กาเบรียล ไฮน์เซ่ผู้ช่วยคนสำคัญของมิเกล อาร์เตต้าในการลุ้นแชมป์

หลังจาก Mikel Arteta พา Arsenal จบอันดับรองแชมป์ Premier League ติดต่อกันสามฤดูกาล เขาเริ่มตั้งคำถามสำคัญว่าอะไรคือสิ่งที่ทีมยังขาดอยู่เพื่อก้าวไปสู่การเป็นแชมป์

คำตอบของเขาชัดเจน

  • ทีมต้องมี ขุมกำลังที่ลึกกว่าเดิม

  • นักเตะต้องมี สภาพจิตใจที่แข็งแกร่งขึ้น

อาร์เซน่อลจึงเสริมผู้เล่นใหม่ถึงแปดคนในช่วงซัมเมอร์ แต่การเสริมทีมที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่นักเตะใหม่เลย หากแต่เป็นการดึงอดีตกองหลังทีมชาติอาร์เจนตินาอย่าง Gabriel Heinze เข้ามาเป็นผู้ช่วยแทน Carlos Cuesta

จุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ปารีส

อาร์เตต้าและไฮน์เซ่พบกันครั้งแรกที่ Paris Saint-Germain ในปี 2001 ภายใต้การคุมทีมของ Luis Fernandez

เฟร์นันเดซเป็นคนดึงอาร์เตต้ามาจาก Barcelona ในเดือนมกราคม ก่อนจะเซ็นสัญญากับไฮน์เซ่จาก Real Valladolid ในอีกหกเดือนต่อมา

เฟร์นันเดซกล่าวถึงทั้งสองคนว่า

"พวกเขาเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยม ซื่อสัตย์และทำงานหนัก และสิ่งที่น่าทึ่งคือพวกเขายังเหมือนเดิมจนถึงทุกวันนี้"

เขายังบอกว่าเมื่อเห็นทั้งสองคนทำงานร่วมกันที่อาร์เซน่อล เขารู้สึกภูมิใจอย่างมาก

จากนักเตะดาวรุ่งสู่การเป็นผู้นำในห้องแต่งตัว

Gabriel Heinze Mikel Artetas key assistant in the title race

ตอนที่อาร์เตต้าย้ายไปปารีส เขามีอายุเพียง 18 ปี และต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากในการปรับตัว

ทีม PSG ในยุคนั้นเต็มไปด้วยนักเตะระดับดาวดัง เช่น

  • Ronaldinho

  • Mauricio Pochettino

  • Jay-Jay Okocha

  • Nicolas Anelka

ในช่วงแรก อาร์เตต้าเป็นคนเงียบและค่อนข้างเก็บตัว ทำให้การใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นเรื่องยาก

Mauricio Pochettino ช่วยดูแลเขาเหมือนพ่อคนหนึ่ง ขณะที่ไฮน์เซ่ ซึ่งอายุมากกว่าเพียงไม่กี่ปี กลายเป็นเหมือนพี่ชายที่สนิทกันมาก

ทั้งสองคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งในสนามซ้อมและนอกสนาม พร้อมครอบครัวของพวกเขา

พลังของบุคลิกและความเข้มข้น

แม้สไตล์การเล่นจะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองคนมีความคล้ายกันหลายอย่าง

  • ไฮน์เซ่เป็นนักสู้ที่มีความมุ่งมั่นสูง ต้องการชนะเสมอแม้แต่ในสนามซ้อม

  • อาร์เตต้าเป็นผู้เล่นที่มีเทคนิคและความสง่างามในการเล่นบอล

อดีตเพื่อนร่วมทีม Edouard Cisse กล่าวว่า

"ทั้งสองคนมีความเข้มข้นและหลงใหลในฟุตบอล ไฮน์เซ่ทุ่มเททุกอย่าง ส่วนอาร์เตต้าดูสุขุมกว่า แต่เขาก็มีด้านแข็งกร้าวอยู่ในตัว"

ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่สมัย PSG จึงกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของความร่วมมือในปัจจุบัน

ในช่วงเวลาสำคัญของเส้นทางการคุมทีม อาร์เตต้าเลือกหันไปพึ่งพาคนที่เขาไว้ใจที่สุด และอาจเป็นการตัดสินใจที่ช่วยผลักดันอาร์เซน่อลให้ก้าวจากทีมรองแชมป์ไปสู่การเป็นแชมป์ในอนาคต.

อาร์เซนอลกับชัยชนะแบบที่อาจพาพวกเขาไปถึงแชมป์

เกมที่สนาม Amex Stadium ระหว่าง Brighton & Hove Albion และ Arsenal กลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในฤดูกาลนี้ เมื่อทีมของ มิเกล อาร์เตตา คว้าชัยชนะ 1-0 จากประตูตั้งแต่ต้นเกมของ Bukayo Saka

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้อาร์เซนอลนำจ่าฝูงของ Premier League เพิ่มเป็น 7 คะแนน ซึ่งอาจกลายเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาของการลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้

เสียงวิจารณ์เรื่องแท็กติกและ “Dark Arts”

อย่างไรก็ตาม เกมดังกล่าวไม่ได้จบลงด้วยคำชม แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์ โดยเฉพาะจากกุนซือไบรท์ตัน Fabian Hurzeler

เขามองว่าในเกมนี้มีเพียงทีมเดียวที่พยายามเล่นฟุตบอลจริง ๆ และยังวิจารณ์แท็กติกของอาร์เซนอลว่าใช้การถ่วงเวลาและวิธีการที่ไม่สวยงามเพื่อรักษาสกอร์

ขณะที่ฝั่ง Mikel Arteta ก็ออกมาตอบโต้แบบประชดว่าเขาไม่แปลกใจกับคำวิจารณ์ลักษณะนี้ เพราะเกิดขึ้นกับทีมของเขาอยู่บ่อยครั้ง

เกมที่ “ชนะอย่างไม่สวยงาม”

Arsenals victory could potentially

ตัวเลขสถิติสะท้อนภาพของเกมได้ชัดเจน อาร์เซนอลมีค่า xG ในครึ่งแรกเพียง 0.01 และทั้งเกมมีโอกาสยิงตรงกรอบน้อยมาก โดยต้องรอจนถึงนาทีที่ 88 กว่าที่ Kai Havertz จะสร้างโอกาสยิงตรงกรอบครั้งที่สองให้ทีม

ชัยชนะครั้งนี้ยังเป็นครั้งที่ 10 ในฤดูกาลที่อาร์เซนอลชนะด้วยผลต่างเพียงประตูเดียว แสดงให้เห็นถึงสไตล์การเล่นที่เน้นผลการแข่งขันมากกว่าความสวยงาม

เส้นทางสู่แชมป์ที่อาจไม่เป็นที่รัก

แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องวิธีการเล่น แต่ในโลกของการแข่งขัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผลลัพธ์ หากอาร์เซนอลสามารถรักษาฟอร์มแบบนี้ได้จนจบฤดูกาล พวกเขาอาจคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 22 ปี

ในที่สุดแล้ว การลุ้นแชมป์ไม่ใช่เรื่องของความนิยม แต่เป็นเรื่องของความแข็งแกร่ง ความสม่ำเสมอ และความสามารถในการคว้าชัยในวันที่ทีมเล่นได้ไม่ดี ซึ่งอาร์เซนอลกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาทำสิ่งนั้นได้จริง ๆ

เซเมนโย่ ระเบิดฟอร์ม ปลดภาระ ฮาแลนด์ พา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไล่บี้จ่าฝูง พรีเมียร์ลีก

การถูกวิจารณ์ว่า พึ่งพาประตูของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) มากเกินไป ดูเหมือนจะไม่ใช่ประเด็นใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) อีกต่อไป เมื่อการมาของ อองตวน เซเมนโย่ (Antoine Semenyo) กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยแบ่งเบาภาระในแนวรุกได้อย่างชัดเจน ในเกม พรีเมียร์ลีก (Premier League) นัดล่าสุด ที่ เอลแลนด์ โร้ด (Elland Road) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เซเมนโย่ ยิงประตูชัยพา “เรือใบสีฟ้า” เฉือนชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) 1-0 ทั้งที่ไม่มี ฮาแลนด์ ซึ่งมีอาการบาดเจ็บ ส่งผลให้ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) ขยับเข้าใกล้ อาร์เซน่อล (Arsenal) เหลือเพียงสองคะแนนเท่านั้น เกมที่ เอลแลนด์ โร้ด เต็มไปด้วยความกดดันจากเสียงเชียร์เจ้าถิ่น แต่ช่วงเวลาตัดสินเกิดขึ้นเมื่อ เซเมนโย่ แสดงสัญชาตญาณกองหน้าตัวจบสกอร์ เขาวิ่งเข้าซ้ำลูกเปิดของ รายาน ไอต์-นูรี (Rayan Ait-Nouri) อย่างเฉียบขาด ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายแบบไม่ลังเล ประตูนี้ไม่เพียงพาทีมคว้าสามแต้มสำคัญ แต่ยังแสดงให้เห็นว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สามารถเอาตัวรอดได้ แม้ไม่มีดาวยิงเบอร์หนึ่งอย่าง ฮาแลนด์ อยู่ในสนาม กวาร์ดิโอล่า กล่าวหลังเกมว่า ทีมของเขาต้องต่อบอลอย่างอดทนเพื่อเอาตัวรอด และแม้จะไม่มีจังหวะบุกที่ดุดันมากนัก แต่การตอบสนองหลังได้ประตูถือว่ายอดเยี่ยม และนี่คือเกมที่สมบูรณ์แบบในสนามที่เล่นยาก

การมาถึง ของ เซเมนโย่ ที่เปลี่ยนสมดุลเกมรุกของ แมนฯ ซิตี้

เซเมนโย่ ยิงลีดส์ เรือเฉือน

ตั้งแต่ย้ายมาจาก บอร์นมัธ (Bournemouth) ด้วยค่าตัว 62.5 ล้านปอนด์ ในเดือนมกราคม เซเมนโย่ ยิงไปแล้ว 6 ประตูจาก 11 นัด กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรในปีนี้ ผลงานดังกล่าวช่วยคลายความกังวลว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พึ่งพา ฮาแลนด์ มากเกินไป เพราะก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ฮาแลนด์ ทำไปถึง 58% ของประตูทั้งหมดของทีม และมีส่วนกับค่า xG ถึง 57% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความสำคัญของดาวยิงชาวนอร์เวย์อย่างชัดเจน แต่เมื่อ เซเมนโย่ ก้าวขึ้นมา ทีมจึงมีทางเลือกในเกมรุกมากขึ้น ปัจจุบัน ฮาแลนด์ ยังนำเป็นดาวซัลโวของทีมด้วย 29 ประตูในทุกรายการ อย่างไรก็ตาม เซเมนโย่ มีส่วนร่วมกับประตูใน พรีเมียร์ลีก ถึง 18 ครั้ง เป็นรองเพียง ฮาแลนด์ และ อิกอร์ ธิอาโก้ (Igor Thiago) ของ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) เท่านั้นหลังจบเกม กวาร์ดิโอล่า เดินลงสนามและเป่าจูบให้ครอบครัวบนอัฒจันทร์ พร้อมรอยยิ้มที่อาจมีนัยยะตอบโต้แฟนบอล ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ตะโกนใส่เขาตลอดเกม กุนซือชาวสเปนกล่าวว่า ตอนนี้ทีมกำลังสร้างผู้เล่นเหล่านี้เพื่ออนาคตระยะยาว และสิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมสำหรับช่วง 10 เกมสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาตัดสินชะตาเขายังย้ำว่า การไม่มีสายสืบในศูนย์ฝึกซ้อม ทำให้ข่าวการบาดเจ็บของ ฮาแลนด์ ไม่รั่วไหล และเชื่อว่าอาการบาดเจ็บไม่น่าจะรุนแรง แม้การขาดหายของ ฮาแลนด์ จะสร้างความประหลาดใจ เพราะนี่คือเกม พรีเมียร์ลีก นัดแรกที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในฤดูกาลนี้ แต่สถิติกลับเผยว่า ตั้งแต่ฤดูกาล 2022-23 เป็นต้นมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะถึง 14 จาก 18 นัดลีกที่ไม่มี ฮาแลนด์ ลงสนาม ทีมเก็บเฉลี่ย 2.4 คะแนนต่อเกมเมื่อไม่มีเขา เทียบกับ 2.1 คะแนนต่อเกมเมื่อเขาลงเล่น ตัวเลขดังกล่าวอาจหักล้างคำครหาว่า ทีมไม่สามารถชนะได้หากไร้ดาวยิงรายนี้

การไล่ล่าแชมป์ที่เข้มข้น สำหรับ เรือใบ และ ไอ้ปืนใหญ่

ชัยชนะเหนือ ลีดส์ ยูไนเต็ด ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้เพียงนัดเดียวจาก 7 เกมหลังสุดในลีก และชนะ 4 นัดติดต่อกัน

ขณะเดียวกัน อาร์เซน่อล เตรียมเปิดบ้านพบ เชลซี (Chelsea) และทั้งสองทีมมีโปรแกรมพบกันโดยตรงในเดือนเมษายน ก่อนหน้านั้น พวกเขาจะปะทะกันในรอบชิงชนะเลิศ คาราบาว คัพ (Carabao Cup) ที่ เวมบลีย์ (Wembley) ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญทางจิตวิทยา เซเมนโย่ กล่าวอย่างมั่นใจว่า สิ่งสำคัญคือการควบคุมสิ่งที่ทีมควบคุมได้ ชนะเกมของตัวเอง และรอดูผลการแข่งขันของคู่แข่ง การมาของ อองตวน เซเมนโย่ ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ต้องพึ่งพา เออร์ลิง ฮาแลนด์ เพียงคนเดียวอีกต่อไป ในช่วงเวลาที่การแข่งขัน พรีเมียร์ลีก เข้าสู่โค้งสุดท้าย ความหลากหลายในแนวรุกอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไล่ล่าแชมป์ แม้ ฮาแลนด์ ยังเป็นหัวใจหลักของทีม แต่การมีผู้เล่นที่สามารถก้าวขึ้นมาแบกรับภาระได้ คือสิ่งที่ทีมแชมป์ต้องมี และหากฟอร์มของ เซเมนโย่ ยังคงร้อนแรงเช่นนี้ เส้นทางลุ้นแชมป์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อาจเต็มไปด้วยความหวังมากกว่าที่หลายคนคาดคิด ถึงตรงนี้การลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก นั้น มันออกได้แทบทุกหน้าแล้ว การที่ แมนฯ ซิตี้ เก็บแต้มสำคัญได้ไล่กดดันอาร์เซน่อล ไปก่อน ถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก เพราะที่เหลือมันกลับโยนไปที่ความกดดันของ อาร์เซน่อล เท่านั้น และอาจจะต้องมองไปถึงปลายทางสุดท้ายของการแข่งขันว่ามันจะจบเช่นไรเท่าไรเท่านั้น

อาร์เตต้า ท้าแข้ง ปืน รับมือ “เสียงรบกวน” ให้ได้ ไม่งั้นก็ย้ายทีมไปซะ

มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ผู้จัดการทีม อาร์เซน่อล (Arsenal) ออกมาส่งสารชัดเจนถึงลูกทีม ก่อนศึก นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้ ว่า หากใครไม่สามารถรับมือกับ “เสียงรบกวน” หรือแรงกดดันภายนอกได้ ก็อาจต้องไปอยู่สโมสรอื่น คำพูดนี้สะท้อนถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียดของทีม ซึ่งกำลังลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่ยุค “อินวินซิเบิลส์” ของ อาร์แซน เวนเกอร์ (Arsene Wenger) ในฤดูกาล 2003-04 แม้ อาร์เซน่อล (Arsenal) จะยังนำเป็นจ่าฝูง และมีแต้มเหนือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) อยู่สองคะแนน แต่ฟอร์มช่วงหลังเริ่มสะดุด พวกเขาชนะเพียงสองจากเจ็ดเกมหลังสุดในลีก สถานการณ์ยิ่งร้อนแรง เมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ไล่จี้จากช่องว่างห้าคะแนน เหลือเพียงสองแต้ม ก่อนที่ “ปืนใหญ่” จะต้องบุกเยือน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ทีมอันดับ 16 ในวันอาทิตย์ เกมล่าสุดที่สร้างแรงสั่นสะเทือน คือแมตช์ที่ อาร์เซน่อล (Arsenal) นำ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (Wolverhampton Wanderers) 2-0 แต่ถูกตีเสมอในนาทีที่ 94 ผลดังกล่าวจุดกระแสวิจารณ์อย่างหนัก พร้อมคำกล่าวหาว่าทีม “ขาดความกล้า” หรือ “บ็อตเทิล” อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ตอบโต้ชัดเจนว่า คำนี้ “ไม่อยู่ในพจนานุกรมของผม” เขากล่าวว่า
“คุณต้องถามตัวเองว่า อยากเป็นส่วนหนึ่งของเสียงรบกวนนั้นไหม หรือไม่ ถ้าไม่ ก็ไปทำอย่างอื่น หรือไปอยู่สโมสรอื่น

ทุกคนเรียกร้องมาตลอดสิบหรือสิบห้าปี ว่าเราต้องกลับไปลุ้นแชมป์ ตอนนี้เรากลับมาอยู่ตรงนั้นแล้ว แล้วจะบอกว่าไม่อยากได้เสียงรบกวนหรือ? เสียงรบกวนคือส่วนหนึ่งของมัน กระสุนก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน เราต้องรับมืออย่างถูกวิธี และบรรลุสิ่งที่เราต้องการ” คำพูดนี้สะท้อนถึงทัศนคติที่แข็งกร้าว และการพยายามปลุกสติลูกทีมให้เข้าใจว่า แรงกดดันคือราคาของความสำเร็จ

บททดสอบสุดโหดที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม

กาเบรียล ราย่าพลาด1231

การเดินทางไปเยือน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม (Tottenham Hotspur Stadium) ครั้งนี้ แตกต่างจากเมื่อสองสัปดาห์ก่อนโดยสิ้นเชิง จากเกมที่เคยถูกมองว่าไม่หนักหนา กลับกลายเป็นบททดสอบใหญ่ด้านจิตใจ แม้ สเปอร์ส (Tottenham Hotspur) จะชนะในลีกเพียงสองจาก 13 เกมเหย้าฤดูกาลนี้ แต่การเปลี่ยนแปลงกุนซือจาก โธมัส แฟรงค์ (Thomas Frank) ไปเป็น อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ทำให้บรรยากาศใหม่ก่อตัวขึ้น อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) เคยคุมทีมอย่าง ไฮจ์ดุค สปลิต (Hajduk Split) , กาลาตาซาราย (Galatasaray) , อูดิเนเซ่ (Udinese) , มาร์กเซย (Marseille) , ลาซิโอ (Lazio) และ ยูเวนตุส (Juventus) แม้เส้นทางการคุมทีมจะขึ้นลง แต่เขามักสร้างผลลัพธ์ที่ดีในช่วงเริ่มต้น และการมาของเขา ยิ่งเติมเชื้อไฟให้บรรยากาศดาร์บี้เดือดพล่านกว่าเดิม คำถามสำคัญคือ อาร์เซน่อล (Arsenal) กำลัง “กลัว” หรือ “สะดุดเพราะแรงกดดัน” หรือไม่

หากมองภาพรวม พวกเขายังนำเป็นจ่าฝูง พวกเขาชนะรวดในรอบลีกของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League)พวกเขายังเข้าชิง คาราบาว คัพ (Carabao Cup) พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) และมีโปรแกรม เอฟเอ คัพ (FA Cup) รอบห้า ที่พบ แมนส์ฟิลด์ ทาวน์ (Mansfield Town) แต่ปัญหาคือช่วงเวลาสำคัญในลีก เกมกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (Wolverhampton Wanderers) คือภาพสะท้อนความตึงเครียด โกลอย่าง ดาบิด ราย่า (David Raya) ชนกับ กาเบรียล (Gabriel) จนเกิดความสับสน ประตูตีเสมอของ ทอม เอโดซี่ (Tom Edozie) ที่บอลแฉลบ ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ (Riccardo Calafiori) เข้าประตู คือฉากจบที่เต็มไปด้วยความโกลาหล มันทำให้โอกาสทิ้งห่างเจ็ดคะแนน กลายเป็นเหลือห้าคะแนน และยังแข่งมากกว่าหนึ่งนัด หลังเกมนั้น บัญชีโซเชียลของ วูล์ฟส์ (Wolves) ยังโพสต์คลิป TikTok พร้อมคำว่า “Game Management” ล้อเลียนการถ่วงเวลาของ อาร์เซน่อล (Arsenal) คลิปดังกล่าวมียอดชมมากกว่าสองล้านครั้ง มีภาพ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (Gabriel Martinelli) ชูมือสื่อว่า “2-1” ก่อนจะโดนตีเสมอ และสถิติจาก ออปต้า (Opta) ระบุว่า อาร์เซน่อล (Arsenal) ใช้เวลารวม 117 นาที ในการรีสตาร์ทจากลูกเตะมุม มากที่สุดในลีก ค่าเฉลี่ยการชะลอเกมจากเตะมุมอยู่ที่ 44 วินาที แม้จะเป็นการโจมตีที่รุนแรง แต่ดูเหมือนมันกระทบจุดที่บอบบางอยู่แล้ว

ประวัติศาสตร์อันน่ารังเกียจที่กำลังตามหลอกหลอนพวกเขาอีกครั้ง

ในสามฤดูกาลหลังสุด อาร์เซน่อล (Arsenal) จบอันดับสอง สองครั้งแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) และฤดูกาลล่าสุดแพ้ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เมื่ออดีตถูกหยิบยกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเล่าเรื่อง “ความเป๋” หรือ “การสะดุดช่วงท้าย” จึงถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง โปรแกรมสำคัญรออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะเกมพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม (Etihad Stadium) วันที่ 18 เมษายน ชะตากรรมยังอยู่ในมือของพวกเขา แต่ก็อยู่ในมือของ ซิตี้ เช่นกัน อาร์เซน่อล (Arsenal) ยังเป็นจ่าฝูง พวกเขายังมีโอกาสเต็มมือ แต่สิ่งที่ต้องเอาชนะก่อน อาจไม่ใช่คู่แข่งในสนาม หากคือเสียงวิจารณ์ ความคาดหวัง และความทรงจำจากอดีต มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ส่งสารชัดเจน ใครรับมือแรงกดดันไม่ได้ ก็ไม่ควรอยู่ที่นี่ เพราะการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ไม่ใช่ทางเดินสำหรับผู้ที่หวั่นไหว และศึกที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) จะเป็นบทพิสูจน์ ว่าพวกเขา “มีความกล้า” พอจะเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่หรือไม่

เป๊ป สั่งแข้ง เรือใบ ผ่อนคลายจิบค็อกเทล หลังชัยชนะล่าสุดพร้อมกดดันปืนเต็มสูบ

ภาพของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) ที่ยืนยิ้มกว้างกลางสนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม (Etihad Stadium) พร้อมกำหมัดชูขึ้นรอบทิศทาง คือสัญลักษณ์ของชัยชนะที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความกดดันและความตึงเครียด เกมที่พวกเขาเฉือนชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) 2-1 ไม่ได้เป็นเพียงสามแต้มธรรมดา แต่คือสารที่ส่งตรงไปยัง อาร์เซน่อล (Arsenal) ว่า “ถึงตาคุณแล้ว” หลังเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) แสดงอารมณ์อย่างชัดเจน เขาพึงพอใจจนถึงขั้นประกาศให้ลูกทีมพักสามวันเต็ม พร้อมพูดติดตลกว่าควรใช้เวลานี้ไปดื่ม ไคปิรินญ่า และ ไดคีรี ให้เต็มที่ เขากล่าวว่า “ผมบอกนักเตะว่า พวกเราไปดื่ม ไคปิรินญ่า และ ไดคีรี กันเถอะในสามวันหยุดนี้ ใช้ชีวิตให้สนุก แล้วหลังจากนั้นกลับมาซ้อมอย่างจริงจังสามเซสชั่น ก่อนจะไปเยือน ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United)” ไม่ว่าลูกทีมจะทำตามคำแนะนำเรื่องค็อกเทลจริงหรือไม่ แต่บรรยากาศเฉลิมฉลองหลังเกมสะท้อนว่าชัยชนะนี้มีน้ำหนักมหาศาล

แมนฯ ซิตี้ คว้าชัยเหนือ นิวคาสเซิ่ลพร้อม ไล่บี้ อาร์เซน่อล เหลือสองแต้มเท่านั้น

เรือเฉือนนิว 2-1 จี้ปืน

ชัยชนะเหนือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ไล่หลัง อาร์เซน่อล (Arsenal) เหลือเพียงสองคะแนนเท่านั้น ขณะเดียวกัน ฝั่ง “ปืนใหญ่” เพิ่งสะดุดในเกมกลางสัปดาห์ เมื่อพลาดท่าสองประตูที่นำอยู่ และจบลงด้วยผลเสมอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (Wolverhampton Wanderers) ทีมโซนตกชั้น แรงกดดันจึงย้ายขั้วทันที เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) กล่าวถึงพลังจากแฟนบอลว่า “ความเชื่อมโยงระหว่างเรากับแฟนบอลคืนนี้ดีที่สุดในฤดูกาลนี้ เรามีพลังบวกที่ยอดเยี่ยม และเราต้องรักษามันไว้จนจบฤดูกาล” แม้เขายอมรับว่านี่ไม่ใช่เกมที่สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งสำคัญคือทีมแสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียว “มันไม่ใช่เกมในอุดมคติ แต่เราเล่นกันเป็นทีม และนี่คือสิ่งที่ต้องทำในช่วงเวลานี้ของฤดูกาล” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ชุดนี้อาจไม่ใช่ทีมเครื่องจักรที่เดินหน้าเก็บชัยชนะต่อเนื่องแบบไร้ปรานีเหมือนยุคที่พวกเขาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) สี่สมัยติดต่อกัน หลายตำแหน่งเปลี่ยนแปลง ผู้เล่นบางส่วนยังไม่เคยผ่านเส้นทางลุ้นแชมป์ยาวนานเช่นนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) ยอมรับว่าประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของขุมกำลังชุดปัจจุบันยังไม่เคยเผชิญสถานการณ์แบบนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีแกนหลักที่ผ่านประสบการณ์มาแล้ว เช่น รูเบน ดิอาส (Ruben Dias) และ โรดรี้ (Rodri) รวมถึงตัวเขาเอง นั่นทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ยังมี “ดีเอ็นเอผู้ชนะ” ที่พร้อมจะกลับมาทำงานในช่วงโค้งสุดท้าย

ฮาแลนด์ ไม่ยิง แต่ทรงพลัง ส่วน ดอนนารุมม่า คือฮีโร่อีกคนอย่างแท้จริง

ในเกมกับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) คนที่โดดเด่นที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ทำประตู เออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) แสดงบทบาทผู้นำด้วยพลังงานเต็มร้อย แม้ไม่มีชื่อบนสกอร์บอร์ด แต่เขาวิ่งไล่บอลอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กดดันแนวรับคู่แข่ง โหม่งเคลียร์เกมรับ และเปิดบอลอย่างแม่นยำให้ นิโก โอไรลี่ย์ (Nico O'Reilly) ทำประตูชัย

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) กล่าวชัดเจนว่า “เขาคือแมนออฟเดอะแมตช์ ถ้าไม่มี เออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) เราคงทำไม่ได้” ส่วน นิโก โอไรลี่ย์ (Nico O'Reilly) เองก็สร้างความประทับใจอย่างยิ่ง แม้ปกติเขาถูกมองว่าเป็นแบ็กซ้าย แต่ในเกมนี้เขาเล่นหลังกองหน้า และแสดงความหลากหลายทางแท็คติก ซึ่งอาจทำให้ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) กุนซือทีมชาติ อังกฤษ (England) ต้องจับตามอง อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือผู้รักษาประตู จานลุยจิ ดอนนารุมม่า (Gianluigi Donnarumma) อดีตแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) กำลังไล่ล่าความสำเร็จใหม่ใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) แม้เขาจะถูกวิจารณ์เรื่องการรับลูกกลางอากาศ แต่จุดแข็งของเขาคือเซฟมหัศจรรย์ในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย ก่อนหน้านี้ เขาเคยเซฟสุดเหลือเชื่อจาก อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ (Alexis Mac Allister) ในเกมกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของฤดูกาล และในเกมนี้ เมื่อ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) โหมบุกช่วงท้าย ฮาร์วีย์ บาร์นส์ (Harvey Barnes) ได้โอกาสทอง จานลุยจิ ดอนนารุมม่า (Gianluigi Donnarumma) พุ่งเหยียดสุดแขนปัดบอลออกไปได้อย่างเหลือเชื่อ ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงนกหวีดดังขึ้น และ เอติฮัด สเตเดี้ยม (Etihad Stadium) ก็ระเบิดด้วยเสียงเฮ ตอนนี้สายตาทั้งลีกจับจ้องไปที่เกม นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้ ระหว่าง อาร์เซน่อล (Arsenal) กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ฝั่ง “ไก่เดือยทอง” จะมี อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) คุมทีมในฐานะกุนซือชั่วคราว อาร์เซน่อล (Arsenal) ของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบสนองเพราะหากพลาดอีกครั้ง โมเมนตัมอาจพลิกไปอยู่ในมือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) อย่างเต็มตัว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) อาจไม่ใช่ทีมที่ไหลลื่นเหมือนยุคทองที่ผ่านมา แต่พวกเขายังมีผู้จัดการทีมอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) ที่เข้าใจการบริหารแรงกดดัน พวกเขายังมีผู้นำในสนามอย่าง เออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) ยังมีแนวรับที่แข็งแกร่ง และผู้รักษาประตูที่พร้อมสร้างปาฏิหาริย์ สูตรอาจเรียบง่าย ชนะทุกนัดที่เหลือ แล้วแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) จะเป็นของพวกเขาอีกครั้ง ตอนนี้ เวทีเปลี่ยนไปสู่ลอนดอนเหนือ และความกดดัน กำลังอยู่ในมือของ อาร์เซน่อล (Arsenal) อย่างเต็มรูปแบบ

การทดลองใหม่ของอาร์เซนอล กับบทบาทหมายเลข 10

ฤดูกาลนี้ Arsenal ต้องเผชิญปัญหานักเตะถอนตัวก่อนแข่งหลายครั้ง และเกมกับวีแกนก็เช่นกัน เมื่อริคคาร์โด คาลาฟิออรีไม่สามารถลงสนามได้ในช่วงวอร์มอัพ ทำให้ Mikel Arteta จำเป็นต้องปรับระบบแบบกะทันหัน
ยิ่งไปกว่านั้น แดนกลางของทีมยังขาดตัวหลักอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด, ไค ฮาแวร์ตซ์ และมิเกล เมริโน ที่บาดเจ็บทั้งหมด ส่งผลให้อาร์เตตาต้องหาทางออกใหม่ในเชิงแท็กติก เพื่อรักษาสมดุลเกมรุกและเกมรับไปพร้อมกัน

การขยับซากาเข้าสู่บทบาทหมายเลข 10

การตัดสินใจสำคัญในเกมนี้คือการขยับ Bukayo Saka จากตำแหน่งปีกเข้าสู่บทบาทหมายเลข 10
ขณะที่ไมล์ส ลูอิส-สเคลลีย์ถูกถอยไปยืนแบ็กซ้าย ซากาถูกมอบหน้าที่เชื่อมเกมรุกจากตรงกลางสนาม เป็นการปรับที่แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ ซึ่งอาร์เตตามักเปลี่ยนตัวแบบตรงตำแหน่ง
นี่อาจเป็นสัญญาณถึง “วิวัฒนาการ” รูปแบบใหม่ของเกมรุกอาร์เซนอล ที่ไม่ได้ยึดติดกับปีกแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว

 บทบาทใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับซากา

การทดลองใหม่ของอาร์เซนอล

แม้ซากาจะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในปีกที่ดีที่สุดในโลก แต่เขาเคยเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางมาแล้วในฤดูกาล 2020 ช่วงล็อกดาวน์ โดยเคยทำแอสซิสต์และยิงชนคานในเกมกับไบรท์ตัน
จุดเด่นของซากาคือการคอนโทรลบอลในพื้นที่แคบ การเลี้ยงหลบแรงกดดัน และการตัดสินใจรวดเร็ว คุณสมบัติเหล่านี้เหมาะกับบทบาทหมายเลข 10 อย่างยิ่ง
แม้ตัวเลขฤดูกาลนี้จะอยู่ที่ 7 ประตู และ 7 แอสซิสต์จาก 33 นัดในทุกรายการ แต่ศักยภาพของเขายังเปิดกว้างต่อการพัฒนาในบทบาทใหม่

สัญญาณถึงทิศทางเกมรุกของอาร์เซนอลในอนาคต

การใช้งานซากาในตำแหน่งหมายเลข 10 ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สะท้อนแนวคิดของอาร์เตตาที่ต้องการความยืดหยุ่นในทีม
หากมิดฟิลด์ตัวหลักกลับมาฟิตสมบูรณ์ ซากาอาจยังคงถูกใช้เป็นปีกเหมือนเดิม แต่เกมนี้แสดงให้เห็นว่าเขามีศักยภาพจะเป็นแกนกลางเกมรุกได้เช่นกัน
นี่อาจเป็นอีกหนึ่งอาวุธใหม่ของอาร์เซนอลในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล และเป็นทางเลือกสำคัญเมื่อทีมต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บหรือคู่แข่งที่อุดเกมริมเส้นอย่างเข้มข้น

ทำไม เอเซ ถึงต้องต่อสู้เพื่อโอกาสลงสนามกับ อาร์เซนอล แม้ค่าตัว 67 ล้านปอนด์

หนึ่งในช่วงเวลาที่โดดเด่นที่สุดของฤดูกาลนี้ของ อาร์เซนอล (Arsenal) เกิดขึ้นในเดือน พฤศจิกายน เมื่อ เอเบเรชี เอเซ (Eberechi Eze) ระเบิดฟอร์มทำแฮตทริก พาทีมเอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ไปแบบขาดลอย 4-1 ในศึก พรีเมียร์ลีก (Premier League) อย่างไรก็ตาม ภาพความยอดเยี่ยมในวันนั้น กลับสวนทางกับสถานการณ์ปัจจุบันของแนวรุกทีมชาติ อังกฤษ (England) รายนี้ อย่างสิ้นเชิง เพราะเวลานี้ เอเซ (Eberechi Eze) กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการสอดแทรกขึ้นมาเป็นตัวจริงของทีม ใน 6 นัดหลังสุดของ อาร์เซนอล (Arsenal) ในศึก พรีเมียร์ลีก (Premier League) เอเซ (Eberechi Eze) ได้ลงสนามรวมกันเพียง 23 นาที เท่านั้น และถึง 4 นัดที่เขาเป็นเพียงตัวสำรองที่ไม่ได้ถูกส่งลงเล่นเลย นี่คือสถานการณ์ที่น่าประหลาดใจ เมื่อพิจารณาว่า อาร์เซนอล (Arsenal) ทุ่มเงินถึง 67 ล้านปอนด์ คว้าตัวเขามาจาก คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace) เมื่อเดือน สิงหาคม เพื่อเพิ่มมิติความสร้างสรรค์ให้กับเกมรุก

นักเตะที่มีพรสวรรค์ แต่ไร้พื้นที่แสดงออก

เอเซ่ 67ล้านปอนด์

จุดเด่นของ เอเซ (Eberechi Eze) คือการยิงประตูที่กล้าเสี่ยง การเลี้ยงบอลที่สามารถเจาะแนวรับได้ในพริบตา และความพลิ้วไหวที่หาได้ยากในทีมชุดปัจจุบันของ อาร์เซนอล (Arsenal) ด้วยเหตุนี้ จึงยิ่งทำให้เกิดคำถามมากขึ้น เมื่อเขาได้ลงเล่นเพียงเล็กน้อยในเกมที่ทีมต้องการไอเดียในการเจาะแนวรับ โดยเฉพาะในสองเกมที่เสมอแบบไร้สกอร์กับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) และ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ซึ่ง อาร์เซนอล (Arsenal) ครองเกมได้อย่างเหนือกว่า และไม่เปิดโอกาสให้คู่แข่งยิงตรงกรอบได้เลย แต่กลับไม่สามารถทำประตูชัยได้ ในเกมเหล่านั้น เอเซ (Eberechi Eze) ถูกส่งลงสนามเพียงเกมละประมาณ 10 นาที เท่านั้น ซึ่งยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า เขาอยู่ตรงจุดใดในแผนการทำทีมของ มิเกล อาร์เตตา (Mikel Arteta) กันแน่ ฤดูกาลนี้ เอเซ (Eberechi Eze) ทำไป 5 ประตู และ 4 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 26 นัดรวมทุกรายการให้กับ อาร์เซนอล (Arsenal)

อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถทำประตูได้เลย นับตั้งแต่เกมแฮตทริกใส่ สเปอร์ส (Tottenham Hotspur)

นับตั้งแต่ขึ้นปีใหม่ โอกาสออกสตาร์ตเป็นตัวจริงของเขา มีเพียงสองนัดเท่านั้น ได้แก่

  • เกม เอฟเอ คัพ (FA Cup) ที่บุกชนะ พอร์ทสมัธ (Portsmouth) เมื่อวันที่ 11 มกราคม
  • เกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) ที่เอาชนะ อินเตอร์ มิลาน (Inter Milan)

ในเกมที่ ซาน ซิโร (San Siro) เอเซ (Eberechi Eze) ลงเล่นไป 64 นาที และมีส่วนสำคัญกับประตูแรกในชัยชนะ 3-1 แต่ฟอร์มโดยรวมก็ยังไม่ถึงขั้นโดดเด่นที่สุด

การกลับมาของ โอเดการ์ด คืออุปสรรคสำคัญ

หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ เอเซ (Eberechi Eze) สอดแทรกกลับมาเป็นตัวจริงได้ยาก คือการกลับมาฟิตสมบูรณ์ของ มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) กัปตันทีม อาร์เซนอล (Arsenal) กลับมาลงสนามตั้งแต่ปลายเดือน พฤศจิกายน และได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงถึง 8 จาก 10 นัดหลังสุดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) โอเดการ์ด (Martin Odegaard) และ เอเซ (Eberechi Eze) เล่นในบทบาทใกล้เคียงกัน หาก มิเกล อาร์เตตา (Mikel Arteta) เลือกใช้ทั้งคู่พร้อมกัน ก็จะต้องดร็อปหนึ่งในสองมิดฟิลด์ตัวหลักอย่าง เดแคลน ไรซ์ (Declan Rice) หรือ มาร์ติน ซูบิเมนดี (Martin Zubimendi) ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ แม้ เอเซ (Eberechi Eze) จะสามารถเล่นฝั่งซ้ายได้ และเคยทำผลงานยอดเยี่ยมในตำแหน่งนี้กับ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace) แต่เส้นทางดังกล่าวก็ถูกปิดกั้นด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ เลอันโดร ทรอสซาร์ด (Leandro Trossard)ทรอสซาร์ด (Leandro Trossard) คือหนึ่งในผู้เล่นที่ทำผลงานสม่ำเสมอที่สุดของ อาร์เซนอล (Arsenal) ในฤดูกาลนี้ และกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของ อาร์เตตา (Mikel Arteta) แม้ อาร์เตตา (Mikel Arteta) จะเคยกล่าวว่า เอเซ (Eberechi Eze) มีความฉลาดและสามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง แต่ความผิดพลาดในเกมที่พบ แอสตัน วิลลา (Aston Villa) เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่เขาไม่ตามประกบ แมตตี แคช (Matty Cash) จนเสียประตู ก็ส่งผลต่อความเชื่อมั่นไม่น้อย อาร์เตตา (Mikel Arteta) ยืนยันว่า ระหว่างที่ เอเซ (Eberechi Eze) ไม่ได้ลงเล่น เขาแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทและความกระหายที่เพิ่มขึ้น

ผู้จัดการทีมชาว สเปน (Spain) ยังกล่าวว่า เอเซ (Eberechi Eze) ลงเล่นฟุตบอลมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของทุกฤดูกาลก่อนหน้าในอาชีพ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ขณะเดียวกัน เอเซ (Eberechi Eze) ยังเป็นหนึ่งในนักเตะที่ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ผู้จัดการทีมชาติ อังกฤษ (England) ชื่นชอบ และเขาหวังมีชื่อติดทีมลุย ฟุตบอลโลก (World Cup) แต่ ทูเคิล (Thomas Tuchel) เคยกล่าวชัดเจนว่า การเป็นนักเตะที่ดีในห้องแต่งตัวอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีผลงานในสนามอย่างสม่ำเสมอ อาร์เซนอล (Arsenal) กำลังมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม นำเป็นจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก (Premier League) ห่างคู่แข่ง 7 คะแนน มีผลงานชนะรวดใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) และได้เปรียบ เชลซี (Chelsea) ในศึก คาราบาว คัพ (Carabao Cup) รอบรองชนะเลิศ แต่สำหรับ เอเซ (Eberechi Eze) ทุกโอกาสที่ได้รับอาจเป็นโอกาสชี้ชะตา หากเขาได้ออกสตาร์ตในเกมพบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) สุดสัปดาห์นี้ เขาจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ทำไม อาร์เซนอล (Arsenal) ถึงยอมทุ่มเงิน 67 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัวเขามาร่วมทีม

อาร์เซนอล พลาดโอกาสสำคัญหลัง ถูกปฏิเสธ จุดโทษ ชัดเจน จริงหรือไม่

การแข่งขัน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (Premier League) เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา กลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่สร้างความรู้สึกเสียดายให้กับแฟนบอล อาร์เซนอล (Arsenal) หลังจากทีมทำได้เพียงเสมอแบบไร้สกอร์ 0-0 กับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) แม้ผลการแข่งขันจะช่วยให้ อาร์เซนอล (Arsenal) ยังคงนำเป็นจ่าฝูงของตาราง แต่โอกาสที่จะขยับหนี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ออกไปเป็น 9 คะแนน กลับหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เพิ่งพ่ายแพ้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) 0-2 ที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด (Old Trafford) โอกาสทองอยู่ตรงหน้า แต่ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) กลับไม่สามารถคว้า 3 แต้มได้สำเร็จ

สถิติที่ไม่น่าจดจำ หลังเสมอสองนัดติด ครั้งแรกในรอบ 14 ปี

อาร์เซน่อล เสมอสองนัดติดต่อกัน

การเสมอกับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) ต่อจากการเสมอกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) 0-0 เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ อาร์เซนอล (Arsenal) เสมอสองเกมติดต่อกันใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (Premier League) เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ครั้งสุดท้ายที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ คือ ฤดูกาล 2012/13 ในเกมพบกับ ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland) และ สโต๊ค ซิตี้ (Stoke City) แม้สถิติจะไม่ดีนัก แต่ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ยังมองในแง่บวก เขาให้สัมภาษณ์ว่า ทีมของเขาสร้างโอกาสสำคัญได้ถึง “สี่ครั้งใหญ่” และไม่เสียโอกาสให้คู่แข่งยิงตรงกรอบแม้แต่ครั้งเดียว  ปีกตัวจี๊ดอย่าง โนนี่ มาดูเอเก้ (Noni Madueke) ยอมรับตามตรงว่า เกมนี้คือ “โอกาสที่หลุดลอยไป” เขากล่าวว่า อาร์เซนอล (Arsenal) ควรจะคว้าชัยชนะได้ หากมีความเฉียบคมมากกว่านี้ในจังหวะสุดท้าย จุดเด่นที่สุดของเกมนี้ คือ จังหวะแฮนด์บอลของ โอล่า ไอน่า (Ola Aina) กองหลัง น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เขากล่าวว่า “ผมดูภาพช้าแล้ว และคิดว่ามันคือการพยายามสกัดบอลในกรอบเขตโทษ นั่นคือ จุดโทษ ชัดเจน ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ตัดสินไม่ให้” เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ โอล่า ไอน่า (Ola Aina) พยายามควบคุมบอลในกรอบเขตโทษ ขณะถูก กาเบรียล เชซุส (Gabriel Jesus) กดดัน และถูกเพื่อนร่วมทีมอย่าง เอลเลียต แอนเดอร์สัน (Elliot Anderson) ชนจากด้านหลัง

บอลกระดอนจากหัวไหล่ ก่อนจะไปโดนแขนของ ไอน่า (Aina) ผู้เล่น อาร์เซนอล (Arsenal) เรียกร้องจุดโทษทันที แต่ผู้ตัดสิน ไมเคิล โอลิเวอร์ (Michael Oliver) และ VAR ไม่เปลี่ยนคำตัดสิน ศูนย์ควบคุมการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (Premier League Match Centre) โพสต์ผ่าน X (Twitter) ว่า “VAR ตรวจสอบแล้ว และยืนยันว่าไม่เป็นจุดโทษ เนื่องจากบอลโดนหัวไหล่ก่อน และแขนอยู่ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติ” กุนซือ ฟอเรสต์ อย่าง ฌอน ไดช์ (Sean Dyche) แสดงความเห็นว่า “ถ้าให้จุดโทษแบบนี้ ฟุตบอลคงต้องยกเลิกไปเลย กติกาต้องชัดเจนกว่านี้” เขายังเสริมว่า สิ่งที่ควรจัดการจริง ๆ คือ การแกล้งเจ็บ และการพุ่งล้ม

ทางฝั่งอดีตผู้ตัดสินเก่า มองว่าตัดสินถูกแล้วกับจังหวะที่ไม่ให้จุดโทษนี้แก่ อาร์เซนอล

ดาร์เรน แคนน (Darren Cann) อดีตผู้ช่วยผู้ตัดสิน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (Premier League) บอกกับ BBC Sport ว่า“แขนของเขาอยู่ใกล้ลำตัว และอยู่ในตำแหน่งที่สมเหตุสมผล” แพท เนวิน (Pat Nevin) อดีตปีก เชลซี (Chelsea) มองว่า แขนของ ไอน่า (Aina) เคลื่อนเข้าหาบอล ขณะที่ สตีเวน เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) อดีตกองกลาง ลิเวอร์พูล (Liverpool) เชื่อว่า ถ้าให้จุดโทษ จะถือว่า “เบาเกินไป” ฤดูกาลที่แล้ว พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (Premier League) มีจุดโทษจากแฮนด์บอลเพียง 9 ครั้ง

เทียบกับ เซเรีย อา อิตาลี (Serie A Italy) ที่มี 34 ครั้ง และ ลีก เอิง ฝรั่งเศส (Ligue 1 France) ที่มี 37 ครั้ง ฤดูกาลนี้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 15 ครั้ง แต่ยังถือว่าน้อยที่สุดใน 5 ลีกใหญ่ยุโรป VAR จะเปลี่ยนคำตัดสินก็ต่อเมื่อ เป็น “ความผิดพลาดชัดเจน”

ในกรณีนี้ ผู้ตัดสินในสนามมองไม่เห็น เพราะมีผู้เล่นบังสายตา หน้าที่จึงตกเป็นของ ดาร์เรน อิงแลนด์ (Darren England) ในห้อง VAR คำถามสำคัญคือ ไอน่า (Aina) ตั้งใจใช้แขนเล่นบอล หรือ แขนขยับเพราะโดนชน เมื่อ แอนเดอร์สัน (Anderson) ชนเขาก่อน การเคลื่อนไหวของแขนจึงอาจเป็นผลตามธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ VAR จึงไม่แทรกแซง มาร์ติน คีโอว์น (Martin Keown) อดีตกองหลัง อาร์เซนอล (Arsenal) กล่าวกับ TNT Sports ว่า “ถ้าอยากเป็นแชมป์ คุณต้องมีโมเมนต์พิเศษ ต้องทำอะไรที่เหนือกว่า” เขาเสริมว่า หากทีมมีความเฉียบคมกว่านี้ 3 แต้มจะไม่หลุดมือ ผู้ทำประตูสูงสุดของทีมในลีกตอนนี้ของไอ้ปืนใหญ่ คือ วิคเตอร์ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) และ  เลอันโดร ทรอสซาร์ (Leandro Trossard) ทั้งคู่ยิงได้เพียง 5 ประตู

มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ยอมรับว่า “เราต้องพัฒนาให้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อสร้างโอกาสได้ถึงสี่ครั้งใหญ่” ปัจจุบัน อาร์เซนอล (Arsenal) นำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) และ แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) อยู่ 7 คะแนน

โดย แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) จะพบ เอฟเวอร์ตัน (Everton) ในวันอาทิตย์ เส้นทางแชมป์ยังอีกยาวไกล แต่เกมแบบนี้ คือ ตัวอย่างของ “โอกาสที่ไม่ควรพลาด” เกมเสมอกับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) อาจไม่ใช่หายนะ แต่สำหรับทีมที่ต้องการแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (Premier League) ทุกคะแนนมีค่า ไม่ว่าจะเป็น จุดโทษ ที่ไม่ได้รับ หรือ โอกาสยิงที่พลาดไป ทั้งหมดคือบทเรียนสำคัญ หาก อาร์เซนอล (Arsenal) ต้องการยืนอยู่บนจุดสูงสุดของ อังกฤษ (England) อีกครั้งในรอบ 20 ปี พวกเขาต้อง “เฉียบคมกว่าเดิม” และ “เด็ดขาดกว่าเดิม” ในทุกเกม

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin