อาร์เซนอล แชมป์ลีก แต่แพ้รอบชิงยุโรป และคำถามที่รอ

สุดสัปดาห์เดียวที่ให้ทั้งความสุขและความเจ็บปวดในแบบที่ยากจะหาคำอธิบายที่สมบูรณ์แบบ วันอาทิตย์ที่แฟนบอลอาร์เซนอลทั่วลอนดอนเหนือออกมาฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก และวันเสาร์ก่อนหน้านั้นที่ทีมแพ้รอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีกให้กับปารีส แซงต์-แฌร์แม็ง ด้วยการยิงลูกโทษในกรุงบูดาเปสต์

สองเหตุการณ์ในสองวันที่บอกทุกอย่างเกี่ยวกับอาร์เซนอลในยุคของ มิเกล อาร์เตต้า ได้อย่างครบถ้วน นั่นคือพวกเขาคือทีมที่ดีที่สุดในอังกฤษ แต่ยังไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุดในยุโรป และช่องว่างระหว่างสองสิ่งนั้นในรอบชิงชนะเลิศคืนนั้นชัดเจนพอที่จะทำให้ทุกคนต้องหยุดคิดว่าอาร์เซนอลต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อจะก้าวข้ามจุดนั้นได้

ตัวเลขที่บอกทุกอย่างโดยไม่ต้องอธิบาย

ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดจากรอบชิงชนะเลิศไม่ใช่สกอร์ แต่คือสถิติการครองบอลที่ 75-25 เปอร์เซ็นต์ในทางที่เสียเปรียบ

ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีกระหว่างสองทีมที่ถูกมองว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในยุโรป การที่ฝ่ายหนึ่งครองบอลได้แค่ 25 เปอร์เซ็นต์ตลอด 120 นาทีนั้นน่าแปลกใจอย่างมาก และนอกจากสถิติการครองบอลที่น่าตกใจแล้ว อาร์เซนอลยังยิงใส่กรอบประตูของ PSG ได้แค่ครั้งเดียวตลอด 120 นาทีทั้งเกมปกติและต่อเวลาพิเศษ นั่นคือประตูของ ไค ฮาเวิร์ตซ์ ในช่วงต้นเกม

เสียงจากฝั่ง PSG ที่เจ็บปวดที่สุด

Stick or twist for Arteta

หลังจากเกมจบลง กองกลางของ PSG อย่าง ฌูเอา เนเวส ออกมาพูดในแบบที่อาจฟังดูไม่ค่อยให้เกียรติ แต่ก็ตรงกับสิ่งที่หลายคนเห็นในสนาม เมื่อเขาบอกว่าทีมของ ลุยส์ เอนริเก "เป็นทีมเดียวที่ต้องการเล่นฟุตบอล"

คำพูดนั้นฟังดูดูแคลน แต่ถ้ามองด้วยความเป็นกลางและเปรียบเทียบกับสถิติที่ออกมา มันก็ไม่ได้ผิดจากความจริงมากนัก เพราะทีมที่ครองบอลได้ 75 เปอร์เซ็นต์และสร้างโอกาสได้มากกว่าอย่างชัดเจนตลอด 120 นาที ย่อมมีสิทธิ์บอกว่าพวกเขาต้องการเล่นและทำได้มากกว่า

อาร์เตต้าและคำสารภาพที่น่าสนใจ

สิ่งที่ มิเกล อาร์เตต้า พูดหลังเกมนั้นน่าสนใจมากในหลายแง่มุม เพราะเขาไม่ได้แค่ยอมรับว่า PSG เล่นได้ดีกว่า แต่เขายังพูดถึงสิ่งที่ PSG ทำได้ในแบบที่ฟังดูเหมือนเขากำลังบอกทิศทางที่อาร์เซนอลอาจต้องการเดินไปในอนาคต

"สิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้กับลูกบอล ด้วยการกระทำส่วนตัว ผมไม่เคยเห็นแบบนั้นมาก่อน" อาร์เตต้ากล่าว และยังเสริมว่า "มันไม่ใช่แผนที่จะเล่นในพื้นที่บางส่วนเมื่อไม่มีบอล แต่พวกเขาบังคับให้เราทำแบบนั้น"

สูตรที่ชนะในอังกฤษกับสูตรที่ชนะในยุโรป

คำถามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับอาร์เซนอลในตอนนี้คือว่าสูตรที่พาพวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกนั้นเพียงพอสำหรับการคว้าแชมป์ยุโรปหรือไม่

ในพรีเมียร์ลีก อาร์เซนอลใช้สไตล์การกดดันสูง การเปลี่ยนบอลอย่างรวดเร็ว และการป้องกันที่มั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทีมส่วนใหญ่ในลีกไม่ได้มีทักษะในการเล่นบอลสั้นและการสร้างเกมจากด้านหลังที่ดีพอที่จะทำให้อาร์เซนอลอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ในแง่ของการครองบอล

สิ่งที่อาร์เซนอลต้องทำเพื่อก้าวข้ามขั้นถัดไป

ถ้าอาร์เซนอลต้องการไม่แค่แข่งขันในรอบชิงชนะเลิศยุโรป แต่ต้องการชนะมัน มีสิ่งที่หลายคนในวงการมองว่าต้องพัฒนาในฤดูกาลหน้า

ประเด็นแรกคือคุณภาพของการสร้างเกม เพราะการจะครองบอลได้มากขึ้นในระดับยุโรปไม่ใช่แค่เรื่องของแทคติก แต่เป็นเรื่องของคุณภาพของผู้เล่นในการรับและส่งบอลในพื้นที่แคบภายใต้แรงกดดันสูง ซึ่งต้องการทักษะส่วนตัวในระดับที่สูงกว่าที่มีอยู่ในทีมตอนนี้

ศึกชิงแชมป์พรเีมีร์ลีก เดือด หลังปืนเชือดเจ้าสัวหนีเรือ 6 แต้ม

การแข่งขันลุ้นแชมป์ของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฤดูกาลนี้ ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่เข้มข้นและดราม่าที่สุดในรอบหลายปี คำถามสำคัญที่แฟนบอลกำลังถกเถียงกันคือ ตอนนี้ อาร์เซน่อล (Arsenal) กลับมาได้เปรียบเหนือ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) แล้วหรือยัง หลังจากเอาชนะ ฟูแล่ม (Fulham) ไป 3-0 ทำให้ อาร์เซน่อล (Arsenal) ขยับหนีเป็น 6 คะแนน โดยเหลือการแข่งขันอีกเพียง 3 นัดในลีกขณะที่ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) อย่าง แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) ยังมีโปรแกรมเหลือ 5 นัด และแข่งน้อยกว่า 2 เกม อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้มาพร้อมแรงกดดัน เพราะ “เรือใบสีฟ้า” แทบจะพลาดไม่ได้เลยแม้แต่นัดเดียว นั่นคือความกดดัน ที่ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta ) โยนมาใส่ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City)  อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) มองว่า อาร์เซน่อล (Arsenal)  คือทีมเต็งแชมป์อย่างชัดเจน เขาเชื่อว่าพวกเขาจะจบการรอคอยแชมป์ลีกยาวนาน 22 ปี และอาจคว้าแชมป์ด้วยคะแนนทิ้งห่าง ในขณะที่ ทางฝั่ง โจ ฮาร์ท ( Joe Hart)  อดีตผู้รักษาประตูของ  แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) กลับมั่นใจในทีมเก่าว่าจะพลิกสถานการณ์ได้ สะท้อนให้เห็นว่าการลุ้นแชมป์ยังคงเปิดกว้าง

 

โยเคเรส พิสูจน์ตัวเองแล้วหรือยัง หลังเคยถูกวิจารณ์อย่างหนัก

เยอเคเรส ยิงสอง เกมเจอฟูแล่ม

ก่อนเปิดฤดูกาล หลายฝ่ายมองว่า อาร์เซน่อล (Arsenal) จำเป็นต้องมีกองหน้าที่ทำประตูได้ระดับ 20 ลูกต่อฤดูกาล หากต้องการลุ้นแชมป์อย่างจริงจัง และตอนนี้พวกเขาอาจได้คำตอบแล้วในตัวของ วิคเตอร์ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) กองหน้าทีมชาติ สวีเดน รายนี้ ทำไปแล้ว 21 ประตูรวมทุกรายการ หลังเหมาคนเดียว 2 ประตู ในเกมที่ Arsenal เปิดบ้านชนะฟูแล่ม (Fulham)  3-0 พร้อมพาทีมขยับนำ Manchester City เป็น 6 คะแนน บนตาราง พรีเมียร์ลีก (Premier League)อาร์เซน่อล (Arsenal) คว้าตัว โยเคเรส (Viktor Gyokeres) มาจาก Sporting ด้วยค่าตัวราว 64 ล้านปอนด์ หลังเจ้าตัวระเบิดฟอร์มยิงไป 97 ประตู จาก 102 นัด ในลีก โปรตุเกส ด้วยราคาค่าตัวและสถานะการเป็นนักเตะที่ถูกดึงมาเพื่อ “พาทีมคว้าแชมป์ทันที” ความคาดหวังจึงสูงมากตั้งแต่วันแรก ตลอดฤดูกาลนี้ อดีตกองหน้าของ โควเนทรี ซิตี้ (Coventry City) ถูกวิจารณ์ไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องการมีส่วนร่วมกับเกมโดยรวม หลายคนตั้งคำถามว่าเขาเหมาะกับระบบของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) จริงหรือไม่ แต่หลังจากยิงจุดโทษใส่ แอต มาดริด (Atletico Madrid) ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) รอบรองชนะเลิศ และตามด้วย 2 ประตูสำคัญในเกมลีกกับ ฟูแล่ม (Fulham)  เสียงวิจารณ์เหล่านั้นเริ่มเบาลงอย่างชัดเจน

หากสุดท้าย อาร์เซน่อล (Arsenal) คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ได้จริง สิ่งที่ผู้คนจะจดจำคงไม่ใช่ข้อบกพร่องเล็ก ๆ ในการเล่นของ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) แต่จะเป็นประตูสำคัญที่พาทีมเข้าใกล้ถ้วยแชมป์มากขึ้น ประตูแรกของเขาในนาทีที่ 9 ที่ เอมิเรตต์ สเตเดี้ยม (Emirates Stadium) ทำให้ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) ยิงครบ 20 ประตูในฤดูกาลนี้ และกลายเป็นนักเตะ อาร์เซน่อล (Arsenal) คนแรกที่ยิงได้อย่างน้อย 20 ประตูรวมทุกรายการในฤดูกาลแรกกับสโมสร นับตั้งแต่ อเล็กซิส ซานเชซ (Alexis Sanchez) เคยทำไว้ 25 ประตู ในฤดูกาล 2014-15 นี่ถือเป็นสัปดาห์สำคัญของกองหน้ารายนี้ เพราะฟอร์มในเกมกับ แอต มาดริด (Atletico Madrid) ช่วยให้ อาร์เซน่อล (Arsenal)มีความมั่นใจก่อนลงเล่นเลกสอง ส่วนเกมกับ ฟูแล่ม (Fulham)  ก็เป็นครั้งแรกที่เขาทั้งยิงและแอสซิสต์ได้ในครึ่งแรกของเกมลีก นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีม

อาร์เตต้า ยก โยเคเรส ฟอร์มเยี่ยมมีส่วนร่วมกับทีมสูง

มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) กล่าวชื่นชมว่า โยเคเรส (Viktor Gyokeres) ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการเคลื่อนที่ การเลือกตำแหน่ง และจังหวะเข้าทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมฝึกซ้อมกันมาอย่างต่อเนื่อง เขายังมองว่าผลงานครั้งนี้จะช่วยเพิ่มทั้งพลัง ความมั่นใจให้กับตัวนักเตะ และส่งผลดีต่อทีมโดยรวม อีกหนึ่งสัญญาณที่ดีคือการกลับมาของ บูกาโย ซาก้า (Bukayo Saka) ที่ได้ออกสตาร์ตครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม หลังมีปัญหาเอ็นร้อยหวาย ซาก้า (Bukayo Saka) ยิงประตูที่สองของทีม และยังเป็นคนแอสซิสต์ให้ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) ทำประตูแรก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ปีกทีมชาติ อังกฤษ จ่ายให้กองหน้าชาว สวีเดน ทำประตูใน Premier League อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ยอมรับว่าทั้งคู่ยังไม่ได้เล่นร่วมกันมากนัก เพราะปัญหาอาการบาดเจ็บ แต่เกมนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ในเกมรุกของทั้งสองคนอาจเริ่มลงตัวในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) อดีตกองหน้าทีมชาติ อังกฤษ กล่าวผ่าน BBC Match of the Day ว่า เขาชื่นชอบ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) มาตลอดฤดูกาล เพราะนักเตะรายนี้ทำงานเพื่อทีมได้ดี คอยดึงกองหลังคู่แข่ง และมีจำนวนประตูที่น่าพอใจ โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล นี่คือเวลาที่ทีมต้องการกองหน้าหมายเลข 9 มากที่สุด ด้าน พอล เมอร์สัน (Paul Merson) อดีตนักเตะ อาร์เซน่อล (Arsenal)  กล่าวผ่าน Sky Sports ว่านี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดของ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) ที่เขาเคยเห็น และบางจังหวะทำให้นึกถึง เออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) เขายอมรับว่าเคยวิจารณ์กองหน้ารายนี้ไว้มาก แต่ถ้า อาร์เซน่อล (Arsenal)  คว้าแชมป์ลีกได้ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) จะถือเป็นการซื้อที่ยอดเยี่ยมทันที

อย่างไรก็ตาม คำถามยังคงอยู่คือ ประตูของเขาเพียงพอหรือไม่ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) ยิงได้ 5 ประตูจาก 8 นัดหลังสุด แต่เส้นทางของเขาไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เขาถูกตั้งคำถามเรื่องการพักบอล การเชื่อมเกม และการมีส่วนร่วมกับระบบทีม ก่อนเกมกับ ฟูแล่ม (Fulham) ประตูของเขาใน Premier League ช่วย อาร์เซน่อล (Arsenal)  เก็บเพิ่มได้เพียง 2 คะแนนในการลุ้นแชมป์ แต่หลังเกมนี้ ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มเป็น 5 คะแนน ฟูแล่ม (Fulham)  ยังเป็นเพียงทีมที่สองในกลุ่มท็อป 10 ที่เขายิงได้ แต่ในด้านอัตราการยิงประตูต่อนาที เขายังอยู่ในอันดับต้น ๆ ของลีก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อได้รับโอกาส เขายังเป็นกองหน้าที่มีประสิทธิภาพสูง อาร์เซน่อล (Arsenal)  ดึงเขาเข้ามาเพราะความสามารถในการจบสกอร์ รวมถึงการวิ่งทะลุแนวรับเพื่อเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีม จุดเด่นของเขาคือพละกำลัง ความเร็ว และการเคลื่อนที่หลังแนวรับคู่แข่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกมรุกของ อาร์เซน่อล (Arsenal)  มีมิติมากขึ้น เมื่อมองย้อนกลับไป ดาวซัลโวสูงสุดของทีมแชมป์ Premier League ที่ยิงน้อยที่สุดคือ แฟรงค์ แลมพาร์ด (Frank Lampard) ที่ทำได้ 13 ประตู ตอน Chelsea คว้าแชมป์ฤดูกาล 2004-05 และ อิลคาย กุนโดกัน (Ilkay Gundogan) ที่ทำได้เท่ากันในฤดูกาล 2020-21 กับ Manchester City ช่วงหนึ่งของฤดูกาล ดูเหมือนว่า โยเคเรส (Viktor Gyokeres) อาจไปไม่ถึงตัวเลขนั้น แต่ตอนนี้เขายิงในลีกไปแล้ว 14 ประตู ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับ อาร์เซน่อล (Arsenal)  ในการลุ้นยุติการรอคอยแชมป์ลีก 22 ปี

อีกปัจจัยที่ต้องให้เครดิตคือความฟิตของเขา ไค ฮาแวร์ตซ์ (Kai Havertz) มีปัญหาอาการบาดเจ็บและไม่สามารถลงเล่นได้ต่อเนื่อง ทำให้ภาระการยืนเป็นกองหน้าตัวหลักตกอยู่กับ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) แทบตลอดฤดูกาล แม้ อาร์เตต้า (Mikel Arteta) จะชื่นชอบ ฮาแวร์ตซ์ (Kai Havertz) และอาจเลือกใช้เขาในบางเกมใหญ่ แต่ในฤดูกาลที่แนวรุก อาร์เซน่อล (Arsenal)  หลายคนมีปัญหาบาดเจ็บ ความแข็งแกร่งและความพร้อมลงสนามของ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) คือสิ่งที่มีค่ามาก อาร์เซน่อล (Arsenal)  แพ้เพียง 3 นัดเท่านั้น เมื่อ โยเคเรส (Viktor Gyokeres) เป็นตัวจริง และเมื่อเหลือเกมลีกอีก 3 นัด ผลงาน ความทุ่มเท และประตูของเขา อาจได้รับรางวัลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือถ้วยแชมป์ Premier League ดังนั้น หากถามว่า โยเคเรส (Viktor Gyokeres) พิสูจน์ให้เสียงวิจารณ์เงียบลงได้หรือยัง คำตอบคือ เขาอาจยังไม่ได้สมบูรณ์แบบในทุกด้าน แต่เขากำลังทำหน้าที่สำคัญที่สุดของกองหน้า นั่นคือการยิงประตูในช่วงเวลาที่ทีมต้องการมากที่สุด และนั่นอาจเพียงพอที่จะเปลี่ยนฤดูกาลของ อาร์เซน่อล (Arsenal) ให้กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้สำเร็จ.

จากทีมสายบู๊ สู่ทีมที่ เสียความดุดันของ สาลิกาดง นิวคาสเซิ่ล

เรื่องราวของ นิวคาสเซิ่ล (Newcastle United) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในเคสที่น่าสนใจของ พรีเมียร์ลีก (Premier League ) อย่างแท้จริง จากทีมที่เคยถูกมองว่า “ไล่บี้ไม่หยุด” และสร้างความกดดันให้คู่แข่ง จนถึงวันนี้สิ่งที่พวกเขาเป็นกลับกลายเป็นทีมที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความแข็งแกร่งและสภาพจิตใจอย่างมาก ย้อนกลับไปในเกมที่พบกับ อาร์เซน่อล ( Arsenal ) ที่สนาม เอมิเรตต์ สเตเดี้ยม เมื่อเดือนมกราคม 2023 ผู้จัดการทีมอย่าง มิเกล อาร์เตต้า  (Mikel Arteta) ถึงกับกล่าวว่า “พวกเขาไม่เคยเจอทีมแบบนี้มาก่อน” ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความดุดันของ นิวคาสเซิ่ล (Newcastle United)  ในเวลานั้น แต่ปัจจุบัน ภายใต้การคุมทีมของ เอ็ดดี้ ฮาวว์ (Eddie Howe) ทีมกลับดูเสียความดุดันที่เคยมีไปแบบหมดสิ้น เปรียบเหมือนจากเสือร้ายกลายเป็นแมวส้มเชื่องๆ ตัวนึงก็ว่าได้ ในเกมเสมอแบบไร้สกอร์กับ อาร์เซน่อล ( Arsenal ) แม้จะไม่มีประตูเกิดขึ้น แต่สำหรับ นิวคาสเซิ่ล (Newcastle United)  นั่นคือ “ชัยชนะทางจิตใจ” ในวันนั้น พวกเขาไม่ยอมถอย ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เหมือนอดีต ผู้เล่นอย่าง จามาล ลาสเซลส์ (Jamaal Lascelles) ถึงกับโดนใบเหลืองจากการถ่วงเวลา เอ็ดดี้ ฮาวว์ (Eddie Howe) เองก ออกมาเผชิญหน้ากับ มิเกล อาร์เตต้า  (Mikel Arteta) ข้างสนาม เอ็ดดี้ ฮาวว์ (Eddie Howe) กล่าวหลังเกมว่า “เราไม่ได้มาเพื่อให้คนอื่นชอบ เรามาเพื่อแข่งขัน” คำพูดนี้สะท้อนตัวตนของ นิวคาสเซิ่ล (Newcastle United)  ในช่วงนั้นได้อย่างชัดเจน ทีมที่ “ไม่แคร์ภาพลักษณ์ แต่เน้นผลลัพธ์”

สาลิกาดง ผจญฟอร์มที่ตกลงอย่างน่ากังวล

ฮาวว์ทำ สาลิกาดิ่งเหว

แม้ นิวคาสเซิ่ล (Newcastle United)   จะเคยสร้างผลงานน่าประทับใจ เช่น ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด (Manchester United) ทั้งที่เหลือ 10 คน  บุกไปชนะ เชลซี (Chelsea ) และเกือบจะเอาชนะ บาร์เซโลน่า (Barcelona) ได้  แต่หลังจากนั้น ฟอร์มกลับดิ่งลงอย่างหนัก โดยเฉพาะเกมที่พวกเขาแพ้ บอร์นมัธ (Bournemouth) 2-1 ที่สะท้อนปัญหาได้ชัดเจน ทั้งการเสียประตูท้ายเกม และการขาดความกระตือรือร้น จังหวะที่ อาเดรียง ทรัฟฟอร์ด (Adrien Truffert) ยิงประตูชัยในนาทีที่ 85 ผู้เล่น นิวคาสเซิ่ล (Newcastle United)    หลายคนกลับ “วิ่งเหยาะ ๆ” กลับมา ไม่มีความเร่งรีบ ไม่มีความฮึดเหมือนในอดีต หนึ่งในสถิติที่น่ากังวลคือ นิวคาสเซิ่ล (Newcastle United)    เป็นทีมที่เสียประตูหลังนาทีที่ 75 มากที่สุดในลีก (19 ประตู) นี่ไม่ใช่แค่เรื่องแท็คติก แต่เป็นเรื่องของ “สภาพจิตใจ” และ “ความฟิต” ของทีม ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังเป็นทีมที่เสียแต้มจากการนำมากที่สุดในลีก (25 คะแนน) ซึ่งสะท้อนว่า ปิดเกมไม่ได้ ขาดความนิ่ง และเสียความเป็นทีมใหญ่ไปอย่างชัดเจน หลังความพ่ายแพ้ คีแรน ทริปเปียร์ ( Kieran Trippier ) เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ออกมาพูด เขากล่าวว่า “มันยาก โดยเฉพาะเกมในบ้าน เราเคยเป็นทีมที่แข็งแกร่งและน่ากลัว แต่ตอนนี้มันหายไป” เขายังย้ำว่า “ไม่ใช่ข้อแก้ตัว นักเตะต้องรับผิดชอบ” คำพูดนี้สะท้อนความจริงที่ทีมต้องเผชิญ  ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โค้ชเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงนักเตะด้วย

จากทีมแชมป์สู่ทีมธรรมดา ความสำเร็จที่ไม่ยั่งยืน

เพียงไม่นานก่อนหน้านี้ นิวคาสเซิ่ล (Newcastle United)    เพิ่งคว้าแชมป์ คาราบาวคัพ (Carabao Cup) และได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก (UEFA Champions League) แต่ปัจจุบัน พวกเขากลับดูเหมือน “คนละทีม” สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น โปรแกรมแข่งขันที่หนัก และถี่ ความไม่แน่นอนเรื่องนักเตะ รวมไปถึง ตลาดซื้อขายที่วุ่นวาย ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาแต่ทั้งหมดนี้ไม่สามารถอธิบายผลงานที่ย่ำแย่ได้ทั้งหมด กองหลังอย่าง แดน เบิร์น (Dan Burn) เคยบอกว่า
“เราเคยเป็นทีมที่รังแกคู่แข่ง” แต่ตอนนี้ กลับตรงกันข้าม ทีมอย่าง คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace) และ บอร์นมัธ (Bournemouth) สามารถเอาชนะพวกเขาได้แบบไม่ยาก สิ่งที่หายไปคือ การเข้าปะทะหนัก การไล่เพรสซิ่ง  และความมุ่งมั่นในเกม ส่วนประเด็นเรื่องการเปลี่ยนตัวของ เวลา เอ็ดดี้ ฮาวว์ (Eddie Howe) ก็เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงไม่น้อย จากสถิติที่เก็บมาบ่งบอกได้ชัดเจนว่า นิวคาสเซิ่ล (Newcastle United)  จะหมดเรี่ยวแรงในช่วงนาทีที่ 70 หลังจากนั้นทีมจะไม่สามารถตอบสนองได้เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา ทางด้าน ฮาวว์ ยอมรับว่า ทีมต้อง “ตอบสนองให้ดีกว่านี้” เขากล่าวว่า “ทีมจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนักเตะแต่ละคน เราสูญเสียประสบการณ์ และความเข้าใจเกมไปเล็กน้อย” สุดท้ายแล้ว นิวคาสเซิ่ล (Newcastle United)   ต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของพวกเขา นั่นคือการเป็นทีมที่เล่นด้วยพลัง ความมุ่งมั่น และไม่ยอมแพ้ หากพวกเขาทำได้ พวกเขายังมีโอกาสกลับมาเป็นหนึ่งในทีมชั้นนำของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ได้อีกครั้ง หากพวกเขาเอาความดุดันที่มี กลับคืนมาสู่ทีมได้สำเร็จ มิเช่นนั้นสถานการณ์ อาจจะยิ่งแย่ไปมากกว่านี้ และนั่นอาจจะรวมถึงอนาคตของ เอ็ดดี้ ฮาวว์ (Eddie Howe) กับเก้าอี้ผู้จัดการทีม นิวคาสเซิ่ล ด้วยเช่นกัน

เป๊ป ชื่นชมปืน รับเรียนรู้ได้มากขึ้น ก่อนเกมชี้ชะตาลุ้นแชมป์

เป๊ป กวาร์ดิโอลล่า ( Pep Guardiola ) ผู้จัดการทีมของ เรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ( Manchester City ) เปิดเผยว่า เขามีความสุขทุกครั้งที่ได้ชมการเล่นของ อาร์เซน่อล ( Arsenal ) พร้อมย้ำว่าสามารถเรียนรู้หลายสิ่งจากทีมของคู่แข่งรายนี้ได้ แม้ว่าทั้งสองทีมกำลังอยู่ในช่วงขับเคี่ยวแย่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ( Premier League ) อย่างเข้มข้นก็ตามในเวลานี้

โดดยทีมไอ้ปืนใหญ่ ภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า ( Mikel Arteta ) อดีตลูกหม้อของเป๊ป กำลังอยู่ในเส้นทางลุ้นคว้าดับเบิ้ลแชมป์ ทั้งในรายการ พรีเมียร์ลีก รวมไปถึง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ( UEFA Champions League ) ถ้วยที่อาร์เซน่อล ไม่เคยได้สัมผัสมันมาก่อน โดยในลีก พวกเขานำเป็นจ่าฝูง ทิ้งห่างทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ( Manchester City ) อยู่ 6 คะแนน และยังมีโปรแกรมรอบรองชนะเลิศในเวทียุโรป พบกับทีมตราหมี แอตเลติโก มาดริด ( Atletico Madrid ) อยู่อีกด้วย เรียกได้ว่าไม่กี่ก้าวก็จะก้าวไปสู่ความสำเร็จแบบยิ่งใหญ่แล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ผลงานโดยรวมจะยอดเยี่ยม แต่สไตล์การเล่นของ อาร์เซน่อล กลับถูกวิจารณ์มากขึ้นในช่วงหลัง โดยเฉพาะการพึ่งพาการทำประตูจากลูกตั้งเตะ ซึ่งคิดเป็นถึง 37% จากทั้งหมด 62 ประตูในลีกฤดูกาลนี้ อีกทั้งในช่วง 5 นัดหลังสุด พวกเขาทำได้เพียง 2 ประตูจากโอเพ่นเพลย์เท่านั้น ซึ่งหากเทียบกันตัวตนของ อาร์เซน่อล ในยุคก่อนถือว่าห่างกันลิบลับเลยทีเดียว

สภานการณ์บีบบังคับ ในเกมสำคัญกับการบุกเยือน เอติฮัด สเตเดี้ยม

เกมสำคัญกำลังจะมาถึง เมื่อ อาร์เซน่อล ต้องบุกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ( Manchester City ) ซึ่งรั้งอันดับ 2 ของตาราง ในวันอาทิตย์นี้ เวลา 16:30 น. ตามเวลาสหราชอาณาจักร โดยผลการแข่งขันนัดนี้อาจเป็นตัวกำหนดเส้นทางแชมป์ เพราะหาก อาร์เซน่อล ไม่แพ้ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะคว้าแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี เมื่อถูกถามว่าเขาสนุกกับการดู อาร์เซน่อล เล่นหรือไม่ เป๊ป กวาร์ดิโอลล่า ( Pep Guardiola )  ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ใช่ ผู้คนคาดหวังสูงมาก ทั้งจากสื่อ แฟนบอล และทุกฝ่าย แต่ผมสนุกกับการดูพวกเขาเล่น และผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากพวกเขา” เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่ทุกคนต้องการคือชัยชนะ และเราจะต่อสู้เพื่อมัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถต่อกรได้ นั่นคือการที่ อาร์เซน่อล  ไม่ได้แชมป์ Premier League มา 22 ปี พวกเขามีบางอย่างที่ทำให้พิเศษ และผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดี”

เป๊ป กวาร์ดิโอลล่า ( Pep Guardiola )  ย้อนความทรงจำถึงช่วงเวลาที่เขาเข้ามาคุม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงแรก ซึ่งทีมยังไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้ โดยแม้ว่าก่อนหน้านั้นจะมีผู้จัดการทีมอย่าง Manuel Pellegrini ( Manuel Pellegrini ) และ Roberto Mancini ( Roberto Mancini ) ที่เคยพาทีมประสบความสำเร็จมาแล้ว แต่ในยุคของเขาเอง ก็ต้องใช้เวลาในการสร้างทีมจนคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ผมเข้าใจดีว่าการคว้าแชเป๊ป กวาร์ดิโอลล่า ( Pep Guardiola ) กล่าว ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ลุ้นแชมป์ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น หลังจาก อาร์เซน่อล พลิกล็อกแพ้ บอร์นมัธ ( Bournemouth ) คาบ้านในเกมล่าสุด เปิดโอกาสให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไล่จี้เข้ามาใกล้ขึ้น และทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลล่า ( Pep Guardiola )  ก็ไม่พลาด ด้วยการบุกไปเอาชนะ เชลซี ( Chelsea ) ทีมที่แกร่งพอๆ กันได้อย่างยอดเยี่ยม

จากผลการแข่งขันดังกล่าว ทำให้โอกาสคว้าแชมป์ของ อาร์เซน่อล ลดลงจาก 97% เหลือ 87% ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 13% ตามการประเมินของ ออปต้า ( Opta ) ทั้งสองทีมเคยเสมอกันมาแล้วที่สนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดูจะมีความได้เปรียบทางจิตวิทยา หลังจากเอาชนะ อาร์เซน่อล 2-0 ที่สนาม เวมบลีย์ สเตเดี้ยม ( Wembley Stadium ) ในเกมนัดชิงชนะเลิศ คาราบาวคัพ เมื่อเดือนก่อน เป๊ป กวาร์ดิโอลล่า ( Pep Guardiola )  กล่าวถึงความสำคัญของเกมวันอาทิตย์นี้ว่า หากทีมของเขาแพ้ การลุ้นแชมป์อาจจบลงทันที แม้ว่าจะยังเหลือการแข่งขันอีก 6 นัดก็ตาม ถ้าเราแพ้ มันก็เหมือนจบแล้ว แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ” เขากล่าว

เวลานี้ความเชื่อมั่นของ ของ เรือใบสีฟ้าดูจะมีอย่างเต็มเปี่ยมกลับกัน ทีมปืนใหญ่ ดูจะเสียหายทางจิตใจมากกว่า

เกี่ยวกับความมั่นใจของทีม เป๊ป กวาร์ดิโอลล่า ( Pep Guardiola )  กล่าวว่า “เราพร้อมแล้ว เมื่อเดือนก่อน หลังจากที่เราทำแต้มหล่นไปบางช่วง ผมคิดว่าเราอาจหมดลุ้น แต่เมื่อดูโปรแกรมการแข่งขัน เราเห็นว่าเรายังมีโอกาส โดยเฉพาะเกมที่ต้องเจอกับ อาร์เซน่อล ในบ้าน” ระยะห่าง 6 คะแนน ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เรามีโอกาส และทุกอย่างขึ้นอยู่กับฟอร์มการเล่นของเราเอง วันอาทิตย์จะเป็นวันที่ตัดสินทุกอย่าง” เขายังกล่าวถึงบรรยากาศในสนามว่า แฟนบอลของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ขายบัตรเข้าชมหมดแล้ว ซึ่งจะสร้างแรงสนับสนุนอย่างมหาศาลให้กับทีม แฟนบอลของเราพร้อมเต็มที่ ทุกอย่างเหมาะสมสำหรับเกมใหญ่แบบนี้ แน่นอนว่าเรานับถือ อาร์เซน่อล อย่างมาก ทั้งในเรื่องคุณภาพและผลงาน แต่สิ่งสำคัญคือวิธีที่เราจะรับมือทั้งในเชิงแท็กติกและสภาพจิตใจ นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมกังวล” โดยสรุปแล้ว เกมระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล ในสุดสัปดาห์นี้ ไม่ใช่แค่การแข่งขันธรรมดา แต่เป็นเกมที่อาจกำหนดแชมป์ Premier League ฤดูกาลนี้ ทั้งสองทีมต่างมีแรงจูงใจสูงสุด และพร้อมทุ่มเททุกอย่างเพื่อชัยชนะ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นศึกแห่งแท็กติก แต่ยังเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งทางจิตใจของทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

เมษายนชี้ชะตาแชมป์พรีเมียร์ลีก โค้งสุดท้ายวัดกึ๋น เป๊ป ปะทะ อาร์เตต้า

เมื่อศึก พรีเมียร์ลีก (Premier League) เดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย เดือนเมษายนเดือนแห่งความร้อนระอุ (ในประเทศไทย)กำลังถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาที่อาจ “ตัดสินแชมป์” ระหว่างจ่าฝูง อาร์เซน่อล (Arsenal) และผู้ไล่ล่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ได้อย่างแท้จริง ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) กำลังลุ้นคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 โดยในเวลานี้พวกเขามีแต้มนำทีมตามอยู่ถึง 9 คะแนน และเหลือการแข่งขันอีกเพียง 7 นัด ซึ่งหมายความว่าชะตากรรมอยู่ในมือของตัวเองเท่านั้น หากสุดท้ายแล้วทีมของเขาไม่พลาดเองปลายทาง อาร์เซน่อล (Arsenal) จะเป็นทีมที่ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกในที่สุด อย่างไรก็ตาม ทีมอันดับสองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโฮลล่า (Pep Guardiola) ยังคงเป็นคู่แข่งที่อันตราย พวกเขามีเกมในมือ และที่สำคัญคือ “ประสบการณ์” ในการไล่ล่าความสำเร็จช่วงท้ายฤดูกาล

เกมชี้ชะตานัดสำคัญที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม จะเป็นจุดเปลี่ยนของฤดูกาลนี้

เรือใบปะทะปืน เอติฮัด12313

โปรแกรมสำคัญที่ทุกคนจับตามองคือการพบกันของสองทีมในวันที่ 19 เมษายน ที่สนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม รังเหย้าของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City)  ซึ่งอาจกลายเป็นเกมตัดสินแชมป์อย่างแท้จริง ก่อนถึงเกมดังกล่าวจะเกิดขึ้น อาร์เซน่อล (Arsenal) มีโอกาสขยับหนีออกไปอีก หากสามารถเอาชนะ บอร์นมัธ (Bournemouth) ได้ ในขณะที่ทาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) มีเกมหนักต้องออกไปเยือน เชลซี (Chelsea) ซึ่งไม่ใช่งานง่ายอย่างแน่นอน เป๊ป กวาร์ดิโฮลล่า ( Pep Guardiola ) กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า เราจำเป็นต้องเก็บแต้มให้ได้มากที่สุด เราไม่มีทางเลือกอื่น เราต้องชนะทุกเกม” คำพูดนี้สะท้อนถึงความกดดันและความจริงที่ว่า ทีมเรือใบสีฟ้า ไม่สามารถพลาดได้อีกแล้วในทุกนัดที่เหลือ หากดูจากสถิติ เดือนเมษายน อย่างเดียวนี่ถือเป็น “เดือนแห่งความสมบูรณ์แบบ” ของ เป๊ป กวาร์ดิโฮลล่า ( Pep Guardiola ) ตลอดช่วงเวลาที่เขาคุม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ทีมมีอัตราชนะสูงที่สุดในเดือนนี้ โดยเก็บชัยชนะได้ถึง 30 จาก 38 นัด เสมอ 5 และแพ้เพียง 3 นัด ยิ่งไปกว่านั้น เกมรุกของพวกเขายังน่ากลัวเป็นพิเศษ โดยยิงไปถึง 102 ประตู หรือเฉลี่ย 2.7 ประตูต่อเกม ในช่วงหลัง สถิติยิ่งโหดขึ้นไปอีก
ชนะ 19 จาก 21 นัดล่าสุดในเดือนเมษายน
ยิงอย่างน้อย 2 ประตูแทบทุกเกม
ยิง 4 ประตูขึ้นไปถึง 10 นัด

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อฤดูกาลเข้าสู่ช่วงตัดสิน เป๊ป กวาร์ดิโอลล่า ( Pep Guardiola ) มักยกระดับทีมขึ้นมาได้เสมอ

กลับกัน เมษายน กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญของ อาร์เซน่อล

ในทางตรงกันข้าม เดือนเมษายนกลับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับ มิเกล อาร์เตต้า ( Mikel Arteta ) นับตั้งแต่เขาเข้าคุม อาร์เซน่อล (Arsenal) ทีมแพ้ไปถึง 7 นัดในเดือนนี้ โดยเฉพาะช่วงปี 2021 และ 2022 ที่ฟอร์มตกอย่างชัดเจน แม้ช่วงหลังจะดีขึ้น โดยแพ้เพียง 2 จาก 18 นัดล่าสุดในเดือนเมษายน (ชนะ 10 เสมอ 6) แต่ “ความพ่ายแพ้” เพียงไม่กี่เกมกลับส่งผลร้ายแรง

ตัวอย่างเช่น แพ้ แมนฯ ซิติ้ (Manchester City)  4-1 ในปี 2023 และ แพ้ แอสตัน วิลล่า (Aston Villa)  2-0 ในปี 2024 ซึ่งทั้งสองเกมมีผลโดยตรงต่อการหลุดลุ้นแชมป์ สำหรับ อาร์เซน่อล (Arsenal) ปัญหาในช่วงปลายฤดูกาลไม่ใช่แค่การแพ้ แต่รวมถึง “การเสมอ” ที่ไม่ควรเกิดขึ้น ฤดูกาลก่อน พวกเขาทำแต้มหลุดมือจากทีมอย่าง เอฟเวอร์ตัน (Everton) ,เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) และ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace) ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้การลุ้นแชมป์สะดุด ในช่วงเวลาที่แต้มทุกแต้มมีค่า “ผลเสมอ” อาจสร้างความเสียหายไม่ต่างจากความพ่ายแพ้ อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่าง มิเกล อาร์เตต้า ( Mikel Arteta ) และ เป๊ป กวาร์ดิโอลล่า ( Pep Guardiola ) โดย อาร์เตต้า นั้นเคยเป็นผู้ช่วยของเป๊ป มาก่อน ที่ แมนฯ ซิติ้ (Manchester City) ระหว่างปี 2016–2019 ก่อนจะออกมารับงานคุม อาร์เซน่อล (Arsenal) แม้ว่า อาร์เตต้า จะพัฒนา อาร์เซน่อล (Arsenal) อย่างต่อเนื่อง แต่สถิติชี้ว่าเขายังเป็นรองอดีตเจ้านายในช่วงเวลาสำคัญ ที่น่าสนใจคือ “เดือนมีนาคม” เป็นเดือนเดียวที่ อาร์เตต้า นั้นทำผลงานดีกว่า เป๊ป ซึ่งเป็นเหตุผลที่ อาร์เซน่อล (Arsenal) สร้างช่องว่างคะแนนขึ้นมาได้ก่อนหน้านี้แต่เมื่อเข้าสู่ “เดือนเมษายน” สถานการณ์ยิ่งกลับตาลปัตร เมื่อพิจารณาโปรแกรมที่เหลือ ดูเหมือน อาร์เซน่อล (Arsenal) จะได้เปรียบเล็กน้อย พวกเขายังมีเกมในบ้านที่จะพบกับ บอร์นมัธ (Bournemouth) และ นิวคาสเซิ่ล (Newcastle United)

ซึ่งก็ถือว่าไม่หนักเกินไปนัก กับศักยภาพของ อาร์เซน่อล เวลานี้ ขณะที่ทาง แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) ต้องเจอเกมใหญ่กับการบุกเยือน เชลซี (Chelsea) รวมถึงนัดสุดท้ายกับ แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ซึ่งล้วนเป็นทีมที่มีเป้าหมายลุ้นพื้นที่ยุโรปอย่างไรก็ตาม ด้วยฟอร์มในเดือนเมษายนของ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) ทำให้ “โปรแกรมยาก” อาจไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ แม้ อาร์เซน่อล จะมีคะแนนนำ และดูเหมือนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ แต่ประวัติศาสตร์และสถิติชี้ให้เห็นว่า การลุ้นแชมป์ยังเปิดกว้าง เดือนเมษายนอาจเป็น “ตัวตัดสิน” อย่างแท้จริง หาก อาร์เซน่อล (Arsenal) l รักษาฟอร์มได้ พวกเขาจะเข้าใกล้แชมป์  แต่หากสะดุดแม้เพียงเล็กน้อย แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) อาจแซงได้ทันที เป๊ป กวาร์ดิโอลล่า ( Pep Guardiola ) มีประสบการณ์และสถิติที่ยอดเยี่ยมในช่วงเวลานี้ ขณะที่ มิเกล อาร์เตต้า ( Mikel Arteta ) ต้องพิสูจน์ว่าเขาสามารถพาทีมก้าวข้าม “คำสาปเดือนเมษายน” ได้ สุดท้ายแล้ว เกมที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม อาจไม่ใช่แค่การแข่งขันธรรมดา แต่มันอาจเป็น “นัดชิงแชมป์ตัวจริง” ของฤดูกาลนี้ และจนกว่าจะถึงเสียงนกหวีดสุดท้ายของฤดูกาล คำถามที่ว่า “ใครจะเป็นแชมป์” ก็ยังคงไม่มีคำตอบที่แน่ชัด

อาร์เซน่อลกับบททดสอบสำคัญที่ลิสบอนเกมที่มากกว่าการแข่งขัน

1.เกมที่มีความหมายมากกว่าผลการแข่งขัน

การบุกไปเยือนสปอร์ติ้ง ลิสบอน ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดแรก อาจดูเหมือนเป็นเพียงอีกหนึ่งเกมในปฏิทินการแข่งขันของอาร์เซน่อล แต่ในความเป็นจริงแล้ว เกมนี้มีความหมายมากกว่านั้นมากสำหรับทีมของมิเกล อาร์เตต้า

มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทีมเพิ่งผ่านความผิดหวังมาไม่นาน การพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในนัดชิงคาราบาว คัพ ตามด้วยความพ่ายแพ้ต่อเซาแธมป์ตันในเอฟเอ คัพ ทำให้บรรยากาศรอบทีมเปลี่ยนไปเล็กน้อย

จากทีมที่ดูมั่นใจตลอดฤดูกาล กลายเป็นทีมที่ถูกตั้งคำถามอีกครั้ง

คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่แท็กติกหรือคุณภาพนักเตะ แต่อยู่ที่ว่า ทีมจะตอบสนองต่อความผิดหวังเหล่านั้นอย่างไร

ภาพจำของทีมที่เกือบไปถึงความสำเร็จ

Before taking on Sporting Arsenal have lost back-to-back games for the first time this season

ตลอดหลายฤดูกาลที่ผ่านมา อาร์เซน่อลของอาร์เตต้ามักถูกพูดถึงในฐานะทีมที่เข้าใกล้ความสำเร็จ แต่ยังไม่สามารถก้าวไปถึงเส้นชัยได้จริง

การจบอันดับสองในพรีเมียร์ลีกถึงสามฤดูกาลติดต่อกันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน มันเป็นผลงานที่ดีพอจะทำให้ทีมได้รับคำชม แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะเรียกว่าความสำเร็จอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลนี้มีหลายอย่างที่แตกต่างออกไป

  • อาร์เซน่อลดูมีความมั่นใจมากขึ้น
  • เกมรุกเล่นได้ดุดันกว่าเดิม
  • ผลงานในลีกมีความสม่ำเสมอมากขึ้น

การนำเป็นจ่าฝูงด้วยช่องว่างหลายคะแนน ทำให้หลายคนเริ่มเชื่อว่า นี่อาจเป็นปีที่ทีมสามารถก้าวข้ามคำว่า “เกือบสำเร็จ” ได้เสียที

สองความพ่ายแพ้ที่ทำให้ทุกอย่างกลับมาถูกตั้งคำถาม

แม้ว่าฤดูกาลนี้จะดูเป็นบวกสำหรับอาร์เซน่อล แต่ฟุตบอลมักมีช่วงเวลาที่สามารถเปลี่ยนบรรยากาศได้อย่างรวดเร็ว

ความพ่ายแพ้สองนัดล่าสุดทำให้ทีมที่เคยดูมั่นคง เริ่มถูกจับตามองอีกครั้ง ว่าพวกเขาจะรับมือกับแรงกดดันได้ดีแค่ไหน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านั้นอาร์เซน่อลแทบไม่สะดุดเลยตลอดฤดูกาล พวกเขาแพ้เพียงไม่กี่นัด และรักษามาตรฐานการเล่นได้อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การแพ้สองเกมติดอาจไม่ใช่สัญญาณของปัญหาใหญ่ แต่อาจเป็นเพียง ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่ทุกทีมต้องเจอในระหว่างฤดูกาล

อาร์เตต้ากับบทบาทในการพาทีมผ่านช่วงเวลานี้

ในสถานการณ์แบบนี้ บทบาทของผู้จัดการทีมยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

อาร์เตต้าเองพยายามทำให้ทีมมองสถานการณ์อย่างมีสติ เขาไม่ได้พยายามปฏิเสธความผิดหวังที่เกิดขึ้น แต่เลือกที่จะยอมรับมัน และใช้มันเป็นแรงผลักดัน

ในมุมมองของเขา สิ่งที่อาร์เซน่อลทำมาตลอดทั้งฤดูกาลไม่ใช่เรื่องง่าย และทีมยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการลุ้นความสำเร็จในหลายรายการ

ดังนั้น เกมที่ลิสบอนจึงอาจเป็นมากกว่าการแข่งขันรอบน็อกเอาต์

มันอาจเป็นโอกาสที่อาร์เซน่อลจะได้แสดงให้เห็นว่า
พวกเขาเติบโตขึ้นจากประสบการณ์ในอดีต และพร้อมจะก้าวไปอีกขั้นในเส้นทางของตัวเอง

ปาฏิหาริย์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นพานักบุญน็อคปืน ไปเวมบลีย์

เรื่องราวชัยชนะของ เซาแธมป์ตัน ( Southampton )ในศึก FA Cup  เหนือจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก อย่าง ไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล (Arsenal) ไม่ใช่เรื่องฟลุคอย่างที่หลายคนอาจคิด แต่เป็นผลลัพธ์จากความมุ่งมั่น แท็กติก และความเชื่อที่ถูกปลูกฝังโดยกุนซือคนเก่งอย่าง ทอนดา เอ็คเกิร์ต (Tonda Eckert) 50 ปีหลังจากความสำเร็จครั้งเดียวของพวกเขาในรายการนี้ เมื่อปี 1976 ที่ เซาแธมป์ตัน (Southampton) สร้างเซอร์ไพรส์เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ ทั้งที่ตอนนั้นยังเป็นทีมจากดิวิชันสอง มาถึงตอนนี้ พวกเขากำลังเขียนเรื่องราวใหม่อีกครั้ง ด้วยชัยชนะจากความทุ่มเทตลอดทั้งเกม เหนือผู้มาเยือนอย่าง อาร์เซน่อล อดีตกองหน้าระดับตำนานอย่าง อลัน เชียร์เรอร์ (Alan Shearer) ยืนยันชัดเจนว่า“นี่ไม่ใช่เรื่องฟลุค” เกมนี้ เซาแธมป์ตัน (Southampton) เป็นฝ่ายที่เล่นได้ดีกว่าอย่างแท้จริง รอส สจ๊วต (Ross Stewart) เป็นคนยิงให้เจ้าบ้านขึ้นนำในครึ่งแรก ก่อนที่ วิคตอร์ เยอร์เคเรส (Viktor Gyokeres) จะตีเสมอให้กับ อาร์เซน่อล (Arsenal) ได้สำเร็จซึ่งในห้วงเวลานั้น หลายคนอาจคิดว่าจะต้องเป็น อาร์เซน่อล (Arsenal) ที่จะพลิกกลับมาชนะได้ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อ เชีย ชาร์ล (Shea Charles) ตัวสำรองที่ถูกส่งลงมา ยิงประตูชัยในนาทีที่ 85 สร้างความช็อคให้กับแฟน อาร์เซน่อล ที่เพิ่งจะพลาดท่าในรอบชิง คาราบาวคัพ มาหมาดๆ ซึ่งนับเป็นถ้วยที่ 2 ของฤดูกาลนี้แล้วที่ ทีมไอ้ปืนใหญ่ ทำหลุดมือไป หลังก่อนหน้านี้มีลุ้นถึง 4 แชมป์ ก่อนเกม ทอนดา เอ็คเกิร์ต (Tonda Eckert) ได้พูดถึง เชีย ชาร์ล (Shea Charles) ว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนเกม และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นจริง เชีย ชาร์ล (Shea Charles) เปิดเผยหลังเกมว่า “ผมถูกบอกให้ลงไปคุมเกม และพยายามครองบอล แต่การได้ยิงประตูมันพิเศษมาก ผมแค่คิดว่าจะวางบอลไปที่มุมให้ได้” นอกจากนี้ เลโอ ไซเอ็นซ่า (Leo Scienza) ก็เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่โดดเด่นในเกมนี้ เขากล่าวว่า “อาร์เซน่อล (Arsenal) คือทีมที่ดีที่สุดในอังกฤษ และเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลก แต่วันนี้เราทำได้ดีมาก”  “มันไม่ใช่เรื่องของโชค เราสู้เต็มที่ และเราสมควรชนะ”

การคัมแบ็คที่น่าทึ่งของ นักบุญแดนใต้

น่อลแพ้2-1

ฤดูกาลของ เซาแธมป์ตัน (Southampton) เต็มไปด้วยเรื่องราวพลิกผัน หลังจากตกชั้นในฤดูกาล 2024-25 ด้วยเพียง 12 คะแนน ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่แย่ที่สุดของ พรีเมียร์ลีก ( Premier League) พวกเขาถูกคาดหวังว่าจะกลับขึ้นมาได้ทันทีแต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลง เมื่อกุนซือ วิลล์ สตีล (Will Still) ถูกปลดในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ทีมอยู่ในอันดับ 21 ของ ศึกแชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ จากนั้นสโมสรตัดสินใจดัน ทอนดา เอ็คเกิร์ต (Tonda Eckert) จากทีม U-21 ขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่และทุกอย่างก็เปลี่ยนไป อย่างสิ้นเชิง ปัจจุบัน เซาแธมป์ตัน (Southampton) ขึ้นมาอยู่อันดับ 7 และกำลังลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟเพื่อกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีก อีกครั้ง

เซาแธมป์ตัน กับการลุ้นไปเวมบลีย์ ถึง 3 ครั้ง ในฤดูกาลเดียว

ชัยชนะใน เอฟเอคัพ (FA Cup) ทำให้เวลานี้นั้น เซาแธมป์ตัน (Southampton) ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเป็นครั้งที่ 14 และยังมีโอกาสไปเล่นที่ เวมบลีย์ ถึง 3 ครั้งในฤดูกาลเดียว โดยมีรอบรองชนะเลิศ FA Cup  ,นัดชิง FA Cup (หากผ่านเข้ารอบ)  และ นัดชิงเพลย์ออฟเลื่อนชั้น  เกมถัดไปพวกเขาต้องเจอกับ เร็กซ์แฮม ( Wrexham) อีกหนึ่งทีมที่ต้องการตั๋วเพื่อเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกเช่นกันและมันจะเป็นเกมสำคัญไม่แพ้กัน ทอนดา เอ็คเกิร์ต (Tonda Eckert) กล่าวว่า “มันเป็นคืนที่ยิ่งใหญ่ เรารู้ว่าเราต้องสู้ให้หนัก”  “อาร์เซน่อล (Arsenal) เป็นทีมที่ดีมาก แต่เราก็หาวิธีรับมือได้” อดีตกองหลังของทีม ฟรานซิส เบนาลี (Francis Benali) กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “นี่คือผลการแข่งขันที่ยอดเยี่ยม ดูว่ามันมีความหมายต่อแฟนบอลแค่ไหน”

อลัน เชียร์เรอร์ (Alan Shearer) ก็เสริมว่า “เซาแธมป์ตัน (Southampton) สมควรได้ไป เวมบลีย์ เพราะ พวกเขายอดเยี่ยมมาก” “สิ่งที่ ทอนดา เอ็คเกิร์ต (Tonda Eckert) ทำกับทีมนี้น่าทึ่ง จากจุดที่พวกเขาเคยอยู่ จนมาถึงวันนี้” สำหรับ อาร์เซน่อล (Arsenal) นี่คือความพ่ายแพ้สองนัดติดต่อกัน หลังจากก่อนหน้านี้แพ้ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City)  0-2 ในนัดชิงชนะเลิศ คาราบาวคัพ แม้จะเป็นทีมที่แข็งแกร่ง แต่พวกเขากลับไม่สามารถรับมือกับความมุ่งมั่นของ เซาแธมป์ตัน (Southampton) ได้เลยแม้แต่น้อย ในเวลานี้ เซาแธมป์ตัน (Southampton) ถือเป็นทีมเดียวที่ไม่ใช่ทีมจากพรีเมียร์ลีก ที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ถ้วยเอฟเอ คัพ ฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ โดยอีกสามทีมที่เหลือ ก็คือ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City)  ที่ผ่านลิเวอร์พูล มาได้แบบสบายๆ เชลซี (Chelsea) ที่ยิงกระจุย และรอผู้ชนะระหว่าง เวสต์แฮม  West Ham United) และ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United)  เลโอ ไซเอ็นซ่า (Leo Scienza) กล่าวปิดท้ายว่า “ถ้าคุณอยากเป็นแชมป์ คุณต้องชนะทุกทีม” แม้เส้นทางยังอีกยาวไกล แต่ เซาแธมป์ตัน (Southampton) ได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาไม่ใช่ทีมเล็กอีกต่อไป เหมือนกับทีมชุดปี 1976 พวกเขากำลังสร้างตำนานบทใหม่ และ เวมบลีย์ อาจไม่ใช่แค่ปลายทางของพวกเขาหาก แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ครั้งใหม่ของ เซาแธมป์ตัน (Southampton) ก็เป็นได้

อาร์เซน่อล เตรียมดึงดาวเตะใหม่ทำ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ ต้องอำลาทีมซัมเมอร์นี้

สโมสร อาร์เซน่อล (Arsenal) กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการวางแผนทีมสำหรับฤดูกาลใหม่ โดยมีรายงานว่า ทีมดังจาก กรุง ลอนดอน (London) อาจจำเป็นต้องปล่อยนักเตะบางรายออกจากทีมในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ เพื่อปรับสมดุลด้านการเงินและเปิดพื้นที่ในทีมสำหรับผู้เล่นใหม่ หนึ่งในนักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงนี้คือดาวรุ่งอย่าง ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) ซึ่งมีโอกาสย้ายออกจากสโมสร หากแผนการเสริมทัพของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) เดินหน้าอย่างจริงจังในช่วงตลาดนักเตะที่กำลังจะมาถึง รายงานจากสื่อยุโรประบุว่า อาร์เซน่อล (Arsenal) กำลังเริ่มต้นการเจรจาเพื่อดึงตัวผู้เล่นแนวรับรายใหม่ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของนักเตะดาวรุ่งรายนี้ หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ อาร์เซน่อล (Arsenal) อาจต้องปล่อยนักเตะออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ คือค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่สโมสรใช้ไปในตลาดนักเตะช่วงก่อนฤดูกาล ในช่วงตลาดซื้อขายที่ผ่านมา อาร์เซน่อล (Arsenal) เป็นหนึ่งในสโมสรของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่ใช้เงินเสริมทัพมากที่สุด การลงทุนครั้งใหญ่ดังกล่าวทำให้สโมสรจำเป็นต้องสร้างสมดุลด้านงบประมาณ ซึ่งอาจหมายถึงการขายนักเตะบางคนออกจากทีม ชื่อของ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) จึงกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองว่าอาจถูกปล่อยตัว นอกจาก ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) แล้ว ยังมีนักเตะอีกหนึ่งคนที่ถูกพูดถึงในข่าวการย้ายทีม นั่นคือ เบน ไวท์ (Ben White) กองหลังทีมชาติ อังกฤษ (England) รายนี้มีเวลาในการลงสนามลดลงอย่างเห็นได้ชัดในฤดูกาลนี้ สาเหตุสำคัญมาจากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของ ยูร์เรียน ทิมเบอร์ (Jurrien Timber) การที่ ยูร์เรียน ทิมเบอร์ (Jurrien Timber) กลายเป็นตัวเลือกหลักในแนวรับ ทำให้ เบน ไวท์ (Ben White) มีโอกาสลงสนามน้อยลง และเริ่มมีข่าวเชื่อมโยงกับการย้ายทีม

ฤดูกาลที่เงียบเหงาของ ลูอิส-สเคลลี่ แม้ทีมใกล้ไปถึงแชมป์

สำหรับ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) ฤดูกาล 2024/25 ถือเป็นปีที่สำคัญในอาชีพของเขา ดาวรุ่งจากอะคาเดมี่ของ อาร์เซน่อล (Arsenal) สามารถแจ้งเกิดกับทีมชุดใหญ่ และได้รับโอกาสลงสนามในหลายรายการ อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลปัจจุบัน เขากลับมีโอกาสลงสนามใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) น้อยมาก จนถึงตอนนี้ เขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเพียง 1 นัดภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) แม้จะมีเวลาเล่นในลีกไม่มาก แต่ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) ยังได้รับโอกาสลงสนามในรายการยุโรป ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) ดาวรุ่งรายนี้ลงเล่นไปแล้ว 7 จาก 9 เกมของทีม และได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงถึง 6 นัด ผลงานในรายการยุโรปถือว่าน่าประทับใจ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเขาในระดับสูง

อาร์เซน่อล เล็งกองหลังรายใหม่ จากบุนเดสลีกา

ลูอิส สเคลลี่ จ่อย้ายทีมซัมเมอร์

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้อนาคตของ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) เริ่มไม่แน่นอน คือแผนการเสริมทัพของสโมสร มีรายงานว่า ผู้อำนวยการกีฬาของ อาร์เซน่อล (Arsenal) อย่าง อันเดรีย แบร์ต้า (Andrea Berta) กำลังพิจารณาคว้าตัวกองหลังรายใหม่ หนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงคือ ติโน่ ลิฟราเมนโต้ (Tino Livramento) จากสโมสร นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (Newcastle United) หากดีลดังกล่าวเกิดขึ้นจริง การแข่งขันในตำแหน่งแนวรับของทีมจะยิ่งสูงขึ้น นอกจาก ติโน่ ลิฟราเมนโต้ (Tino Livramento) แล้ว อาร์เซน่อล (Arsenal) ยังตกเป็นข่าวกับกองหลังดาวรุ่งจาก บุนเดสลีกา (Bundesliga)

รายงานจากสื่อ ประเทศ ฝรั่งเศส (France) อย่าง L'Equipe ระบุว่า สโมสรจาก กรุง ลอนดอน (London) กำลังทำงานเพื่อคว้าตัวกองหลังของ แอร์เบ ไลป์ซิก (RB Leipzig) อย่าง คาสเตลโล่ ลูเกบา (Castello Lukeba) ดาวเตะชาว ฝรั่งเศส (France) รายนี้กำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในลีกสูงสุดของ ประเทศ เยอรมนี (Germany) ในฤดูกาลนี้ คาสเตลโล่ ลูเกบา (Castello Lukeba) ลงสนามใน บุนเดสลีกา (Bundesliga) ไปแล้ว 19 นัด โดยทำได้ 1 ประตู จากตำแหน่งกองหลังตัวกลาง นักเตะวัย 23 ปีรายนี้ยังมีสัญญากับ แอร์เบ ไลป์ซิก (RB Leipzig) จนถึงปี 2029 ทำให้หาก อาร์เซน่อล (Arsenal) ต้องการตัวเขาจริง อาจต้องยื่นข้อเสนอจำนวนมาก ก่อนที่จะย้ายมาเล่นใน ประเทศ เยอรมนี (Germany) คาสเตลโล่ ลูเกบา (Castello Lukeba) เติบโตมาจากระบบเยาวชนของสโมสร โอลิมปิก ลียง (Olympique Lyonnais) ใน ประเทศ ฝรั่งเศส (France) หลังจากทำผลงานได้อย่างโดดเด่น เขาย้ายไปอยู่กับ แอร์เบ ไลป์ซิก (RB Leipzig) ในปี 2023 ปัจจุบันเขายังเริ่มมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ทีมชาติ ฝรั่งเศส (France) ชุดใหญ่ โดยเขาเคยลงสนามภายใต้การคุมทีมของ ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ (Didier Deschamps) มาแล้ว 1 นัด หาก อาร์เซน่อล (Arsenal) ต้องการคว้าตัว คาสเตลโล่ ลูเกบา (Castello Lukeba) จริง

สโมสรอาจต้องปล่อยผู้เล่นบางคนออกจากทีมเพื่อสร้างพื้นที่ในทีมและงบประมาณ

นักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ

  •         เบน ไวท์ (Ben White)
  •         ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly)

หนึ่งในสองคนนี้อาจต้องย้ายทีม หากดีลกองหลังรายใหม่เกิดขึ้นจริง นอกจากตำแหน่งกองหลังแล้ว อาร์เซน่อล (Arsenal) ยังมีการเปลี่ยนแปลงในแนวรุก กองหน้าชาว บราซิล (Brazil) อย่าง กาเบรียล เชซุส (Gabriel Jesus) ก็ถูกพูดถึงในข่าวการย้ายทีมเช่นกัน แม้เขาจะเล่นในตำแหน่งที่แตกต่างจาก ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) แต่การปรับโครงสร้างทีมของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่งในทีม ดูเหมือนว่า มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ต้องการปรับโครงสร้างทีม อาร์เซน่อล (Arsenal) ครั้งใหญ่ในช่วงซัมเมอร์นี้ เป้าหมายคือการเพิ่มคุณภาพของทีม และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันทั้งใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) การเสริมทัพและการปล่อยผู้เล่นบางคนออกจากทีมจึงเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของสโมสร สถานการณ์ของ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) กับ อาร์เซน่อล (Arsenal) กำลังอยู่ในช่วงสำคัญ

แม้เขาจะเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูงของสโมสร แต่การแข่งขันในทีมที่เพิ่มขึ้น และแผนการเสริมทัพของ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) อาจทำให้อนาคตของเขาไม่แน่นอน หาก อาร์เซน่อล (Arsenal) เดินหน้าคว้าตัว คาสเตลโล่ ลูเกบา (Castello Lukeba) หรือ ติโน่ ลิฟราเมนโต้ (Tino Livramento) จริง สโมสรอาจต้องปล่อยนักเตะบางรายออกจากทีม และหนึ่งในนั้นอาจเป็น ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ (Myles Lewis-Skelly) ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในดีลที่น่าจับตามองของตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน.

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin