การอำลาที่ยิ่งใหญ่ เยี่ยงราชาของ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตำนานหงส์

บางทีคุณค่าที่แท้จริงของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) กับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) อาจต้องใช้เวลาอีกสักพัก จึงจะมองเห็นได้อย่างครบถ้วนว่า เขายิ่งใหญ่กับสโมสรแห่งนี้มากเพียงใด แต่ในวันที่เขาเตรียมกล่าวคำอำลาต่อหน้าแฟนบอลที่ แอนฟิลด์ (Anfield) ทุกคนก็รู้ดีว่า นี่ไม่ใช่แค่การจากไปของนักเตะคนหนึ่ง แต่คือการปิดฉากตำนานบทสำคัญของสโมสร ลิเวอร์พูล (Liverpool) โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นที่ยิงประตูได้มากมายเท่านั้น แต่เขาคือคนที่เข้ามายกระดับมาตรฐานของทีม ทั้งเรื่องความทุ่มเท วินัย การดูแลร่างกาย และความเป็นมืออาชีพ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) อดีตผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล (Liverpool) เคยกล่าวว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับนักฟุตบอลอาชีพ ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ต้องลงทุนกับการฟื้นฟูร่างกายมากเพียงใด และต้องมุ่งมั่นกับอาชีพนี้อย่างจริงจังเพียงใด ย้อนกลับไปในปี 2017 ลิเวอร์พูล (Liverpool) คว้าตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) มาจาก โรมา (Roma) ด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์ ตอนนั้นหลายคนยังตั้งคำถาม เพราะเขาเคยมีช่วงเวลาที่ยากลำบากกับ เชลซี (Chelsea) ใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) มาก่อน แต่ทีมแมวมองของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) รวมถึง เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) มองเห็นบางสิ่งในตัวเขา ถึงอย่างนั้น ก็คงไม่มีใครคาดคิดว่า นักเตะจาก อียิปต์ (Egypt) คนนี้จะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของสโมสร

ซาลาห์ กับสถิติที่ไม่เคยโกหกใครสมคำว่าตำนาน

ซาลาห์ลาหงส์ปิดฉาก 9 ปี

ตลอดเส้นทางกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยิงไปถึง 257 ประตู แซงหน้าตำนานอย่าง เซอร์ เคนนี ดัลกลิช (Sir Kenny Dalglish) , ร็อบบี ฟาวเลอร์ (Robbie Fowler) , ไมเคิล โอเวน (Michael Owen) และ สตีเวน เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) โดยมีเพียง เอียน รัช (Ian Rush) และ โรเจอร์ ฮันท์ (Roger Hunt) เท่านั้นที่ยิงได้มากกว่าเขาในประวัติศาสตร์สโมสร เอียน รัช (Ian Rush) เคยเล่าว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) รู้ดีว่าเขาต้องทำอะไรเพื่อเป็นตำนานของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) และเขาก็ทำได้เกินกว่านั้นด้วยซ้ำ นอกจากจำนวนประตูแล้ว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยังทำแอสซิสต์ได้ถึง 119 ครั้ง ทำให้เขาไม่ใช่เพียงดาวยิง แต่เป็นนักฟุตบอลที่ครบเครื่องอย่างแท้จริง ค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมกับประตูทุก ๆ 94 นาที ตลอดเวลาที่อยู่กับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) คือหลักฐานที่ชัดเจนว่า เขาคือผู้เล่นระดับพิเศษ จากเด็กชายที่เริ่มต้นชีวิตในหมู่บ้าน นากริก (Nagrig) พื้นที่ชนบทของ อียิปต์ (Egypt) โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เดินทางไกลจนกลายเป็น “ราชาอียิปต์” ของ แอนฟิลด์ (Anfield) เขาเคยนั่งบนบัลลังก์ในสนามแห่งนี้ เมื่อครั้งต่อสัญญากับสโมสร แต่ตอนนี้ ถึงเวลาที่ราชาองค์นี้ต้องอำลาบัลลังก์เร็วกว่าที่หลายคนคาดไว้หนึ่งปี ยังไม่มีความชัดเจนว่า ฤดูกาลหน้า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) จะย้ายไปเล่นให้สโมสรใด หรืออยู่ในประเทศไหน แต่เกมกับ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) ที่ แอนฟิลด์ (Anfield) จะเป็นหน้าสุดท้ายของบทสำคัญที่สุดในชีวิตลูกหนังของเขา ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสำเร็จ ความทรงจำ และช่วงเวลาที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล (Liverpool) จะไม่มีวันลืม โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ตระหนักดีถึงสถานะซูเปอร์สตาร์ของตัวเอง ทั้งในโลกฟุตบอลและโลกอาหรับ เขารู้ว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย แต่เขาก็รู้เช่นกันว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องแลกด้วยการทำงานหนักอย่างมหาศาล ไม่มีนักเตะต่างชาติคนใดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่ยิงประตูได้มากกว่าเขา โดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ทำไปถึง 193 ประตูในรายการนี้

เกมเปิดตัวของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) กับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เกิดขึ้นในเกมพบ วัตฟอร์ด (Watford) เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2017 ตอนพักครึ่ง ลิเวอร์พูล (Liverpool) ตามหลังอยู่ 1-2 และ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) พูดกับเขาสั้น ๆ ว่า “ยินดีต้อนรับสู่ พรีเมียร์ลีก (Premier League)” จากนั้น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ก็ยิงประตูในครึ่งหลัง โดยมี ซาดิโอ มาเน (Sadio Mane) และ โรแบร์โต ฟีร์มีโน (Roberto Firmino) ทำประตูด้วย เกมนั้นจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 ที่ วิคาเรจ โร้ด (Vicarage Road) หลังจากนั้น แนวรุกสามประสาน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) , ซาดิโอ มาเน (Sadio Mane) และ โรแบร์โต ฟีร์มีโน (Roberto Firmino) ก็กลายเป็นหนึ่งในชุดเกมรุกที่น่ากลัวที่สุดของโลก ทั้งสามคนมาจาก อียิปต์ (Egypt) , เซเนกัล (Senegal) และ บราซิล (Brazil) แต่สามารถประสานงานกันได้อย่างมหัศจรรย์ พวกเขาพา ลิเวอร์พูล (Liverpool) คว้าแชมป์มากมาย และสร้างฟุตบอลเกมรุกที่แฟนบอลทั่วโลกชื่นชม แม้แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ยังเคยยอมรับว่า แนวรุกชุดนี้อันตรายและน่ากลัวมาก แม้จะมีรายงานว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) กับ ซาดิโอ มาเน (Sadio Mane) ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกันที่สุด แต่การแข่งขันภายในระหว่างทั้งคู่กลับผลักดันให้ต่างฝ่ายต่างพัฒนาขึ้น โรแบร์โต ฟีร์มีโน (Roberto Firmino) เคยเปรียบตัวเองเป็นเหมือน “นักดับเพลิง” ที่คอยช่วยให้สถานการณ์ไม่ร้อนแรงเกินไป สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังความสำเร็จของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ไม่ได้มีเพียงพรสวรรค์ แต่ยังมีแรงผลักดัน ความทะเยอทะยาน และความต้องการเป็นที่สุด โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เป็นผู้นำโดยการกระทำมากกว่าคำพูด เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) กัปตันทีม ลิเวอร์พูล (Liverpool) เคยกล่าวว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ไม่ใช่คนพูดมาก แต่เขาเป็นผู้นำด้วยตัวอย่าง และสิ่งนี้คือสิ่งที่ทุกคนจะคิดถึง มีเรื่องเล่าว่า หลังเกมที่ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ชนะ วัตฟอร์ด (Watford) 5-0 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยังไปถาม เบน ฟอสเตอร์ (Ben Foster) ว่า หากมีจุดโทษ ผู้รักษาประตูจะพุ่งไปทางไหน นี่คือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจทุกจังหวะของเกมมากแค่ไหน ตลอดหลายปี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ไม่เพียงสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง แต่ยังพยายามพัฒนาทัศนคติของตัวเองให้เป็นคนที่คิดบวกมากขึ้น เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจาก แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (Andrew Robertson) แนะนำให้เขาปรับภาษากาย โดยเฉพาะในวันที่สิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นใจ อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ไม่ได้สวยงามทั้งหมด ความสัมพันธ์ของเขากับ อาร์เน สล็อต (Arne Slot) เริ่มมีรอยร้าว หลังจาก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ต้องนั่งสำรองติดต่อกันหลายเกมใน พรีเมียร์ลีก (Premier League)

ซาลาห์ กับฤดูกาลสุด ท้ายที่แสนจะยากลำบาก

ฤดูกาลสุดท้ายของเขากับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับหลายคน อาร์เน สล็อต (Arne Slot) เคยบอกว่านี่คือฤดูกาลที่ยากที่สุดอย่างมาก และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เองก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเสียชีวิตของ ดิโอโก โชตา (Diogo Jota) เพื่อนร่วมทีมในเดือนกรกฎาคม ภาพที่เขาร้องไห้ต่อหน้า เดอะ ค็อป (The Kop) ที่ แอนฟิลด์ (Anfield) เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ในสนามเขาจะทำสิ่งที่เหนือธรรมดาได้ แต่ท้ายที่สุด เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกเหมือนทุกคน ในช่วงพีค โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เคยเข้าใกล้ระดับของ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) และ คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) ในยุคดีที่สุดของพวกเขา ฤดูกาลแรกกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เขามีส่วนร่วมกับประตูรวม 58 ครั้ง เฉลี่ยทุก 71 นาที ส่วนฤดูกาลก่อน เขาทำได้ 57 ครั้ง เฉลี่ยทุก 79 นาที ความสม่ำเสมอและอายุการใช้งานในระดับสูงของเขาน่าทึ่งอย่างยิ่งตัวเลขของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยิ่งใหญ่ แต่ความทรงจำที่เขามอบให้แฟนบอลยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เลือกเกมชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) ปี 2019 กับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ที่ มาดริด (Madrid) เป็นช่วงเวลาที่พิเศษที่สุด เพราะนั่นคือแชมป์แรกที่เขาและ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) คว้าร่วมกันกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ยังมีประตูใส่ เอฟเวอร์ตัน (Everton) ที่คว้ารางวัล ฟีฟ่า ปุสกัส อวอร์ด (FIFA Puskas Award) ในปี 2018 ลูกชิพใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) ลูกยิงสุดแรงใส่ เชลซี (Chelsea) ที่ แอนฟิลด์ (Anfield) และประตูสวนกลับใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ในฤดูกาลที่ ลิเวอร์พูล (Liverpool) คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ครั้งแรก อายเมอริก ลาปอร์ต (Aymeric Laporte) อดีตกองหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ยังยอมรับว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เป็นหนึ่งในนักเตะที่รับมือยากที่สุด เพราะเขาสามารถยิงได้จากสถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีช่องว่าง เขามักเล่นได้ยอดเยี่ยมเสมอเมื่อเจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) และทำให้แนวรับต้องระวังอยู่ตลอดเวลา

ไม่ว่าเขาจะฉลองด้วยการถอดเสื้อ หรือก้มลงสุญูดตามหลักศาสนาอิสลาม ภาพของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) จะอยู่ในความทรงจำของแฟนบอล ลิเวอร์พูล (Liverpool) ตลอดไป สำหรับแฟนบอลรุ่นหนึ่ง เขาคือผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเขาเคยเห็น สตีเวน เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) เคยกล่าวว่า มรดกของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) พูดแทนตัวเองแล้ว ทั้งตัวเลข แชมป์ และมาตรฐานที่เขาช่วยสร้างภายใต้ยุคของ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (Trent Alexander-Arnold) ยังเคยจัดให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) อยู่ในระดับเดียวกับ สตีเวน เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) ในฐานะตำนานอันดับหนึ่งของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) หลังการอำลาของ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) ในฤดูกาล 2023-24 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เคยประกาศว่า ทีมจะสู้เต็มที่เพื่อคว้าแชมป์ให้แฟนบอล และเขากับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ก็ทำได้จริง แม้ฤดูกาลสุดท้ายของเขาจะไม่ร้อนแรงเท่าเดิม การทำได้ 13 ประตู และ 10 แอสซิสต์ อาจดูยอดเยี่ยมสำหรับนักเตะหลายคน แต่เมื่อเทียบกับมาตรฐานของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) มันกลับเป็นเพียงตัวเลขธรรมดา ถึงอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถลดทอนสถานะตำนานของเขาได้เลย เกือบเก้าปีผ่านไปนับจากวันที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เดินทางมาถึง ลิเวอร์พูล (Liverpool) ทุกสิ่งที่งดงามย่อมมีวันสิ้นสุด เส้นทางที่เริ่มจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ใน อียิปต์ (Egypt) ได้มาถึงช่วงเวลาสำคัญที่สุดที่ เมอร์ซีย์ไซด์ (Merseyside) และก่อนที่บทใหม่ในชีวิตจะเริ่มขึ้น เขาจะได้รับการสดุดีจาก เดอะ ค็อป (The Kop) อย่างสมเกียรติ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เคยกล่าวไว้ว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) รู้ดีว่า ลิเวอร์พูล (Liverpool) คือสโมสรที่สมบูรณ์แบบสำหรับเขา และเขาก็เป็นนักเตะที่สมบูรณ์แบบสำหรับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เช่นกัน เขาคือนักเตะที่ใช่ สำหรับสโมสรที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ และผลกระทบที่เขาทิ้งไว้ จะไม่ถูกลืมง่าย ๆ สุดท้าย คำพูดของ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) อาจสรุปทุกอย่างได้ดีที่สุดว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าผู้คนคิดอย่างไรตอนที่คุณเข้ามา แต่สำคัญกว่ามากว่า ผู้คนคิดอย่างไรตอนที่คุณจากไป และสำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) คำตอบนั้นชัดเจนที่สุดแล้ว เขาจากไปในฐานะราชา ตำนาน และหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ตลอดกาล

 

โม ซาลาห์ ยังหวังค้าแข้งยุโรปต่อไป เลี่ยงการไปซาอุดิฯ โปรลีก

อนาคตของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก หลังมีรายงานว่าแนวรุกทีมชาติ อียิปต์ (Egypt) เตรียมอำลา ลิเวอร์พูล (Liverpool) ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากใช้เวลาค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ (Anfield) มาอย่างยาวนานถึง 9 ปี ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ถือเป็นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญที่สุดของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เขาเป็นทั้งตัวจบสกอร์หลัก ผู้นำในเกมรุก และเป็นสัญลักษณ์ของยุคแห่งความสำเร็จของสโมสร อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลสุดท้ายของเขากับทีมกลับไม่ได้จบลงอย่างสวยงามนัก หลังเจ้าตัวต้องเจอกับฟอร์มการเล่นที่ต่ำกว่ามาตรฐาน รวมถึงสถานการณ์ที่ถูกดร็อปจากทีม และมีการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับแนวทางการเล่นของสโมสรภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน สล็อต (Arne Slot) การเตรียมอำลาของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ทำให้เกิดกระแสข่าวจำนวนมากว่า จุดหมายปลายทางต่อไปของเขาจะเป็นที่ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากมีข่าวเชื่อมโยงกับ ซาอุดี โปร ลีก (Saudi Pro League) มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลีกดังจาก ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) เคยพยายามดึงตัวเขาไปร่วมทีมด้วยข้อเสนอมหาศาล และ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เองก็เคยปฏิเสธข้อเสนอระดับใหญ่สำหรับดาวยิงรายนี้มาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยังไม่มีความต้องการย้ายไปเล่นใน ซาอุดี โปร ลีก (Saudi Pro League) ในเวลานี้ แม้ข้อเสนอด้านการเงินจากตะวันออกกลางอาจมีมูลค่าสูงมากก็ตาม เหตุผลสำคัญคือเจ้าตัวยังมีความทะเยอทะยานในระดับสูง และต้องการค้าแข้งในฟุตบอล ยุโรป (Europe) ต่อไป เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองยังสามารถเล่นในระดับสูงได้

ซาลาห์ ยังคงเป็นที่ต้องการจากหลากหลายทีมในยุโรปโดยเฉพาะลีก ตุรกี

ซาลาห์ไม่ไปซาอุฯ

ตามรายงานจากสื่ออย่าง Caught Offside ระบุว่า เฟเนร์บาห์เช (Fenerbahce) สโมสรยักษ์ใหญ่จาก ตุรกี (Turkey) อาจกลายเป็นทางเลือกสำคัญของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ในตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้ โดยมีการอ้างว่า ตัวแทนของนักเตะได้รับข้อเสนอแบบไม่เป็นทางการจาก เฟเนร์บาห์เช (Fenerbahce) แล้ว หลังจากมีการพูดคุยเบื้องต้นระหว่างทั้งสองฝ่าย แหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อให้ข้อมูลว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยังคงมีความมุ่งมั่นสูงมาก และในตอนนี้ยังไม่เห็นแนวโน้มว่าเขาจะเลือกย้ายไปยังลีกซาอุฯ แต่อย่างใด ข่าวที่มีเข้ามาคือการเจรจากับ เฟเนร์บาห์เช (Fenerbahce) ทีมดังจากลีกตุรกี ดูเหมือนว่าทิศทางจะเป็นไปในทางบวกและหากว่าทุกอย่างได้ข้อสรุปที่ดี เราอาจจะยังเห็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เล่นฟุตบอลระดับสูงอยู่ในยุโรปต่อไปได้ โดยเฉพาะในรายการ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) หรือฟุตบอลสโมสรยุโรปรายการอื่นๆ  นั่นอาจจะทำให้ตัวของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ไล่ทำลายสถิติส่วนตัวได้เพิ่มกันไปอีก ปัจจุบัน ซาลาห์ ยิงไปแล้ว 54 ประตู ในรายการ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) และฟุตบอลถ้วยยุโรป ทำให้เขาอยู่ในอันดับที่ 11 ของทำเนียบดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของรายการนี้ หากเขายังได้เล่นในฟุตบอลยุโรปต่อไป เขาจะมีโอกาสไล่ล่าสถิติของ โธมัส มุลเลอร์ (Thomas Muller) ที่ทำไว้ 57 ประตู อันเดรย์ เชฟเชนโก (Andriy Shevchenko) ที่ทำไว้ 59 ประตู และ รุด ฟาน นิสเตลรอย (Ruud van Nistelrooy) ที่ทำไว้ 60 ประตู นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การย้ายไป เฟเนร์บาห์เช (Fenerbahce) อาจน่าสนใจสำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) มากกว่าการเลือกเส้นทางใน ซาอุดี โปร ลีก (Saudi Pro League) เพราะถึงแม้ลีก ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) จะสามารถมอบค่าตอบแทนระดับมหาศาลให้กับเขาได้ แต่การอยู่ใน ยุโรป (Europe) จะทำให้เขายังมีพื้นที่ในการสร้างชื่อทางประวัติศาสตร์ และรักษาภาพลักษณ์ของนักเตะระดับโลกต่อไป สำหรับ เฟเนร์บาห์เช (Fenerbahce) สโมสรดังจาก ตุรกี (Turkey) กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นกัน หลังจาก โดเมนิโก เตเดสโก (Domenico Tedesco) ถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนก่อน โดยปัจจุบันทีมอยู่ภายใต้การคุมทีมชั่วคราวของ เซกี มูรัต โกเล (Zeki Murat Gole)

ก่อนหน้านี้ โดเมนิโก เตเดสโก (Domenico Tedesco) เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งต่อจาก โชเซ มูรินโญ (Jose Mourinho) เมื่อเดือนกันยายน หลังจาก โชเซ มูรินโญ (Jose Mourinho) ย้ายกลับไปคุม เบนฟิกา (Benfica) แต่แม้ เฟเนร์บาห์เช (Fenerbahce) จะมีช่วงฟอร์มยอดเยี่ยมต่อเนื่อง เขาก็ยังไม่สามารถพาทีมลดช่องว่างกับคู่ปรับสำคัญอย่าง กาลาตาซาราย (Galatasaray) ได้สำเร็จ การดึง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เข้ามาร่วมทีม จึงอาจเป็นดีลใหญ่ที่ช่วยยกระดับ เฟเนร์บาห์เช (Fenerbahce) ทั้งในแง่คุณภาพเกมรุก ชื่อเสียงทางการตลาด และความหวังในการกลับมาแข่งขันกับ กาลาตาซาราย (Galatasaray) อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะนักเตะอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ไม่ได้มีดีแค่ประสบการณ์ แต่ยังมีความสามารถในการเปลี่ยนเกม และสร้างความแตกต่างในจังหวะสำคัญ

ซาลาห์ เตรียมอำลา ลิเวอร์พูล อย่างยิ่งใหญ่ในเกมสุดท้ายศึกพรีเมียร์ลีก

สำหรับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) การอำลาของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคสำคัญ เขาอยู่กับทีมมายาวนาน และมีส่วนร่วมกับความสำเร็จมากมาย ทั้งใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) และรายการอื่น ๆ แม้ช่วงท้ายจะมีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับบทบาทในทีม และแนวทางการเล่นภายใต้ อาร์เน สล็อต (Arne Slot) แต่ผลงานโดยรวมของเขายังคงเป็นสิ่งที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล (Liverpool) จดจำได้อย่างแน่นอน ตอนนี้คำถามสำคัญคือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) จะเลือกเส้นทางใด ระหว่างการรับข้อเสนอมหาศาลจาก ซาอุดี โปร ลีก (Saudi Pro League) หรือการอยู่ต่อในฟุตบอล ยุโรป (Europe) เพื่อไล่ล่าความสำเร็จและสถิติส่วนตัวต่อไป หากรายงานเรื่องความสนใจจาก เฟเนร์บาห์เช (Fenerbahce) เป็นความจริง นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เขายังได้ลงเล่นในเวทีใหญ่ พร้อมเริ่มต้นบทใหม่ของอาชีพในลีก ตุรกี (Turkey) ท้ายที่สุด อนาคตของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เขายังไม่ต้องการปิดฉากเส้นทางในฟุตบอลระดับสูงง่าย ๆ การเลือกอยู่ใน ยุโรป (Europe) อาจเป็นสัญญาณว่าเขายังเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง และยังต้องการพิสูจน์ว่า แม้จะอำลา แอนฟิลด์ (Anfield) แล้ว แต่ชื่อของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยังสามารถเปล่งประกายในวงการฟุตบอลยุโรปได้ต่อไปอีกหลายปี

ซาลาห์ รูนีย์ และการอำลาที่ไม่สวยงาม

ในวงการฟุตบอล การอำลาของนักเตะตำนานมักจะถูกจดจำในสองแบบ แบบแรกคือการอำลาที่สวยงาม เต็มไปด้วยน้ำตาและความรัก แฟนบอลโห่ร้องสรรเสริญ และนักเตะก้าวออกจากสนามด้วยศักดิ์ศรีที่สมบูรณ์แบบ แบบที่สองคือการอำลาที่ขมขื่น ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัดและอยากให้ทุกอย่างจบลงเร็วๆ

และน่าเสียดายที่การอำลาของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จากลิเวอร์พูลในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของฤดูกาลนี้กำลังเดินไปในทิศทางที่สอง

โพสต์ที่จุดประกายทุกอย่าง

ข้อความที่ซาลาห์โพสต์หลังความพ่ายแพ้ที่วิลล่า พาร์คไม่ได้ระบุชื่อใคร ไม่ได้กล่าวหาอะไรอย่างตรงๆ แต่ทุกคนที่อ่านก็เข้าใจทันทีว่ามันกำลังพูดถึงอะไร

ซาลาห์เขียนว่าลิเวอร์พูลต้องกลับมาเป็น "ทีมรุกแบบเฮฟวี่ เมทัล ที่คู่แข่งเกรงกลัว" และเสริมว่า "นั่นคือฟุตบอลที่ผมรู้จักและนั่นคืออัตลักษณ์ที่ต้องถูกกู้คืนและรักษาไว้ตลอดไป มันไม่ใช่สิ่งที่ต่อรองได้ และทุกคนที่เข้ามาร่วมทีมนี้ควรปรับตัวเข้ากับมัน"

รูนีย์ยิงตรงและไม่มีสะดุด

Selfish Salah should be dropped from Anfield finale - Rooney

เวย์น รูนีย์ ไม่ใช่นักวิเคราะห์ที่จะเลือกพูดอ้อมค้อมเมื่อมีสิ่งที่เขาคิดว่าต้องพูดตรงๆ และในรายการของเขา เขาก็ทำในแบบที่เขาทำเสมอ

"ผมรู้สึกเศร้าในตอนท้ายของสิ่งที่เขาทำและสิ่งที่เขาประสบความสำเร็จที่ลิเวอร์พูล มันไม่ใช่จุดที่เขาควรออกมาและจ้องโจมตีสล็อตอีกครั้ง" รูนีย์กล่าว

แต่รูนีย์ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขายังพูดถึงเรื่องที่หลายคนไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ นั่นคือเรื่องของร่างกายและสมรรถภาพของซาลาห์ในวัย 33 ปี "เขาต้องการเล่นฟุตบอลแบบเฮฟวี่ เมทัล ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือเขาต้องการฟุตบอลแบบเยอร์เก้น คล็อป ตอนนี้ผมไม่คิดว่าโม ซาลาห์จะรับมือกับฟุตบอลแบบนั้นได้อีกแล้ว ผมคิดว่าขาของเขาไม่สามารถรองรับเทมโปและความเข้มข้นสูงแบบนั้นได้อีกต่อไป"

เฟอร์กูสัน รูนีย์ และบทเรียนจากอดีต

สิ่งที่ทำให้คำพูดของรูนีย์มีน้ำหนักพิเศษในครั้งนี้คือเขาไม่ได้พูดจากทฤษฎี แต่พูดจากประสบการณ์จริงของตัวเอง

รูนีย์เล่าว่าเขาเคยอยู่ในสถานการณ์คล้ายกันนี้เมื่อครั้งที่ยังเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายใต้การนำของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขามีความขัดแย้งและทะเลาะกับผู้จัดการทีม และผลที่ตามมาคือเฟอร์กูสันไม่เรียกเขาติดทีมสำหรับเกมสุดท้ายที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

การกลับมาที่แฟนๆ เดอะค็อป รอคอย กับประตูอันเฉียบขาดของ อิซัค

เสียงเชียร์ในสนาม แอนฟิลด์ (Anfield)  ดังสนั่นในเกมการแข่งขันอันดุเดือดระหว่าง ลิเวอร์พูล (Liverpool) พบกับ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace)โดยเป็นแฟนบอลในฝั่งเดอะ ค็อป ลุกขึ้นเฮอย่างสุดเสียง หลังจากดาวยิงหมายเลข 9 ของ หงส์แดงถูกเพื่อนร่วมทีมรุมแสดงความยินดีหลังเจ้าตัวทำประตูสำคัญให้ทีมขึ้นนำได้สำเร็จ ช่วงเวลานั้นกลายเป็นวินาทีสำคัญของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) ที่ต้องรอคอยนานถึง 236 วัน นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม เพื่อยิงประตูแรกในบ้านในศึก Premier League ให้กับสโมสรได้สำเร็จ ประตูดังกล่าวไม่เพียงเป็นการปลดล็อกความกดดัน แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของชัยชนะ 3-1 เหนือ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace) ที่เต็มไปด้วยความยากลำบากตลอดทั้งเกม เรื่องราวดราม่า มากมายที่เกิดขึ้นในเกมนี้

ประตูปลดล็อกเพื่อเพิ่มความมั่นใจ และชัยชนะที่สำคัญ ก่อนเกมแดงเดือดในสัปดาห์ต่อไป

ประตูของอิซัค ยิง พาเลซ

จังหวะทำประตูของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค  (Alexander Isak) เกิดจากการยิงกระแทกพื้น บอลเด้งลอยข้ามหัวผู้รักษาประตู ดีน เฮนเดอร์สัน (Dean Henderson) ก่อนจะเข้าไปซุกก้นตาข่ายอย่างเหนือชั้น นี่เป็นประตูแรกของเขาในปี 2026 และยังเป็นครั้งแรกที่ ลิเวอร์พูล (Liverpool) สามารถคว้าชัยชนะในเกมลีกที่เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงได้ แมตช์นี้จึงถือเป็น “วันแห่งการเริ่มต้นใหม่” ของกองหน้าชาว สวีเดนรายนี้ ที่เคยมีค่าตัวสูงถึง 125 ล้านปอนด์ และถือเป็นสถิติการย้ายทีมสูงสุดของอังกฤษ แน่นอนว่าประตูสำคัญนี้นอกจากจะช่วยให้พลพรรค หงส์แดง เดินหน้าพุ่งชนชัยชนะเป็นสามเกมติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกแล้ว ยังถือเป็นการสร้างความมั่นใจก่อนที่จะบุกยังถิ่น โอลด์ ทราฟฟอร์ด ของ อริตลอดกาล อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) เพื่อทำศึกแดงเดือดกันในสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นเกมสำคัญแห่งฤดูกาลของทั้งสองทีม เพราะมันอาจจะวัดกันได้เลยว่าอันดับของทีมใดจะจบได้สูงกว่ากัน ในเวลานี้ ถือว่าตำแหน่งในการรักษาพื้นที่ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าของ ทั้ง ลิเวอร์พูล (Liverpool) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) น่าไม่ถือว่าต้องลุ้นหนักมากแล้ว ยิ่งทีมจากอังกฤษได้โควตามากถึง 5 ทีมด้วยแล้ว ก็ทำให้ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ ประกอบกับ หากว่า แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ดันทะลึ่งไปจบ อันดับ 5 ซึ่งเป็นอันดับล่าสุดตอนนี้ แล้วดันไปคว้าแชมป์ ยูโรป้าลีกได้สำเร็จ มันก็จะยิ่งทำให้ ทีมจากอังกฤษจะมีโควตาหลุดไปถึง อันดับที่ 6 เลยทีเดียว

อาร์เน่อ สล็อต ชี้ฤดูกาลนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย รวมถึงปัญหาบาดเจ็บ ของ อิซัค

หลังจบเกม กุนซือ อาร์เน่อ สล็อต (Arne Slot) กล่าวถึงช่วงเวลานี้ว่าเป็นสิ่งที่แทบไม่มีใครคาดคิด เขาตั้งคำถามว่า ใครจะคิดว่าเมื่อ 8-9 เดือนก่อน จนถึงปลายเดือนเมษายน อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) จะเพิ่งยิงประตูแรกในลีกที่ แอนฟิลด์สล็อตยังอธิบายว่า ฤดูกาลนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค โดยเฉพาะอาการบาดเจ็บที่ส่งผลกระทบต่อฟอร์มของนักเตะ อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า สโมสรเชื่อมั่นในศักยภาพของอิซัคตั้งแต่วันแรกที่เซ็นสัญญา ย้อนกลับไปในฤดูกาลก่อน อเล็กซานเดอร์ อิซัค  (Alexander Isak) ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ( Newcastle United) ต้นสังกัดเก่า โดยยิงได้ถึง 27 ประตู และช่วยให้ทีมของ เอ็ดดี้ ฮาวว์ (Eddie Howe) คว้าตั๋วไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ( UEFA Champions League) รวมถึงการคว้าแชมป์ คาราบาวคัพ กับสาลิกาดง ผลงานดังกล่าวทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ร้อนแรงที่สุดในยุโรป และเป็นเหตุผลที่ ลิเวอร์พูล (Liverpool)  ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อคว้าตัวมาร่วมทีม อิซัค เคยกล่าวหลังย้ายทีมว่า เขาต้องการสร้างประวัติศาสตร์ และคว้าแชมป์กับสโมสรแห่งนี้ แต่ความจริงกลับไม่เป็นไปตามฝันที่ตัวเขานั้นวาดเอาไว้ซักเท่าไหร่ ในเดือนธันวาคม อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) ได้รับบาดเจ็บข้อเท้าอย่างรุนแรง และมีกระดูกน่องร้าว ซึ่งส่งผลให้เขาต้องพักยาว

ก่อนหน้านั้น เขายังต้องเผชิญกับการแข่งขันแย่งตำแหน่งตัวจริงกับ ฮูโก้ เอกิติเก้ (Hugo Ekitike) ซึ่งแฟนบอลบางส่วนมองว่าเหมาะสมกับระบบทีมมากกว่า ผ่านไป 4 เดือน เขายังไม่สามารถกลับมาอยู่ในฟอร์มเดิมได้ และยังไม่เคยลงเล่นครบ 90 นาทีในสีเสื้อของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ในเกมกับ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace) เขาสัมผัสบอลเพียง 18 ครั้ง และมีโอกาสยิงเพียงครั้งเดียว ซึ่งกลายเป็นประตู ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 79 โดย ไรอัน กราเฟนแบร์ก (Ryan Gravenberch) ลงมาเล่นแทนที่เขา อย่างไรก็ตามมันก็แสดงให้ได้เห็นแล้วว่า ความเฉียบคมจากโอกาสเพียงครั้งเดียวของเขา มันก็สามารถทำให้เป็นผลต่าง ของประตูได้เลย อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษ มาร์ติน คีโอว์น (Martin Keown) ให้ความเห็นว่า ประตูนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนักเตะรายนี้ เขาระบุว่า การได้ฉลองกับแฟนบอลในบ้านคือสิ่งสำคัญ และอิซัคเริ่มแสดงให้เห็นศักยภาพบางส่วนที่แฟนบอลคาดหวัง นอกจากนี้ หาก ลิเวอร์พูล (Liverpool)    สามารถทำให้เขากลับมาฟิตเต็มที่ เขาจะกลายเป็นผู้เล่นที่อันตรายอย่างยิ่งอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เตรียมย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์ และ ฮูโก้ เอกิติเก้ (Hugo Ekitike) อาจพลาดการลงสนามตลอดปี แฟนบอลชาวสวีเดน อย่าง แมทเธียส แอสรอม (Mattias Astrom) กล่าวว่า อิซัคยังต้องการความมั่นใจ และการทำประตูคือสิ่งสำคัญที่สุด เขาเชื่อว่า ฤดูกาลหน้าจะเป็นโอกาสใหม่สำหรับนักเตะรายนี้ในการเริ่มต้นอีกครั้ง ขณะที่ เฟรด แอนเดอร์สัน (Fredde Andersson) มองว่า การบาดเจ็บของ ฮูโก้ เอกิติเก้ (Hugo Ekitike) อาจเปิดโอกาสให้ อิซัค ได้ลงสนามมากขึ้น ด้วยประตูแรกในบ้านของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) อาจดูเป็นเพียงเหตุการณ์เล็กๆ ในฤดูกาลที่ยากลำบาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันอาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญสำหรับทั้งตัวนักเตะและ ลิเวอร์พูล (Liverpool) หากเขาสามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ และหลุดพ้นจากปัญหาอาการบาดเจ็บ อิซัคอาจกลายเป็นกำลังหลักของทีมในอนาคต คำถามสำคัญคือ ประตูนี้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ คำตอบนั้นอาจถูกเปิดเผยในฤดูกาลหน้า เมื่อทุกอย่างเริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่ แอนฟิลด์

อาร์เน่ สล็อต เหตุผลไม่ส่ง ซาลาห์ ลงกู้วิกฤต ลิเวอร์พูลพ่าย

คืนวันพุธที่ผ่านมา สนามปาร์ก เด แปร็องส์ กลายเป็นสถานที่แห่งความเจ็บปวดสำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลก เมื่อ "หงส์แดง" จากเมืองท่าเมอร์ซีย์ไซด์ต้องก้มหน้ารับความพ่ายแพ้อย่างน่าผิดหวังต่อ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ด้วยสกอร์ 0-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดแรก ผลแพ้ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ลิเวอร์พูลต้องแบกรับภาระหนักในนัดที่สองที่แอนฟิลด์ แต่ยังจุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่แฟนบอลและสื่อมวลชน

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดและถูกพูดถึงมากที่สุดหลังเกมจบลง ไม่ใช่เรื่องของเป้าหมายที่เสียไป ไม่ใช่เรื่องของแทคทิกที่ผิดพลาด แต่เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนม้านั่งสำรองตลอด 90 นาที โดยไม่ได้รับโอกาสแม้แต่นาทีเดียวในการพลิกสถานการณ์ ชายผู้นั้นคือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าชาวอียิปต์ที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่อันตรายที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน

การตัดสินใจของ อาร์เน่ สล็อต กุนซือชาวดัตช์ที่เลือกส่งนักเตะคนอื่นๆ ลงสนามแทนในช่วงที่ทีมกำลังตามหลัง 2 ประตู กลายเป็นประเด็นถกเถียงที่ไม่มีวันจบสิ้นในชั่วข้ามคืน โซเชียลมีเดียเดือดระอุ เว็บบอร์ดแฟนบอลคึกคัก และทุกคนต่างมีคำถามเดียวกันในใจว่า ทำไม? ทำไมถึงไม่ส่ง "บังโม" ลงไปในเกมที่สำคัญที่สุดเกมหนึ่งของฤดูกาล?

เปิดม่านการแถลงของสล็อต

The curtain rises on the slots announcement

ในห้องแถลงข่าวหลังเกม บรรยากาศตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในยุคของ อาร์เน่ สล็อต นักข่าวต่างรุมถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้คำตอบ และกุนซือชาวดัตช์ก็ไม่ได้หลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงคำถามนั้น เขายืนหยัดอธิบายด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง แม้ว่าใจความของคำอธิบายนั้นจะทำให้แฟนบอลจำนวนมากยิ่งงุนงงมากกว่าเดิมก็ตาม

สล็อตเริ่มต้นด้วยการชี้แจงถึงสภาพของเกมในช่วง 20-25 นาทีสุดท้าย ว่าลิเวอร์พูลแทบไม่ได้มีลูกโจมตีที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย ทีมอยู่ในสภาวะที่ถูกกดดันอย่างหนัก กำลังพยายามป้องกันไม่ให้เสียประตูเพิ่มมากกว่าจะคิดถึงการกลับมาเอาคืน ภายใต้เงื่อนไขแบบนั้น การส่ง ซาลาห์ ลงสนามในฐานะนักเตะโจมตีจึงไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก เพราะเขาจะถูกบังคับให้ช่วยทีมในงานรับมากกว่างานรุก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่จุดแข็งของเขาและเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยไม่จำเป็น

คำอธิบายนี้ฟังดูมีเหตุมีผลในเชิงทฤษฎี แต่สำหรับแฟนบอลที่กำลังนั่งดูทีมตามหลัง 2 ประตูในเกมสำคัญที่สุดของรอบก่อนรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก ตรรกะดังกล่าวกลับรู้สึกเหมือนการยอมแพ้ล่วงหน้ามากกว่าการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

ตรรกะของโค้ชที่แฟนบอลต้องทำความเข้าใจ

เพื่อให้เข้าใจการตัดสินใจของ สล็อต ได้อย่างถ่องแท้ ต้องย้อนกลับไปดูว่าสถานการณ์ในเกมนั้นเป็นอย่างไรจริงๆ ในช่วง 20-25 นาทีสุดท้ายของเกม ลิเวอร์พูลแทบไม่ได้ออกบอลจากแดนตัวเองได้เลย PSG กดดันอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสยิงประตูได้หลายครั้ง และ "หงส์แดง" ก็ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีเพื่อป้องกันประตูไม่ให้เสียเพิ่ม

ในสถานการณ์แบบนี้ การส่งกองหน้าลงสนามโดยไม่มีบอลที่จะส่งให้เขานั้น ก็คงไม่ต่างอะไรจากการส่งคนไปยืนงงๆ กลางสนาม สล็อตอธิบายว่าการให้ ซาลาห์ ลงไปวิ่งรับในกรอบเขตโทษของทีมตัวเองนานถึง 20-25 นาที โดยที่แทบไม่มีโอกาสได้จัดการกับบอลในพื้นที่อันตรายเลย ถือเป็นการเสียพลังงานของนักเตะไปโดยไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า

แต่ที่สำคัญกว่านั้น สล็อตมองไปข้างหน้า ลิเวอร์พูลยังมีเกมสำคัญรออยู่อีกมากมายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทั้งในพรีเมียร์ลีก เอฟเอ คัพ และที่สำคัญที่สุดคือนัดที่สองกับ PSG ที่แอนฟิลด์ ซึ่งลิเวอร์พูลต้องชนะด้วยสกอร์ห่างกันอย่างน้อย 3 ประตูเพื่อผ่านเข้ารอบต่อไป ในเกมนั้น ซาลาห์ จำเป็นต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมสมบูรณ์ที่สุด ร่างกายสดชื่น จิตใจแจ่มใส และพลังงานเต็มเปี่ยม

บทเรียนจากฤดูกาลที่แล้วที่สล็อตไม่ลืม

ระหว่างการแถลงข่าว สล็อตหยิบยกเหตุการณ์จากฤดูกาลที่แล้วมาเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เขาเล่าว่าในเกมหนึ่งของฤดูกาลก่อน เขาได้ถอด ซาลาห์ ออกจากสนามก่อนที่เกมจะจบ และปรากฏว่าในอีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ก็ยิงประตูชัยให้กับทีม ซึ่งสล็อตยอมรับว่าตอนนั้นก็รู้สึกเหมือนกันว่าตัวเองอาจตัดสินใจผิด แต่ในเกมกับ PSG ครั้งนี้ สถานการณ์แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทีมอยู่ในโหมดรับอย่างแท้จริง และโอกาสที่จะยิงประตูได้นั้นแทบจะเป็นศูนย์

การหยิบยกตัวอย่างนี้มาพูดแสดงให้เห็นว่าสล็อตไม่ได้ตัดสินใจอย่างไม่ใยดี เขารู้ดีว่าการตัดสินใจของโค้ชบางครั้งก็พิสูจน์ว่าผิด และเขาก็เปิดใจยอมรับสิ่งนั้น แต่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงวันนั้น เขาเชื่อมั่นว่าการให้ ซาลาห์ นั่งสำรองเพื่อรักษาพลังงานไว้เป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ใครที่ได้ลงสนามแทน

ในช่วงที่ลิเวอร์พูลกำลังตามหลัง 2 ประตู สล็อตเลือกส่งนักเตะหลายคนลงสนาม ประกอบด้วย อเล็กซานเดอร์ อีซัค กองหน้าคุณภาพสูงที่เพิ่งผ่านการปรับตัวเข้ากับทีม, โกดี้ คักโป ปีกชาวดัตช์ที่มีความเร็วและทักษะส่วนตัวที่ยอดเยี่ยม, เคอร์ติส โจนส์ กองกลางที่เป็นลูกหม้อของสโมสร, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กองหลังซ้ายมือดีที่กลับมาฟิตอีกครั้ง และ เทรย์ ไนโอนี่ นักเตะหนุ่มที่กำลังพยายามพิสูจน์ตัวเอง

การที่สล็อตเลือกนักเตะเหล่านี้แทน ซาลาห์ ทำให้เกิดคำถามว่าเขามองว่าการส่งผู้เล่นเหล่านี้ลงสนามจะช่วยแก้เกมได้จริงๆ หรือนี่เป็นเพียงการให้ประสบการณ์กับนักเตะสำรอง ขณะที่ยังคงปกป้อง ซาลาห์ ให้พร้อมสำหรับเกมต่อไป คำตอบที่แท้จริงอาจอยู่ที่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนี้ แต่สิ่งที่แน่ชัดคือสล็อตวางแผนการใช้นักเตะแบบระยะยาว ไม่ใช่แค่มุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์ของเกมเดียว

ซาลาห์ กับสถานะในทีมที่ยังไม่แน่นอน

หนึ่งในประเด็นที่ซับซ้อนกว่านั้นคือสถานะของ ซาลาห์ ในทีมลิเวอร์พูล ณ ปัจจุบัน แม้ว่าเขาจะยังคงเป็นนักเตะที่มีความสามารถสูงมาก แต่มีกระแสข่าวมาตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ซาลาห์ กับสโมสรและโค้ชนั้นไม่ได้ราบรื่นเหมือนเดิม สัญญาของเขาใกล้หมดลงและยังไม่มีการต่อสัญญาใหม่ที่ชัดเจน

ในบริบทแบบนี้ การที่ สล็อต ดร็อป ซาลาห์ ลงเป็นตัวสำรองและไม่ส่งลงสนามเลย ย่อมจะถูกตีความได้หลายแบบ บางคนมองว่านี่เป็นการส่งสัญญาณถึงนักเตะชาวอียิปต์เกี่ยวกับสถานะของเขาในสายตาของโค้ช บางคนมองว่าเป็นการจัดการนักเตะแบบมืออาชีพล้วนๆ ที่ไม่ได้มีนัยแอบแฝงใดๆ

อย่างไรก็ตาม สล็อตยืนยันอย่างชัดเจนว่า ซาลาห์ ยังคงมีคุณภาพสูงมากและยังเป็นส่วนสำคัญของแผนการเล่นของทีม การไม่ส่งเขาลงสนามในเกมนี้ไม่ได้มีความหมายอื่นใดนอกจากการพิจารณาจากสภาพของเกมในช่วงเวลานั้นๆ เท่านั้น

ปฏิกิริยาของแฟนบอลและสื่อ

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการตัดสินใจของ สล็อต ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในโลกออนไลน์ แฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลกต่างแสดงความผิดหวังและไม่เห็นด้วยกับการที่โค้ชไม่ยอมส่ง ซาลาห์ ลงมาช่วยทีมในช่วงเวลาวิกฤต คำถามที่ถูกทวีตและโพสต์ซ้ำๆ บนโซเชียลมีเดียคือ ถ้าไม่ใช้ ซาลาห์ ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ แล้วจะใช้เมื่อไหร่?

นักวิจารณ์บอลและอดีตนักเตะหลายคนก็ออกมาแสดงความเห็นในทางเดียวกัน บางคนชี้ว่าแม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่ ซาลาห์ ในฟอร์มที่ดีสามารถสร้างโอกาสได้จากทุกสถานการณ์ และการให้โอกาสเขาได้ลองบุกทะลวงแม้จะใช้เวลาแค่ 15-20 นาทีย่อมดีกว่าการให้เขานั่งดูเกมอยู่บนม้านั่งสำรอง

ในทางกลับกัน ก็มีนักวิเคราะห์บางส่วนที่เข้าใจและเห็นด้วยกับ สล็อต โดยชี้ว่าโค้ชที่ดีต้องมองภาพรวมของทั้งฤดูกาล ไม่ใช่แค่เกมเดียว และการรักษาพลังงานของนักเตะหลักในสถานการณ์ที่ไม่สามารถพลิกผลได้จริงๆ ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในแง่ของการบริหารทีม

ภาระหนักที่รอลิเวอร์พูลในนัดที่สอง

หลังจากแพ้ไป 0-2 ในนัดแรก ลิเวอร์พูลต้องเผชิญกับโจทย์ที่หนักมากในนัดที่สองที่แอนฟิลด์ พวกเขาต้องชนะให้ได้ด้วยสกอร์ที่ห่างกันอย่างน้อย 3 ประตูเพื่อผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ซึ่งในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลยุโรป การพลิกสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ถือว่ายากมาก

ในนัดที่สองนั้น สล็อตคงต้องพึ่งพา ซาลาห์ อย่างหนักเพื่อให้ทีมทำประตูให้ได้มากพอ และนั่นก็คงเป็นคำตอบว่าทำไมโค้ชชาวดัตช์ถึงตัดสินใจเซฟพลังงานของนักเตะชาวอียิปต์ไว้สำหรับโอกาสนั้น ถ้าลิเวอร์พูลต้องการ ซาลาห์ ในสภาพที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องไม่ให้เขาเหนื่อยล้าโดยไม่จำเป็น

แต่การพลิกสถานการณ์ 0-2 กลับมาชนะและผ่านรอบต้องอาศัยมากกว่าแค่ ซาลาห์ คนเดียว ทีมทั้งทีมต้องเล่นในระดับสูงสุดตลอด 90 นาที สนามแอนฟิลด์ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ร้อนแรงอาจช่วยได้ แต่ฟุตบอลไม่ได้ถูกตัดสินด้วยบรรยากาศเพียงอย่างเดียว

คำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องซาลาห์

เหตุการณ์ครั้งนี้เปิดประเด็นคำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องของการตัดสินใจส่งนักเตะ นั่นคือ ลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของ สล็อต ยังอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ในแชมเปี้ยนส์ ลีกในระดับรอบก่อนรองชนะเลิศและหลังจากนั้นหรือไม่?

การแพ้ PSG 0-2 ในนัดแรกแสดงให้เห็นถึงช่องว่างทางคุณภาพที่น่าเป็นห่วง แม้ว่าลิเวอร์พูลจะเล่นในพรีเมียร์ลีกได้ดีตลอดฤดูกาล แต่ในเวทียุโรปเกมของพวกเขากลับดูบางและขาดความคมคายในการโจมตี PSG ที่เล่นได้อย่างเป็นระบบและมีพลังในทุกช่วงของเกมทำให้ลิเวอร์พูลดูเป็นฝ่ายรับตลอดเวลา

สล็อตต้องค้นหาคำตอบให้ได้ก่อนนัดที่สองว่าทีมจะเพิ่มความคมขึ้นในการโจมตีได้อย่างไร จะป้องกันการเสียประตูโดยไม่สูญเสียแรงกดดันในพื้นที่อันตรายได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือจะสร้างแรงบันดาลใจให้นักเตะเชื่อว่าพวกเขาสามารถทำสิ่งที่เกือบเป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงได้อย่างไร

บทสรุปที่ทุกคนยังรอคำตอบ

การตัดสินใจของ อาร์เน่ สล็อต ในการไม่ส่ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ลงสนามในเกมที่ลิเวอร์พูลตามหลัง PSG อยู่ 0-2 จะถูกพิพากษาจากผลลัพธ์ในท้ายที่สุด ถ้าลิเวอร์พูลสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ในนัดที่สองที่แอนฟิลด์ด้วยความช่วยเหลือจาก ซาลาห์ ที่อยู่ในสภาพพร้อมสมบูรณ์ การตัดสินใจนั้นก็จะกลายเป็นความชาญฉลาดที่ถูกพิสูจน์แล้ว แต่ถ้าหากลิเวอร์พูลตกรอบและถูกกำจัดออกจากการแข่งขัน ทุกคนก็คงจะย้อนกลับมาถามว่าทำไม ซาลาห์ ถึงไม่ได้ลงสนามแม้แต่ครั้งเดียวในคืนนั้น

เส้นแบ่งระหว่างการตัดสินใจที่ฉลาดกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดในฟุตบอลระดับสูงนั้นบางมาก และมักถูกตัดสินโดยผลลัพธ์ ไม่ใช่เหตุผล ในตอนนี้ สล็อตได้อธิบายเหตุผลของตัวเองอย่างชัดเจนแล้ว ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของนักเตะที่จะพิสูจน์บนสนามหญ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ทุกคนรอดูว่าเขาจะเป็นพระเอกหรือเปล่าในโอกาสต่อไปที่รออยู่

การตัดสินใจครั้งสำคัญของ อาร์เน่อ สล็อท การเดิมพันกับ เอ็นกูโมฮา

เสียงเพลง “Rio” ของวง Duran Duran ดังกึกก้องไปทั่วสนาม แอนฟิลด์ สร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองพร้อมการก่อกำเนิดเกิดขึ้นของ ขวัญใจคนใหม่ของเหล่าเดอะค็อป หลังจากความกดดันที่ถาโถมใส่ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) และทีม ลิเวอร์พูล (Liverpool) ทุกอย่างดูจะทุเลาลงได้บ้างหลังจากชัยชนะเหนือ ฟูแล่ม (Fulham) 2-0 พร้อมฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของเจ้าหนู เอ็นกูโมฮา (Rio Ngumoha) เพลงที่ออกมาตั้งแต่ยุค 80 กลับถูกนำมาใช้เพื่อยกย่องดาวรุ่งวัยเพียง 17 ปี 225 วัน ทำให้ ริโอ เอ็นกูโมฮา (Rio Ngumoha) ทำลายสถิติของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กลายเป็นนักเตะหงส์แดงอายุน้อยที่สุดที่ยิงได้ที่แอนฟิลด์ และ เด็กหนุ่มที่เกิดหลังเพลงนี้ถึง 26 ปี แต่กลับกลายเป็นศูนย์กลางของความหวังในค่ำคืนนี้ ซึ่งอาจจะรวมถึงทุกเกมที่เหลือในฤดูกาลนี้อีกด้วย เอ็นกูโมฮา ไม่เพียงแค่ทำประตูได้เท่านั้น แต่ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น พา ลิเวอร์พูล (Liverpool) คว้าชัยชนะ 2-0 และรักษาอันดับ 5 พร้อมกับความหวังพื้นที่ ไปเล่ย แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างเหนียวแน่น (Champions League) ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เขาได้สร้างคำถามสำคัญให้กับผู้จัดการทีม ว่าจะยังกล้าที่จะใช้งานเขาในเกมต่อไปหรือไม่

สล็อท กล้าพอไหมที่จะวาง ริโอ ลงเป็นตัวจริงในเกมสำคัญกับ เปแอสเช่

สกูบ้า ริโอ

อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot)  จะกล้าพอหรือไม่ที่จะส่งเขาลงเป็นตัวจริงในเกมสำคัญกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) เกมที่ทีมหงส์แดง ต้องการประตูเป็นอย่างมากหลังจากมีสกอร์ตามหลังอยู่ถึง 2 ลูก มาว่ากันที่เกมกับฟูแล่ม ก่อนเริ่มเกม บรรยากาศใน Anfield ไม่ได้เต็มไปด้วยความสุข แฟนบอล ลิเวอร์พูล แสดงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ทั้งในและนอกสนาม โดยเฉพาะประเด็นการขึ้นราคาตั๋วของเจ้าของทีมอย่าง FSG ที่ได้มีประกาศมาก่อนหน้านี้แล้ว บรรดา เดอะค็อป (The Kop) บนอัฒจันทร์ที่เป็นหัวใจของสนาม กลับดูว่างเปล่าอย่างผิดปกติ เมื่อธงขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของสโมสรหายไป เป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มแฟนบอล ที่มีต่อบรรดาผู้บริหาร นอกจากนี้ ยังมีการเดินขบวนพร้อมป้ายข้อความ “No To Ticket Price Increases” และเสียงร้องประท้วงที่ส่งสารชัดเจนว่า “Enough Is Enough”

ในขณะที่ความกดดันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องฟอร์มของ ลิเวอร์พูล ที่เพิ่งพ่ายแพ้อย่างยับเยินให้กับ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) ในศึก FA Cup (FA Cup) และยังแพ้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) ในเกมเลกแรกของ แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อสัปดาห์ก่อน อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) และทีมของเขาต้องการแรงกระตุ้นอย่างมหาศาล ในช่วงเวลานั้นเอง ริโอ เอ็นกูโมฮา (Rio Ngumoha) ก็ก้าวขึ้นมาเปร่งประกายแบบสุดๆ ในเกมกับ ฟูแล่มอเขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการดวลตัวต่อตัวที่ทำได้อย่างโดดเด่น พร้อมกับยิงประตูเปิดเกมด้วยลูกโค้งสุดสวย ในนาทีที่ 36 และ เพียง 4 นาทีถัดมา โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ก็แสดงความยอดเยี่ยมด้วยการทำประตูที่สอง ปิดเกมให้ Liverpool คว้าชัย

ในเกมนี้ เอ็นกูโมฮา กลายเป็นภัยคุกคามหลักทางฝั่งซ้าย และได้รับเสียงปรบมือกึกก้องจากแฟนบอลเมื่อถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 69 คำถามคือ การเปลี่ยนตัวครั้งนั้น เป็นเพราะต้องการเก็บแรงไว้สำหรับเกมกับ เปแอสเช ในช่วงกลางสัปดาห์ หรือเพียงเพราะเขาทำหน้าที่ได้ครบถ้วนแล้วกันแน่? หลังเกม อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) กล่าวถึงลูกทีมดาวรุ่งรายนี้ว่า

ในเกมนี้ ริโอ แสดงให้เห็นว่าทำไมผมถึงให้เขาลงเล่นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเขาแข็งแกร่งขึ้น ฟิตขึ้น และพร้อมสำหรับระดับนี้มากขึ้น แม้อายุเพียง 17 ปี” เขาเอาชนะในการดวลตัวต่อตัวได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ และนั่นคือเหตุผลที่เราขึ้นนำ”

ด้าน สตีเฟ่น วอร์น็อค (Stephen Warnock) อดีตกองหลัง หงส์แดง และทีมชาติ อังกฤษ แสดงความคิดเห็นว่าสล็อท ควรใช้งาน เอ็นกูโมฮา อย่างระมัดระวัง แต่ยอมรับว่าเขาสมควรได้รับโอกาสมากขึ้น คุณต้องค่อย ๆ ป้อนเกมให้เขา แต่ฟอร์มของเขาดีกว่า โคดี้ กัคโป (Cody Gakpo) ในตอนนี้ แฟนบอลจึงเริ่มตั้งคำถามว่าเขาควรได้ลงเล่นมากกว่านี้แล้วหรือไม่” คำถามคือในเกมวันอังคาร ใครจะได้เป็นตัวจริง โดยเฉพาะตำแหน่งฝั่งซ้าย” ในขณะที่ เจมี่ เรดแนปป์ (Jamie Redknapp) ให้ความเห็นว่า เอ็นกูโมฮา อาจเหมาะกับบทบาทตัวสำรองมากกว่าในเกมใหญ่ เขาเป็นตัวเลือกที่ดีจากม้านั่งสำรอง แต่ถ้าจะให้เขาเริ่มเกมก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ”

นอกจากนี้ เรดแนปป์ ยังเสนอแนวทางการจัดทีม โดยมี ไรอัน กราเฟนแบร์ก (Ryan Gravenberch), อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ (Alexis Mac Allister) และ โดมินิค โซบอสไลน์ (Dominik Szoboszlai) ในแดนกลาง ส่วนแนวรุกอาจใช้ ฮูโก้ เอกิติเก้ (Hugo Ekitike) ที่ได้พักเต็มๆ ในเกมนี้ เป็นกองหน้า โดยมี ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ (Florian Wirtz) ทางซ้าย และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ทางขวา พร้อมตัวเลือกอย่าง อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) และ ริโอ เอ็นกูโมฮา (Rio Ngumoha) ที่สามารถลงมาเปลี่ยนเกมได้ อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญยังคงอยู่ สล็อท จะเลือกเล่นแบบเซฟไว้ก่อน หรือ จะกล้าเสี่ยงใช้เกมรุกบุกขยี้ไปเลย

หงส์แดงจะเดิมพันครั้งใหญ่ กับเจ้าหนู ริโอ หรือไม่ในเกมสำคัญ กับ เปแอสเช

การส่ง เอ็นกูโมฮา ลงสนามตั้งแต่เริ่มเกมกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) อาจเป็นความเสี่ยง เพราะทีมดังจากแดนน้ำหอม มีเกมสวนกลับที่อันตราย และสามารถลงโทษความผิดพลาดได้ทันที แต่ในอีกมุมหนึ่ง ลิเวอร์พูล เองก็ ไม่มีอะไรจะเสีย หลังจากแพ้มาก่อนในเลกแรกด้วยสกอร์ 2-0 บางครั้ง ฟุตบอลต้องการความกล้า และบางครั้ง ฮีโร่ก็ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาแบบนี้ สถิติของ เอ็นกูโมฮา ยิ่งทำให้เรื่องนี้น่าสนใจมากขึ้น มีเพียง เวร์น รูนีย์ (Wayne Rooney) และ เชส ฟราเบกาส (Cesc Fabregas) เท่านั้น ที่ทำประตูใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ด้วยอายุน้อยกว่าเขา ซึ่ง เอ็นกูโมฮา ทำได้ในวัย 17 ปี 225 วัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลในตัวเขา เขาอาจเป็นดาวรุ่งแห่งอนาคตของ ลิเวอร์พูล รวมถึงทีมชาติอังกฤษ แต่คำถามคือ เวลานี้เขาพร้อมหรือยังที่จะก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นของทีมยักษ์ใหญ่ อย่างหงส์แดง ลิเวอร์พูล ในเกมที่อาจกำหนดอนาคตของทั้งทีม และตัวผู้จัดการทีมเอง การตัดสินใจของ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะบางครั้ง โชคชะตาก็เข้าข้างคนที่กล้าพอเท่านั้น และในค่ำคืนที่ แอนฟิลด์ กำลังต้องการปาฏิหาริย์ บางทีเด็กหนุ่มวัย 17 ปี ผู้นี้อาจเป็นคำตอบที่ไม่มีใครคาดคิดก็เป็นได้

หงส์วิกฤตหนักหลังความพ่ายแพ้ใน FA Cup เพิ่มแรงกดดันต่อ สล็อท

หงส์แดง ลิเวอร์พูล (Liverpool)  กำลังเดินทางมาถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดอย่างแท้จริงกับโปรแกรมที่เหลืออยู่ และความพ่ายแพ้ยับเยินนัดล่าสุดในศึก FA Cup รอบก่อนรองชนะเลิศ ต่อ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City) ด้วยสกอร์ 4-0 ได้กลายเป็นจุดที่ทำให้แรงกดดันต่อผู้จัดการทีมคนปัจจุบันอย่าง อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งโปรแกรมที่รอเขาอยู่ในนัดต่อไป คือศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ลิเวอร์พูล จะต้องบุกไปเยือน เปแอชเช ทีมแกร่งจาก ลีกเอิง

ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน บรรยากาศของแฟนบอล ลิเวอร์พูล เต็มไปด้วยความสุข หลังชัยชนะในศึกเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ทำให้ทีมเข้าใกล้แชมป์ Premier League อย่างมาก แม้จะสะดุดแพ้ ฟูแล่ม (Fulham) แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ทีมจะกลับมาระเบิดฟอร์ม เอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur)  5-1 และคว้าแชมป์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ ในช่วงเวลานั้น ชื่อของ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) ถูกแฟนบอลร้องเรียกด้วยความภาคภูมิใจ หลังเข้ามารับช่วงต่อจากตำนานอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ (Jurgen Klopp)  และพาทีมประสบความสำเร็จทันที แต่เพียงไม่ถึง 12 เดือน ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าจิตวิญญาณแห่งแชมเปี้ยน มันถูกดึงออกไปจากตัวนักเตะทุกคนแทบหมดสิ้น

จากแชมป์สู่ความสิ้นหวังในเวลาไม่ถึงปีความเป็นไปที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือจากทีมที่เป็นถึงแชมป์เปี้ยนในฤดูกาลก่อนแต่ทว่า ฤดูกาลถัดมา ลิเวอร์พูล จะตกอยู่ในสภาพที่แฟนบอลเริ่มหมดศรัทธา ทั้งต่อทีมและผู้จัดการทีม ภาพแฟนบอลที่ทยอยเดินออกจากอัฒจรรย์ฝั่งทีมเยือนของสนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม มันสะท้อนบางสิ่งบางอย่างที่ส่งตรงถึง ทีมอย่างแท้จริง ความพ่ายแพ้ 4-0 ที่สนาม เอติฮัด เป็นเพียงหนึ่งในหลายเกมที่ย่ำแย่ในฤดูกาลนี้ ซึ่งรวมแล้ว ลิเวอร์พูล แพ้ไปถึง 15 นัดในทุกรายการ มากที่สุดนับตั้งแต่ยุคของ เบรนแดน ร็อตเจอร์ส (Brendan Rodgers) ในฤดูกาล 2014-15 ที่ทำไว้ที่ 18 นัด เสียงเชียร์จากแฟนบอลเจ้าบ้านที่ร้องว่า “You’re getting sacked in the morning” สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของทีมในสายตาคนภายนอก แม้จะยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล จะปลด อาร์เน่อ สล็อท  (Arne Slot) ออกจากตำแหน่ง แต่ความกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ หนึ่งในปัญหาที่ชัดเจนที่สุดของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาลนี้ คือเรื่อง “สภาพจิตใจ” หลังจากเสียประตูแรกจากจุดโทษซึ่งมาจากการเข้าบอลที่ผิดพลาดของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค สุดท้ายก็เป็น เออร์ลิ่ง ฮาแลน์ ( Erling Haaland) ที่ยิงเข้าไปหลังจากนั้น ทีมก็เริ่มเสียรูปเกมอย่างชัดเจน และก็มาเสียประตูที่สองก่อนหมดครึ่งแรกยิ่งทำให้ทุกอย่างยากที่จะกลับมาอีกแล้ว กับทีมที่ขาดแววตาแห่งผู้ชนะเช่นนี้ กองกลางตัวแบกของทีมในฤดูกาลนี้อย่าง โดมินิค โซบอสไลน์ ( Dominik Szoboszlai ) ยอมรับว่า ทีมของเขาในเวลานี้ขาดทั้ง “สปิริตการต่อสู้” และ “สภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง” ขณะที่อดีตกองหน้าระดับตำนานของหงส์แดง อย่าง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ( Robbie Fowler ) ก็ชี้ว่า ทีมขาดผู้นำที่สามารถพาทีมผ่านช่วงเวลายากลำบากได้ สิ่งเหล่านี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์  (Jurgen Klopp) ที่เคยสร้างทีมให้เป็น “Mentality Monsters”

ความหวังที่พังทลายก่อนเกมใหญ่ในยุโรปการพบ เปแอชเช ด้วยทีมสภาพนี้

ซาลาห์ฟอร์มบู่

ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล หวังว่า ช่วงพักเบรกทีมชาติจะช่วยให้ทีมกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ข่าวการยุติการค้าแข้งกับทีมของตำนานอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) แม้จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ถูกมองว่าอาจเป็นแรงกระตุ้นให้ทีมรวมใจกันส่งท้ายตำนานของสโมสร รวมถึงการกลับมาซ้อมของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ( Alexander Isak)  หลังบาดเจ็บยาว ก็เป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ทีมนั้นได้รับก่อนเกมที่จะลงเล่นกับ แมนฯ ซิตี้ แต่ทุกอย่างกลับพังทลายลงภายในเวลา 90 นาทีที่แมนเชสเตอร์ แม้แต่จุดโทษของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ก็ยังพลาด ซึ่ง อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) ยอมรับว่า
“มันสะท้อนภาพรวมของทั้งเกม และทั้งฤดูกาลอย่างแท้จริง” เกมถัดไปของ ลิเวอร์พูล คือการพบกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมงต์ ( Paris Saint-Germain ) ในศึก UEFA Champions League รอบก่อนรองชนะเลิศ คู่แข่งที่เพิ่งถล่ม เชลซี ( Chelsea ) มาอย่างขาดลอย ด้วยฟอร์มปัจจุบัน ลิเวอร์พูล แทบไม่มีอะไรการันตีว่าจะต้านทานความแข็งแกร่งของทีมจากฝรั่งเศสได้หากพลาดอีกครั้ง อาจทำให้ความหวังในฤดูกาลนี้จบลงทันที ซึ่งนั่นอาจหมายรวมถึงอนาคตการคุมทีมต่อไปของ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) เช่นกัน โดย สล็อท ยืนยันว่า ทีมยังมีโอกาส และต้องตอบสนองให้ได้ เขามองว่า 35 นาทีแรกของเกมกับ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) แสดงให้เห็นว่า ลิเวอร์พูล ยังสามารถแข่งขันได้ แต่ปัญหาคือ หลังจากนั้นทีมกลับพังทลายอย่างง่ายดาย หากยังแก้ไขจุดนี้ไม่ได้ การเจอกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมงต์(Paris Saint-Germain) อาจกลายเป็นฝันร้ายอีกครั้ง จากทีมที่เคยเต็มไปด้วยความหวังและความสำเร็จ ลิเวอร์พูล ในวันนี้กลับเต็มไปด้วยคำถาม ทั้งเรื่องแท็กติก สภาพจิตใจ และอนาคตของผู้จัดการทีม ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเมื่อปีก่อน ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที และตอนนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่า อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) จะสามารถพาทีมกลับมาได้ทันเวลาหรือไม่ เพราะหากยังคงพลาดต่อเนื่อง ฤดูกาลนี้อาจไม่ใช่แค่ความล้มเหลวของทีม แต่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอนาคต ลิเวอร์พูล ในระยะยาวเช่นกัน หากยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่มองแล้วเห็นแสงสว่างมากกว่าที่เป็นอยู่นี้

ซาลาห์ หนึ่งในตำนานตลอดกาลของลิเวอร์พูล

อดีตกุนซือ Jurgen Klopp ออกมายกย่อง Mohamed Salah ว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Liverpool และเชื่อว่าการทำลายสถิติของเขาในอนาคตจะเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง

ซาลาห์เพิ่งประกาศว่าเขาจะยุติช่วงเวลา 9 ปีในถิ่นแอนฟิลด์หลังจบฤดูกาลนี้ ทำให้แฟนบอลทั่วโลกเริ่มย้อนมองถึงผลงานอันยิ่งใหญ่ของดาวเตะทีมชาติอียิปต์

คล็อปป์ซึ่งเป็นคนเซ็นสัญญาซาลาห์จาก AS Roma เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์ กล่าวว่าตัวเลขของซาลาห์นั้น “เหลือเชื่อ”

“เมื่อคุณทำงานกับเขาในแต่ละวัน เขาก็เหมือนนักเตะคนอื่น ๆ ที่ต้องแก้ไขรายละเอียดในเกม แต่ถ้ามองภาพรวมแล้ว สิ่งที่เขาทำนั้นมันน่าทึ่งมาก”

ตัวเลขที่ยากจะมีใครเทียบได้

ตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับลิเวอร์พูล ซาลาห์ทำไปแล้ว 255 ประตูจาก 435 นัด

ทำให้เขากลายเป็น ดาวยิงสูงสุดอันดับ 3 ของสโมสรตลอดกาล รองจาก

  • Ian Rush
  • Roger Hunt

คล็อปป์ยังตั้งคำถามว่าตัวเลขเหล่านี้จะมีใครสามารถทำลายได้หรือไม่ในอนาคต

“อีกสิบปีข้างหน้า เราจะยังพูดถึงตัวเลขแบบนี้อยู่ไหม? อาจจะมีใครบางคนทำได้ แต่ผมคิดว่ามันยากมาก”

 สามประสานในตำนานของลิเวอร์พูล

he best front three in world football

ในช่วงยุคทองของลิเวอร์พูล ซาลาห์เป็นส่วนสำคัญของแนวรุกสามประสานร่วมกับ

  • Sadio Mane
  • Roberto Firmino

ทั้งสามคนยิงรวมกันถึง 338 ประตูในช่วงเวลาเพียง 5 ฤดูกาล

โดยซาลาห์เป็นคนทำประตูมากที่สุดที่ 156 ประตู
มากกว่า มาเน่ 49 ประตู และมากกว่าฟีร์มิโน่ถึง 81 ประตู

คล็อปป์กล่าวว่าทั้งสามคนมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน

  • มาเน่ คือผู้เล่นที่สามารถทำได้ทั้งยิงประตูและช่วยเกม
  • ฟีร์มิโน่ คือผู้เล่นอัจฉริยะที่เล่นเพื่อทีม
  • ส่วนซาลาห์ คือผู้เล่นที่มี “ประตูอยู่ในหัวตลอดเวลา”

“คุณไม่สามารถฝึกให้ใครมีสัญชาตญาณแบบนั้นได้ มันอยู่ในตัวเขา และมันจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต”

 ความสำเร็จในยุคของคล็อปป์

ภายใต้การคุมทีมของคล็อปป์ ซาลาห์ช่วยพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์มากมาย ได้แก่

  • ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก
  • พรีเมียร์ลีก
  • เอฟเอ คัพ
  • คาราบาว คัพ
  • ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ
  • ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ

ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ลิเวอร์พูลกลับมาเป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรปอีกครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างคล็อปป์และซาลาห์

แม้ว่าคล็อปป์จะประกาศอำลาลิเวอร์พูลในปี 2024 เนื่องจากต้องการพักหลังจาก “หมดพลัง” แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซาลาห์ยังคงแน่นแฟ้น

คล็อปป์เปิดเผยว่าเขาเพิ่งส่งข้อความคุยกับซาลาห์ไม่นานมานี้

“ผมหวังว่าเขาจะสนุกกับช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล แต่ผมรู้ว่าโมจะมีความสุขก็ต่อเมื่อทีมชนะและเขายิงประตูได้”

 มรดกของซาลาห์ที่แอนฟิลด์

เมื่อซาลาห์อำลาลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์ เขาจะจากไปพร้อมกับสถานะหนึ่งในไอคอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร

จากวันที่ย้ายมาด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์ จนกลายเป็นนักเตะระดับตำนาน

ชื่อของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะยังคงถูกพูดถึงที่แอนฟิลด์ไปอีกนาน และอย่างที่คล็อปป์กล่าวไว้ การจะหาผู้เล่นที่สามารถทำได้แบบเขาอีกครั้ง อาจต้องใช้เวลาหลายปี หรืออาจจะไม่มีใครทำได้เลย.

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin