เอลเลียต แอนเดอร์สัน และการย้ายทีมที่อาจทำลายสถิติอังกฤษ

ในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่กำลังจะมาถึง มีชื่อหนึ่งที่ปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการสนทนาของผู้บริหารสโมสร นักวิเคราะห์ และสื่อทั่วอังกฤษ และชื่อนั้นคือ เอลเลียต แอนเดอร์สัน กองกลางวัย 23 ปีของนอตทิงแฮม ฟอเรสต์

เรื่องราวที่กำลังพัฒนาขึ้นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายทีมธรรมดา เพราะตัวเลขที่ถูกพูดถึงนั้นอาจพาแอนเดอร์สันไปสู่สถานะที่ไม่เคยมีนักเตะชาวอังกฤษคนไหนเคยอยู่มาก่อน นั่นคือการเป็นนักเตะที่มีราคาค่าตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ โดยอาจทำลายสถิติ 105 ล้านปอนด์

ซิตี้นำ ยูไนเต็ดชะลอ

ภาพรวมของการแข่งขันเพื่อคว้าตัวแอนเดอร์สันในขณะนี้ชัดเจนพอสมควร ซิตี้อยู่ในตำแหน่งนำและแอนเดอร์สันเองก็เอนเอียงไปทางนั้น แต่ยังไม่มีข้อตกลงเกิดขึ้นระหว่างสองสโมสร และช่องว่างในการประเมินมูลค่าของนักเตะระหว่างฟอเรสต์กับซิตี้ยังห่างกันอยู่มาก

ฝั่งยูไนเต็ดนั้นสนใจแต่ไม่ได้อยู่ในสถานะที่กระตือรือร้นเท่ากัน โดยสโมสรแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขาไม่ต้องการจ่ายราคาที่สูงเกินจริงและไม่ต้องการเข้าไปในการเจรจาที่ยืดเยื้อและซับซ้อน ซึ่งเป็นจุดยืนที่สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาอาจมีลำดับความสำคัญที่ต่างออกไปในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้

เส้นทางของแอนเดอร์สันก่อนจะมาถึงจุดนี้

Anthony Gordon scored 17 goals for Newcastle

เพื่อเข้าใจว่าทำไมแอนเดอร์สันถึงมีราคาที่สูงขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูว่าเขาเป็นใครและเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

แอนเดอร์สันเริ่มต้นอาชีพกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด สโมสรในภูมิลำเนาของเขา และแม้ว่าเขาจะแสดงฝีมือที่ดีในบางช่วง แต่การได้รับโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอในทีมที่มีการแข่งขันสูงนั้นไม่ง่ายสำหรับนักเตะหนุ่ม ในที่สุดฟอเรสต์จ่ายเงิน 35 ล้านปอนด์เพื่อดึงตัวเขามาในปี 2024 และการตัดสินใจนั้นพิสูจน์แล้วว่าถูกต้องอย่างสมบูรณ์

วิตอร์ เปเรร่าและความจริงที่เจ็บปวด

สำหรับ วิตอร์ เปเรร่า ผู้จัดการทีมฟอเรสต์ สถานการณ์นี้คือตัวอย่างของความขัดแย้งที่ผู้จัดการทีมในสโมสรขนาดกลางต้องเผชิญอยู่เสมอ นั่นคือการรักษาผู้เล่นดีที่สุดไว้กับทีมเมื่อสโมสรใหญ่กว่าพร้อมจ่ายเงินมหาศาล

หลังเกมเสมอ 1-1 กับบอร์นมัธ เปเรร่าพูดถึงแอนเดอร์สันและ มอร์แกน กิบส์-ไวต์ อีกหนึ่งดาวเด่นของทีมด้วยความภาคภูมิใจว่าพวกเขาสมควรได้รับ "สิ่งที่ดีที่สุดในโลก" แต่ในทางปฏิบัติ เปเรร่ารู้ดีว่าความต้องการที่จะรักษาผู้เล่นเหล่านี้ไว้นั้นต้องการปัจจัยที่เกินกว่าแค่ความตั้งใจของสโมสร

ความสำคัญของฟุตบอลโลกและไพ่ที่ซ่อนอยู่

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นคือฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง เพราะถ้าแอนเดอร์สันสามารถแสดงฝีมือที่ดีในทัวร์นาเมนต์นั้นในฐานะส่วนหนึ่งของทีมชาติอังกฤษ ราคาค่าตัวของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน

สำหรับฟอเรสต์ นั่นคือไพ่ที่ซ่อนอยู่ เพราะถ้าพวกเขาสามารถประวิงการเจรจาออกไปจนหลังฟุตบอลโลก และแอนเดอร์สันเล่นได้ยอดเยี่ยม พวกเขาก็จะอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งกว่ามากในการต่อรองราคา

เฟอร์นันเดส ปะทะ คีน และสงครามคำพูดที่ไม่มีใครชนะ

ในวงการฟุตบอลอังกฤษ ไม่มีอะไรที่สร้างพาดหัวข่าวได้เร็วกว่าการที่นักเตะและอดีตนักเตะระดับตำนานออกมาประกบกันในที่สาธารณะ และเมื่อ บรูโน เฟอร์นันเดส กัปตันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจออกมาตอบโต้ รอย คีน อย่างตรงๆ และใช้คำว่า "โกหก" คำเดียวในการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น บรรยากาศในวงการก็เปลี่ยนไปทันที

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นหลังจากที่ยูไนเต็ดเอาชนะนอตทิงแฮม ฟอเรสต์ 3-2 ในวันเพนัลตีมาสุดท้ายของฤดูกาล คีนออกมาวิจารณ์เฟอร์นันเดสในพอดแคสต์

สองเวอร์ชันของคำพูดเดียวกัน

หัวใจของความขัดแย้งทั้งหมดนี้อยู่ที่ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คีนอ้างว่าเฟอร์นันเดสพูดกับสิ่งที่เฟอร์นันเดสพูดจริงๆ

คีนบอกในพอดแคสต์ว่า เฟอร์นันเดสพูดหลังเกมกับฟอเรสต์ว่า "หลายครั้ง ผมน่าจะยิงแต่กลับเลือกส่งบอล" และคีนใช้คำพูดนี้เป็นหลักฐานว่ากัปตันทีมกำลังคิดถึงสถิติแอสซิสต์ของตัวเองมากกว่าความดีของทีม "จิตใจของนักฟุตบอลที่เข้าเกมเพื่อทำลายสถิติส่วนตัวนั้นเป็นไปได้อย่างไร เขาจะไม่ได้แชมป์ ไม่ใช่ด้วยจิตใจแบบนั้น" คีนกล่าว

เฟอร์นันเดสและการตัดสินใจที่หายากของเขา

Man City ahead of Man Utd in race for Anderson

สิ่งที่น่าสังเกตในเรื่องนี้คือเฟอร์นันเดสเป็นนักเตะที่ปกติไม่ค่อยตอบสนองต่อคำวิจารณ์จากภายนอก เขาอยู่ในวงการมานานพอที่จะรู้ว่าการเข้าไปถกเถียงกับสื่อหรือนักวิจารณ์ส่วนใหญ่มักไม่ได้อะไรที่มีประโยชน์กลับมา

แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะเขาพูดชัดเจนในพอดแคสต์ The Diary of a CEO ว่า "ผมบอกเสมอว่าผมไม่ได้รังเกียจคำวิจารณ์ ผมรับคำวิจารณ์จากทุกคนมาตลอดและไม่เคยตอบสนองอะไร คนมีความคิดเห็น จะดีจะแย่ก็ตาม แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบคือเมื่อคนโกหก และในกรณีนี้ที่คุณพูดถึงรอย คีน สิ่งที่เขาพูดนั้นคือการโกหก เพราะเขาพูดว่าผมพูดสิ่งที่ผมไม่ได้พูด และโชคดีสำหรับผมที่ทุกอย่างมีหลักฐาน"

คีนและประวัติของการวิจารณ์ที่ไม่มีการยั้งมือ

รอย คีนไม่ใช่นักวิเคราะห์ที่รู้จักในฐานะคนที่วิจารณ์อย่างนุ่มนวล ตลอดอาชีพในฐานะนักวิจารณ์และนักวิเคราะห์หลังจากแขวนสตั๊ดไป เขาขึ้นชื่อในเรื่องความตรงไปตรงมาและความกล้าที่จะพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า ซึ่งทำให้เขาเป็นที่รักของแฟนบอลหลายคนที่เบื่อกับการวิจารณ์แบบกลางๆ ที่ไม่บอกอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

รูปลาในอินสตาแกรมและการตอบโต้ที่ไม่ระบุชื่อ

เมื่อเฟอร์นันเดสออกมาตอบโต้อย่างเป็นทางการ คีนก็โพสต์รูปภาพของลาร้องในอินสตาแกรมพร้อมคำบรรยายว่า "ความสนใจที่มากเกินไปทำให้ลาคิดว่าตัวเองเป็นสิงโต"

โพสต์นั้นไม่ได้ระบุชื่อใครโดยตรง แต่ก็ไม่ต้องการการอธิบายมากนักเพื่อให้คนเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไรและมุ่งเป้าไปที่ใคร สื่อและแฟนบอลต่างก็ตีความในทิศทางเดียวกันว่าคีนกำลังตอบกลับเฟอร์นันเดสในแบบอ้อมๆ ที่อาจปฏิเสธได้ในภายหลัง

