต้ในสนามเริ่มหมดหวังลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่เหลือ

ประตูปลอบใจ แฮร์รี่ เคน

กว่าเจ้าบ้านจะทวงประตูคืนได้ก็ต้องรอช่วงทดเจ็บ นาที 90+4 จากการยิงของ แฮร์รี่ เคน แต่ก็ไม่ทันแล้ว เริ่มเกมใหม่ได้ไม่นาน ผู้ตัดสินก็เป่ายาวจบเกม

ผลคือ บาเยิร์น มิวนิค ทำได้แค่เสมอ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 1-1 รวมสองนัด ปารีสฯ ชนะ 6-5 ทะลุเข้าชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นสมัยที่ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสร และปีที่สองติดต่อกันในการลุ้นป้องกันแชมป์

ลูกของเคนช่วงท้ายเกม แม้พลิกไม่ได้ แต่ก็เห็นจิตใจไม่ยอมแพ้ของทัพเสือใต้ที่สู้จนวินาทีสุดท้าย ส่วนผู้เล่นเปแอสเชหลังจบเกมต่างโอบกอดกันด้วยความดีใจที่ผ่านด่านยากนี้มาได้

เตรียมดวล อาร์เซน่อล ป้องกันแชมป์

หลังผ่านเข้าชิงสำเร็จ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง พร้อมลงสนามลุ้นป้องกันแชมป์ตัวเอง ต้องเจอ อาร์เซน่อล ทีมจากกรุงลอนดอน ที่ผ่านเข้าชิงรายการนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรยุคใหม่ การพบกันครั้งนี้จึงเป็นการดวลกันระหว่างแชมป์เก่ากับทีมที่อยากสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่

ศึกชิงนัดนี้จะมีขึ้นวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เจ้าภาพจัดการแข่งขันรอบชิงครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นเกมที่แฟนบอลทั่วโลกเฝ้าตามดูอย่างคึกคักแน่ ๆ

ฝั่งเปแอสเชในฐานะแชมป์เก่า ได้เปรียบเรื่องประสบการณ์ลงเล่นรอบชิงมาแล้ว น่าจะเป็นแต้มต่อสำคัญในการรับมือแรงกดดันเกมใหญ่ แต่อาร์เซน่อลที่ฟอร์มร้อนแรง ขุมกำลังแข็ง ก็ไม่ใช่ทีมที่จะยอมง่าย ๆ การพบกันวันที่ 30 พ.ค. นี้ จึงน่าจะสนุกและคาดผลยากแน่ ๆ

บทสรุปเส้นทางและตัวแปรเกมตัดสิน

ย้อนมองเส้นทางเข้าชิงของเปแอสเชฤดูกาลนี้ ต้องบอกว่าไม่ง่ายเลย ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มมาจนถึงรอบน็อกเอาต์ ทีมจากเมืองหลวงฝรั่งเศสเจอคู่แข่งระดับยักษ์ใหญ่มาตลอด เกมรอบรองฯ กับบาเยิร์น มิวนิค ก็ถือเป็นบททดสอบที่หนักที่สุดอันหนึ่ง เพราะรวมสองนัดห่างกันแค่ลูกเดียว สะท้อนความสูสีของสองทีม

ผลงานนายด่าน มัตเวย์ ซาโฟนอฟ คืนนี้คือไฮไลต์ที่หลายคนต้องพูดถึง เพราะเซฟลูกอันตรายได้หลายจังหวะ หากมีลูกใดเล็ดลอดเข้าไปได้ ผลเกมก็อาจพลิกได้เลย ส่วนเกมรุก ทั้ง ควิชา ควารัตสเคเลีย และ อุสมาน เดมเบเล่ ก็โชว์ฟอร์มทำประตูได้ดี โดยเฉพาะลูกเปิดเกมนาที 3 ที่ถือเป็นจังหวะสำคัญตัดกำลังใจทัพเสือใต้ลงไปเยอะ

ฝั่งบาเยิร์น มิวนิค แม้ผ่านเข้าชิงไม่ได้ปีนี้ แต่ฟอร์มทีมโดยรวมก็น่าชื่นชม โดยเฉพาะที่ไม่ยอมแพ้ สู้จนวินาทีสุดท้าย ฟอร์ม แฮร์รี่ เคน, จามาล มูเซียล่า, ลุยส์ ดีอาซ และ ไมเคิ่ล โอลีเซ่ ก็ยังทำได้ดีในเกมนี้ แค่บางจังหวะอาจขาดดวงไปบ้าง

สำหรับเกมชิงที่จะมาถึง 30 พ.ค. นี้ ตัวแปรชี้ขาดแพ้ชนะ น่าจะอยู่ที่ความพร้อมตัวหลักในวันนั้น รวมถึงแทคติกกุนซือสองฝั่ง ที่ต้องวางแผนให้เข้ากับสถานการณ์เกม ยังมีปัจจัยแรงกดดันที่ทั้งคู่ต้องแบกในเกมใหญ่ระดับนี้ ใครรับมือได้ดีกว่า ก็มีโอกาสคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ไปครอง

แฟนบอลทั่วโลกคงเฝ้ารอเกมนี้กันใจจดใจจ่อ ต้องบอกว่าทั้ง เปแอสเช และ อาร์เซน่อล มีโอกาสคว้าแชมป์ทั้งคู่ ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบชัดเจน เพราะฉะนั้นค่ำคืนวันที่ 30 พ.ค. 69 ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี จะเป็นค่ำคืนที่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรปต้องถูกจารึกอีกหน้าหนึ่งแน่นอน

ไคเซโด้ ต่อสัญญายาวกับ เชลซี พร้อมมุ่งมั่นตั้งเป้ากลายเป็นตำนานของสโมสร

มอยเซียส ไคเซโด้ ( Moises Caicedo ) กองกลางทีมชาติ เอกวาดอร์ ( Ecuador ) วัย 24 ปี เปิดเผยถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขา หลังจากที่เจ้าตัวได้ตัดสินใจต่อสัญญาฉบับใหม่กับ เชลซี ( Chelsea ) ออกไปจนถึงปี 2033 โดยเขากล่าวอย่างชัดเจนว่า ความฝันของเขาคือการก้าวขึ้นเป็น “ตำนานของสโมสร” แห่งนี้อย่างแท้จริง หลังก่อนหน้านี้ ในช่วงที่เขานั้นได้ย้ายมามีเสียงวิจารณ์อย่างมากมายถึงตัวเขา การต่อสัญญาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ไคเซโด้ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งเขามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ เชลซี คว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้า คอนเฟอร์เรนซ์ลีก ( UEFA Europa Conference League ) และ แชมป์ที่ยิ่งใหญ่อย่าง ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ( FIFA Club World Cup ) ได้สำเร็จ ส่งผลให้เจ้าตัวต้องการปรับปรุงเงื่อนไขสัญญาให้เหมาะสมกับผลงานของตนเอง ก่อนหน้านี้ ไคเซโด้  เพิ่งย้ายจาก ไบร์ทตัน ( Brighton & Hove Albion ) มาร่วมทีม เชลซี ในปี 2023 ด้วยค่าตัวระดับสถิติของเกาะอังกฤษ ที่ 100 ล้านปอนด์ ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นเป็น 115 ล้านปอนด์ตามเงื่อนไข แอดออนต่างๆ อย่างไรก็ตาม สถิติดังกล่าวถูกทำลายไปแล้วโดย ลิเวอร์พูล  ( Liverpool ) สโมสรยักยักษ์ในพรีเมียร์ลีก ที่คว้าตัว อเล็กซานเดอร์ อิซัค ( Alexander Isak ) ดาวยิงตีนพระกาฬ มาด้วยค่าตัว 125 ล้านปอนด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ไคเซโด้ ย้ำ ตัวเองแฮปปี้ มากๆ  หลังจากที่ได้ตัดสินใจต่อสัญญาออกไปกับทีมสิงห์บลู

ไคเซโด้ ตั้งเป้าตำนานสิงห์

ไคเซโด้ กล่าวถึงการต่อสัญญาครั้งนี้ว่า “ผมมีความสุขมากที่ได้ขยายสัญญากับ Chelsea ผมเชื่อมั่นในทีมนี้ เชื่อมั่นในสโมสรแห่งนี้ และผมรู้ว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง พวกเราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น”

เขายังเสริมอีกว่า “ยังมีอีกมากที่เราต้องทำให้สำเร็จ และผมยังคงกระหายที่จะพัฒนาตัวเองในทุกวัน ผมต้องการคว้าแชมป์ให้มากขึ้นกับ Chelsea และทุ่มเททุกอย่างเพื่อสโมสรและแฟนบอล ความฝันของผมคือการเป็นตำนานของ Chelsea และผมจะทำงานอย่างหนักเพื่อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น” ก่อนหน้านี้ BBC Sport ( BBC Sport ) ได้รายงานว่า ไคเซโด้ ได้บรรลุข้อตกลงสัญญาใหม่กับสโมสรแล้ว ซึ่งการต่อสัญญาครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของ เชลซี ที่ต้องการรักษานักเตะตัวหลักของทีมเอาไว้ นอกจากนี้ สัญญาฉบับใหม่ของ ไคเซโด้ ยังเป็นการต่อยอดจากนโยบายของสโมสรที่มุ่งเน้นการตอบแทนนักเตะที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม โดยก่อนหน้านี้ รีซ เจมส์ ( Reece James ) กัปตันทีม เชลซี ก็เป็นผู้เล่นคนแรกที่ได้รับการต่อสัญญาในลักษณะนี้ และยังมีนักเตะอีกอย่างน้อยหนึ่งรายที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาสัญญาใหม่ก่อนจบฤดูกาล ในขณะเดียวกัน Chelsea ยังเคยปรับค่าเหนื่อยให้กับ โคล พาลเมอร์ ( Cole Palmer ) ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนถึงผลงานที่โดดเด่น โดยโครงสร้างสัญญาจะมีลักษณะเป็นแบบมีแรงจูงใจ ( incentive-based ) ซึ่งขึ้นอยู่กับความสำเร็จต่าง ๆ เช่น การผ่านเข้าไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ( UEFA Champions League )

ทุกอย่างมาจากว่า เชลซี นั้นมองเห็นว่า ไคเซโด้ คือนักเตะคนสำคัญของทีมที่จะขาดไปเสียมิได้

สโมสร เชลซี มองว่า ไคเซโด้ เป็นหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในโลกในปัจจุบัน และยังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำของทีมอีกด้วย ในฤดูกาลที่ผ่านมา เขาเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ลงเล่นครบทุกนัดใน พรีเมียร์ลีก ( Premier League ) ภายใต้การคุมทีมของ Enzo Maresca ( Enzo Maresca ) อดีตผู้จัดการทีม ส่วนในฤดูกาลปัจจุบัน ไคเซโด้ ยังคงรักษาฟอร์มการเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ โดยลงสนามไปแล้ว 42 นัด และทำได้ 5 ประตู จากตำแหน่งกองกลางตัวรับ ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน ภายในทีม Chelsea ยังมีผู้เล่นอีกหลายคนที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาสัญญาใหม่ เช่น Enzo Fernandez ( Enzo Fernandez ) และ Levi Colwill ( Levi Colwill ) ซึ่งทั้งสองคนได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับอนาคตกับสโมสรในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของ Enzo Fernandez ค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากเขาเพิ่งพ้นโทษแบนภายในทีมจำนวนสองนัด จากกรณีที่เขาให้สัมภาษณ์ระหว่างรับใช้ทีมชาติ โดยแสดงความต้องการที่จะย้ายไปใช้ชีวิตในกรุงมาดริด เมืองหลวงของ Spain ( Spain ) ท่ามกลางข่าวเชื่อมโยงกับ Real Madrid ( Real Madrid )

หลังจากมีการประกาศโทษแบนโดยหัวหน้าผู้ฝึกสอน เลียม โรซิเนียร์ ( Liam Rosenior ) ตัวแทนของ Fernandez อย่าง ฮาเวียร์ ปาสตอเร่ ( Javier Pastore ) ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับ ดิ แอธเลติค ( The Athletic ) โดยระบุว่า “เขาสมควรได้รับค่าตอบแทนมากกว่าสิ่งที่เขาได้รับอยู่ในปัจจุบัน” สำหรับโปรแกรมถัดไป เชลซี มีคิวลงสนามพบกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ( Manchester United ) ที่สนาม Stamford Bridge ( Stamford Bridge ) ในคืนวันเสาร์ เวลา 20:00 น. ตามเวลาสหราชอาณาจักร โดยขณะนี้ Chelsea รั้งอันดับ 6 ของตาราง Premier League และกำลังไล่ล่าพื้นที่เพื่อคว้าสิทธิ์ไปเล่นใน UEFA Champions League ฤดูกาลหน้า โดยรวมแล้ว การต่อสัญญาของ มอยเซียส ไคเซโด้ ( Moises Caicedo ) ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสโมสรที่มีต่อตัวนักเตะเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนถึงแผนการสร้างทีมในระยะยาวของ เชลซี ที่ต้องการกลับมายิ่งใหญ่ทั้งในเวทีภายในประเทศและระดับยุโรปอีกครั้ง

ถึงแม้สล็อตจะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม แต่เขาเองก็ยอมรับว่า ในนัดแรก

จุดเปลี่ยนที่อาจทำให้ทุกอย่างต่างออกไป

เกมที่ Liverpool เปิดบ้านเจอกับ Paris Saint-Germain มันมีช่วงหนึ่งที่ดูเหมือนทุกอย่างอาจพลิกได้

ตามหลังอยู่ 2-0 จากนัดแรก ลิเวอร์พูลมาได้จุดโทษในนาทีที่ 64 ซึ่งถ้ายิงเข้า เกมอาจกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

แต่สุดท้ายจังหวะนั้นก็หายไป

เพราะ VAR เข้ามาแทรก และทำให้ผู้ตัดสิน Maurizio Mariani เปลี่ยนคำตัดสิน

จังหวะปัญหาที่กลายเป็นประเด็น

ถึงแม้สล็อตจะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม

เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนที่ Alexis Mac Allister พยายามเข้าไปเล่นบอลในเขตโทษ

เขาใช้ตัวบัง Willian Pacho ก่อนจะล้มลง

ตอนแรกกรรมการชี้เป็นจุดโทษทันที

แต่ VAR อย่าง Marco Di Bello ส่งสัญญาณให้ไปดูจอข้างสนาม และสุดท้ายคำตัดสินก็ถูกเปลี่ยน

ทั้งที่ในภาพช้าจะเห็นว่ามีการสัมผัสเกิดขึ้นจริง

ทำไม VAR ถึงแทรก?

โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามี “การสัมผัส” จังหวะแบบนี้มักไม่ถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดชัดเจน

ซึ่งปกติ VAR จะไม่เข้าไปยุ่ง

ประเด็นเลยอยู่ที่ว่า ผู้ตัดสินอธิบายจังหวะนั้นกับ VAR ว่าอย่างไร

เขาให้ฟาวล์เพราะโดนเตะ? หรือโดนผลัก?

ถ้าภาพที่ VAR เห็น “ไม่ตรง” กับสิ่งที่กรรมการตีความตั้งแต่แรก นั่นแหละคือเหตุผลที่สามารถเรียกให้ไปดูจอได้

แม้สุดท้ายจะยังถกเถียงกันได้ว่า มันควรถึงขั้นกลับคำตัดสินหรือไม่

ความไม่พอใจของอาร์เน่อ สล็อต

ฝั่งของ Arne Slot มองว่าทีมของเขาเสียประโยชน์จากการตัดสินลักษณะนี้มาหลายครั้ง

เขารู้สึกว่าในจังหวะคล้ายกัน ลิเวอร์พูลกลับเสียจุดโทษ ทั้งที่มีการสัมผัสเบา ๆ เหมือนกัน

แต่ครั้งนี้ VAR กลับเข้ามาเปลี่ยนคำตัดสิน

หลังเกมเขาพูดตรง ๆ ว่าไม่แปลกใจ เพราะมองว่าหลายการตัดสินในฤดูกาลนี้ไม่เข้าข้างทีมของเขา

จากความหวัง สู่จุดจบของเกม

หลังจากจังหวะนั้น เกมเหมือนเปลี่ยนทิศทันที

ไม่กี่นาทีต่อมา Ousmane Dembele ยิงให้ PSG ขึ้นนำ

สุดท้ายกลายเป็นชนะ 2-0 ในเกมนี้ และรวมสองนัด 4-0

จากจังหวะที่อาจทำให้ลิเวอร์พูลกลับมาในเกม กลับกลายเป็นจุดที่ทำให้ทุกอย่างจบลงแบบชัดเจน

การตัดสินใจครั้งสำคัญของ อาร์เน่อ สล็อท การเดิมพันกับ เอ็นกูโมฮา

เสียงเพลง “Rio” ของวง Duran Duran ดังกึกก้องไปทั่วสนาม แอนฟิลด์ สร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองพร้อมการก่อกำเนิดเกิดขึ้นของ ขวัญใจคนใหม่ของเหล่าเดอะค็อป หลังจากความกดดันที่ถาโถมใส่ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) และทีม ลิเวอร์พูล (Liverpool) ทุกอย่างดูจะทุเลาลงได้บ้างหลังจากชัยชนะเหนือ ฟูแล่ม (Fulham) 2-0 พร้อมฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของเจ้าหนู เอ็นกูโมฮา (Rio Ngumoha) เพลงที่ออกมาตั้งแต่ยุค 80 กลับถูกนำมาใช้เพื่อยกย่องดาวรุ่งวัยเพียง 17 ปี 225 วัน ทำให้ ริโอ เอ็นกูโมฮา (Rio Ngumoha) ทำลายสถิติของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กลายเป็นนักเตะหงส์แดงอายุน้อยที่สุดที่ยิงได้ที่แอนฟิลด์ และ เด็กหนุ่มที่เกิดหลังเพลงนี้ถึง 26 ปี แต่กลับกลายเป็นศูนย์กลางของความหวังในค่ำคืนนี้ ซึ่งอาจจะรวมถึงทุกเกมที่เหลือในฤดูกาลนี้อีกด้วย เอ็นกูโมฮา ไม่เพียงแค่ทำประตูได้เท่านั้น แต่ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น พา ลิเวอร์พูล (Liverpool) คว้าชัยชนะ 2-0 และรักษาอันดับ 5 พร้อมกับความหวังพื้นที่ ไปเล่ย แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างเหนียวแน่น (Champions League) ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เขาได้สร้างคำถามสำคัญให้กับผู้จัดการทีม ว่าจะยังกล้าที่จะใช้งานเขาในเกมต่อไปหรือไม่

สล็อท กล้าพอไหมที่จะวาง ริโอ ลงเป็นตัวจริงในเกมสำคัญกับ เปแอสเช่

สกูบ้า ริโอ

อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot)  จะกล้าพอหรือไม่ที่จะส่งเขาลงเป็นตัวจริงในเกมสำคัญกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) เกมที่ทีมหงส์แดง ต้องการประตูเป็นอย่างมากหลังจากมีสกอร์ตามหลังอยู่ถึง 2 ลูก มาว่ากันที่เกมกับฟูแล่ม ก่อนเริ่มเกม บรรยากาศใน Anfield ไม่ได้เต็มไปด้วยความสุข แฟนบอล ลิเวอร์พูล แสดงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ทั้งในและนอกสนาม โดยเฉพาะประเด็นการขึ้นราคาตั๋วของเจ้าของทีมอย่าง FSG ที่ได้มีประกาศมาก่อนหน้านี้แล้ว บรรดา เดอะค็อป (The Kop) บนอัฒจันทร์ที่เป็นหัวใจของสนาม กลับดูว่างเปล่าอย่างผิดปกติ เมื่อธงขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของสโมสรหายไป เป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มแฟนบอล ที่มีต่อบรรดาผู้บริหาร นอกจากนี้ ยังมีการเดินขบวนพร้อมป้ายข้อความ “No To Ticket Price Increases” และเสียงร้องประท้วงที่ส่งสารชัดเจนว่า “Enough Is Enough”

ในขณะที่ความกดดันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องฟอร์มของ ลิเวอร์พูล ที่เพิ่งพ่ายแพ้อย่างยับเยินให้กับ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) ในศึก FA Cup (FA Cup) และยังแพ้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) ในเกมเลกแรกของ แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อสัปดาห์ก่อน อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) และทีมของเขาต้องการแรงกระตุ้นอย่างมหาศาล ในช่วงเวลานั้นเอง ริโอ เอ็นกูโมฮา (Rio Ngumoha) ก็ก้าวขึ้นมาเปร่งประกายแบบสุดๆ ในเกมกับ ฟูแล่มอเขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการดวลตัวต่อตัวที่ทำได้อย่างโดดเด่น พร้อมกับยิงประตูเปิดเกมด้วยลูกโค้งสุดสวย ในนาทีที่ 36 และ เพียง 4 นาทีถัดมา โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ก็แสดงความยอดเยี่ยมด้วยการทำประตูที่สอง ปิดเกมให้ Liverpool คว้าชัย

ในเกมนี้ เอ็นกูโมฮา กลายเป็นภัยคุกคามหลักทางฝั่งซ้าย และได้รับเสียงปรบมือกึกก้องจากแฟนบอลเมื่อถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 69 คำถามคือ การเปลี่ยนตัวครั้งนั้น เป็นเพราะต้องการเก็บแรงไว้สำหรับเกมกับ เปแอสเช ในช่วงกลางสัปดาห์ หรือเพียงเพราะเขาทำหน้าที่ได้ครบถ้วนแล้วกันแน่? หลังเกม อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) กล่าวถึงลูกทีมดาวรุ่งรายนี้ว่า

ในเกมนี้ ริโอ แสดงให้เห็นว่าทำไมผมถึงให้เขาลงเล่นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเขาแข็งแกร่งขึ้น ฟิตขึ้น และพร้อมสำหรับระดับนี้มากขึ้น แม้อายุเพียง 17 ปี” เขาเอาชนะในการดวลตัวต่อตัวได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ และนั่นคือเหตุผลที่เราขึ้นนำ”

ด้าน สตีเฟ่น วอร์น็อค (Stephen Warnock) อดีตกองหลัง หงส์แดง และทีมชาติ อังกฤษ แสดงความคิดเห็นว่าสล็อท ควรใช้งาน เอ็นกูโมฮา อย่างระมัดระวัง แต่ยอมรับว่าเขาสมควรได้รับโอกาสมากขึ้น คุณต้องค่อย ๆ ป้อนเกมให้เขา แต่ฟอร์มของเขาดีกว่า โคดี้ กัคโป (Cody Gakpo) ในตอนนี้ แฟนบอลจึงเริ่มตั้งคำถามว่าเขาควรได้ลงเล่นมากกว่านี้แล้วหรือไม่” คำถามคือในเกมวันอังคาร ใครจะได้เป็นตัวจริง โดยเฉพาะตำแหน่งฝั่งซ้าย” ในขณะที่ เจมี่ เรดแนปป์ (Jamie Redknapp) ให้ความเห็นว่า เอ็นกูโมฮา อาจเหมาะกับบทบาทตัวสำรองมากกว่าในเกมใหญ่ เขาเป็นตัวเลือกที่ดีจากม้านั่งสำรอง แต่ถ้าจะให้เขาเริ่มเกมก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ”

นอกจากนี้ เรดแนปป์ ยังเสนอแนวทางการจัดทีม โดยมี ไรอัน กราเฟนแบร์ก (Ryan Gravenberch), อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ (Alexis Mac Allister) และ โดมินิค โซบอสไลน์ (Dominik Szoboszlai) ในแดนกลาง ส่วนแนวรุกอาจใช้ ฮูโก้ เอกิติเก้ (Hugo Ekitike) ที่ได้พักเต็มๆ ในเกมนี้ เป็นกองหน้า โดยมี ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ (Florian Wirtz) ทางซ้าย และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ทางขวา พร้อมตัวเลือกอย่าง อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) และ ริโอ เอ็นกูโมฮา (Rio Ngumoha) ที่สามารถลงมาเปลี่ยนเกมได้ อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญยังคงอยู่ สล็อท จะเลือกเล่นแบบเซฟไว้ก่อน หรือ จะกล้าเสี่ยงใช้เกมรุกบุกขยี้ไปเลย

หงส์แดงจะเดิมพันครั้งใหญ่ กับเจ้าหนู ริโอ หรือไม่ในเกมสำคัญ กับ เปแอสเช

การส่ง เอ็นกูโมฮา ลงสนามตั้งแต่เริ่มเกมกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) อาจเป็นความเสี่ยง เพราะทีมดังจากแดนน้ำหอม มีเกมสวนกลับที่อันตราย และสามารถลงโทษความผิดพลาดได้ทันที แต่ในอีกมุมหนึ่ง ลิเวอร์พูล เองก็ ไม่มีอะไรจะเสีย หลังจากแพ้มาก่อนในเลกแรกด้วยสกอร์ 2-0 บางครั้ง ฟุตบอลต้องการความกล้า และบางครั้ง ฮีโร่ก็ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาแบบนี้ สถิติของ เอ็นกูโมฮา ยิ่งทำให้เรื่องนี้น่าสนใจมากขึ้น มีเพียง เวร์น รูนีย์ (Wayne Rooney) และ เชส ฟราเบกาส (Cesc Fabregas) เท่านั้น ที่ทำประตูใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ด้วยอายุน้อยกว่าเขา ซึ่ง เอ็นกูโมฮา ทำได้ในวัย 17 ปี 225 วัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลในตัวเขา เขาอาจเป็นดาวรุ่งแห่งอนาคตของ ลิเวอร์พูล รวมถึงทีมชาติอังกฤษ แต่คำถามคือ เวลานี้เขาพร้อมหรือยังที่จะก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นของทีมยักษ์ใหญ่ อย่างหงส์แดง ลิเวอร์พูล ในเกมที่อาจกำหนดอนาคตของทั้งทีม และตัวผู้จัดการทีมเอง การตัดสินใจของ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะบางครั้ง โชคชะตาก็เข้าข้างคนที่กล้าพอเท่านั้น และในค่ำคืนที่ แอนฟิลด์ กำลังต้องการปาฏิหาริย์ บางทีเด็กหนุ่มวัย 17 ปี ผู้นี้อาจเป็นคำตอบที่ไม่มีใครคาดคิดก็เป็นได้

ลิเวอร์พูลกับคืนที่ยากลำบากในปารีส ความพ่ายแพ้ที่แฟนบอลยากจะลืม

ความพ่ายแพ้ที่แฟนบอลยากจะลืม

อย่างน้อยแฟนบอลลิเวอร์พูลที่อยู่ในสนามเอติฮัดเมื่อวันเสาร์ยังสามารถออกจากสนามได้ก่อนจบเกม หลังเห็นทีมรักโดนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถล่มไปสี่ประตูแบบแทบไม่มีทางสู้

แต่สำหรับแฟนบอลที่เดินทางไกลมาถึงกรุงปารีสเพื่อชมเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สถานการณ์กลับต่างออกไป พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอยู่ดูจนจบ เมื่อทีมของตัวเองพ่ายให้กับปารีส แซงต์-แชร์กแมง 2-0 ในเกมที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง

ยิ่งไปกว่านั้น หลังเสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้น แฟนบอลลิเวอร์พูลยังต้องรออยู่ในสนามอีกพักใหญ่ เนื่องจากตำรวจฝรั่งเศสต้องการเคลียร์แฟนบอลเจ้าบ้านออกจากสนามก่อน จึงอนุญาตให้กองเชียร์ทีมเยือนออกตามมาในภายหลัง

ฟอร์มที่ห่างไกลจากคำว่าแชมป์

Liverpool had a difficult night in Paris

พอล โรบินสัน อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษซึ่งอยู่ในสนามเพื่อทำหน้าที่ให้ BBC Radio 5 Live มองว่าความแตกต่างของทั้งสองทีมในคืนนั้นเห็นได้ชัด

เขากล่าวว่าเกมนี้เป็นการพบกันของ “แชมป์กับแชมป์” แต่ผลงานในสนามกลับสะท้อนภาพที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะลิเวอร์พูลแทบไม่สามารถสร้างอันตรายให้กับเจ้าบ้านได้เลย

สตีเฟ่น วอร์น็อค อดีตกองหลังลิเวอร์พูลก็เห็นในทิศทางเดียวกัน เขารู้สึกว่าความมั่นใจของทีมกำลังอยู่ในช่วงที่ต่ำที่สุดในฤดูกาล หลังจากฟอร์มการเล่นไม่เป็นไปตามที่หลายคนคาดหวัง

เกมรุกที่เงียบผิดปกติ

หนึ่งในสถิติที่สะท้อนค่ำคืนที่ยากลำบากของลิเวอร์พูลคือ พวกเขาไม่สามารถยิงตรงกรอบได้แม้แต่ครั้งเดียว

นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2020 ที่ลิเวอร์พูลจบเกมแชมเปียนส์ลีกโดยไม่มีโอกาสยิงตรงกรอบเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยสำหรับทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรุก

ตลอดทั้งเกม ปารีส แซงต์-แชร์กแมงดูควบคุมจังหวะได้ดีกว่า ทั้งการครองบอลและการสร้างโอกาส ขณะที่ลิเวอร์พูลแทบไม่สามารถสร้างจังหวะอันตรายได้อย่างจริงจัง

ความหวังยังไม่หมดที่แอนฟิลด์

แม้จะเป็นความพ่ายแพ้ที่ทำให้หลายคนกังวล แต่ลิเวอร์พูลยังไม่ได้หมดโอกาสในรายการนี้

การแพ้เพียงสองประตูทำให้พวกเขายังมีโอกาสแก้ตัวในเกมเลกที่สองที่แอนฟิลด์ สนามที่เคยเป็นสถานที่ของค่ำคืนอันน่าจดจำหลายครั้งในประวัติศาสตร์สโมสร

อาร์เน่ สล็อต กุนซือลิเวอร์พูลเองก็ยังคงมองในแง่บวก เขาพูดถึงความเป็นไปได้ของ “ค่ำคืนพิเศษที่แอนฟิลด์” ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ลิเวอร์พูลจะสามารถยกระดับฟอร์มการเล่นของตัวเองได้มากพอหรือไม่ เพราะหากยังเล่นได้เหมือนเกมที่ปารีส ความหวังในการพลิกสถานการณ์อาจเป็นเรื่องที่ยากเกินไป.

หงส์วิกฤตหนักหลังความพ่ายแพ้ใน FA Cup เพิ่มแรงกดดันต่อ สล็อท

หงส์แดง ลิเวอร์พูล (Liverpool)  กำลังเดินทางมาถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดอย่างแท้จริงกับโปรแกรมที่เหลืออยู่ และความพ่ายแพ้ยับเยินนัดล่าสุดในศึก FA Cup รอบก่อนรองชนะเลิศ ต่อ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City) ด้วยสกอร์ 4-0 ได้กลายเป็นจุดที่ทำให้แรงกดดันต่อผู้จัดการทีมคนปัจจุบันอย่าง อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งโปรแกรมที่รอเขาอยู่ในนัดต่อไป คือศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ลิเวอร์พูล จะต้องบุกไปเยือน เปแอชเช ทีมแกร่งจาก ลีกเอิง

ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน บรรยากาศของแฟนบอล ลิเวอร์พูล เต็มไปด้วยความสุข หลังชัยชนะในศึกเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ทำให้ทีมเข้าใกล้แชมป์ Premier League อย่างมาก แม้จะสะดุดแพ้ ฟูแล่ม (Fulham) แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ทีมจะกลับมาระเบิดฟอร์ม เอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur)  5-1 และคว้าแชมป์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ ในช่วงเวลานั้น ชื่อของ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) ถูกแฟนบอลร้องเรียกด้วยความภาคภูมิใจ หลังเข้ามารับช่วงต่อจากตำนานอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ (Jurgen Klopp)  และพาทีมประสบความสำเร็จทันที แต่เพียงไม่ถึง 12 เดือน ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าจิตวิญญาณแห่งแชมเปี้ยน มันถูกดึงออกไปจากตัวนักเตะทุกคนแทบหมดสิ้น

จากแชมป์สู่ความสิ้นหวังในเวลาไม่ถึงปีความเป็นไปที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือจากทีมที่เป็นถึงแชมป์เปี้ยนในฤดูกาลก่อนแต่ทว่า ฤดูกาลถัดมา ลิเวอร์พูล จะตกอยู่ในสภาพที่แฟนบอลเริ่มหมดศรัทธา ทั้งต่อทีมและผู้จัดการทีม ภาพแฟนบอลที่ทยอยเดินออกจากอัฒจรรย์ฝั่งทีมเยือนของสนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม มันสะท้อนบางสิ่งบางอย่างที่ส่งตรงถึง ทีมอย่างแท้จริง ความพ่ายแพ้ 4-0 ที่สนาม เอติฮัด เป็นเพียงหนึ่งในหลายเกมที่ย่ำแย่ในฤดูกาลนี้ ซึ่งรวมแล้ว ลิเวอร์พูล แพ้ไปถึง 15 นัดในทุกรายการ มากที่สุดนับตั้งแต่ยุคของ เบรนแดน ร็อตเจอร์ส (Brendan Rodgers) ในฤดูกาล 2014-15 ที่ทำไว้ที่ 18 นัด เสียงเชียร์จากแฟนบอลเจ้าบ้านที่ร้องว่า “You’re getting sacked in the morning” สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของทีมในสายตาคนภายนอก แม้จะยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล จะปลด อาร์เน่อ สล็อท  (Arne Slot) ออกจากตำแหน่ง แต่ความกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ หนึ่งในปัญหาที่ชัดเจนที่สุดของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาลนี้ คือเรื่อง “สภาพจิตใจ” หลังจากเสียประตูแรกจากจุดโทษซึ่งมาจากการเข้าบอลที่ผิดพลาดของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค สุดท้ายก็เป็น เออร์ลิ่ง ฮาแลน์ ( Erling Haaland) ที่ยิงเข้าไปหลังจากนั้น ทีมก็เริ่มเสียรูปเกมอย่างชัดเจน และก็มาเสียประตูที่สองก่อนหมดครึ่งแรกยิ่งทำให้ทุกอย่างยากที่จะกลับมาอีกแล้ว กับทีมที่ขาดแววตาแห่งผู้ชนะเช่นนี้ กองกลางตัวแบกของทีมในฤดูกาลนี้อย่าง โดมินิค โซบอสไลน์ ( Dominik Szoboszlai ) ยอมรับว่า ทีมของเขาในเวลานี้ขาดทั้ง “สปิริตการต่อสู้” และ “สภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง” ขณะที่อดีตกองหน้าระดับตำนานของหงส์แดง อย่าง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ( Robbie Fowler ) ก็ชี้ว่า ทีมขาดผู้นำที่สามารถพาทีมผ่านช่วงเวลายากลำบากได้ สิ่งเหล่านี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์  (Jurgen Klopp) ที่เคยสร้างทีมให้เป็น “Mentality Monsters”

ความหวังที่พังทลายก่อนเกมใหญ่ในยุโรปการพบ เปแอชเช ด้วยทีมสภาพนี้

ซาลาห์ฟอร์มบู่

ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล หวังว่า ช่วงพักเบรกทีมชาติจะช่วยให้ทีมกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ข่าวการยุติการค้าแข้งกับทีมของตำนานอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) แม้จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ถูกมองว่าอาจเป็นแรงกระตุ้นให้ทีมรวมใจกันส่งท้ายตำนานของสโมสร รวมถึงการกลับมาซ้อมของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ( Alexander Isak)  หลังบาดเจ็บยาว ก็เป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ทีมนั้นได้รับก่อนเกมที่จะลงเล่นกับ แมนฯ ซิตี้ แต่ทุกอย่างกลับพังทลายลงภายในเวลา 90 นาทีที่แมนเชสเตอร์ แม้แต่จุดโทษของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ก็ยังพลาด ซึ่ง อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) ยอมรับว่า
“มันสะท้อนภาพรวมของทั้งเกม และทั้งฤดูกาลอย่างแท้จริง” เกมถัดไปของ ลิเวอร์พูล คือการพบกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมงต์ ( Paris Saint-Germain ) ในศึก UEFA Champions League รอบก่อนรองชนะเลิศ คู่แข่งที่เพิ่งถล่ม เชลซี ( Chelsea ) มาอย่างขาดลอย ด้วยฟอร์มปัจจุบัน ลิเวอร์พูล แทบไม่มีอะไรการันตีว่าจะต้านทานความแข็งแกร่งของทีมจากฝรั่งเศสได้หากพลาดอีกครั้ง อาจทำให้ความหวังในฤดูกาลนี้จบลงทันที ซึ่งนั่นอาจหมายรวมถึงอนาคตการคุมทีมต่อไปของ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) เช่นกัน โดย สล็อท ยืนยันว่า ทีมยังมีโอกาส และต้องตอบสนองให้ได้ เขามองว่า 35 นาทีแรกของเกมกับ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) แสดงให้เห็นว่า ลิเวอร์พูล ยังสามารถแข่งขันได้ แต่ปัญหาคือ หลังจากนั้นทีมกลับพังทลายอย่างง่ายดาย หากยังแก้ไขจุดนี้ไม่ได้ การเจอกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมงต์(Paris Saint-Germain) อาจกลายเป็นฝันร้ายอีกครั้ง จากทีมที่เคยเต็มไปด้วยความหวังและความสำเร็จ ลิเวอร์พูล ในวันนี้กลับเต็มไปด้วยคำถาม ทั้งเรื่องแท็กติก สภาพจิตใจ และอนาคตของผู้จัดการทีม ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเมื่อปีก่อน ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที และตอนนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่า อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) จะสามารถพาทีมกลับมาได้ทันเวลาหรือไม่ เพราะหากยังคงพลาดต่อเนื่อง ฤดูกาลนี้อาจไม่ใช่แค่ความล้มเหลวของทีม แต่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอนาคต ลิเวอร์พูล ในระยะยาวเช่นกัน หากยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่มองแล้วเห็นแสงสว่างมากกว่าที่เป็นอยู่นี้

แมนฯ ยูไนเต็ดหญิงยังไม่ยอมแพ้ แม้พ่ายบาเยิร์นในเลกแรก

Marc Skinner กุนซือของ Manchester United Women ยอมรับว่าการบุกไปเยือน Bayern Munich Women เพื่อพลิกสถานการณ์ในศึก UEFA Women's Champions League รอบก่อนรองชนะเลิศ จะเป็นบททดสอบที่ยากที่สุดของทีม

แมนฯ ยูไนเต็ดแพ้ในเกมเลกแรก 3-2 ทำให้ต้องการชัยชนะในเกมที่เยอรมนีเพื่อผ่านเข้าสู่รอบต่อไป

แม้สถานการณ์จะเสียเปรียบ แต่สกินเนอร์ยืนยันว่าทีมยังเชื่อมั่นในโอกาสของตัวเอง

“ถ้าเราไม่เชื่อว่าจะทำได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเดินทางไปเยอรมนี”

 เกมที่สูสีแต่ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้

เกมนี้เริ่มต้นไม่ดีสำหรับยูไนเต็ด เมื่อ Pernille Harder อดีตดาวเตะ Chelsea Women ยิงประตูให้บาเยิร์นขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 2

อย่างไรก็ตาม ยูไนเต็ดแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น โดยสามารถกลับมาตีเสมอได้ถึงสองครั้ง

แต่ท้ายที่สุด Momoko Tanikawa ยิงประตูชัยในนาทีที่ 81 ทำให้บาเยิร์นคว้าชัยชนะในเกมแรก

สกินเนอร์ยอมรับว่าเขารู้สึกผิดหวังกับทั้งสามประตูที่เสียไป เพราะมองว่าคู่แข่งไม่ได้ต้องทำงานหนักมากนักในการทำประตู

แท็กติกและรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ตัดสินเกม

Man Utd come from behind twice but lose first leg to Bayern

โค้ชบาเยิร์น Jose Barcala เปิดเผยว่าทีมของเขาคาดว่าแมนฯ ยูไนเต็ดจะใช้การเพรสซิ่งสูง

แผนของบาเยิร์นคือการเล่นบอลทะลุช่องไปด้านหลังแนวรับ ซึ่งได้ผลอย่างชัดเจน

จังหวะสำคัญเกิดจากการจ่ายบอลของ Arianna Caruso ที่ส่งบอลเข้าไปในพื้นที่ระหว่างแนวรับและกรอบเขตโทษ ทำให้ฮาร์เดอร์หลุดไปทำประตู

สถานการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นอีกครั้งในครึ่งหลัง เมื่อทานิกาวะเป็นคนแอสซิสต์ให้ฮาร์เดอร์ ก่อนที่เธอจะยิงประตูชัยในเวลาต่อมา

สกินเนอร์เชื่อว่าปัญหามาจากความผิดพลาดเล็ก ๆ ในการกดดันผู้เล่นที่ครองบอล

ปัญหาความลึกของขุมกำลัง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความแตกต่างด้านขุมกำลังของทั้งสองทีม

ตัวอย่างชัดเจนคือ Hinata Miyazawa กองกลางของยูไนเต็ด ที่เพิ่งลงเล่นนัดชิงเอเชียนคัพในซิดนีย์เมื่อวันอาทิตย์ ก่อนจะเดินทางกลับมาเล่นให้ทีมทันที

ในทางกลับกัน บาเยิร์นสามารถจัดการผู้เล่นได้ดีกว่า โดยให้ทานิกาวะเริ่มเกมจากม้านั่งสำรองเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากอาการเจ็ตแล็ก ก่อนส่งลงมาสร้างความแตกต่างในเกม

 ตารางแข่งหนักก่อนเกมตัดสิน

โปรแกรมของแมนฯ ยูไนเต็ดในช่วงต่อไปถือว่าหนักมาก

พวกเขาจะต้องพบกับ
Manchester City Women จ่าฝูง Women's Super League ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด

ก่อนจะเดินทางไปเยอรมนีเพื่อเล่นเลกที่สองกับบาเยิร์น

แม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่สกินเนอร์ยังคงเชื่อว่าทีมของเขามีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้ หากสามารถลดความผิดพลาดและยกระดับการเล่นในเกมต่อไป.

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin