“อีกหนึ่งปี อีกหนึ่งปี คาเซมิโร่” เสียงร้องนี้อาจไม่ได้ทำให้อนาคตเปลี่ยนไป แต่สำหรับแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) มันคือบทเพลงแห่งความเคารพที่พวกเขามอบให้ คาเซมิโร่ (Casemiro) กองกลางชาว บราซิล (Brazil) ก่อนที่เขาจะลงเล่นเกมสุดท้ายที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด (Old Trafford) ให้กับสโมสร พบกับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) ในวันอาทิตย์นี้ แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าโอกาสที่เขาจะอยู่ต่ออีกหนึ่งปีแทบเป็นไปไม่ได้ แต่แฟนบอลยังคงร้องเพลงนี้อย่างเต็มเสียง ตลอดครึ่งหลังของฤดูกาล บทเพลงดังกล่าวถูกขับร้องบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเกมที่ คาเซมิโร่ (Casemiro) ทำประตูได้ และครั้งล่าสุดคือเกมสำคัญใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) กับ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) เมื่อเดือนก่อน ซึ่งเขายิงประตูขึ้นนำให้ทีมตั้งแต่ช่วงต้นเกม หลังจากทำประตูได้ คาเซมิโร่ (Casemiro) จูบตราสโมสรบนเสื้อ และชี้ไปที่สัญลักษณ์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ด้วยความภาคภูมิใจ ภาพนั้นกลายเป็นช่วงเวลาที่แฟนบอลรู้สึกอบอุ่น และตอบรับเขาอย่างเต็มหัวใจ หากมองย้อนกลับไป เหตุการณ์นี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากวันที่ 30 ธันวาคม 2024 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในวันที่แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) จดจำในแง่ลบ วันนั้นทีมแพ้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (Newcastle United) แบบน่าผิดหวังในบ้าน และแฟนบอลบางส่วนส่งเสียงไม่พอใจอย่างหนักใส่ โจชัว เซิร์กซี (Joshua Zirkzee) หลังถูก รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) เปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 33 แต่ในความเป็นจริง หากหมายเลขของ คาเซมิโร่ (Casemiro) ถูกชูขึ้นแทน ปฏิกิริยาอาจรุนแรงยิ่งกว่า เพราะฟอร์มของเขาในวันนั้นถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของผลงานโดยรวมที่ย่ำแย่ของทีม สุดท้ายเขาถูกเปลี่ยนออกในนาทีที่ 64 หลังจากนั้นเขาไม่ได้ลงเล่นอีกเลยเป็นเวลาหนึ่งเดือน และไม่ได้กลับมาเป็นตัวจริงเกือบเจ็ดสัปดาห์
คาเซมิโร่ กับช่วงเวลาอันเลวร้ายภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม

ช่วงเวลานั้น รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) เคยกล่าวสะท้อนสถานการณ์ว่า แม้แต่ โทบี้ คอลลีเยอร์ (Toby Collyer) บางครั้งยังได้ลงเล่นก่อน คาเซมิโร่ (Casemiro) คำพูดนี้ชี้ให้เห็นว่าอดีตกองกลางระดับโลกกำลังอยู่ในจุดที่ยากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งของอาชีพค้าแข้ง ความกดดันต่อ คาเซมิโร่ (Casemiro) เริ่มหนักขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 หลังจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) แพ้ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace) 0-4 และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ (Jamie Carragher) ออกมาวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเขาควร “ออกจากฟุตบอล ก่อนที่ฟุตบอลจะทิ้งเขาไป” คำพูดดังกล่าวกลายเป็นประเด็นใหญ่ และทำให้อนาคตของ เอริก เทน ฮาก (Erik ten Hag) ในตำแหน่งผู้จัดการทีมสั่นคลอน ก่อนที่ทีมจะคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ (FA Cup) ในช่วงปลายเดือนเดียวกัน โดยที่ คาเซมิโร่ (Casemiro) ไม่ได้มีชื่ออยู่ในทีมชุดนั้นเลย ในเดือนมกราคม 2025 แทบไม่มีเสียงวิจารณ์จากภายนอกที่คัดค้านมุมมองของ เจมี่ คาร์ราเกอร์ (Jamie Carragher) มากนัก แม้ คาเซมิโร่ (Casemiro) จะมองว่าคำพูดนั้นไม่ให้เกียรติ และพูดถึงเรื่องนี้ในการให้สัมภาษณ์กับ ริโอ เฟอร์ดินานด์ (Rio Ferdinand) อดีตกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ในพอดแคสต์ที่เผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ในตอนนั้น รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) เองก็มองว่า คาเซมิโร่ (Casemiro) ซึ่งเคยคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) 5 สมัยกับ เรอัล มาดริด (Real Madrid) อาจไม่มีสภาพร่างกายที่เหมาะสมพอสำหรับการเล่นใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม คาเซมิโร่ (Casemiro) ใช้เวลาสามเดือนในการทำงานหนัก เพื่อเปลี่ยนความคิดของผู้จัดการทีม วันที่ 6 มีนาคม 2025 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมา เขาได้ออกสตาร์ตในเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก (Europa League) รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก ที่เสมอกับ เรอัล โซเซียดาด (Real Sociedad) จากนั้นเขายังรักษาตำแหน่งตัวจริงต่อในเกมลีกกับ อาร์เซน่อล (Arsenal) และนับจากวันนั้น คาเซมิโร่ (Casemiro) ก็ได้ลงเป็นตัวจริงในเกมสำคัญเกือบทุกนัดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) คาเซมิโร่ (Casemiro) กล่าวในการสัมภาษณ์กับ ริโอ เฟอร์ดินานด์ (Rio Ferdinand) ว่า ฟุตบอลเปลี่ยนแปลงได้ ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน สำหรับเขา นักเตะที่ดีที่สุดในโลกไม่ได้มีเพียงทักษะ แต่ต้องมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง เขายอมรับว่าอาจมีบางวันที่เล่นไม่ดี เพราะเขาไม่ใช่หุ่นยนต์ แต่ในเกมถัดไป เขาจะกลับไปทุ่มเททุกอย่างในสนามเสมอ แนวคิดของเขาคือการเดินหน้าต่อไปแบบเกมต่อเกม ทัศนคตินี้เองที่ทำให้ คาเซมิโร่ (Casemiro) กลับมาติดทีมชาติ บราซิล (Brazil) อีกครั้ง และคาดว่าเขาจะได้รับบทบาทกัปตันทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) ในทัวร์นาเมนต์ช่วงซัมเมอร์นี้ ฤดูกาลนี้อิทธิพลของเขาต่อทีมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ต้องลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League)
การเกิดใหม่อีกครั้งของ คาเซมิโร่ พร้อมพาผีกลับมาผงาดด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม
ภายในทีมของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) หลายฝ่ายยอมรับว่า หาก คาเซมิโร่ (Casemiro) ได้รับบาดเจ็บในเดือนกุมภาพันธ์ หลังตลาดซื้อขายปิดไปแล้ว การขาดหายไปของเขาจะเป็นเรื่องยากที่สุดในการทดแทน เพราะเขาคือหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จในการคว้าสิทธิ์ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) เขียนในบันทึกโปรแกรมการแข่งขันเกมพบ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) ว่า การได้ร่วมงานกับ คาเซมิโร่ (Casemiro) เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก และเขาจะมีสายสัมพันธ์พิเศษกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ตลอดไป การประกาศแยกทางของ คาเซมิโร่ (Casemiro) ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม ถือเป็นเรื่องที่ช่วยให้ทั้งนักเตะและสโมสรมีความชัดเจนมากขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจาก ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) กลับมารับงานแทน รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) แบบชั่วคราว ความชัดเจนนี้ทำให้ทุกฝ่ายสามารถโฟกัสกับเป้าหมายในสนามได้เต็มที่ นอกจากเรื่องทัศนคติและความเป็นมืออาชีพแล้ว อิทธิพลของ คาเซมิโร่ (Casemiro) ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด (Old Trafford) อาจอยู่ยาวนานกว่าช่วงเวลาที่เขาสวมเสื้อสโมสร เมื่อเขาย้ายมาจาก เรอัล มาดริด (Real Madrid) ในปี 2022 ด้วยค่าตัวที่อาจสูงถึง 70 ล้านปอนด์ ค็อบบี้ ไมนู (Kobbie Mainoo) ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี มองว่าเขาจะได้เรียนรู้อย่างมหาศาลจากหนึ่งในนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอล แต่เมื่อฟอร์มของ คาเซมิโร่ (Casemiro) ตกลง ค็อบบี้ ไมนู (Kobbie Mainoo) กลับต้องแย่งตำแหน่งตัวจริงกับเขา ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่ดาวรุ่งรายนี้เคยคาดคิด อย่างไรก็ตาม หลังจาก รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) ออกจากตำแหน่ง ผลลัพธ์สำคัญที่เกิดขึ้นคือการจับคู่กันในแดนกลางระหว่าง คาเซมิโร่ (Casemiro) และ ค็อบบี้ ไมนู (Kobbie Mainoo)
ทั้งสองคนลงเล่นร่วมกันใน 13 จาก 15 นัด ภายใต้การคุมทีมของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) โดยมีเพียงอาการบาดเจ็บเล็กน้อยของทั้งคู่เท่านั้นที่ทำให้พวกเขาไม่ได้เล่นครบทุกนัด คาเซมิโร่ (Casemiro) กล่าวถึง ค็อบบี้ ไมนู (Kobbie Mainoo) ว่าเป็นเพื่อนของเขา ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่ดี และมักหยอกล้อกันเป็นภาษา อังกฤษ (English) เพราะ ค็อบบี้ ไมนู (Kobbie Mainoo) พูดภาษา โปรตุเกส (Portuguese) ไม่ได้ คาเซมิโร่ (Casemiro) ยังชื่นชมว่า ค็อบบี้ ไมนู (Kobbie Mainoo) เป็นนักเตะที่ครบเครื่อง เป็นทั้งปัจจุบันและอนาคตของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) เพราะเขาพิสูจน์แล้วว่าสามารถเล่นในระดับสูงได้ทั้งกับสโมสรและทีมชาติ สิ่งที่ยังต้องพัฒนาคือการมีส่วนร่วมกับบอลให้มากขึ้น เพราะเขามีคุณภาพสูงมาก ส่วนเรื่องการตัดสินใจจะดีขึ้นเองตามประสบการณ์และอายุที่มากขึ้น การช่วยให้ ค็อบบี้ ไมนู (Kobbie Mainoo) เติบโตเต็มศักยภาพ อาจเป็นบทส่งท้ายที่งดงามสำหรับ คาเซมิโร่ (Casemiro) เพราะหลายคนเชื่อว่าเขาคือนักเตะที่ทุกฝ่ายมองเห็นพรสวรรค์ชัดเจน ยกเว้นในช่วงเวลาของ รูเบน อาโมริม (Ruben Amorim) ไม่ว่าอนาคตของ คาเซมิโร่ (Casemiro) จะเป็นอย่างไร เขาจะกลับมายัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด (Old Trafford) ในฐานะฮีโร่ของแฟนบอลเสมอ
มีการคาดการณ์ว่า หลังจบ ฟุตบอลโลก (World Cup) เขาอาจย้ายไปเล่นใน เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ (Major League Soccer) ที่ สหรัฐอเมริกา (United States) แต่ในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเกมกับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) และการอำลา โอลด์ แทรฟฟอร์ด (Old Trafford) ต่อหน้าแฟนบอลที่ยังคงร้องเพลง “อีกหนึ่งปี” ให้เขา คาเซมิโร่ (Casemiro) เคยกล่าวกับ United We Stand ว่า บรรยากาศที่ได้รับจากแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) เป็นเรื่องเหลือเชื่อ ลูกชายวัย 5 ขวบของเขา ไคโอ (Caio) เป็นแฟนบอลของสโมสร รู้จักเพลงเชียร์ และร้องเพลงเหล่านั้นที่บ้าน เมื่อทีมแพ้ ไคโอ (Caio) ถึงกับร้องไห้ เขายังเล่าว่า ห้องชมเกมของครอบครัวอยู่เหนือกลุ่มแฟนบอลเสียงดังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ทำให้ครอบครัวของเขาสัมผัสได้ถึงพลังและจิตวิญญาณของสโมสร สำหรับ คาเซมิโร่ (Casemiro) สิ่งสำคัญที่สุดของสโมสรแห่งนี้คือแฟนบอล เพราะแม้ทีมจะแพ้ในบางเกม แต่ในเกมถัดไป พวกเขากลับสนับสนุนทีมมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนตลอดเส้นทางอาชีพค้าแข้งของตัวเอง ท้ายที่สุด เส้นทางของ คาเซมิโร่ (Casemiro) กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นจนจบ เขาเคยถูกตั้งคำถาม เคยถูกวิจารณ์หนัก และเคยดูเหมือนหมดอนาคตในทีม แต่ด้วยประสบการณ์ ความมุ่งมั่น และสภาพจิตใจแบบผู้ชนะ เขาสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้อย่างน่าชื่นชม การอำลาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจากไปของนักเตะคนหนึ่ง แต่เป็นการปิดฉากของนักสู้ที่เคยล้ม เคยถูกสงสัย และสุดท้ายกลับมายืนอย่างสง่างามต่อหน้าแฟนบอลที่รักเขาอย่างแท้จริง