สถิติที่อยู่เหนือการถกเถียง

ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมด มีข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครโต้แย้งได้คือเฟอร์นันเดสทำแอสซิสต์ได้ 20 ครั้งในฤดูกาลนั้น ซึ่งเท่ากับสถิติที่ เทียร์รี อองรี และ เควิน เดอ บรอยน์ เคยทำไว้ก่อน และในเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่ไบรตัน เขาก็ทำลายสถิตินั้นด้วยแอสซิสต์ใบที่ 21 ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่มีแอสซิสต์สูงสุดในหนึ่งฤดูกาลในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

สถิตินั้นคือข้อเท็จจริงที่ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องการการตีความหรือการอธิบาย และมันบอกว่าไม่ว่าการถกเถียงเรื่องจิตใจและทัศนคติจะจบลงอย่างไร เฟอร์นันเดสทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเพื่อนร่วมทีมของเขาในทุกจังหวะที่มีโอกาส

เฟอร์นันเดส ปะทะ คีน และสงครามคำพูดที่ไม่มีใครชนะ

ในวงการฟุตบอลอังกฤษ ไม่มีอะไรที่สร้างพาดหัวข่าวได้เร็วกว่าการที่นักเตะและอดีตนักเตะระดับตำนานออกมาประกบกันในที่สาธารณะ และเมื่อ บรูโน เฟอร์นันเดส กัปตันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจออกมาตอบโต้ รอย คีน อย่างตรงๆ และใช้คำว่า "โกหก" คำเดียวในการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น บรรยากาศในวงการก็เปลี่ยนไปทันที

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นหลังจากที่ยูไนเต็ดเอาชนะนอตทิงแฮม ฟอเรสต์ 3-2 ในวันเพนัลตีมาสุดท้ายของฤดูกาล คีนออกมาวิจารณ์เฟอร์นันเดสในพอดแคสต์ โดยบอกว่ากัปตันทีมกำลังให้ความสำคัญกับสถิติส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของทีม และอ้างคำพูดที่เฟอร์นันเดสพูดหลังเกมเพื่อสนับสนุนการโจมตีของตัวเอง

สองเวอร์ชันของคำพูดเดียวกัน

หัวใจของความขัดแย้งทั้งหมดนี้อยู่ที่ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คีนอ้างว่าเฟอร์นันเดสพูดกับสิ่งที่เฟอร์นันเดสพูดจริงๆ

คีนบอกในพอดแคสต์ว่า เฟอร์นันเดสพูดหลังเกมกับฟอเรสต์ว่า "หลายครั้ง ผมน่าจะยิงแต่กลับเลือกส่งบอล" และคีนใช้คำพูดนี้เป็นหลักฐานว่ากัปตันทีมกำลังคิดถึงสถิติแอสซิสต์ของตัวเองมากกว่าความดีของทีม "จิตใจของนักฟุตบอลที่เข้าเกมเพื่อทำลายสถิติส่วนตัวนั้นเป็นไปได้อย่างไร เขาจะไม่ได้แชมป์ ไม่ใช่ด้วยจิตใจแบบนั้น" คีนกล่าว

เฟอร์นันเดสและการตัดสินใจที่หายากของเขา

เฟอร์นันเดส ปะทะ คีน และสงครามคำพู

สิ่งที่น่าสังเกตในเรื่องนี้คือเฟอร์นันเดสเป็นนักเตะที่ปกติไม่ค่อยตอบสนองต่อคำวิจารณ์จากภายนอก เขาอยู่ในวงการมานานพอที่จะรู้ว่าการเข้าไปถกเถียงกับสื่อหรือนักวิจารณ์ส่วนใหญ่มักไม่ได้อะไรที่มีประโยชน์กลับมา

แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะเขาพูดชัดเจนในพอดแคสต์ The Diary of a CEO ว่า "ผมบอกเสมอว่าผมไม่ได้รังเกียจคำวิจารณ์ ผมรับคำวิจารณ์จากทุกคนมาตลอดและไม่เคยตอบสนองอะไร คนมีความคิดเห็น จะดีจะแย่ก็ตาม แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบคือเมื่อคนโกหก และในกรณีนี้ที่คุณพูดถึงรอย คีน สิ่งที่เขาพูดนั้นคือการโกหก เพราะเขาพูดว่าผมพูดสิ่งที่ผมไม่ได้พูด และโชคดีสำหรับผมที่ทุกอย่างมีหลักฐาน"

คีนและประวัติของการวิจารณ์ที่ไม่มีการยั้งมือ

รอย คีนไม่ใช่นักวิเคราะห์ที่รู้จักในฐานะคนที่วิจารณ์อย่างนุ่มนวล ตลอดอาชีพในฐานะนักวิจารณ์และนักวิเคราะห์หลังจากแขวนสตั๊ดไป เขาขึ้นชื่อในเรื่องความตรงไปตรงมาและความกล้าที่จะพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า ซึ่งทำให้เขาเป็นที่รักของแฟนบอลหลายคนที่เบื่อกับการวิจารณ์แบบกลางๆ ที่ไม่บอกอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

แต่ความตรงไปตรงมานั้นก็มีราคา และในกรณีนี้ ดูเหมือนว่าคีนพูดโดยอ้างอิงจากความทรงจำที่ไม่ถูกต้องแทนที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

รูปลาในอินสตาแกรมและการตอบโต้ที่ไม่ระบุชื่อ

เมื่อเฟอร์นันเดสออกมาตอบโต้อย่างเป็นทางการ คีนก็โพสต์รูปภาพของลาร้องในอินสตาแกรมพร้อมคำบรรยายว่า "ความสนใจที่มากเกินไปทำให้ลาคิดว่าตัวเองเป็นสิงโต"

โพสต์นั้นไม่ได้ระบุชื่อใครโดยตรง แต่ก็ไม่ต้องการการอธิบายมากนักเพื่อให้คนเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไรและมุ่งเป้าไปที่ใคร สื่อและแฟนบอลต่างก็ตีความในทิศทางเดียวกันว่าคีนกำลังตอบกลับเฟอร์นันเดสในแบบอ้อมๆ ที่อาจปฏิเสธได้ในภายหลัง

กฎแฮนด์บอลที่ไม่มีใครเข้าใจ และวิกฤตความเชื่อมั่น

ในวงการฟุตบอลสมัยใหม่ มีกฎข้อหนึ่งที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฐานะสิ่งที่สร้างความสับสนมากที่สุด และไม่ว่าจะผ่านฤดูกาลไปกี่ฤดู ก็ยังคงมีเหตุการณ์ใหม่ที่ทำให้ทุกคนต้องหันมาถามคำถามเดิมอีกครั้งว่า กฎแฮนด์บอลนั้นคืออะไรกันแน่ และควรใช้อย่างไรให้ถูกต้อง

วันอาทิตย์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดคือวันที่คำถามเหล่านั้นกลับมาดังกว่าเดิม เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเอาชนะนอตทิงแฮม ฟอเรสต์ 3-2 ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ยังไม่มีวันสิ้นสุดเกี่ยวกับประตูที่สองของเกม

เนวิลล์และเสียงที่บอกว่านี่คือความผิดพลาด

แกรี่ เนวิลล์ นักวิเคราะห์ของ Sky Sports และอดีตกัปตันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นหนึ่งในคนที่แสดงความเห็นได้ชัดเจนที่สุดในคืนนั้น เขาเรียกร้องให้ VAR แมตต์ โดโนฮิว เรียกกรรมการมาดูภาพซ้ำที่มอนิเตอร์ข้างสนาม และในที่สุด VAR ก็ทำตาม แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ใช่สิ่งที่เนวิลล์คาดไว้

"ผมคิดว่านี่มันน่าตกใจมากในทุกทางทุกแง่" เนวิลล์กล่าว "มันไร้สาระ VAR พูดชัดเจนว่าต้องยกเลิกประตู เขาแฮนด์บอลและนำบอลกลับมาในการเล่น ผมไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เพิ่งเห็นเลยจริงๆ"

รอย คีน และความสับสนของอดีตนักเตะ

The handball rules nobody understands

ถ้าเนวิลล์คือเสียงที่โกรธ รอย คีน อดีตกัปตันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกคนคือเสียงที่สะท้อนถึงความสับสนที่ลึกกว่านั้น เพราะคีนไม่ได้แค่วิจารณ์การตัดสินในคืนนั้น แต่พูดถึงปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือการที่แม้แต่อดีตนักเตะอาชีพก็ยังไม่เข้าใจกฎที่กำลังถูกนำมาใช้อยู่

"พวกเราเองก็สับสน" คีนกล่าว "อดีตนักฟุตบอลทุกคนจะบอกว่าแฮนด์บอลและไม่มีใครจะร้องเรียน"

เสียงของผู้เชี่ยวชาญการตัดสินและมุมมองที่แตกต่าง

แดร์เรน แคนน์ อดีตผู้ช่วยกรรมการพรีเมียร์ลีกเป็นหนึ่งในคนที่มองเรื่องนี้จากมุมที่ละเอียดกว่าและเข้าใจกลไกของกฎมากกว่าคนทั่วไป เขาอธิบายว่าการตัดสินของซอลสบรีนั้นมีพื้นฐานทางกฎหมายอยู่ เพราะแขนของมเบอูโมอยู่ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติและไม่ได้ยื่นออกมาผิดปกติ นอกจากนั้นยังมีการเด้งของลูกจากสะโพกมาที่แขนด้วย ซึ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นในแง่ของการตีความ

แต่แคนน์ก็ไม่ได้เห็นด้วยอย่างสมบูรณ์กับการตัดสินนั้น เขากล่าวว่า "แม้ผมจะคิดว่าน่าชื่นชมที่กรรมการยืนตามการตัดสินเดิมของตัวเอง ซึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งที่สี่ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แต่ผมเชื่อว่าความคาดหวังของฟุตบอลที่ว่ามเบอูโมควบคุมบอลด้วยมือ โดยเฉพาะเมื่อมันนำไปสู่ประตู มีน้ำหนักมากกว่าการที่ลูกอาจจะเด้งมาจากสะโพก"

กฎที่ซับซ้อนเกินไปและประวัติศาสตร์ของความวุ่นวาย

เพื่อเข้าใจว่าทำไมกฎแฮนด์บอลถึงกลายเป็นสิ่งที่สร้างความสับสนขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูว่ากฎนั้นเปลี่ยนแปลงมาอย่างไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในยุคก่อน กฎแฮนด์บอลเรียบง่ายและตรงไปตรงมา หากลูกบอลสัมผัสกับมือหรือแขนของผู้เล่น กรรมการจะตัดสินโดยพิจารณาจากเจตนาเป็นหลัก ถ้าดูเจตนา ถ้าผู้เล่นยื่นแขนออกมาโดยตั้งใจก็คือแฮนด์บอล ถ้าลูกมาโดนโดยไม่ทันตั้งตัวก็ไม่ใช่แฮนด์บอล หลักการนั้นเรียบง่ายและทุกคนเข้าใจได้

แมนยู 3-2 ฟอเรสต์ บรูโน่ทำสถิติแอสซิสต์เทียบชั้นตำนาน

คืนวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 69 ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แฟนผีแดงได้เฮอีกหน หลังทีมรักเฉือนชนะ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 3-2 ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายในบ้านของฤดูกาล เกมที่บอกว่ามันส์ก็มันส์ จะบอกว่าเสียวก็เสียว เพราะมีครบทุกรสชาติ ทั้งยิงชนเสา VAR ลุ้นไม่กระพริบตา แถมยังได้เห็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส จารึกชื่อตัวเองลงในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ด้วยการทำแอสซิสต์ครบ 20 ครั้งในฤดูกาลเดียว เทียบเท่าตำนานอย่าง เธียร์รี่ อองรี และ เควิน เดอ บรอยน์

บรรยากาศก่อนเกมก็มีอะไรให้พูดถึงเยอะ โดยเฉพาะการที่ กาเซมีโร่ ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง ในเกมที่หลายคนเชื่อว่านี่คือเกมในบ้านนัดสุดท้ายของเจ้าตัวในเสื้อแมนยู แฟนบอลในสนามต่างปรบมือให้เป็นพิเศษ บางคนถึงกับร้องไห้ตอนเห็นชื่อเจ้าตัวขึ้นบนสกอร์บอร์ด

การจัดทัพและคนเด่นของเกม

The team lineup and key players in the game

นอกจาก กาเซมีโร่ แล้ว ดีโอโก้ ดาโลต์ และ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ก็คัมแบ็กกลับมาออกสตาร์ตเป็นตัวจริงพร้อมกัน ส่วนกองหน้าตัวเป้านัดนี้ตกเป็นของ มาเตอุส คุนญ่า เพราะ เบนยามิน เชซโก้ ดาวรุ่งจอมโหดยังไม่มีชื่อติดทีม ดูเหมือน รูเบน อโมริม จะตั้งใจส่งทีมชุดเก๋าๆ ลงไปสู้กับ ฟอเรสต์ ที่มาเยือนแบบไม่กลัวใคร

ฝั่ง ฟอเรสต์ เองก็ไม่ใช่ทีมที่จะมาเล่นแบบเสียเปล่า โดยมี เอลเลียต แอนเดอร์สัน คุมเกมกลาง มอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์ เปิดเกมรุก และมี โมราโต้ เซ็นเตอร์แบ็กที่อันตรายในลูกตั้งเตะคอยขึ้นมาช่วยเสริม

ครึ่งแรก ผีแดงออกนำตั้งแต่ต้นเกม

เกมเริ่มได้แค่ 5 นาที แมนยู ก็ขึ้นนำเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ จาก ลุค ชอว์ ที่เก็บตกได้ที่เสาไกล ก่อนสับด้วยซ้ายเสียบเสาไกลเข้าไปแบบเหนือชั้น ทำเอาทั้งสนามลุกขึ้นยืนเชียร์ กลายเป็นบรรยากาศที่หายไปจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดมานานพอสมควร

นาทีที่ 21 ฟอเรสต์ เกือบตีเสมอ จากจังหวะที่ มอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์ หลุดเดี่ยวเข้ามากดด้วยขวา แต่ เซนเน่อ ลัมเมนส์ ใช้ขาเซฟไปได้แบบเฉียดฉิว นาทีถัดมา ผีแดง โต้กลับทันที ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ลากบอลเข้ามาในเขตโทษ หลบ มัตซ์ เซลส์ ได้สวยๆ แต่ลูกยิงดันไปชนเสาประตูเสียก่อน ไม่งั้นสกอร์น่าจะเป็น 2-0 ตั้งแต่ครึ่งแรกแล้ว จบครึ่งแรก แมนยู ออกนำอยู่ 1-0

ครึ่งหลังลุ้นระทึก แลกประตูกันสนุก

ครึ่งหลังเริ่มมาไม่นาน ฟอเรสต์ ก็ตีเสมอได้สำเร็จในนาทีที่ 54 จากลูกเปิดโค้งสวยของ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ที่ลอยมาให้ โมราโต้ โขกเน้นๆ เข้าประตูแบบไม่ให้ ลัมเมนส์ ได้ตั้งตัว ทำเอาบรรยากาศในสนามเงียบลงทันที

แต่ความเงียบไม่ยาวนัก เพราะอีกแค่ 2 นาทีต่อมา นาทีที่ 56 แมนยู ก็โต้กลับมาทันที ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ปล่อยลูกยิงเข้ามา ผู้รักษาประตูปัดได้แต่หลุดออกมา และเป็น มาเตอุส คุนญ่า ที่ตามมาซ้ำเข้าไปแบบเฉียบขาด แต่ก่อนที่จะได้ฉลอง ผู้ตัดสินสั่งเช็ก VAR หลังบอลแฉลบไปโดนแขนของ เอ็มเบอโม่ ในจังหวะก่อนหน้า

ช่วงรอ VAR คือช่วงที่กดดันที่สุด ทั้งสนามนิ่งสนิท บางคนเอามือปิดหน้า บางคนกอดอกแน่น สุดท้ายผู้ตัดสินยืนยันให้เป็นประตู เพราะการแฉลบโดนแขนไม่ได้ตั้งใจ ทำให้สกอร์เปลี่ยนเป็น 2-1 ผีแดงกลับมาออกนำอีกครั้ง

บรูโน่จารึกสถิติเทียบชั้นตำนาน

ไฮไลต์ใหญ่ของเกมเกิดขึ้นในนาทีที่ 76 บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดบอลเรียดมาให้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ซัดในเขตโทษเข้าไปอย่างไม่มีโอกาสให้กัน เป็นประตูที่ 3 ของผีแดง และที่สำคัญกว่านั้นคือทำให้ บรูโน่ มีสถิติแอสซิสต์ครบ 20 ครั้งในฤดูกาลเดียว เทียบเท่ากับ เธียร์รี่ อองรี และ เควิน เดอ บรอยน์ ที่เคยทำได้มาก่อน

ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ บรูโน่ ยังเหลือเกมอีก 1 นัด ที่ต้องบุกไปเยือน ไบรท์ตัน หากเจ้าตัวจ่ายให้เพื่อนยิงเข้าได้อีกครั้งเดียว ก็จะกลายเป็นเจ้าของสถิติคนเดียวในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ทำแอสซิสต์ได้ 21 ครั้งในฤดูกาลเดียว แซงหน้าทั้งสองตำนานไปแบบไม่ต้องสงสัย แฟนผีแดงคงต้องลุ้นตาไม่กระพริบในนัดส่งท้าย

ช่วงท้ายเกมหวุดหวิด ฟอเรสต์ไล่บี้

หลังจากนำห่าง 3-1 ก็ดูเหมือนเกมจะจบสบายๆ แต่ฟุตบอลก็คือฟุตบอล อะไรก็เกิดขึ้นได้ ในนาทีที่ 78 เพียง 2 นาทีหลังประตูที่ 3 เอลเลียต แอนเดอร์สัน ปล่อยลูกยิงระยะไกลที่ดูไม่อันตรายเลย แต่ดันไปแฉลบ มอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์ เปลี่ยนทางเข้าประตูไปแบบหลอกตา ลัมเมนส์ ทำให้สกอร์เปลี่ยนเป็น 3-2

จากที่ควรจะปิดเกมสบายๆ ผีแดงต้องตั้งใจเล่นเกมรับอย่างหนัก ฟอเรสต์ บุกใส่เพื่อหาประตูตีเสมอ แต่แนวรับของเจ้าบ้านก็ตั้งหลักได้ทัน ลัมเมนส์ เซฟลูกอันตรายไว้ได้หลายครั้ง รวมถึงลูกโขกที่เกือบเข้าไป สุดท้ายเสียงนกหวีดยาวก็ดังขึ้น แมนยู ปิดเกมในบ้านนัดสุดท้ายด้วยชัยชนะ 3-2 ตามที่ทุกฝ่ายอยากเห็น

ก้าวต่อไปและบทสรุป

ชัยชนะในเกมนี้ไม่ได้สำคัญแค่เรื่องคะแนน แต่ยังสำคัญในแง่ของขวัญกำลังใจของทีม การปิดเกมในบ้านนัดสุดท้ายด้วยชัยชนะจะช่วยให้แมนยูพร้อมสำหรับนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่จะบุกไปเจอ ไบรท์ตัน ที่ซึ่ง บรูโน่ จะมีโอกาสทำลายสถิติแอสซิสต์ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ฝั่ง ฟอเรสต์ แม้แพ้แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความเหนียวแน่นและจิตวิญญาณนักสู้ การที่ยิงได้ถึง 2 ลูกในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดคือเรื่องที่ไม่ง่ายเลย และคงต้องจับตาดูทีมชุดนี้ในฤดูกาลถัดไปต่อไป

สำหรับแฟนปีศาจแดง คืนวันที่ 17 พ.ค. 69 จะเป็นคืนที่จดจำไปอีกนาน ทั้งประตูสวยของ ลุค ชอว์ การกลับมาของ กาเซมีโร่ การยืนยัน VAR ที่ทำเอาใจหายใจคว่ำ และสถิติของ บรูโน่ ที่เทียบชั้นตำนานสองคน ทุกอย่างรวมกันอยู่ในเกมเดียวที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เหลือแค่นัดสุดท้ายที่ไบรท์ตันแล้วเท่านั้นที่จะตัดสินว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร

แอสตัน วิลล่า ถลุงฟอเรสต์ยับ 4-0 ทะลุเข้าชิงยูโรปา ลีก

ค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่สนามวิลล่า พาร์ค กลายเป็นคืนแห่งการปลดปล่อยของแฟนบอล "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า อย่างแท้จริง หลังจากที่ทีมรักของพวกเขาถล่ม น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ คู่ปรับร่วมพรีเมียร์ลีกแบบไม่ไว้หน้า 4-0 ในศึกฟุตบอลยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง ทำให้รวมผลสองนัดพลิกชนะ 4-1 ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อย่างยิ่งใหญ่ และจะเข้าไปดวลกับ ไฟรบวร์ก ทีมจากบุนเดสลีกาเยอรมัน เพื่อชิงแชมป์ยุโรปที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้

นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะธรรมดา แต่เป็นการพลิกสถานการณ์อันน่าทึ่ง เพราะนัดแรกที่ ซิตี้ กราวด์ เมื่อสัปดาห์ก่อน วิลล่า เพิ่งจะเป็นฝ่ายปราชัย 0-1 จากจุดโทษของ คริส วู้ด กองหน้าทีมชาตินิวซีแลนด์ ทำให้ก่อนเกมนัดสอง หลายฝ่ายมองว่าโอกาสของทีมจากเบอร์มิงแฮมไม่ได้สวยหรูนัก ฟอเรสต์ ถือไพ่เหนือกว่า แต่ใต้ร่มเงาแสงไฟวิลล่า พาร์ค ทุกอย่างกลับด้านอย่างสิ้นเชิง

บรรยากาศนัดชี้ชะตาที่วิลล่า พาร์ค

The atmosphere at the crucial match at Villa Park

ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น สนามวิลล่า พาร์ค ที่จุผู้ชมได้กว่า 42,000 ที่นั่ง อัดแน่นไปด้วยแฟนบอลเสื้อสีคลาเรตและสีฟ้าสว่าง ซึ่งเดินทางมาเชียร์ทีมรักอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเย็น เปลวไฟที่จุดขึ้นรอบสนาม เสียงร้องเพลงประจำสโมสรที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ และธงผืนใหญ่ที่กางพาดผ่านอัฒจันทร์ ล้วนสะท้อนความหมายของเกมนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะนี่คือ 90 นาทีที่จะตัดสินว่าทีมจะได้สัมผัสรอบชิงชนะเลิศถ้วยยุโรปครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษหรือไม่

อูไน เอเมรี่ ผู้จัดการทีมชาวสเปนของวิลล่า ตัดสินใจส่ง โอลลี่ วัตกินส์ กองหน้าตัวเป้าทีมชาติอังกฤษ ลงสนามแม้จะมีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะจากเกมก่อนหน้า โดยให้ลงเล่นพร้อมพันผ้าพันแผลรอบศีรษะ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของผู้เล่นรายนี้ในแผนการเล่น ส่วนแดนกลางได้ จอห์น แม็คกินน์ กัปตันทีมชาวสกอตแลนด์ที่ลุยทุกศึกในฤดูกาลนี้ ทำหน้าที่เป็นแกนหลักร่วมกับ ยูริ ติเลมานส์ และ อามาดู โอนานา ขณะที่ เอมิเลียโน่ บวนเดีย ปีกชาวอาร์เจนติน่ามือเก่าของทีม ได้รับโอกาสกลับมายืนสตาร์ตติ้ง

ฟากฟอเรสต์ภายใต้การคุมทีมของ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ก็ส่งทัพชุดเต็มลงสนาม นำโดย คริส วู้ด ฮีโร่จากนัดแรก, มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ ในตำแหน่งหมายเลข 10 และมีกองหลังตัวเก๋าอย่าง นิโคล่า มิเลนโควิช, มูริลโล่ และ มัตซ์ เซลส์ ใต้คาน เกมนี้ฟอเรสต์เพียงแค่รักษาผลรวมไม่ให้แพ้เกินสองประตูก็พอจะผ่านเข้ารอบ พวกเขาตั้งใจมาเล่นเกมรับเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เตรียมเกมโต้กลับเอาไว้ใช้ในจังหวะที่เป็นไปได้

ผู้ตัดสินกลางในเกมนี้คือ คลีเมนต์ ตูร์แปง จากฝรั่งเศส ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในเกมนี้อย่างที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในจังหวะตัดสินจุดโทษช่วงครึ่งหลังที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนของเกม

เสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่อัดแน่นด้วยความคาดหวัง แฟนบอลเจ้าถิ่นไม่ยอมนั่ง พวกเขายืนเชียร์ตั้งแต่นาทีแรก ส่งพลังลงไปสู่นักเตะในสนามทุกอย่างที่ทำได้

ครึ่งแรก วัตกินส์เบิกประตูแห่งความหวัง

ตั้งแต่นาทีแรก วิลล่า ขนทัพออกบุกอย่างไม่ยั้ง พวกเขารู้ดีว่าต้องยิงประตูออกให้ได้ก่อน เพื่อสร้างแรงกดดันให้ฝั่งตรงข้ามต้องเปิดเกมขึ้นมาเล่น แผนการเล่นของ เอเมรี่ ชัดเจนคือเล่นเพรสซิ่งสูง บีบให้ฟอเรสต์เสียบอลในแดนตัวเอง และโจมตีจากริมเส้นทั้งสองข้างผ่าน ลูคัส ดีญ และ มัตตี้ แคช

ช่วง 20 นาทีแรก วิลล่า ครองบอลได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่ยังไม่สามารถเจาะแนวรับฟอเรสต์ที่ตั้งกำแพงห้าคนได้ มอร์แกน โรเจอร์ส มีจังหวะหลุดเข้าไปยิงครั้งหนึ่งที่นาทีที่ 12 แต่ มัตซ์ เซลส์ ผู้รักษาประตูทีมเยือนเซฟไว้ได้ จากนั้นก็เป็น โอลลี่ วัตกินส์ ที่หลุดเข้าไปโหม่งบอลในเขตโทษ แต่บอลกลับเฉียดเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

แฟนบอลเริ่มลุ้นและวิตก เพราะหากครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-0 แรงกดดันจะยิ่งทบทวีในครึ่งหลัง แต่แล้วในนาทีที่ 36 ความอดทนของพวกเขาก็ได้รับผลตอบแทน เมื่อ เอมิเลียโน่ บวนเดีย ปีกชาวอาร์เจนติน่า ใช้สัมผัสบอลครั้งเดียวเปิดบอลทะลุช่องอย่างคมกริบให้ โอลลี่ วัตกินส์ หลุดเข้าไปแบบตัวต่อตัวกับ เซลส์ และกองหน้ารายนี้ก็ไม่พลาด ใช้ปลายเท้าซ้ายแยงผ่านมือผู้รักษาประตูทีมเยือนเข้าไปเซย์กู้ดบาย 1-0

ทั้งสนามระเบิดเสียงเชียร์ดังกึกก้อง วัตกินส์ ที่พันผ้าพันแผลทั้งศีรษะวิ่งไปฉลองที่หน้าอัฒจันทร์โฮลท์ เอนด์ ก่อนถูกเพื่อนร่วมทีมรุมกอด นี่คือประตูที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะตีเสมอผลรวมเป็น 1-1 แล้ว ยังเปลี่ยนโมเมนตัมของเกมไปอย่างสิ้นเชิง ฟอเรสต์ที่หวังใช้ความสบายใจจากการนำมาตั้งรับ ตอนนี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมด

ก่อนหมดครึ่งแรก วิลล่า ยังเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่อง ใต้แสงไฟสปอตไลท์ที่สาดส่อง ทุกการบุกของพวกเขาเหมือนคลื่นซัดสาดเข้าหาแนวรับฝั่งตรงข้ามไม่หยุดหย่อน บวนเดีย ยังมีจังหวะยิงไกลที่บอลเฉียดเสาออกไป ขณะที่ ติเลมานส์ ก็ลองยิงเข้ากรอบแต่ เซลส์ ปัดบอลออกหลังได้ทัน ก่อนผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดครึ่งแรก สกอร์ในสนาม 1-0 แต่ผลรวมยังเสมอกัน 1-1

ครึ่งหลังถล่มไม่ยั้ง บวนเดียซัดจุดโทษ

ช่วงพักครึ่งกลายเป็นเวลาทองของ อูไน เอเมรี่ ในการพูดคุยกับลูกทีม ผู้จัดการทีมที่คว้าแชมป์ยูโรปา ลีกมาแล้วถึง 4 สมัย คงไม่มีอะไรต้องสอนเรื่องการพลิกสถานการณ์มากนัก สิ่งที่เขาต้องการคือทำให้ลูกทีมเชื่อมั่นว่าหากเดินหน้าต่อในจังหวะนี้ ประตูที่สองและสามจะตามมาแน่นอน

นาทีที่ 55 วิลล่า ได้ลูกเตะมุมจากปีกขวา บวนเดีย เปิดบอลโด่งเข้าไปในเขตโทษ บอลลอยข้ามผู้เล่นหลายคน และในจังหวะที่ เปา ตอร์เรส กองหลังชาวสเปน กระโดดขึ้นชิงบอล นิโคล่า มิเลนโควิช เซ็นเตอร์แบ็กฟอเรสต์ ใช้แขนคล้องคอและดึงตัวลงมาในเขตโทษอย่างชัดเจน

ในตอนแรกผู้ตัดสิน ตูร์แปง ปล่อยเกมให้เล่นต่อไป แฟนบอลเจ้าถิ่นโห่ร้องประท้วงเป็นเสียงเดียวกัน จนกระทั่งห้อง VAR ส่งสัญญาณเรียกผู้ตัดสินกลางไปดูภาพช้าข้างสนาม หลังจากใช้เวลาตรวจสอบประมาณสองนาที ตูร์แปง ก็ชี้นิ้วไปที่จุดโทษ พร้อมควักใบเหลืองให้ มิเลนโควิช ทันที เสียงเชียร์ดังกึกก้องกลบเสียงประท้วงของผู้เล่นฟอเรสต์ที่พยายามเข้ามาคัดค้านอย่างไร้ผล

ผู้รับหน้าที่สังหารคือ เอมิเลียโน่ บวนเดีย ปีกที่เพิ่งจ่ายบอลให้ประตูแรก เขาวางบอลด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถอยหลังออกไปไม่กี่ก้าว ก่อนวิ่งเข้าไปซัดเปรี้ยงด้วยเท้าขวาเข้ามุมขวาบนของประตู เซลส์ พุ่งไปคนละทาง บอลเสียบเสาตาข่ายดังกระหึ่ม วิลล่า นำห่าง 2-0 และที่สำคัญที่สุดคือ ผลรวมเปลี่ยนเป็น 2-1 พลิกขึ้นนำคู่ต่อสู้เป็นครั้งแรกของซีรีส์

บวนเดีย วิ่งไปฉลองหน้าอัฒจันทร์ฝั่งโฮลท์ เอนด์ ชูสองมือเหนือศีรษะ ก่อนปาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่ออกจากใบหน้า เขาเป็นนักเตะที่ผ่านช่วงเวลายากลำบากมาตลอดสองฤดูกาลที่แล้ว จากการบาดเจ็บไม้กางเขนและการพักรักษาตัวยาวนาน การกลับมาทำสองประตูในเกมสำคัญเช่นนี้จึงมีความหมายเกินกว่าจะบรรยายได้

หลังจากประตูที่สอง ฟอเรสต์ ที่จำเป็นต้องยิงสองประตูขึ้นไปจึงจะผ่านรอบ ก็ต้องเปิดเกมรุกขึ้น แต่นั่นกลับเข้าทาง วิลล่า ที่เล่นเกมสวนกลับได้คมกว่า พื้นที่หลังกองกลางของฟอเรสต์เริ่มเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ และทุกครั้งที่ วัตกินส์, โรเจอร์ส หรือ บวนเดีย ได้บอล เกมรุกของวิลล่าก็ดูเหมือนจะมีคำตอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แม็คกินน์ดับเบิ้ลในสามนาที ปิดเกมขาดลอย

ความสนุกแท้จริงเริ่มต้นในนาทีที่ 77 จากจังหวะที่ มัตตี้ แคช เปิดบอลจากริมเส้นขวา บอลลอยเข้าไปในเขตโทษพอดีกับการเข้ามาของ โอลลี่ วัตกินส์ ที่ใช้อกตวัดบอลลงให้ จอห์น แม็คกินน์ ที่ตามวิ่งเข้ามาจากด้านหลังอย่างพอเหมาะพอดี กัปตันทีมชาวสกอตติชเก็บบอลลงพื้นแล้วซัดด้วยเท้าซ้ายอย่างไม่ลังเล บอลพุ่งเสียดฟ้าหญ้าเข้ามุมเสาแรกแบบที่ เซลส์ ทำอะไรไม่ได้ 3-0 และผลรวมพุ่งทะลุเป็น 3-1

ฟอเรสต์ ตกอยู่ในสภาพหมดสภาพอย่างเห็นได้ชัด ผู้เล่นหลายคนยืนเอามือกุมหัวด้วยความผิดหวัง ขณะที่บนอัฒจันทร์ฝั่งทีมเยือน แฟนบอลบางคนเริ่มทยอยเดินออกจากสนาม เพราะรู้แล้วว่าไม่มีปาฏิหาริย์ใดจะกลับมาได้

แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด สามนาทีต่อมา ในนาทีที่ 80 มอร์แกน โรเจอร์ส กองกลางดาวรุ่งวัย 23 ปี เลี้ยงบอลฉีกเข้ามาจากปีกขวา ผ่านผู้เล่นฟอเรสต์ไปสองคน ก่อนแตะบอลให้ จอห์น แม็คกินน์ ที่กลับมายืนรออยู่หน้าเขตโทษ คราวนี้กัปตันทีมไม่รีรอ เขายิงด้วยเท้าขวาแบบยกข้อบอลเข้าเสาสองอย่างนิ่มนวล บอลพุ่งเข้าตาข่ายอีกครั้ง 4-0 ในเกม และ 4-1 รวมผลสองนัด

จอห์น แม็คกินน์ คนที่กว่าจะรอวันนี้มาถึงต้องผ่านเส้นทางอันยาวนาน เขาวิ่งฉลองพร้อมตะโกนเสียงดังลั่น ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มและน้ำตาในเวลาเดียวกัน เพื่อนร่วมทีมรุมเข้ามากอดเขาแน่น ก่อนที่ทุกคนจะหันไปโบกมือให้แฟนบอลที่กรีดร้องด้วยความปีติบนอัฒจันทร์

หลังเกมจบ แม็คกินน์ ให้สัมภาษณ์ทาง TNT Sports ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาพูดถึงความกดดันก่อนเกมที่หนักหน่วงกว่าทุกครั้ง แต่ก็เป็นการแสดงที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของวิลล่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา กัปตันทีมยังพูดด้วยว่า โอกาสในการเข้าชิงรอบสุดท้ายของถ้วยยุโรปไม่ได้มาบ่อยๆ และในวัย 31 ปี นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตการค้าแข้งของเขาที่จะได้ยกถ้วยใบใหญ่ระดับนี้

ช่วงสิบนาทีสุดท้าย วิลล่า ยังคงครองเกมโดยสมบูรณ์ ผู้เล่นสำรองอย่าง เลออน เบลีย์ และ มาร์โก้ อาเซนซิโอ ลงมาเสริม ทำให้เกมไหลลื่นจนถึงเสียงนกหวีดยาวที่ดังขึ้นในนาทีที่ 90+4 และนั่นคือสัญญาณของการเฉลิมฉลองอย่างเต็มที่

อูไน เอเมรี่ จอมปั้นยูโรปา ลีกผู้ไม่เคยพ่าย

ชายผู้ยืนอยู่ข้างสนามในชุดสูทสีดำตลอดเก้าสิบนาที พร้อมท่าทางสงบเยือกเย็น คือบุคคลที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ อูไน เอเมรี่ ผู้จัดการทีมวัย 54 ปีชาวสเปน ไม่ได้รับฉายาว่า "ราชาแห่งยูโรปา ลีก" โดยเปล่าประโยชน์ เขาคว้าแชมป์ถ้วยใบนี้มาแล้วถึง 4 สมัยตลอดอาชีพ โดย 3 สมัยติดต่อกันกับ เซบีย่า ในช่วงปี 2014, 2015 และ 2016 และอีกหนึ่งสมัยกับ บียาร์เรอัล ในปี 2021

หากนับรวมการพา อาร์เซน่อล เข้าชิงในปี 2019 เอเมรี่ คือผู้จัดการทีมที่เข้าชิงรอบสุดท้ายถ้วยยุโรปาลีกบ่อยที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ก็มีเพียงปีเดียวเท่านั้นที่เขาพลาดถ้วยไป (ปีที่อาร์เซน่อลแพ้เชลซีในรอบชิง) ในนัดอื่นๆ เขาแทบไม่เคยพลาด ยิ่งเข้าใกล้นัดชิงเท่าไหร่ ทีมของเอเมรี่ก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้นเท่านั้น

ความสามารถพิเศษของเขาคือการเตรียมเกมและจัดการทีมในเวทียุโรป โดยเฉพาะการแก้เกมหลังจากที่เพลี่ยงพล้ำในนัดแรก แทบทุกฤดูกาลที่เขาคุมทีมในศึกนี้ จะมีจังหวะที่ทีมพลิกสถานการณ์กลับมาได้อย่างน่าทึ่ง และนัดนี้กับฟอเรสต์ก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์

หลังเกมจบ เอเมรี่ ให้สัมภาษณ์ด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ขอบคุณลูกทีมที่ทุ่มเทเต็มที่ตามแผน และยกย่องแฟนบอลวิลล่า พาร์ค ที่ส่งพลังให้ทีมไม่ขาด เขายังย้ำว่ายังเหลืออีกก้าวหนึ่งเท่านั้นที่จะคว้าถ้วยมาครอง และทีมจะเตรียมตัวอย่างเต็มที่เพื่อนัดชิงที่อิสตันบูล

แฟนบอลวิลล่าจะรู้สึกขอบคุณเอเมรี่ที่นำพาทีมจากอันดับกลางตารางลีก กลับสู่ความรุ่งโรจน์ในเวทียุโรปอีกครั้ง ตั้งแต่เขาเข้ามารับงานในปี 2022 เขาค่อยๆ เปลี่ยนทีมให้กลายเป็นยอดทีมที่เล่นได้สนุกตา มีรูปแบบ และมีความเชื่อมั่น และในวัย 31 ปีอย่าง แม็คกินน์ ก็พูดเองว่ามีโอกาสไม่บ่อยที่จะได้ทำงานกับโค้ชระดับโลกแบบเอเมรี่

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ จบฝันที่หวานชื่น

อีกด้านของเหรียญ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทีมที่สร้างเซอร์ไพรส์มากที่สุดของฤดูกาลในพรีเมียร์ลีก จบเส้นทางในยูโรปา ลีก อย่างน่าเสียดายในรอบรองชนะเลิศ ทั้งที่เริ่มนัดรองชิงด้วยข้อได้เปรียบจากการชนะนัดแรกที่บ้าน

นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกส ยืนอยู่ข้างสนามด้วยสีหน้าเศร้าหมองตลอดครึ่งหลัง เขาเปลี่ยนตัวเกือบทุกตำแหน่ง พยายามจะเปลี่ยนรูปเกม แต่ไม่มีอะไรที่หยุด วิลล่า ในคืนนั้นได้ การที่ทีมเสียประตูถึง 4 ลูกในเกมเดียว และเป็นการเสียในช่วงเวลาสำคัญ เป็นเรื่องที่หาคำอธิบายได้ยาก

ปัจจัยหลักที่ทำให้ฟอเรสต์พ่ายแพ้คือ การที่ผู้เล่นแกนหลักหลายคนเล่นไม่ออก คริส วู้ด ฮีโร่จากนัดแรก เกือบไม่ได้สัมผัสบอลในแดนสามส่วนสี่ของวิลล่าเลย ขณะที่ มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เกมรุก ถูกประกบอย่างใกล้ชิดจนแทบไม่มีพื้นที่หายใจ ส่วนแนวรับที่นำโดย มิเลนโควิช และ มูริลโล่ ซึ่งเป็นจุดแข็งตลอดทั้งฤดูกาล กลับเล่นพลาดในจังหวะสำคัญหลายครั้ง รวมถึงการดึง ตอร์เรส ในจังหวะจุดโทษด้วย

แน่นอนว่าฟอเรสต์ยังคงมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม การเข้ารอบรองชนะเลิศยูโรปา ลีก ครั้งแรกในรอบ 30 กว่าปี เป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ และพวกเขายังลุ้นอันดับท็อปไฟว์ในพรีเมียร์ลีกอยู่ แต่หลังเกมจบ ผู้เล่นและทีมงานต่างยืนอยู่กลางสนาม นิ่งเงียบ เหมือนยังทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้

นูโน่ ให้สัมภาษณ์สั้นๆ หลังเกมว่า ลูกทีมทุ่มเทเต็มที่ทั้งฤดูกาล แต่คู่ต่อสู้ในวันนี้ดีกว่ามาก เขายอมรับการพ่ายแพ้และจะเดินหน้าเตรียมทีมสำหรับเกมในลีกที่ยังเหลืออีกหลายนัด เป้าหมายของฟอเรสต์ในตอนนี้คือจบฤดูกาลด้วยอันดับสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับฤดูกาลหน้า ที่หากทำได้ดี อาจได้กลับมาเล่นในเวทียุโรปอีกครั้ง

สำหรับแฟนบอลฟอเรสต์ ความเจ็บปวดในคืนนี้คงต้องใช้เวลาเยียวยา แต่พวกเขาก็ควรภูมิใจกับเส้นทางที่ทีมรักของพวกเขาผ่านมา จากทีมที่เคยตกชั้นและต้องดิ้นรนในแชมเปี้ยนชิป กลายมาเป็นทีมที่เล่นในเวทีระดับยุโรปและแข่งขันได้ในรอบลึกๆ นั่นเป็นความสำเร็จที่หาไม่ได้ง่ายๆ

ก้าวสุดท้ายสู่อิสตันบูล ดวลไฟรบวร์ก

ปลายทางของ แอสตัน วิลล่า ในศึกยูโรปา ลีก ฤดูกาลนี้ คือสนามอตาเติร์ก โอลิมปิก สเตเดียม ในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่นั่นพวกเขาจะได้พบกับ เอสซี ไฟรบวร์ก ทีมจากบุนเดสลีกาเยอรมัน ที่สร้างเซอร์ไพรส์ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้อย่างยอดเยี่ยม

ไฟรบวร์ก เปิดบ้านเอาชนะ บราก้า 3-1 ในนัดสองของรอบรองชนะเลิศ โดย ลูคัส คือเบลอร์ ทำสองประตูสำคัญในการพาเจ้าถิ่นผ่านเข้าชิงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ทีมเหลืองดำจากเขตป่าดำของเยอรมนีอาจไม่ใช่ทีมระดับท็อปของบุนเดสลีกา แต่ภายใต้การคุมทีมของ จูเลียน ชูสเตอร์ พวกเขามีรูปแบบการเล่นที่เหนียวแน่น เพรสซิ่งดี และมีนักเตะดาวรุ่งคุณภาพหลายคน

การที่ไฟรบวร์กสามารถเขี่ยทีมยักษ์ใหญ่ตลอดทาง และเข้าชิงในเวทียุโรปครั้งแรก สะท้อนให้เห็นเสน่ห์ของฟุตบอลถ้วยยุโรปา ลีก ที่เปิดโอกาสให้ทีมขนาดกลางได้แสดงศักยภาพและสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเอง

สำหรับเกมนัดชิง วิลล่า น่าจะถือเป็นทีมเต็งเล็กน้อย เนื่องจากมีประสบการณ์มากกว่า ผู้เล่นมีคุณภาพระดับสูงกว่า และที่สำคัญคือมี เอเมรี่ ซึ่งไม่เคยแพ้นัดชิงยูโรปา ลีกในอาชีพ แต่นัดชิงไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และไฟรบวร์กก็ไม่ได้เข้ามาถึงจุดนี้แบบฟลุก พวกเขาคือคู่แข่งที่ต้องระวังอย่างจริงจัง

แฟนบอลวิลล่าหลายพันคนเริ่มจองตั๋วเครื่องบินไปอิสตันบูลกันแล้วตั้งแต่นกหวีดยาวดังขึ้น ราคาตั๋วที่พุ่งสูงในชั่วข้ามคืน และโรงแรมในตุรกีที่ถูกจองเต็มอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่าครั้งนี้คือเหตุการณ์ที่หลายคนรอคอยมานานเกินกว่าจะปล่อยให้ผ่านไป

44 ปีแห่งการรอคอย และโอกาสคว้าแชมป์ในรอบ 30 ปี

ความสำคัญของชัยชนะครั้งนี้สำหรับ แอสตัน วิลล่า ไม่ได้อยู่แค่การผ่านเข้ารอบชิง แต่อยู่ที่ความหมายทางประวัติศาสตร์ที่ตามมา

นี่คือครั้งแรกในรอบ 44 ปี ที่ แอสตัน วิลล่า เข้าชิงรอบสุดท้ายถ้วยยุโรปอีกครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 1982 ที่พวกเขาคว้าแชมป์ ยูโรเปียน คัพ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในปัจจุบัน) มาครองได้สำเร็จ จากการเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค 1-0 ในนัดชิงที่กรุงรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ นั่นคือยุคทองของสโมสรที่หลายคนยังจดจำได้ และเป็นความทรงจำที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ตั้งแต่วันนั้น วิลล่า เคยมีโอกาสเข้าชิงถ้วยยุโรปอีกแค่ครั้งเดียว คือยูฟ่า อินเตอร์ โตโต คัพ ที่ไม่ใช่รายการระดับเดียวกัน และที่สำคัญคือ พวกเขาไม่ได้คว้าถ้วยใหญ่อะไรเลยมานานถึง 30 ปี นับจากการคว้าแชมป์ลีกคัพในปี 1996 ภายใต้การคุมทีมของ ไบรอัน ลิตเติ้ล

หากวิลล่าสามารถเอาชนะไฟรบวร์กที่อิสตันบูลได้ พวกเขาจะไม่เพียงคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่สอง (สมัยแรกคือยูโรเปียน คัพ ปี 1982) แต่จะปลดล็อคถ้วยใบใหญ่ใบแรกในรอบ 30 ปี และเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสโมสรอย่างยิ่งใหญ่

สำหรับ จอห์น แม็คกินน์ ผู้สวมปลอกแขนกัปตันทีมในคืนนั้น ความหมายยิ่งใหญ่ไปอีกระดับ เขาคือผู้เล่นที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในแชมเปี้ยนชิป เห็นวิลล่าผ่านช่วงเวลาทั้งดีและแย่ และในวันนี้เขาคือผู้นำพาทีมเข้าใกล้แชมป์มากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

โอลลี่ วัตกินส์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษ ก็มีเส้นทางคล้ายกัน เขาเริ่มจาก เบรนท์ฟอร์ด ในแชมเปี้ยนชิป ก่อนย้ายมาอยู่กับวิลล่าและพัฒนาตัวเองจนติดทีมชาติ ส่วน เอมิเลียโน่ บวนเดีย ที่ผ่านช่วงเวลายากลำบากกับการบาดเจ็บไม้กางเขนยาวนาน ก็กลับมาเป็นกุญแจสำคัญในเกมนี้ ทุกคนล้วนมีเรื่องราวที่ทำให้คืนนี้พิเศษ

ในอีกด้าน อูไน เอเมรี่ ก็จะมีโอกาสคว้าแชมป์ยูโรปา ลีกสมัยที่ 5 ในอาชีพ ซึ่งจะเป็นสถิติที่ไม่มีใครเทียบได้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลถ้วยยุโรป และตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในผู้จัดการทีมที่เก่งที่สุดในรายการนี้ตลอดกาล

แฟนบอลวิลล่า พาร์ค ออกจากสนามในคืนวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 ด้วยรอยยิ้มและน้ำตาแห่งความสุข พวกเขาร้องเพลงประจำสโมสรไปตลอดทางจนถึงผับและร้านอาหารใกล้สนาม การเฉลิมฉลองดำเนินไปจนถึงเช้ามืด เพราะนี่คือคืนที่พวกเขารอคอยมานานเหลือเกิน คืนที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าทีมรักของพวกเขามีศักยภาพมากพอจะกลับสู่จุดสูงสุด

ตอนนี้สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ คือก้าวสุดท้ายที่อิสตันบูล ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ทุกสายตาของแฟนบอลทั่วโลกจะจับจ้องไปที่อตาเติร์ก โอลิมปิก สเตเดียม เพื่อดูว่า แอสตัน วิลล่า จะยกถ้วยใบใหญ่ขึ้นเหนือศีรษะอีกครั้งในรอบ 44 ปี และยุติการรอคอยถ้วยใบสำคัญในรอบ 30 ปีหรือไม่

สำหรับชาวสิงห์ผงาดทุกคน คำตอบของคำถามนี้ คงต้องบอกว่า "เราพร้อมแล้ว และเราจะไม่ยอมพลาดอีก"

ลีดส์ เกือบการันตีอยู่รอดพร้อมเพิ่มแรงกดดันทีมหนีตกชั้นอื่น

โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน (Dominic Calvert-Lewin) แทบจะยังฉลองประตูไม่ทันจบ เสียงเชียร์ของแฟนบอล ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ก็ระเบิดขึ้นทั่วสนาม เอลแลนด์ โร้ด (Elland Road) เพื่อย้ำความเชื่อว่า ทีมรักของพวกเขากำลังจะอยู่รอดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ต่อไปอีกหนึ่งฤดูกาล กองหน้าทีมชาติ อังกฤษ (England) รายนี้ ฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของ มาร์ติน ดูบราฟก้า (Martin Dubravka) ยิงประตูที่สามให้กับทีม ในเกมที่เอาชนะ เบิร์นลีย์ (Burnley) ซึ่งตกชั้นไปแล้วได้สำเร็จ ส่งผลให้แฟนบอลเจ้าถิ่นเริ่มร้องเพลง “เราจะอยู่รอด” ดังกึกก้องทั่วสนาม ชัยชนะ 3-1 ในนัดนี้ ทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 14 ของตาราง และแทบจะการันตีได้แล้วว่า พวกเขาจะยังคงโลดแล่นในลีกสูงสุดของ อังกฤษ (England) ต่อไปในฤดูกาลหน้า

หลังจบเกม อีธาน อัมปาดู (Ethan Ampadu) กองหลังของทีม เปิดเผยว่า ทีมกำลังอยู่ใน “ตำแหน่งที่แข็งแกร่ง” ก่อนเข้าสู่ 3 นัดสุดท้ายของฤดูกาล เขากล่าวกับ สกาย สปอร์ตส์ (Sky Sports) ว่า “ก่อนเกมเราพูดกันว่า ยังไม่เคยชนะ เบิร์นลีย์ (Burnley) ได้เลย เราต้องการล้างแค้น และเก็บแต้มให้ถึง 43 คะแนน” “เราคิดว่าเราวางตัวเองไว้ในจุดที่ดีมากแล้ว กับอีก 3 เกมที่เหลือ เราอยากให้แฟนบอลได้มีความสุขในช่วงวันหยุดยาว และหวังว่าจะเก็บผลการแข่งขันดี ๆ ได้อีก” บรรยากาศของแฟนบอล ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) เต็มไปด้วยความสุขในช่วงวันหยุด แต่คำถามสำคัญคือ พวกเขาจะต้องรออีกนานแค่ไหน กว่าจะ “รอดตกชั้นแบบคณิตศาสตร์”

 

ลีดส์ ตามสถานการณ์พร้อมวิเคราะห์ตัวเลขแล้ว ปลอดภัยแล้วหรือยัง

ลีดส์ เบิร์นลีย์ 3-1

แม้สถานการณ์จะดูดีมาก แต่ในทางทฤษฎี ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ยังต้องทำงานต่อเพื่อการันตีการอยู่รอด หลังเอาชนะ เบิร์นลีย์ (Burnley) พวกเขามีคะแนนนำหน้าอันดับ 18 อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) อยู่ 9 คะแนน และมีอันดับเหนือกว่า 4 อันดับ อย่างไรก็ตาม ทีมด้านล่างอย่าง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United), น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) และ สเปอร์ส (Spurs) ต่างมีเกมในมือมากกว่าแต่ถึงอย่างนั้น สเปอร์ส (Spurs) ก็สามารถเก็บแต้มได้สูงสุดเพียง 46 คะแนนเท่านั้น นั่นหมายความว่า หาก ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) เอาชนะ สเปอร์ส (Spurs) ได้ในวันที่ 11 พฤษภาคม พวกเขาจะการันตีการอยู่รอดทันที ข่าวดีอีกอย่างคือ ในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ยังไม่เคยมีทีมใดตกชั้นด้วยคะแนน 43 คะแนนขึ้นไป นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของทีมอันดับ 18 อยู่ที่ 34.5 คะแนน ซึ่งแปลว่า เพียง 35 คะแนนก็เพียงพอสำหรับการอยู่รอดในหลายฤดูกาล และในช่วง 5 ปีหลัง ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 29.6 คะแนนเท่านั้น สจ๊วร์ต ดัลลัส (Stuart Dallas) อดีตกองกลางของทีม กล่าวกับ สกาย สปอร์ตส์ (Sky Sports) ว่า “นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มากของ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United)” “แม้ตอนนี้จะดูเหมือนไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ความกดดันมันมีอยู่เสมอ”

 

การเปลี่ยนเพียงครั้งเดียว กลายเป็นการเปลี่ยนฤดูกาลนี้ไปโดยสิ้นเชิง

 

หาก ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) อยู่รอดได้สำเร็จ แฟนบอลส่วนใหญ่อาจมองไปที่ชัยชนะเหนือทีมหนีตกชั้นอย่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน (Wolves), เบิร์นลีย์ (Burnley) และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) แต่สำหรับผู้จัดการทีม ดาเนียล ฟาร์เคอ (Daniel Farke) จุดเปลี่ยนอาจไม่ใช่เกมเหล่านั้น เขาอาจมองไปที่เกมแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) 2-3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน

ในเกมนั้น ฟิล โฟเด้น (Phil Foden) และ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล (Josko Gvardiol) ยิงให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) นำ 2-0 ตั้งแต่ต้นเกม แต่ ฟาร์เคอ (Daniel Farke) ตัดสินใจเปลี่ยนเกม ด้วยการส่ง โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน (Dominic Calvert-Lewin) และ ยาก้า บิโยล (Jaka Bijol) ลงสนาม พร้อมเปลี่ยนระบบจาก 4-3-3 เป็น 3-5-2 แผนนี้ทำให้ทีมมีผู้เล่นแดนกลางมากขึ้น และช่วยสนับสนุนเกมรุกได้ดีขึ้น แม้สุดท้ายจะโดนประตูชัยช่วงท้ายเกม แต่รูปแบบการเล่นใหม่ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว หลังจากนั้น ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) เก็บ 4 คะแนนจาก 2 เกม กับ เชลซี (Chelsea) และ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เจมี่ เร้ดแนปป์ (Jamie Redknapp) กล่าวว่า “ตอนนั้นเขาอยู่ภายใต้แรงกดดันสูงมาก มีข่าวว่าอาจโดนปลด” “แม้จะแพ้ แต่วันนั้นเขาเปลี่ยนระบบ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของผลงานที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ” ตั้งแต่เดือนธันวาคม ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) แพ้เพียง 4 จาก 19 เกม ซึ่งถือเป็นผลงานอันดับ 9 ของลีก และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ ฟาร์เคอ (Daniel Farke) พาทีมรอดตกชั้นใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) หลังเคยล้มเหลวกับ นอริช ซิตี้ (Norwich City) ชัยชนะของ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ทำให้ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) หล่นไปอยู่อันดับ 15 หลังแพ้ 4 นัดรวด แม้จะยังต้องเจอกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) แต่พวกเขาอาจต้องการเพียงแต้มเดียวเพื่ออยู่รอด แม้ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) จะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีมาก และแทบจะรอดตกชั้นแล้ว แต่ในทางคณิตศาสตร์ พวกเขายังต้องการอีกหนึ่งชัยชนะเพื่อปิดจ็อบอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม จากสถิติที่ผ่านมา และฟอร์มการเล่นในช่วงหลัง ทำให้โอกาสตกชั้นของพวกเขาแทบเป็นศูนย์ ในขณะที่ทีมอื่น ๆ อย่าง สเปอร์ส (Spurs), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) ยังคงต้องลุ้นกันแบบนัดต่อนัด ศึกหนีตกชั้น พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฤดูกาลนี้ จึงยังคงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และแรงกดดันจนถึงวินาทีสุดท้าย

เจ้าป่าเฮ 5-0 ปล่อยให้เรื่องหนีตกชั้น ไปอยู่ที่ ไก่ กับ ค้อน

สถานการณ์หนีตกชั้นใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย และดูเหมือนว่าเส้นทางจะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ เจ้าป่า น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest ) ระเบิดฟอร์มสุดโหด บุกไปถล่ม ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland) ถึง 5-0 ถึงถิ่น สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ แบบเหนือความคาดหมาย และจากชัยชนะนัดนี้ทำให้ทีมของ วิคตอร์ เปยเรร่า ( Vitor Pereira ) ขยับไปมี 39 คะแนน ทิ้งห่างโซนตกชั้นอย่างชัดเจน โดยนำหน้าอันดับ 18 อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ถึง 8 คะแนน และนำ ขุนค้อน เวสต์แฮม ( West Ham United)  6 คะแนน ทำให้สถานการณ์ในการลุ้นหนีตกชั้นในเวลานี้ อาจจะพูดได้ว่า เหลือเพียงแค่สองทีมเท่านั้น นั่นก็คือ สเปอร์ และ เวสต์แฮม เนื่องจากคะแนนเฉลี่ยที่ผ่านมาในการรอดตกชั้นจะอยู่ที่ 40 คะแนน แต่ 39 คะแนนก็พูดได้แล้วว่าเพียงพอในเวลานี้ สำหรับแต้มสำคัญของ ฟอเรสต์ แม้จะมี 39 คะแนน แต่กุนซือ วิคตอร์ เปยเรร่า ( Vitor Pereira ) ยังไม่ประมาท เขากล่าวว่า “มันยังไม่พอ เรายังต้องเก็บแต้มเพิ่ม ต้องชนะอีก และต้องรักษาสภาพจิตใจไว้ให้ได้” แต่เมื่อดูจากสถิติแล้ว อาจไม่ต้องกังวลมากขนาดนั้น ในประวัติศาสตร์ลีก มี 23 ทีมที่มี 39 คะแนน หลังผ่าน 34 นัด ไม่มีทีมไหนตกชั้นเลย  ค่าเฉลี่ยคะแนนของอันดับ 18 อยู่ที่ประมาณ 34.5 คะแนน แปลว่า 35 คะแนนก็เพียงพอสำหรับการรอดตกชั้นแล้ว  ใน 5 ฤดูกาลหลัง ค่าเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 29.6 คะแนน  เรียกได้ว่าเวลานี้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest )   หรือแม้แต่ ลีดส์ ยูไนเต็ด ( Leeds United ) ที่มี 40 คะแนน แทบจะ “รอดแล้ว” ในเชิงสถิติ

แม้ว่าใสทางทฤษฏีแล้ว การลุ้นหนีตกชั้นของ ฟอเรสต์ จะยังไม่จบ แต่ทางปฏิบัติถือว่าโล่ง

เจ้าป่าบุกอัดแมวดำ 5-0

แม้โอกาสจะสูง แต่ในทางทฤษฎี น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest ) ยังไม่ปลอดภัย 100% พวกเขาต้องการอีก 8 คะแนน เพื่อการันตีอยู่รอด ในขณะที่ อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ยังมีโอกาสเก็บได้สูงสุด 46 คะแนน แต่นั่นก็ตั้งอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า ทีมน้องไก่จะต้องชนะหมดทุกนัดที่เหลือเท่านั้น

สำหรับโปรแกรมที่เหลือของแต่ละทีม:

  • น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest ): เชลซี / นิวคาสเซิ่ล / แมนฯ ยูไนเต็ด / บอร์นมัธ

  • ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur): วูล์ฟแฮมป์ตัน/ แอสตัน วิลล่า / ลีดส์ ยูไนเต็ด/เชลซี / เอฟเวอร์ตัน

  • เวสต์แฮม ( West Ham United)  : เอฟเวอร์ตัน / เบรนท์ฟอร์ด / อาร์เซน่อล/ นิวคาสเซิ่ล / ลีดส์ ยูไนเต็ด

เกมเจ้าบุกอัด ซันเดอร์แลนด์ ถูกยกให้เป็นเกมแห่งฤดูกาล

เกมที่ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest )  ชนะ ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland)  5-0 ถูกยกให้เป็น “เกมแห่งฤดูกาล” ภายในเวลาเพียง 6 นาทีในครึ่งแรก พวกเขาจากนำ 1-0 กลายเป็น 4-0 ความเฉียบคมแบบนี้ แทบจะไม่เคยเห็นเลยในช่วงต้นฤดูกาล สำหรับผู้เล่นที่โดดเด่นในเกมนี้ ก็มี คริส วู้ด (Chris Wood) ที่ยิงประตูแรกในรอบหลายเกมของเขา อิกอร์ เชซุส (Igor Jesus) และ เอเลเลียตต์ แอนเดอร์สัน (Elliot Anderson) ที่ถือว่าฟอร์มดีมากในเกมนี้ แต่คนที่เด่นสุดก็คงจะเป็น มอร์แกน กิ๊บ- ไวท์ ( Morgan Gibbs-White) ที่รวมเกมนี้แล้วเขา ยิงปะรตูได้ 7 เกมติดต่อกันไปแล้ว อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษหน้าหล่ออย่าง เจมี่ เรดแน็ปป์ ( Jamie Redknapp ) ถึงกับกล่าวว่า “นี่คือผลการแข่งขันแห่งฤดูกาล” เลยทีเดียว คริส วู้ด (Chris Wood) กล่าวหลังเกมว่า “มันยังไม่จบ แต่เรามาใกล้แล้ว” เขาเน้นว่า ชัยชนะต่อเนื่องช่วยเพิ่มความมั่นใจมหาศาลให้กับทีมได้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest )  ไม่แพ้มา 8 นัดรวมทุกรายการ และกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มดีที่สุดของฤดูกาล ขณะที่ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ( Nottingham Forest )  กำลังจะหนีออกไปได้ สายตาทุกคู่เริ่มจับจ้องไปที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) และ เวสต์แฮม ( West Ham United)  ทั้งสองทีมมีโปรแกรมเตะในวันเดียวกัน เวสต์แฮม ( West Ham United)  เปิดบ้านเจอกับ เอฟเวอร์ตัน (Everton) ของ เดวิด มอยส์ (David Moyes ) อดีตกุนซือของทีม ส่วน สเปอร์ นั้น งานเบากว่ากับการบุกไปเยือนวูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมที่ตกชั้นไปแล้วท้างด้าน กุนซือของ สเปอร์ อย่าง โรแบร์โต้ เด แชร์บี้ (Roberto De Zerbi) กล่าวว่า “ชัยชนะเพียงเกมเดียว สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้” แต่หากเทียบฟอร์มของทั้งสองทีมในเวลานี้ ค่อนข้างต่างกันชัดเจน เวสต์แฮม ( West Ham United)  ของ นู่โน่ ซานโต ( Nuno Espirito Santo) เก็บชัยชนะ 2 จาก 5 นัดล่าสุด  แพ้เพียง 1 นัดเท่านั้น ในขณะที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ไม่ชนะใครเลยตั้งแต่ปีที่แล้ว นี่คือความแตกต่างที่สำคัญมากจนในเวลานี้ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ก็ฟันธงโดย ข้อมูลจาก Opta ระบุว่า โอกาสตกชั้นของ สเปอร์  นั้นอยู่ที่ 61.01% ส่วนโอกาสตกชั้นของ  เวสต์แฮม อยู่ที่ 37.98% ส่วน ลีดส์ และ ฟอเรสต์ ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้มีโอกาสตกชั้นน้อยกว่า 1% เสียอีกนั่นหมายความว่าโควตาตกชั้นสุดท้ายแทบจะแน่นอนว่า จะเป็นหนึ่งในสองทีมนี้ส่วนจะเป็น สเปอร์ หรือ เวสต์แฮม เหลืออีกไม่กี่นัดจะรู้ผลกันแล้ว

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin