มีความเคลื่อนไหวใหญ่ในตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ เมื่อบาร์เซโลน่าตกลงคว้าตัว แอนโทนี่ กอร์ดอน ปีกตัวเก่งของนิวคาสเซิ่ลด้วยค่าตัวมหาศาล และดีลนี้แหละที่กำลังสะเทือนถึงอนาคตของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ส่อแววจะไม่ได้อยู่ต่อในสเปนแบบถาวร
เรื่องของเรื่องคือยักษ์ใหญ่กาตาลุนญ่ายังลังเลที่จะกดปุ่มใช้ออปชั่นซื้อขาดแรชฟอร์ดในราคา 30 ล้านยูโร พอกอร์ดอนโผล่เข้ามาในสมการ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด กลายเป็นว่าดีลเดียวนี้กระทบถึงสามสโมสรพร้อมกัน ทั้งบาร์ซ่า แมนยู และนิวคาสเซิ่ล ที่ต่างก็มีแผนยกเครื่องทีมของตัวเองอยู่
นี่ไม่ใช่แค่การซื้อนักเตะคนเดียวจบ แต่เป็นดีลที่พันกันเป็นลูกโซ่ ขยับตัวเดียวสะเทือนทั้งกระดาน และน่าจับตาว่าสุดท้ายแล้วใครจะได้ใครจะเสียในเกมหมากรุกตลาดนักเตะครั้งนี้
ทำไมนิวคาสเซิ่ลถึงยอมปล่อยกอร์ดอน
หลายคนอาจสงสัยว่านิวคาสเซิ่ลที่ขึ้นชื่อว่าไม่ขายตัวเก่งออกจากทีม ทำไมรอบนี้ถึงยอมปล่อยกอร์ดอน คำตอบมันซับซ้อนกว่าที่คิด
เริ่มจากผลงานในสนามก่อน ฤดูกาลที่ผ่านมาสาลิกาดงจบแค่อันดับ 12 ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้สำหรับทีมที่มีความทะเยอทะยานสูงขนาดนี้ และความผิดหวังครั้งนี้ก็ไม่ได้มาจากไหน มันคือผลพวงของตลาดซื้อขายที่ล้มเหลวมาหลายรอบติด สโมสรเสริมทัพให้ทีมของ เอ็ดดี้ ฮาว ได้ไม่ดีพอ ซ้ำร้ายการทุ่มเงินแบบไม่คิดหน้าคิดหลังเมื่อซัมเมอร์ก่อนก็เริ่มออกฤทธิ์
แผลที่ยังไม่หายดีอีกอย่างคือการขาย อเล็กซานเดอร์ อิซัค ให้ลิเวอร์พูลในราคา 125 ล้านปอนด์ ได้เงินมาก้อนโตก็จริง แต่หาคนมาแทนไม่ได้ พอเสียดาวยิงตัวหลักไป ผลงานก็ดิ่งลงทันที กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ยังหลอกหลอนทีมมาจนถึงตอนนี้
ตอนนี้ขุมกำลังของทีมก็เริ่มโรยรา หลายตำแหน่งขาดคุณภาพ การจะรื้อทีมใหม่ต้องใช้เงิน และเงินก้อนนั้นจะมาจากไหนถ้าไม่ใช่การขายนักเตะที่ขายได้ราคา การปล่อยกอร์ดอนในจังหวะที่ค่าตัวกำลังพีคจึงเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุด
มีอีกปัจจัยที่หลายคนอาจลืม คือเมื่อสองปีก่อนกอร์ดอนเคยเกือบย้ายไปลิเวอร์พูลมาแล้ว ตอนนั้นฮาวต้องงัดทุกกระบวนท่าทางจิตวิทยามารั้งตัวเอาไว้ บอร์ดบริหารชุดใหม่ที่นำโดย รอสส์ วิลสัน ผอ.กีฬา กับ เดวิด ฮ็อปกินสัน ซีอีโอ เลยมองว่าในเมื่อใจเจ้าตัวเคยแกว่งมาแล้ว ขายตอนนี้ที่ได้ราคาดีก็ดีกว่ามานั่งเสี่ยงเสียฟรีทีหลัง ตัดไฟแต่ต้นลมไปเลยดีกว่า
ทำไมบาร์ซ่าถึงเลือกกอร์ดอนมากกว่าแรชฟอร์ด
มาถึงคำถามสำคัญ ในเมื่อแรชฟอร์ดก็เล่นให้บาร์ซ่าได้ดีอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องดิ้นรนหากอร์ดอนมาแทน
บาร์ซ่ากำลังตามล่าตัวรุกริมเส้นอย่างจริงจัง และแม้แรชฟอร์ดจะทำหน้าที่เป็นตัวสแตนด์บายในตำแหน่งปีกได้ดีในซีซั่นที่ผ่านมา แต่ผู้บริหารระดับสูงกลับมองว่ากอร์ดอนวัย 25 ปีคือคนที่เข้าแก๊ปกับทีมมากกว่า
เหตุผลหลักอยู่ที่สไตล์การเล่นที่ ฮันซี่ ฟลิค ต้องการ กุนซือชาวเยอรมันอยากได้กองหน้าที่สารพัดประโยชน์ เล่นได้ทั้งสองฝั่ง และที่สำคัญที่สุดคือต้องขยันวิ่งไล่กดดันคู่แข่งในแดนบน ซึ่งกอร์ดอนตอบโจทย์ครบทุกข้อ ทั้งความขยัน ความเร็ว และความอเนกประสงค์
อีกมุมที่บาร์ซ่ามองคือเรื่องของการเสริมทัพระยะยาว กอร์ดอนอายุน้อยกว่า มีอนาคตยาวไกลกว่า และความเร็วกับความขยันของเขาจะช่วยเปิดพื้นที่ให้ ลามีน ยามาล สตาร์เบอร์หนึ่งของทีมได้โชว์ของแบบเต็มศักยภาพ การมีปีกที่วิ่งดึงกองหลังคู่แข่งออกไป จะทำให้ยามาลมีช่องว่างในการสร้างสรรค์เกมมากขึ้นเป็นเท่าตัว
พูดง่ายๆ คือบาร์ซ่ามองว่ากอร์ดอนไม่ใช่แค่ตัวมาเสริม แต่เป็นจิ๊กซอว์ที่จะทำให้ระบบของฟลิคสมบูรณ์ขึ้น และยกระดับนักเตะคนอื่นรอบตัวได้ด้วย ซึ่งมันมีค่ามากกว่าการเก็บแรชฟอร์ดไว้แบบเดิมๆ
ชะตากรรมแรชฟอร์ดและผลกระทบที่ตามไปถึงแมนยู
พอบาร์ซ่าเลือกกอร์ดอน คนที่ซวยเต็มๆ ก็คือแรชฟอร์ด เพราะดีลนี้กระทบอนาคตของเขาโดยตรงแบบเลี่ยงไม่ได้
ที่น่าเสียดายคือผลงานของแรชฟอร์ดในซีซั่นนี้ก็ไม่ได้แย่เลย ฟลิคเองก็ค่อนข้างพอใจ ตัวเลข 14 ประตู 14 แอสซิสต์จาก 49 นัด แถมยังมีส่วนช่วยพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกาด้วย แต่ปัญหาคือบอร์ดบริหารบาร์ซ่ากลับลังเลมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะผูกมัดกับเขาแบบถาวร
บาร์ซ่ามีเส้นตายถึงวันที่ 15 มิถุนายนนี้ ในการแจ้งแมนยูว่าจะกดออปชั่นซื้อขาดราคา 30 ล้านยูโรหรือไม่ แต่ความจริงตอนนี้คือ ถ้ากอร์ดอนย้ายเข้ามาจริง โอกาสที่บาร์ซ่าจะซื้อขาดแรชฟอร์ดก็แทบเป็นศูนย์ ทางเลือกที่เหลือคืออาจจะขอยืมตัวต่ออีกปีแทน
แล้วแมนยูคิดยังไง ปีศาจแดงยืนกรานชัดเจนว่าจะไม่ลดเงื่อนไขค่าตัวแรชฟอร์ดเด็ดขาด แต่ปัญหาคือการหาทีมใหม่ให้เขาก็ไม่ง่าย เพราะค่าเหนื่อยของแรชฟอร์ดจะดีดกลับขึ้นไปเกิน 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ทันที หลังจากแมนยูคว้าตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ ตัวเลขระดับนี้ทีมไหนจะกล้าแบก
ส่วนการที่แรชฟอร์ดจะกลับไปเล่นที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดก็ดูเป็นเรื่องไกลตัวเข้าไปอีก เพราะ คาร์ริค ปรับทีมไปเรียบร้อยแล้ว ฝั่งซ้ายตอนนี้มี มาเธอุส คูญ่า กับ พาทริค ดอร์กู ยึดสัมปทานอยู่ ไม่มีที่ว่างให้แรชฟอร์ดแทรกกลับเข้าไปง่ายๆ
เพราะงั้นข้อเสนอขอยืมตัวอีกปีจากบาร์ซ่า อาจกลายเป็นทางออกที่ลงตัวที่สุดสำหรับแมนยู อย่างน้อยก็ช่วยแบ่งเบาภาระค่าเหนื่อยก้อนมหาศาลออกไปได้ชั่วคราว ดีกว่าเอากลับมานั่งสำรองแล้วต้องจ่ายเต็ม
บาร์ซ่าเอาเงินมาจากไหนในดีล 80 ล้านยูโร
ค่าตัวกอร์ดอนสูงถึง 80 ล้านยูโร หลายคนคงสงสัยว่าบาร์ซ่าที่ขึ้นชื่อเรื่องปัญหาการเงินจะเอาเงินมาจากไหน แต่บอร์ดบริหารยืนยันว่าผลกระทบต่อเพดานเงินเดือนของทีมนั้นใกล้เคียงกับการซื้อแรชฟอร์ดในราคา 30 ล้านยูโรเสียด้วยซ้ำ
ฟังดูขัดกับสามัญสำนึก แต่มันมีเหตุผลของมัน เพราะกอร์ดอนเรียกค่าเหนื่อยน้อยกว่ามาก แถมสโมสรยังสามารถเซ็นสัญญาระยะยาวเพื่อเฉลี่ยค่าตัวออกไปได้หลายปีตามอายุของนักเตะ พอกระจายภาระออกไปแบบนี้ ตัวเลขที่กระทบงบในแต่ละปีก็ลดลงไปเยอะ
นอกจากนี้บาร์ซ่ายังมั่นใจว่าจะได้สิทธิ์กลับมาใช้กฎ 1:1 ของลาลีกาในซัมเมอร์นี้ ซึ่งหมายความว่าเงินทุกบาทที่ประหยัดได้จากค่าเหนื่อย จะเอามาลงทะเบียนนักเตะใหม่ได้เต็มจำนวน นี่จะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ใช้กฎนี้นับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งถือเป็นข่าวดีมากสำหรับสถานะการเงินของสโมสร
ที่ทำให้บาร์ซ่ามั่นใจขนาดนี้ก็เพราะมีหลายปัจจัยมาหนุน ทั้งการทยอยเปิดใช้งานสนามคัมป์ นู โฉมใหม่ที่จะดึงรายได้กลับเข้ามา รายได้จากการขายตั๋ว VIP และที่สำคัญคือการเคลียร์ค่าเหนื่อยก้อนโตของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ออกจากบัญชีทีม พอปลดภาระตรงนี้ได้ พื้นที่ทางการเงินก็เปิดกว้างขึ้นทันที
สรุปคือดีลกอร์ดอนแม้ตัวเลขจะดูสูงน่ากลัว แต่ในแง่การบริหารจัดการระยะยาวกลับฉลาดกว่าที่คิด บาร์ซ่าไม่ได้ซื้อแบบหุนหันพลันแล่น แต่คำนวณมาแล้วว่าคุ้มทั้งในสนามและนอกสนาม
แผนการขยับตัวถัดไปของทั้งสองทีม
เมื่อดีลกอร์ดอนเดินหน้า ทั้งบาร์ซ่าและนิวคาสเซิ่ลก็มีการบ้านต้องทำต่อ และแผนของทั้งสองทีมก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
เริ่มที่บาร์ซ่าก่อน การคว้ากอร์ดอนจะไม่กระทบแผนการหากองหน้าตัวเป้าแต่อย่างใด พวกเขายังคงล็อกเป้าหมายหลักไว้สองคน คือ ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ จากแอตเลติโก มาดริด และ เชา เปโดร จากเชลซี แสดงให้เห็นว่าบาร์ซ่าตั้งใจเสริมทัพแบบจัดเต็มในซัมเมอร์นี้ ไม่ได้หยุดแค่ปีกคนเดียว
การที่บาร์ซ่ายังเดินหน้าหาศูนย์หน้าควบคู่ไปกับการคว้าปีก สะท้อนความทะเยอทะยานที่จะกลับไปแข่งขันในระดับสูงสุดทั้งในลาลีกาและแชมเปี้ยนส์ ลีก ถ้าได้ทั้งกอร์ดอนและกองหน้าตัวเป้าคุณภาพมาเสริม แนวรุกของทีมก็จะน่ากลัวขึ้นไปอีกขั้น
ส่วนนิวคาสเซิ่ล เงิน 80 ล้านยูโรที่ได้จากการขายกอร์ดอนจะถูกนำไปใช้ยกเครื่องทีมขนานใหญ่ มีหลายตำแหน่งที่ต้องเสริม ตั้งแต่การหาตัวแทนระยะยาวของ นิค โป๊ป ในตำแหน่งผู้รักษาประตู ไปจนถึงฟูลแบ็ก มิดฟิลด์ และกองหน้า เรียกได้ว่าต้องปะผุกันแทบทุกแนว
แต่โจทย์ใหญ่ที่สุดสำหรับ วิลสัน ผอ.กีฬา ไม่ใช่แค่การใช้เงิน แต่คือการกลับไปเป็นทีมที่ซื้อนักเตะได้อย่างชาญฉลาดเหมือนยุคแรกๆ สมัยที่คว้า บรูโน่ กีมาไรส์ หรือ สเวน บ็อตแมน มาในราคาที่คุ้มค่าและตรงความต้องการ ไม่ใช่การซื้อแบบตื่นตระหนกเหมือนตอนที่เสียอิซักไปแล้วหาคนแทนไม่ได้
บทเรียนจากความล้มเหลวในตลาดหลายรอบที่ผ่านมา น่าจะทำให้นิวคาสเซิ่ลรอบคอบมากขึ้น เพราะเงินก้อนนี้คือโอกาสสำคัญในการรีบิลด์ทีม ถ้าใช้ดีก็กลับมาลุ้นท็อปได้ ถ้าใช้พลาดอีกก็อาจจมดิ่งลงไปกว่าเดิม งานนี้จึงเป็นบททดสอบฝีมือของบอร์ดบริหารชุดใหม่อย่างแท้จริง















