โคนาเต้ เปิดใจภาวะซึมเศร้าหลังการสูญเสีย โชต้า เพื่อนคนสำคัญ

อิบราฮิมา โคนาเต้ (Ibrahima Konate) กองหลังทีมชาติ ฝรั่งเศส (France) กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ถูกพูดถึงอย่างมาก หลังมีรายงานว่าเขากำลังใกล้ย้ายไปร่วมทีม เรอัล มาดริด (Real Madrid) เมื่อสัญญากับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย แต่เบื้องหลังข่าวการย้ายทีมครั้งนี้ กลับมีเรื่องราวที่หนักหนากว่าฟุตบอลอยู่มาก เพราะฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่ แอนฟิลด์ (Anfield) เต็มไปด้วยความสูญเสีย ความเจ็บปวด และการต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นจากภายในใจ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เคยถูกคาดหวังว่าจะป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ผลงานของทีมกลับตกลงไปไกลจากมาตรฐานเดิม จน อาร์เน่ สล็อต (Arne Slot) ต้องรับผลกระทบจากผลงานที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนภายนอกอาจมองไม่เห็น คือบรรยากาศภายในทีมที่ต้องเผชิญกับความเศร้าครั้งใหญ่ หลังการจากไปของ ดิโอโก้ โชต้า (Diogo Jota) และ อันเดร ซิลวา (Andre Silva) น้องชายของเขา จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ ประเทศ สเปน (Spain) การสูญเสีย ดิโอโก้ โชต้า (Diogo Jota) ไม่ใช่เพียงข่าวเศร้าของวงการฟุตบอล แต่เป็นบาดแผลลึกสำหรับผู้เล่น ลิเวอร์พูล (Liverpool) หลายคน เพราะเขาไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทีม แต่เป็นเพื่อน เป็นคนในครอบครัวฟุตบอล และเป็นคนที่ใช้ชีวิตร่วมกันในทุกวัน ความเจ็บปวดแบบนี้ยากที่คนนอกจะเข้าใจได้ทั้งหมด แม้แฟนบอล สโมสร และวงการฟุตบอลจะร่วมกันแสดงความอาลัย แต่ความรู้สึกของคนที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดย่อมลึกซึ้งกว่านั้นมาก

ผลกระทบโดยตรงต่อ โคนาเต้ เพราะโชต้า คือเพื่อนบ้าน

โกนาเต้ เผยซึมเศร้า หลังเสียโชต้า

อิบราฮิมา โคนาเต้ (Ibrahima Konate) เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เขาอาศัยอยู่ใกล้กับ ดิโอโก้ โชต้า (Diogo Jota) และมีความผูกพันกับเขาเป็นพิเศษ การต้องสูญเสียเพื่อนร่วมทีมในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ทำให้สภาพจิตใจของเขาสั่นคลอนอย่างรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องเผชิญกับข่าวร้ายในครอบครัว เมื่อ ฮามาดี (Hamady) บิดาของเขาเสียชีวิตในเดือน มกราคม หลังป่วยมาระยะหนึ่ง ความสูญเสียสองครั้งในเวลาไม่ห่างกัน ทำให้ฤดูกาลนั้นกลายเป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา ในการให้สัมภาษณ์กับ ฟรองซ์ อินเตอร์ (France Inter) อิบราฮิมา โคนาเต้ (Ibrahima Konate) ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า นักฟุตบอลก็สามารถเผชิญกับภาวะซึมเศร้าได้เช่นกัน เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า คนที่มีรายได้สูงหรือเป็นนักกีฬาชื่อดังไม่ควรมีความทุกข์ เพราะความเจ็บปวดทางใจไม่เลือกฐานะ ไม่เลือกชื่อเสียง และไม่เลือกอาชีพ สิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจเป็นเรื่องส่วนตัว ลึกซึ้ง และส่งผลต่อทั้งความคิด ร่างกาย และการใช้ชีวิต โคนาเต้ (Konate) เล่าว่า ความรู้สึกนั้นทำให้เขาสูญเสียความสนใจต่อสิ่งต่าง ๆ ไปช่วงหนึ่ง เขาไม่อยากทำอะไร และรู้สึกเหมือนถูกความเศร้าครอบงำ แม้ภายนอกเขายังคงเป็นนักฟุตบอลอาชีพของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ต้องลงซ้อม ต้องลงสนาม และต้องทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความหนักอึ้งที่อธิบายได้ยาก อย่างไรก็ตาม ชีวิตนักฟุตบอลอาชีพไม่ได้เปิดโอกาสให้หยุดนานนัก โคนาเต้ (Konate) ยอมรับว่า เขาและเพื่อนร่วมทีมไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องกลับไปทำหน้าที่ในสนาม เพราะพวกเขาเป็นพนักงานของสโมสร ได้รับค่าจ้างทุกเดือน และมีความรับผิดชอบต่อทีม ต่อแฟนบอล และต่อการแข่งขัน สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ คือกลับไปเล่นฟุตบอลเพื่อ ดิโอโก้ โชต้า (Diogo Jota) เพื่อครอบครัวของเขา และเพื่อพยายามเดินหน้าต่อไปในแบบที่ทำได้ สำหรับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ฤดูกาลนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแท็กติก ฟอร์มการเล่น หรืออันดับใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) เท่านั้น แต่ยังเป็นปีที่ทุกคนในทีมต้องเก็บความเจ็บปวดไว้เบื้องหลัง แม้สโมสรจะไม่เคยนำเรื่องนี้มาใช้เป็นข้ออ้างต่อผลงานที่ต่ำกว่าความคาดหวัง แต่ผลกระทบทางจิตใจย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดด้วยตัวเลขหรือสถิติได้ง่าย ๆ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน (Andy Robertson) อดีตแบ็กซ้ายของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ก็เคยพูดถึง ดิโอโก้ โชต้า (Diogo Jota) หลายครั้งในช่วงที่เวลาของเขากับ แอนฟิลด์ (Anfield) ใกล้สิ้นสุดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความสูญเสียครั้งนี้ยังคงอยู่ในใจของนักเตะหลายคน ไม่ใช่เรื่องที่ผ่านไปแล้วจบลงทันที

โคนาเต้ กับความกล้าที่จะเปิดเผยเรื่องสภาพจิต

สิ่งที่น่าชื่นชมในตัว อิบราฮิมา โคนาเต้ (Ibrahima Konate) คือความกล้าที่จะพูดถึงปัญหาสุขภาพใจอย่างเปิดเผย เขายอมรับว่า ตัวเองเก็บความรู้สึกไว้คนเดียวมากเกินไป โดยเฉพาะหลังการจากไปของพ่อ เขาไม่ได้พูดเรื่องนี้กับคนรอบข้าง และเมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกเหล่านั้นกลับยิ่งหนักขึ้น เขาจึงอยากเตือนคนอื่นว่า หากรู้สึกแย่ หรือมีบางอย่างเกิดขึ้นในใจ ควรพูดคุยกับคนใกล้ตัว เพราะการได้ระบายออกมาอาจช่วยให้ความเจ็บปวดเบาลงได ตอนนี้ อิบราฮิมา โคนาเต้ (Ibrahima Konate) กำลังยืนอยู่หน้าบทใหม่ของชีวิตค้าแข้ง หากการย้ายไป เรอัล มาดริด (Real Madrid) เกิดขึ้นจริง เขาจะได้กลับไปร่วมงานกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (Trent Alexander-Arnold) อดีตเพื่อนร่วมทีม ลิเวอร์พูล (Liverpool) และเริ่มต้นเส้นทางใหม่ใน ประเทศ สเปน (Spain) แต่ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เรื่องราวของ โคนาเต้ (Konate) ในฤดูกาลสุดท้ายกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) จะถูกจดจำมากกว่าผลงานในสนาม เพราะมันคือเรื่องของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องเผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่ ต้องพยายามทำหน้าที่ต่อไปทั้งที่จิตใจยังไม่พร้อม และกล้าที่จะบอกกับโลกว่า นักฟุตบอลก็มีวันที่อ่อนแอได้เช่นกัน บทเรียนจากเรื่องนี้คือ ชื่อเสียง เงินทอง หรือการได้เล่นให้สโมสรใหญ่ ไม่ได้ทำให้ใครหลุดพ้นจากความเจ็บปวดทางใจ อิบราฮิมา โคนาเต้ (Ibrahima Konate) แสดงให้เห็นว่า การยอมรับความรู้สึกของตัวเองไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นก้าวแรกของการเยียวยา และบางครั้ง การพูดออกมา อาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นเดินหน้าต่อไปอีกครั้ง

รีเซ่ ยังโทษตัวเองในวันที่ต้องอำลา ลิเวอร์พูล พร้อมทั้งน้ำตา

จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) คือหนึ่งในนักเตะที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล (Liverpool) จดจำได้เป็นอย่างดี เขาไม่ได้เป็นเพียงแบ็กซ้ายธรรมดา แต่เป็นนักเตะที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ทั้งเกมรับที่หนักแน่น การเติมเกมที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และลูกยิงเท้าซ้ายอันทรงพลังที่กลายเป็นภาพจำของเขาตลอดช่วงเวลาที่ค้าแข้งใน แอนฟิลด์ (Anfield) อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงเวลาของ จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) กับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) จะเต็มไปด้วยความสำเร็จและความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ แต่จุดจบของเส้นทางนี้กลับเป็นเรื่องที่เขายอมรับว่าเจ็บปวดมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตค้าแข้ง และสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สะเทือนใจยิ่งกว่าเดิม คือเขามองย้อนกลับไปแล้วเชื่อว่า ตัวเขาเองมีส่วนสำคัญที่ทำให้ต้องจากทีมไป

ในช่วงเวลาที่อยู่กับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) ลงสนามให้ทีมอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในกำลังหลักของสโมสร เขาช่วยทีมคว้าแชมป์รายการใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) เอฟเอ คัพ (FA Cup) และ ลีก คัพ (League Cup) ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ในความทรงจำของแฟนบอล หงส์แดง แต่เมื่อฤดูกาล 2007/08 เดินทางมาถึง ฟอร์มการเล่นและความเข้มข้นในการทำงานของเขาเริ่มลดลง จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขารู้สึกสบายใจกับสถานะของตัวเองมากเกินไป ทั้งตำแหน่งในทีม ความคุ้นเคยกับสโมสร และความมั่นใจว่าเขายังเป็นส่วนสำคัญของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาไม่ได้ผลักดันตัวเองหนักเท่าที่เคยทำ สำหรับนักฟุตบอลอาชีพ ความสม่ำเสมอคือสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในสโมสรระดับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ที่มีการแข่งขันสูงตลอดเวลา หากนักเตะคนใดผ่อนลงเพียงเล็กน้อย โอกาสของคนอื่นก็พร้อมเข้ามาทันที และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) ในช่วงท้ายของเส้นทางที่ แอนฟิลด์ (Anfield)

รีเซ่ ย้อนความ เบนิเตซ ยันชัดถึงเวลาต้องแยกทาง

รีเซ่ ปะทะ นิวคาสเซิ่ล

ราฟาเอล เบนิเตซ (Rafael Benitez) ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล (Liverpool) ในเวลานั้น ตัดสินใจชัดเจนว่า ถึงเวลาที่สโมสรและนักเตะต้องแยกทางกัน การพูดคุยเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ในช่วงที่ฤดูกาลเหลือการแข่งขันอีกเพียงไม่กี่นัด จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) ถูกเรียกเข้าไปพบ และได้รับแจ้งอย่างตรงไปตรงมาว่า เวลาของเขากับทีมได้สิ้นสุดลงแล้ว สิ่งที่ทำให้ จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) ยังเคารพ ราฟาเอล เบนิเตซ (Rafael Benitez) คือความซื่อตรงของการพูดคุยครั้งนั้น แม้มันจะเจ็บปวด แต่ผู้จัดการทีมไม่ได้พูดอ้อมค้อม ไม่ได้พยายามทำให้สถานการณ์ดูสวยงามเกินจริง เขาบอกตรง ๆ ว่าถึงเวลาต้องจากกัน และนั่นคือคำพูดที่ทำให้ รีเซ่ (Riise) รู้ทันทีว่า เขาไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อีกแล้ว หลังจากการพูดคุยครั้งนั้น จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) รู้สึกเสียใจอย่างหนัก เขาโทรหาตัวแทนของตัวเองทั้งน้ำตา เพราะไม่อยากเชื่อว่าเส้นทางกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) จะจบลงในรูปแบบนี้ สำหรับเขา สโมสรแห่งนี้ไม่ใช่แค่สถานที่ทำงาน แต่เป็นบ้าน เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพ และเป็นทีมที่ทำให้เขาได้สัมผัสความสำเร็จระดับสูงสุด ตัวแทนของ จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) พยายามปลอบใจว่า ยังมีหลายสโมสรพร้อมให้ความสนใจนักเตะระดับเขา และไม่นานหลังจากนั้น โรม่า (Roma) สโมสรจาก อิตาลี (Italy) ก็เข้ามายื่นโอกาสให้เขาได้เริ่มต้นบทใหม่ในอาชีพค้าแข้ง แม้การย้ายไป โรม่า (Roma) จะเป็นเส้นทางที่ดี แต่ในใจของ รีเซ่ (Riise) ก็ยังรู้สึกว่าการอำลา ลิเวอร์พูล (Liverpool) ไม่ได้เป็นแบบที่เขาต้องการ ในเวลานั้น ลิเวอร์พูล (Liverpool) กำลังเตรียมเสริมตำแหน่งแบ็กซ้ายด้วย อันเดรีย ดอสเซน่า (Andrea Dossena) จาก อูดิเนเซ่ (Udinese) ซึ่งถูกมองว่าจะเข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่ในทีม จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) เองก็พร้อมต่อสู้เพื่อแย่งตำแหน่ง แต่สุดท้ายเขาไม่ได้รับโอกาสนั้น เพราะ ราฟาเอล เบนิเตซ (Rafael Benitez) ได้ตัดสินใจไปแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไป จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) ไม่ได้โทษใครเป็นหลัก เขาเลือกโทษตัวเองมากกว่า เพราะเชื่อว่าหากเขายังคงทำงานหนักเหมือนเดิม รักษาความกระหายเหมือนช่วงแรก และไม่ปล่อยให้ตัวเองสบายใจกับสถานะในทีมมากเกินไป บางทีการตัดสินใจของผู้จัดการทีมอาจไม่ง่ายเช่นนั้น

ชื่อของ รีเซ่ ยังคงเป็นตำนานของเดอะค็อปตลอดไป

นี่คือบทเรียนสำคัญในโลกฟุตบอล ไม่มีตำแหน่งใดปลอดภัยตลอดไป แม้นักเตะจะเคยเป็นขวัญใจแฟนบอล เคยคว้าแชมป์ใหญ่ หรือเคยเป็นกำลังหลักของทีม แต่หากผลงานตกลง หรือความมุ่งมั่นไม่เท่าเดิม สโมสรระดับสูงก็พร้อมเดินหน้าต่อ เพราะฟุตบอลอาชีพไม่เคยหยุดรอใคร จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) ยังคงเป็นชื่อที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล (Liverpool) ให้ความเคารพ เขาคือส่วนหนึ่งของยุคที่สโมสรสร้างความทรงจำยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) ที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกไม่มีวันลืม แต่เรื่องราวการอำลาทีมของเขาก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่สะท้อนว่า เบื้องหลังความสำเร็จของนักฟุตบอล ย่อมมีความเสียใจ ความผิดพลาด และบทเรียนที่ติดตัวไปตลอดชีวิต สุดท้ายแล้ว การยอมรับของ จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจมากขึ้น เพราะเขาไม่ได้พยายามโยนความผิดให้ ราฟาเอล เบนิเตซ (Rafael Benitez) หรือ ลิเวอร์พูล (Liverpool) แต่เลือกมองตัวเองอย่างซื่อสัตย์ เขายอมรับว่าเขาปล่อยให้มาตรฐานของตัวเองลดลง และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ใน แอนฟิลด์ (Anfield) ต้องจบลงเร็วกว่าที่เขาต้องการ สำหรับแฟนบอล นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการย้ายทีม แต่เป็นเรื่องของนักเตะคนหนึ่งที่เคยทุ่มเทให้สโมสรจนกลายเป็นตำนานในใจแฟนบอล และแม้วันที่ต้องจากลาเต็มไปด้วยน้ำตา จอห์น อาร์เน รีเซ่ (John Arne Riise) ก็ยังคงเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีชื่ออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) อย่างภาคภูมิใจ

อิซัค 125 ล้านปอนด์เมื่อดีลแห่งฤดูร้อนกลายเป็นบทเรียนราคาแพง

มันเป็นข้อความธรรมดาที่นักฟุตบอลทั่วทุกมุมโลกมักจะโพสต์ลงโซเชียลมีเดียในช่วงปลายฤดูกาลแบบนี้ ประโยคสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความหวังและการมองไปข้างหน้า ทว่าเมื่อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค พิมพ์มันลงไป กลับให้ความรู้สึกที่หนักแน่นและมีน้ำหนักมากกว่าคนอื่น เพราะเบื้องหลังของถ้อยคำนั้นคือฤดูกาลที่ยากลำบากและเต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บที่รบกวนเขามาตลอดทั้งปีที่ลิเวอร์พูล

ดีลทำลายสถิติที่ตามมาด้วยความคาดหวังมหาศาล

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว อิซัคย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 125 ล้านปอนด์ จากนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลอังกฤษ และเป็นการทุบสถิติเดิมที่เชลซีเคยจ่ายให้เบนฟิกาในการดึงตัว เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ ลงอย่างราบคาบ

ในเวลานั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัวไปหมด อิซัคเซ็นสัญญายาวถึง 6 ปี และได้รับเสื้อหมายเลข 9 อันทรงเกียรติ ซึ่งเคยเป็นของตำนานอย่าง เอียน รัช, ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ และเฟร์นานโด ตอร์เรส เขาประกาศกร้าวว่าต้องการ "คว้าทุกอย่าง" กับสโมสรใหม่ และดูเผินๆ แล้วก็เหมือนกับว่าเขากำลังจะเข้าไปร่วมทีมที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก ทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์ลีกมาครองในฤดูกาลก่อนหน้าแบบทิ้งห่างคู่แข่ง

ตัวเลขที่บอกเล่าความล้มเหลว

125 million deal of the summer turned into an expensive lesson

หากจะวัดความสำเร็จกันด้วยตัวเลข ฤดูกาลแรกของอิซัคที่ลิเวอร์พูลแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหายนะ กองหน้าที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกรายนี้ยิงได้เพียง 4 ประตูในทุกรายการรวมกัน โดยเป็นประตูในลีกเพียง 3 ลูกเท่านั้น และหนึ่งในนั้นยังเป็นประตูที่ทำได้ในเกมคาราบาวคัพกับเซาแธมป์ตันด้วยซ้ำ

ตัวเลขนี้ดูซีดเซียวอย่างยิ่งเมื่อนำไปเทียบกับฟอร์มการเล่นของเขาในฤดูกาลก่อนหน้าที่นิวคาสเซิล ซึ่งเขาระเบิดฟอร์มยิงไปถึง 27 ประตูในทุกรายการ และจบฤดูกาลในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของทีม พร้อมพาทีมสาลิกาดงคว้าแชมป์คาราบาวคัพ ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลใหญ่ใบแรกของสโมสรในรอบกว่า 70 ปี โดยเขายังเป็นคนยิงประตูในนัดชิงที่เอาชนะลิเวอร์พูลไป 2-1 อีกด้วย

ต้นตอของปัญหา: ดีลที่ยืดเยื้อและทำลายความฟิต

แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้กองหน้าระดับท็อปคนหนึ่งร่วงหล่นลงมาได้ขนาดนี้ คำตอบส่วนใหญ่ย้อนกลับไปที่กระบวนการย้ายทีมที่ยืดเยื้อและเต็มไปด้วยดราม่าตลอดช่วงฤดูร้อน

อิซัคแสดงเจตนาชัดเจนตั้งแต่ต้นตลาดว่าต้องการออกจากนิวคาสเซิล เขาไม่ยอมลงเล่นและไม่ยอมซ้อมเพื่อกดดันให้สโมสรปล่อยตัว โดยกล่าวหาว่าสโมสรผิดสัญญาและหลอกลวงแฟนบอล เขาไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับทีมในทัวร์ปรีซีซันที่ทวีปเอเชีย โดยทางสโมสรอ้างว่าเป็นเพราะ "อาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่ต้นขา" ก่อนที่เจ้าตัวจะประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมลงเล่นให้นิวคาสเซิลอีกต่อไป หากสโมสรไม่อนุมัติการย้ายไปเมอร์ซีย์ไซด์

ห่วงโซ่ของอาการบาดเจ็บ

เมื่อความฟิตไม่สมบูรณ์มาเจอกับความเข้มข้นของพรีเมียร์ลีก ร่างกายของอิซัคจึงเริ่มส่งสัญญาณเตือน ตลอดฤดูกาลแรกที่ลิเวอร์พูล เขาต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อถึง 4 ครั้ง บวกกับอาการขาหักอีกหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นการบาดเจ็บที่ร้ายแรงที่สุด

จุดเปลี่ยนที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในเกมเยือนท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในจังหวะที่อิซัคลงมาเป็นตัวสำรองและยิงประตูให้ทีมได้ ทว่าทันทีหลังจากที่เขาปล่อยบอลออกไป เขากลับถูกเสียบสกัดจาก มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน จนได้รับบาดเจ็บและไม่สามารถเล่นต่อได้ เขาแสดงสีหน้าเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด และต้องได้รับการพยุงออกจากสนามโดยทีมแพทย์ ภายหลังการตรวจร่างกายยืนยันว่าเขามีกระดูกหน้าแข้งส่วนน่องหัก (fibula fracture) ที่ขาซ้าย และต้องเข้ารับการผ่าตัด ทำให้ต้องพักรักษาตัวยาวนานหลายเดือน

ความเสียหายที่กระจายไปถึงทั้งสองสโมสร

สิ่งที่ทำให้ดีลนี้กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือมันไม่ได้สร้างความเสียหายให้แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการย้ายทีมครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างสองสโมสรในพรีเมียร์ลีก ที่สุดท้ายแล้วดูเหมือนจะไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย

ในฝั่งของลิเวอร์พูล เม็ดเงินมหาศาล 125 ล้านปอนด์ที่ทุ่มลงไป กลับได้ผลตอบแทนเป็นเพียงไม่กี่ประตู ทีมที่เคยเป็นแชมป์เก่ากลับร่วงลงไปอยู่ในครึ่งล่างของตารางในช่วงกลางฤดูกาล ก่อนจะกระเสือกกระสนไต่กลับขึ้นมาจบในโซนแชมเปียนส์ลีกได้แบบเฉียดฉิวในวันสุดท้ายของฤดูกาล แม้จะใช้เงินไปมากมายในการเสริมทัพ แต่ทีมกลับปรับตัวเข้าหากันไม่ได้ และผลงานก็ห่างไกลจากความคาดหวัง

ชนวนเหตุ อาร์เน่อ สล็อต โดนลิเวอร์พูลเฉดหัวทิ้งแบบฟ้าผ่า

ไหนบอกว่าสนับสนุนเต็มที่? ย้อนรอยคำพูดของ อาร์เน่อ สล็อต ก่อนโดนบอร์ดหงส์แดงหักหลังสั่งปลดกลางอากาศ พร้อมเปิดพิมพ์เขียวการล่าตัว อันโดนี่ อิราโอล่า ร่างทรงเฮฟวี่เมทั่ลของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้เพิ่งเสกบอร์นมัธไร้พ่ายรวด 18 นัด แฟนหงส์จะเห็นด้วยหรือเปล่า มาว่ากัน

ข่าวด่วนระดับพสุธากัมปนาท

Breaking news of earth-shattering magnitude

ย้อนกลับไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเปิดฉากขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง บรรยากาศตอนนั้นเหมือนจะราบเรียบ ไม่มีวี่แววว่าจะเกิดเรื่องใหญ่อะไร

แต่แล้วฟ้าก็ผ่ากลางวันแสกๆ เมื่อสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลออกแถลงการณ์ปลด อาร์เน่อ สล็อต พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการ จังหวะที่ประกาศออกมานั้นแทบทำเอาวงการลูกหนังสะดุ้งทั้งวงการ เพราะมันมาในช่วงเวลาที่ไม่มีใครคาดคิด

และที่ทำให้เรื่องนี้แสบทรวงยิ่งกว่า คือถ้าถอยเวลากลับไปก่อนจบฤดูกาลแค่ราวสองสัปดาห์ กุนซือชาวดัตช์รายนี้ยังเปิดปากให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจเต็มร้อยว่าตัวเขาจะไม่มีทางถูกไล่ออกเด็ดขาด

เขาพูดเอาไว้ทำนองว่า มีทุกเหตุผลที่จะเชื่อว่าตัวเองจะยังนั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลต่อไปในฤดูกาลหน้า

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกระแสข่าวออกมาตอกย้ำอีกว่าผู้บริหารระดับสูงของหงส์แดงยังคงเทใจสนับสนุน สล็อต แบบเต็มพิกัด ภาพที่ออกสู่สาธารณะตอนนั้นจึงเหมือนทีมยังให้ความไว้วางใจเขาอยู่

พอเอาคำพูดเหล่านั้นมาเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มันจึงกลายเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง คนพูดว่าจะอยู่ คนข้างบนบอกว่าจะหนุน แต่สุดท้ายกลับโดนเด้งแบบสายฟ้าแลบ นี่แหละครับคือชนวนที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

ผลงานที่หมดความชอบธรรม

ทีนี้มาว่ากันด้วยเหตุผลเชิงผลงานบ้าง

ถ้าวัดกันตรงๆ จากสิ่งที่ลิเวอร์พูลทำได้ในฤดูกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป ต้องยอมรับว่ามันชัดเจนเกินกว่าจะเถียง ว่า อาร์เน่อ สล็อต หมดความชอบธรรมในการนั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีมไปแล้วจริงๆ

เพราะทั้งที่ทุ่มเงินเสริมทัพไปมหาศาลกว่า 450 ล้านปอนด์ แต่ผลที่ได้กลับสวนทางกับเม็ดเงินอย่างสิ้นเชิง ทีมหมดลุ้นแชมป์ทุกรายการแบบรวดเร็วเกินคาด

ในเวทีพรีเมียร์ลีก หงส์แดงเก็บได้เพียง 60 แต้ม ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี แพ้ไปมากถึง 12 นัด และเสียประตูรวมกันถึง 53 ลูก ตัวเลขชุดนี้ถ้าเอาไปวางเทียบกับมาตรฐานของสโมสรระดับลิเวอร์พูลแล้ว ต้องบอกตรงๆ ว่ามันเป็นหนึ่งในสถิติที่ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่ทีมเคยทำได้ในยุคพรีเมียร์ลีก

ที่เจ็บแสบเข้าไปอีกคือการพ่ายแพ้ต่อคู่ปรับตลอดกาลอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบไปกลับครบทั้งสองนัด สำหรับแฟนหงส์แล้ว ความพ่ายแพ้ในศึกนี้มันกินใจยิ่งกว่าแพ้ทีมไหนๆ

จริงอยู่ว่าบุญเก่ายังพอช่วยพยุงไว้ได้บ้าง ด้วยการที่ทีมยังเบียดจบในอันดับที่ 5 จนคว้าโควต้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้ามาครอง แต่เอาเข้าจริงแล้วการจบอันดับ 5 มันก็ไม่ได้ช่วยลบล้างความจริงเรื่องผลงานที่ตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ถือเป็นความชอบธรรมที่จะการันตีเก้าอี้ได้อยู่ดี

มองในมุมนี้ หลายคนคาดการณ์กันว่า ต่อให้ สล็อต ได้คุมทีมต่อในฤดูกาลหน้าจริง ก็คงประคองไปได้แค่ราว 10-15 นัด ก่อนจะถูกเชิญออกอยู่ดี เพราะทรงที่เป็นอยู่ มองมุมไหนก็ดูไม่รอด

ทำไมจู่ๆ ถึงตัดสินใจปลด

มาถึงคำถามที่หลายคนสงสัย

ตอนแรกบอร์ดบริหารทำท่าเหมือนจะยังไม่ปลด ให้โอกาส สล็อต ได้แก้ตัวในฤดูกาลถัดไป แต่แล้วอยู่ดีๆ ทำไมลิเวอร์พูลถึงกลับลำตัดสินใจตะเพิดท่านเจ้าอาวาสออกจากวัดแบบหักมุม?

ผมมองว่าเหตุผลแยกได้เป็นสองประการหลัก

ประการแรก คือการที่ผู้บริหารยอมรับความจริงเสียทีว่าผลงานของกุนซือชาวดัตช์รายนี้มันย่ำแย่จริงๆ ไม่ใช่แค่อาการสะดุดชั่วคราว ถ้าฝืนปล่อยให้คุมต่อไป โอกาสที่อะไรๆ จะดีขึ้นก็ดูริบหรี่ สุดท้ายก็คงต้องแยกทางกันอยู่ดี ไม่ช้าก็เร็ว ในเมื่อจะต้องเลิกกันอยู่แล้ว เลิกตอนนี้อาจเจ็บน้อยกว่าลากยาวไปเรื่อยๆ

ประการที่สอง ซึ่งผมมองว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดและน่าจะเป็นตัวเร่งให้ตัดสินใจเร็วขนาดนี้ คือความกังวลว่า อันโดนี่ อิราโอล่า เป้าหมายที่ทีมหมายตา จะถูกทีมอื่นชิงเซ็นสัญญาตัดหน้าไปก่อน

พูดง่ายๆ คือลิเวอร์พูลไม่ได้แค่อยากปลดคนเก่า แต่มีคนใหม่ในใจอยู่แล้ว และคนใหม่คนนั้นกำลังเป็นที่ต้องการของหลายทีม ถ้ามัวแต่ชักช้า ก็เสี่ยงจะคว้าน้ำเหลว

อันโดนี่ อิราโอล่า เป้าหมายตัวจริง

ทีนี้มาดูกันว่าทำไม อิราโอล่า ถึงเนื้อหอมขนาดนั้น

ผลงานที่เขาทำกับบอร์นมัธในฤดูกาลที่ผ่านมาต้องบอกว่าเป็นงานปั้นระดับเสกได้เลยทีเดียว เขาพาทีมเล็กๆ จบสูงถึงอันดับ 6 ของตาราง พร้อมคว้าสิทธิ์ไปลุยฟุตบอลถ้วยยุโรปรายการยูโรปา ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

และที่สะท้อนฝีมือชัดที่สุด คือตลอด 18 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ทีมของเขาไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้เลยแม้แต่นัดเดียว

สไตล์การทำทีมของกุนซือสายพันธุ์กระทิงดุรายนี้ก็มีเอกลักษณ์ชัดเจน เขาวางระบบให้ทีมเล่นเกมรุกแบบดุดัน เน้นดันแนวรับขึ้นสูง และเพรสซิ่งกดดันคู่แข่งอย่างหนักหน่วงตลอดเกม

ที่น่าทึ่งกว่านั้น คือทั้งที่ต้องสูญเสียตัวหลักของทีมไปหลายราย ไม่ว่าจะเป็น ดีน เฮาจ์เซ่น, อิลลิยา ซาบาร์นี่, มิลอส เคอร์เคซ รวมไปถึง อองตวน เซเมนโย่ แต่ อิราโอล่า ก็ยังไม่สะทกสะท้าน ยังคงนำทีมจบในอันดับสูงได้สำเร็จ จุดนี้แหละที่ตอกย้ำความสามารถของเขาแบบไม่ต้องสงสัย

และจุดที่น่าจะถูกใจแฟนหงส์มากที่สุด คือแนวทางการเล่นของเขามีกลิ่นอายคล้ายกับ 'เฮฟวี่ เมทั่ล ฟุตบอล' อันเป็นซิกเนเจอร์ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ อดีตกุนซือผู้เป็นที่รักของถิ่นแอนฟิลด์ ถ้ามองในแง่นี้ อิราโอล่า จึงเหมือนเป็นร่างทรงที่จะสานต่อจิตวิญญาณเดิมของทีมได้พอดิบพอดี

พิมพ์เขียวที่ลิเวอร์พูลเล็งไว้

ผมเชื่อเหลือเกินว่า อันโดนี่ อิราโอล่า นี่แหละคือคนที่ลิเวอร์พูลเล็งไว้ด้วยสายตาของพ่อไก่แจ้มาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่คุณชายชาบีที่เหล่าเด็กหงส์เฝ้าคร่ำครวญหากันให้แซ่ด

ลองมาดูเส้นทางของ อิราโอล่า หลังแยกทางกับ 'เดอะ เชอร์รี่ส์' กันสักหน่อย ตอนแรกมีกระแสข่าวว่าเขาจะไปคุมเอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่แห่งกัลโช่ ก่อนที่ข่าวจะเปลี่ยนทิศไปเป็นคริสตัล พาเลซ เพื่อเข้ามาแทนที่ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์

แต่ตรงนี้แหละที่ผมมองว่ามันไม่ค่อยเมคเซ้นส์สักเท่าไหร่ คิดดูง่ายๆ การจะออกจากบอร์นมัธเพื่อไปคุมคริสตัล พาเลซ มันก็เหมือนเดินวนอยู่กับที่ ถ้าจะย้ายไปทีมที่ระดับพอๆ กัน สู้คุมทีมเดิมที่คุ้นเคยอยู่แล้วไม่ดีกว่าหรือ

หลักคิดมันควรเป็นว่า ถ้าจะตัดสินใจคุมทีมใหม่ทั้งที ทีมนั้นก็ควรจะมีชาติตระกูลหรือศักดิ์ศรีที่สูงกว่าเดิม ถึงจะคุ้มค่ากับการตัดสินใจย้าย และทีมที่เข้าข่ายนั้น ลิเวอร์พูลย่อมตอบโจทย์กว่าเยอะ

ในเมื่อมีกุนซือฝีมือดี ตรงสเป็ก แถมยังมีความเหมาะสมกับทีมขนาดนี้วางอยู่ตรงหน้า ถ้าลิเวอร์พูลมัวแต่นั่งมองตาปริบๆ ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่รีบคว้าตัวไว้ ก็เสี่ยงที่ของดีจะถูกทีมอื่นฉกไปกินต่อหน้าต่อตา

เพราะถ้ารอไปจนถึงวันที่ต้องแยกทางกับ สล็อต จริงๆ ถึงตอนนั้นอาจไม่มีใครที่เหมาะสมเหลืออยู่แล้วก็ได้ เพราะ อิราโอล่า คงไปรับงานกับทีมอื่นเป็นที่เรียบร้อย

และนี่เองที่น่าจะเป็นคำอธิบายว่า ทำไมท่านอาว์โหน่งถึงถูกปลดออกแบบฟ้าผ่ากลางอากาศ ด้วยประการฉะนี้แล

คีแกน เปิดใจสู้มะเร็งระยะที่ 4 ท่ามกลางกำลังใจจากแฟนสาลิกาดง

ข่าวการเปิดเผยอาการป่วยของ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับแฟนฟุตบอลทั่ว อังกฤษ และทั่วโลก หลังอดีตกัปตันทีมชาติ อังกฤษ และอดีตผู้จัดการทีมชื่อดังรายนี้ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า เขากำลังต่อสู้กับมะเร็งระยะที่ 4 ซึ่งถือเป็นระยะที่รุนแรงที่สุดของโรคมะเร็ง เพราะเป็นภาวะที่เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายแล้ว ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) เคยแจ้งข่าวตั้งแต่เดือน มกราคม ว่าเขากำลังเข้ารับการรักษา หลังจากมีอาการผิดปกติบริเวณช่องท้อง และต้องเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล แม้ในช่วงแรก รายละเอียดเกี่ยวกับอาการของเขายังไม่ได้ถูกเปิดเผยมากนัก แต่ข่าวดังกล่าวก็ทำให้แฟนบอลจำนวนมากเริ่มส่งข้อความให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแฟนบอล นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซึ่งยังคงจดจำบทบาทของเขาได้อย่างลึกซึ้ง เควิน คีแกน (Kevin Keegan) เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตรวจพบโรคบนเวทีที่ Tyne Theatre and Opera House ในเมือง นิวคาสเซิล ระหว่างการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งสำคัญ เขาเปิดเผยว่า เรื่องทั้งหมดเริ่มจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งทำให้เขาจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด และระหว่างการสแกนร่างกายเพื่อเตรียมการรักษา แพทย์จึงพบความผิดปกติที่นำไปสู่การวินิจฉัยว่าเขาเป็นมะเร็งระยะที่ 4 คำพูดของ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) บนเวทีเต็มไปด้วยความจริงใจ ความเข้มแข็ง และอารมณ์ขันแบบที่แฟนบอลคุ้นเคย เขาเล่าว่า แพทย์ที่ดูแลเขาเป็นแฟนบอล ลิเวอร์พูล ทำให้เขาพูดติดตลกว่า เขารู้ทันทีว่าเขาจะไม่ต้องเดินเพียงลำพัง ประโยคนี้สร้างความซาบซึ้งให้กับผู้ชม เพราะเชื่อมโยงกับเพลงประจำสโมสร ลิเวอร์พูล อย่าง “You’ll Never Walk Alone” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการยืนเคียงข้างกันในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

คีแกน เปิดเผยถึงแนวทางการรักษาที่มีเปอร์เซ็นต์สำเร็จต่ำมาก

อีกช่วงหนึ่งที่สะเทือนใจ คือการที่ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) เล่าว่า แพทย์พูดถึงแนวทางการรักษาแบบใหม่ พร้อมบอกว่ามีอัตราความสำเร็จที่น่าสนใจ แต่เมื่อเขาถามตัวเลขจริง แพทย์ตอบว่าอยู่ที่ 33% ซึ่งต่ำกว่าที่เขาคาดไว้มาก แม้ตัวเลขดังกล่าวจะฟังดูหนักหนา แต่ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) ก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งว่า “ตอนนี้ผมก็ยังอยู่ตรงนี้” ทำให้ผู้ชมในงานต่างรู้สึกถึงพลังใจของชายคนหนึ่งที่ยังคงต่อสู้ แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ในชีวิต เส้นทางลูกหนังของ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) คือหนึ่งในเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอล อังกฤษ เขาเคยค้าแข้งให้กับหลายสโมสร ไม่ว่าจะเป็น สคันธอร์ป ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, ฮัมบูร์ก, เซาแธมป์ตัน และ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด โดยเฉพาะช่วงเวลาของเขากับ ลิเวอร์พูล และ ฮัมบูร์ก ที่ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักเตะระดับโลก พร้อมคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมยุโรปถึง 2 สมัย ซึ่งเป็นเกียรติยศที่ยืนยันคุณภาพและอิทธิพลของเขาในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี หลังแขวนสตั๊ด เควิน คีแกน (Kevin Keegan) ยังเดินหน้าสร้างชื่อในฐานะผู้จัดการทีม เขาเคยคุม นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, ฟูแล่ม, ทีมชาติ อังกฤษ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เขากลับมาสร้าง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ให้กลายเป็นทีมฟุตบอลที่น่าตื่นตาตื่นใจในยุค “Entertainers” ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ทีมของเขาเล่นฟุตบอลเกมรุก สนุก ดุดัน และเคยก้าวขึ้นไปท้าชิงแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 1995-96 จนกลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่แฟนบอลยังพูดถึงมาจนถึงปัจจุบัน

ความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมระหว่าง คีแกน และแฟนบอลสาลิกาดง

คีแกนกับ แฟนนิวคาสเซิ่ล

ความสัมพันธ์ระหว่าง เควิน คีแกน (Kevin Keegan) กับเมือง นิวคาสเซิล ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างตำนานนักฟุตบอลกับสโมสร แต่เป็นสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ฝังลึกในหัวใจของแฟนบอล เขาไม่ได้เป็นแค่คนที่เคยเล่นหรือเคยคุมทีม แต่เป็นคนที่เคยปลุกความหวัง สร้างความเชื่อ และทำให้แฟนบอล นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด กลับมาภาคภูมิใจในทีมของตัวเองอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่การกลับมาของเขาในงานสดครั้งนี้ จึงได้รับการต้อนรับด้วยเสียงปรบมือยืนอย่างกึกก้องและเต็มไปด้วยความหมาย แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ชื่อของ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) ยังคงมีน้ำหนักอย่างมากในถิ่น เซนต์ เจมส์ พาร์ก ถึงขนาดที่ เอ็ดดี้ ฮาว (Eddie Howe) เฮดโค้ชคนปัจจุบันของ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เคยติดต่อไปหาเขาหลังเข้ารับตำแหน่งในปี 2021 เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับสโมสร เมือง และแนวคิดที่ควรมีในการพาทีมเดินไปข้างหน้า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) จะห่างจากงานคุมทีมไปนานแล้ว แต่ประสบการณ์และความเข้าใจของเขายังคงมีคุณค่าอย่างยิ่ง ในช่วงที่ผ่านมา เอ็ดดี้ ฮาว (Eddie Howe) ต้องเผชิญกับฤดูกาลที่ยากลำบาก หลัง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด หล่นลงไปจบอันดับที่ 12 ในตาราง พรีเมียร์ลีก แต่ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) ยังคงให้การสนับสนุนอย่างชัดเจน เพราะเขามองว่า เอ็ดดี้ ฮาว (Eddie Howe) คือผู้จัดการทีมที่พาสโมสรกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้ง จากความสำเร็จในรายการ ลีก คัพ ซึ่งเป็นโทรฟี่สำคัญที่แฟนบอลรอคอยมานาน อีกประเด็นที่ทำให้แฟนบอลซาบซึ้ง คือการที่ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) ยอมรับว่าเขาอยากกลับไปที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ก อีกครั้ง เพื่อกล่าวคำอำลาแฟนบอลอย่างเหมาะสม หลังไม่ได้เข้าชมเกมในสนามแห่งนี้มานาน นับตั้งแต่เหตุการณ์แยกทางกับสโมสรในปี 2009 และชนะคดีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม แม้เขาจะกังวลว่า การกลับไปอาจดูเหมือนเป็นการรบกวน แต่แฟนบอลจำนวนมากกลับมองว่า ประตูของสนามแห่งนี้ควรเปิดต้อนรับเขาเสมอ

เมื่อถูกพูดถึงเรื่องรูปปั้นหน้าสนาม เควิน คีแกน (Kevin Keegan) ตอบอย่างถ่อมตัวว่า สิ่งนั้นไม่ได้มีความหมายกับเขามากนัก เขาบอกว่า “รูปปั้นของผม คือวิธีที่พวกคุณต้อนรับผม” คำพูดนี้สะท้อนตัวตนของเขาได้อย่างชัดเจน เพราะสำหรับเขา ความรัก ความทรงจำ และการต้อนรับจากแฟนบอล มีคุณค่ามากกว่าวัตถุหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ด้านสโมสร นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ได้ออกแถลงการณ์ส่งกำลังใจถึง เควิน คีแกน (Kevin Keegan) และครอบครัว โดยย้ำว่าเขาคือบุคคลที่มีสถานะพิเศษในประวัติศาสตร์ของสโมสร และอยู่ในหัวใจของแฟนบอลเสมอ สโมสรยังระบุว่า ความหลงใหล ความเป็นผู้นำ และสายสัมพันธ์ของเขากับเมืองแห่งนี้ ได้สร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำมากมายให้กับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เรื่องราวของ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) ในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวสุขภาพของตำนานฟุตบอลคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวของความกล้าหาญ ความรักจากแฟนบอล และพลังของวงการฟุตบอลที่พร้อมยืนเคียงข้างคนสำคัญในวันที่เขาต้องเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าการรักษาจะยากเพียงใด ชื่อของ เควิน คีแกน (Kevin Keegan) ยังคงได้รับการจดจำในฐานะนักสู้ ทั้งในสนามฟุตบอล และในชีวิตจริงอย่างแท้จริง.

เจมส์ มิลเนอร์ ปิดฉาก 24 ปีพรีเมียร์ลีกพร้อมสถิติที่ยิ่งใหญ่

เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อดีตกองกลางทีมชาติ อังกฤษ ประกาศอำลาวงการฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการ หลังผ่านเส้นทางค้าแข้งที่ยาวนาน และน่าจดจำใน พรีเมียร์ลีก ถึง 24 ปี การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากหนึ่งในอาชีพนักฟุตบอลที่มั่นคงที่สุดของยุคสมัยใหม่ เพราะเขาไม่เพียงเป็นนักเตะที่อยู่ในระดับสูงมาอย่างยาวนาน แต่ยังเป็นตัวอย่างของความเป็นมืออาชีพ ความทุ่มเท และวินัยที่หลายคนยกย่อง ดาวเตะวัย 40 ปี เพิ่งหมดสัญญากับ ไบรท์ตัน หลังใช้เวลา 3 ฤดูกาลสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งกับสโมสรแห่งนี้ แม้ในช่วงท้ายอาชีพ เขาต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บ และสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม แต่ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ยังสามารถกลับมาลงสนามได้ และมีส่วนร่วมกับทีมจนถึงช่วงสุดท้ายของเส้นทางอาชีพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจนักสู้ของเขาอย่างชัดเจน ตลอดเส้นทางในลีกสูงสุดของ อังกฤษ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ลงเล่นให้กับ 6 สโมสร ได้แก่ ลีดส์ ยูไนเต็ด, นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, แอสตัน วิลลา, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล และ ไบรท์ตัน โดยแต่ละช่วงเวลาล้วนมีความหมายต่อการเติบโตของเขาในฐานะนักฟุตบอล เขาเริ่มต้นจากเด็กหนุ่มพรสวรรค์สูง ก่อนพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง และเป็นที่ไว้วางใจของผู้จัดการทีมหลายคน

เริ่มต้นจาก ลีดส์ หลังจากนั้น ก็สร้างชื่อจนเป็นตำนาน

มิลเนอร์ ลีดส์ ยูไนเต็ด

จุดเริ่มต้นของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) เกิดขึ้นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด สโมสรที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็ก เขาประเดิมสนามใน พรีเมียร์ลีก เมื่อเดือน พฤศจิกายน ปี 2002 ด้วยวัยเพียง 16 ปี และในเวลานั้นเขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะอายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นในลีกสูงสุดของ อังกฤษ เพียงเดือนถัดมา เขายังสร้างชื่อด้วยการกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ใน พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นสถิติที่ทำให้ชื่อของเขาเริ่มถูกพูดถึงในวงกว้างตั้งแต่อายุยังน้อย แม้เวลาผ่านไป สถิติดังกล่าวจะถูกทำลาย และปัจจุบัน เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อยู่ในอันดับ 3 ของผู้ทำประตูอายุน้อยที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ตามหลัง แม็กซ์ ดาวแมน (Max Dowman) และ เจมส์ วอห์น (James Vaughan) แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่าง คือเขาไม่ได้เป็นเพียงดาวรุ่งที่โด่งดังชั่วคราว เขาสามารถยืนระยะในระดับสูงได้ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ และกลายเป็นนักเตะที่มีจำนวนการลงสนามมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก หลังจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด ตกชั้นสู่ แชมเปียนชิพ ในปี 2004 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมประสบการณ์ของเขา เขาได้ลงเล่นในสโมสรใหญ่ที่มีแฟนบอลเหนียวแน่น และต้องเผชิญทั้งความคาดหวัง แรงกดดัน และการแข่งขันภายในทีม สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเติบโตมากขึ้น ทั้งในด้านฝีเท้าและสภาพจิตใจ ต่อมา เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป แอสตัน วิลลา ในปี 2008 และช่วงเวลานี้ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของอาชีพ เขาได้รับบทบาทที่โดดเด่นมากขึ้น และแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นริมเส้นหรือดาวรุ่งความเร็วสูงเท่านั้น แต่ยังสามารถขยับเข้ามาเล่นในแดนกลาง ใช้พลังงาน ความขยัน และความเข้าใจเกมช่วยทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟอร์มของเขากับ แอสตัน วิลลา ทำให้ได้รับโอกาสติดทีมชาติ อังกฤษ และประเดิมสนามในปี 2009 เส้นทางทีมชาติของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) จบลงด้วยจำนวนการลงเล่น 61 นัด เขาเคยเป็นตัวแทนของ อังกฤษ ในศึก ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 ครั้ง และ ฟุตบอลโลก 2 ครั้ง แม้เขาอาจไม่ใช่นักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในทีมชาติ แต่บทบาทของเขามีความสำคัญอย่างมาก เพราะเขาเป็นผู้เล่นที่พร้อมทำงานหนักเพื่อทีม เล่นตามแท็กติกได้ดี และสามารถช่วยปรับสมดุลของทีมในเกมใหญ่ได้

เริ่มต้นประสบความสำเร็จ กับ แมนฯ ซิตี้ ก่อนย้ายมาเปรี้ยงที่ ลิเวอร์พูล

ปี 2010 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายสู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสโมสร เขาช่วยทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 2 สมัยในปี 2012 และ 2014 โดยเฉพาะแชมป์ปี 2012 ที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในยุค พรีเมียร์ลีก และเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของสโมสรในเวลาต่อมา

แม้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเต็มไปด้วยนักเตะชื่อดังมากมาย แต่ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ก็ยังมีพื้นที่ของตัวเองเสมอ ด้วยความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นกองกลาง ริมเส้น ฟูลแบ็ก หรือบทบาทสนับสนุนเกมรับ เขาเป็นนักเตะที่ผู้จัดการทีมสามารถเลือกใช้งานได้ในสถานการณ์หลากหลาย และเป็นคนที่มักทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องการแสงสปอตไลต์มากนัก ในปี 2015 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป ลิเวอร์พูล และใช้เวลา 8 ฤดูกาลที่ แอนฟิลด์ ช่วงเวลานี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของทีมยุค เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เขาลงสนามให้ ลิเวอร์พูล 332 นัด ยิงได้ 26 ประตู และมีส่วนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความมุ่งมั่นภายในทีม ด้วยประสบการณ์ ความเป็นผู้นำ และทัศนคติแบบมืออาชีพ 

ความสำเร็จสูงสุดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) กับ ลิเวอร์พูล คือการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปี 2019 และแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในปี 2020 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกของ ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ปี 1990 ความสำเร็จนี้มีความหมายอย่างมากต่อแฟนบอล ลิเวอร์พูล ทั่วโลก และเขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ช่วยผลักดันทีมให้ไปถึงเป้าหมายสำคัญนั้น นอกจากแชมป์ พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก แล้ว เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ยังเคยคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ กับทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักเตะที่มีความสำเร็จอย่างครบถ้วนทั้งในระดับประเทศและระดับยุโรป อีกทั้งยังมีบทบาทในทีมชั้นนำหลายยุคหลายสมัย ช่วงท้ายอาชีพกับ ไบรท์ตัน เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อาจไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องเท่าช่วงพีค แต่เขายังคงมีคุณค่าต่อทีมในแง่ประสบการณ์และความเป็นผู้นำ ฤดูกาล 2024–25 เขาต้องเจออาการบาดเจ็บจนพลาดลงเล่นเป็นส่วนใหญ่ แต่ในฤดูกาล 2025-26 เขากลับมาลงสนามได้ 22 นัดในทุกรายการ และมีส่วนร่วมกับ ไบรท์ตัน ในการคว้าสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร การลงสนามนัดสุดท้ายของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ใน พรีเมียร์ลีก ทำให้เขาปิดฉากสถิติไว้ที่ 658 นัด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยิ่งใหญ่ และสะท้อนความสม่ำเสมอตลอด 24 ปีอย่างแท้จริง สำหรับนักฟุตบอลอาชีพ การรักษาระดับให้อยู่ใน พรีเมียร์ลีก ได้นานขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทั้งร่างกายที่แข็งแกร่ง วินัยในการดูแลตัวเอง ความสามารถในการปรับตัว และความมุ่งมั่นที่ไม่ลดลงตามอายุ 

ในแถลงการณ์อำลา เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ระบุว่า เขารู้สึกโชคดีที่ได้ผ่านช่วงเวลามากมายในฟุตบอล ทั้งการต่อสู้หนีตกชั้น การคว้าแชมป์ การเล่นในเวทียุโรป และการเป็นตัวแทนของ อังกฤษ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ แต่สิ่งที่เขาจะจดจำมากที่สุด คือผู้คนและมิตรภาพที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางฟุตบอล คำพูดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเขา ฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของถ้วยแชมป์หรือสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ความทรงจำ และโอกาสที่เปลี่ยนชีวิต เขาย้ำว่า ฟุตบอลมอบสิ่งต่าง ๆ ให้มากกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้ และเขารู้สึกขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป เส้นทางของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) คือภาพสะท้อนของนักฟุตบอลที่อาจไม่ได้โดดเด่นที่สุดในแง่ลีลาหรือชื่อเสียงส่วนตัว แต่เป็นคนที่ทีมใหญ่ทุกทีมต้องการ เขาเล่นด้วยความรับผิดชอบ ทำงานหนักเพื่อทีม และรักษามาตรฐานของตัวเองอย่างน่าทึ่งตลอดเวลาหลายปี การประกาศแขวนสตั๊ดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) จึงไม่ใช่เพียงการอำลาของนักเตะคนหนึ่ง แต่เป็นการปิดฉากของตำนาน พรีเมียร์ลีก ผู้ฝากร่องรอยไว้ในหลายสโมสร หลายทัวร์นาเมนต์ และหลายช่วงเวลาสำคัญของฟุตบอล อังกฤษ ชื่อของเขาจะถูกจดจำในฐานะเจ้าของสถิติ ผู้เล่นสารพัดประโยชน์ และนักเตะมืออาชีพตัวจริงที่ยืนระยะได้อย่างน่าชื่นชมตลอด 24 ปี.

 

ความฝันที่กลายเป็นจริง แอนโธนี่ กอร์ดอน ย้ายซบ บาร์เซโลน่า

แอนโธนี่ กอร์ดอน (Anthony Gordon) เปิดเผยอย่างชัดเจนว่า การได้ย้ายมาเล่นให้ บาร์เซโลน่า คือความฝันที่อยู่กับเขามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หลังปีกทีมชาติ อังกฤษ รายนี้ย้ายจาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มาร่วมทีมแชมป์ ลา ลีกา ด้วยค่าตัวมากกว่า 80 ล้านยูโร หรือประมาณ 69.3 ล้านปอนด์ กอร์ดอน (Anthony Gordon) วัย 25 ปี เซ็นสัญญาระยะยาวกับ บาร์เซโลน่า จนถึงปี 2031 หลังทั้งสองสโมสรสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ภายหลังการเจรจาที่คืบหน้าอย่างรวดเร็วในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความสนใจจาก บาเยิร์น มิวนิค เช่นกัน แต่ทันทีที่ บาร์เซโลน่า แสดงความจริงจังในการคว้าตัว เขาก็ตัดสินใจได้โดยแทบไม่ต้องคิดนาน ระหว่างการเปิดตัวที่สนาม สปอติฟาย คัมป์ นู กอร์ดอน (Anthony Gordon) เลือกพูดเป็นภาษาสเปน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเขาที่มีต่อสโมสรใหม่ เจ้าตัวกล่าวว่า เขาตื่นเต้นกับโอกาสในการเล่นให้ บาร์ซ่า ตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ และในวัยเด็ก เขาเชื่อมาตลอดว่าสักวันหนึ่งจะได้เป็นนักฟุตบอลของ บาร์เซโลน่า ด้วยความเชื่อว่าสักวันหนึ่งเขาจะได้เล่นให้กับ บาร์เซโลน่า ตัวเขาจึงได้หัดเรียนภาษาสเปนติดตัวไว้บ้าง และแน่นอนพอได้รู้ว่า ทีมอย่าง บาร์เซโลน่า ให้ความสนใจในตัวเขาก็ไม่จำเป็นต้องลังเลใดๆ รีบคว้าโอกาสพร้อมเติมความฝันนั้นให้มันเป็นจริงไปซะเลย

บาร์เซโลน่า ปลายทางแห่งความฝัน กอร์ดอน ลั่นพร้อมลุย ลาลีกาแล้ว

ก่อนการเปิดตัว กอร์ดอน (Anthony Gordon) เข้ารับการตรวจร่างกายกับ บาร์เซโลน่า เมื่อวันพฤหัสบดี และเดิมทีเขามีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวลา 12.30 น. ตามเวลา อังกฤษ ในวันศุกร์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านเอกสารทำให้การเปิดตัวล่าช้าออกไปเกือบ 8 ชั่วโมง ก่อนที่ทุกอย่างจะเสร็จสมบูรณ์แม้ต้องรอนาน แต่ กอร์ดอน (Anthony Gordon) ยืนยันว่า เขายังคงสงบและมั่นใจว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี เขาใช้เวลารออยู่ที่โรงแรมกับครอบครัวและเอเยนต์ โดยกล่าวว่า ในส่วนของเขาทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องทางกฎหมายและรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา กอร์ดอน (Anthony Gordon) ยังกล่าวด้วยว่า เขาตระหนักดีถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของ บาร์เซโลน่า และรู้ดีว่ามีนักเตะระดับตำนานมากมายเคยสวมเสื้อตัวนี้มาก่อน เขาพร้อมสำหรับความท้าทายครั้งใหม่ และมีไฟในใจอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จกับสโมสรแห่งนี้ หลังเปิดตัวกับ บาร์เซโลน่า กอร์ดอน (Anthony Gordon) จะเดินทางไปร่วมแคมป์ฝึกซ้อมกับทีมชาติ อังกฤษ ที่ สหรัฐอเมริกา ในวันจันทร์ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขัน ฟุตบอลโลก ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 11 มิถุนายน การย้ายทีมครั้งนี้จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของอาชีพ เพราะเขากำลังจะก้าวเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในฐานะนักเตะของ บาร์เซโลน่า ที่ บาร์เซโลน่า เขาจะได้ร่วมงานกับเพื่อนร่วมชาติอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford) ซึ่งย้ายมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยสัญญายืมตัว อย่างไรก็ตาม สโมสรจาก สเปน ยังไม่ได้ใช้ออปชั่นซื้อขาดกองหน้าวัย 28 ปีรายนี้ด้วยค่าตัว 26 ล้านปอนด์

สาลิกาจะอยู่ในความทรงจำตลอดไป กอร์ดอน ย้ำตนเป็นหนี้สโมสรนี้

กอร์ดอน อำลานิวคาสเซิ่ล

ก่อนย้ายมาสู่ บาร์เซโลน่า กอร์ดอน (Anthony Gordon) ใช้เวลา 3 ปีครึ่งกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด หลังย้ายมาจาก เอฟเวอร์ตัน เมื่อเดือนมกราคม ปี 2023 เขาลงสนามให้ทีมไป 152 นัด และกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรในฤดูกาลล่าสุด ด้วยผลงาน 17 ประตูจากทุกรายการ กอร์ดอน (Anthony Gordon) กล่าวอำลา นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ด้วยความซาบซึ้ง โดยบอกว่าเขาเป็นหนี้สโมสรแห่งนี้อย่างมาก เพราะตอนที่เขาย้ายเข้ามา เขารู้สึกหลงทางทั้งในชีวิตและในอาชีพฟุตบอล แต่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มอบความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งให้กับเขา และช่วยให้เขาค้นพบตัวตนของตัวเองอีกครั้ง เขายังกล่าวว่า สโมสรแห่งนี้เปิดโอกาสให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาเชื่อมาตลอดว่าตัวเองสามารถทำได้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด พาเขาขึ้นสู่เวทีใหญ่ และเปิดพื้นที่ให้เขาได้แสดงศักยภาพเพื่อเสื้อของสโมสร ดังนั้นการจากลาในทางที่ดีจึงมีความสำคัญกับเขามาก เพราะเขารักทุกช่วงเวลาที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม กอร์ดอน (Anthony Gordon) ยืนยันว่า นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด จะเป็นสโมสรที่เขาไม่มีวันลืม และเขาจะเป็นแฟนบอลของทีมนี้ไปตลอดชีวิต คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้เขาจะย้ายไปสู่สโมสรในฝัน แต่ความผูกพันกับทีมเก่ายังคงมีความหมายอย่างลึกซึ้ง สำหรับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด พวกเขาอยู่ในสถานะที่สามารถเรียกค่าตัวสูงได้ เพราะ กอร์ดอน (Anthony Gordon) ยังเหลือสัญญากับทีมอีก 4 ปี ที่สนาม เซนต์ เจมส์ พาร์ค แม้ช่วงท้ายฤดูกาลเขาจะถูก เอ็ดดี้ ฮาว (Eddie Howe) จับนั่งสำรองในเกม พรีเมียร์ลีก 4 นัดสุดท้าย แต่แฟนบอลยังคงร้องเพลงเรียกชื่อเขาหลังเกมพ่าย ฟูแล่ม 0-2 ในนัดปิดฤดูกาล

เอ็ดดี้ ฮาว (Eddie Howe) กล่าวถึงการย้ายทีมครั้งนี้ว่า แม้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด จะผิดหวังที่ต้องเสีย กอร์ดอน (Anthony Gordon) ไป แต่ทุกคนเข้าใจว่านี่คือโอกาสสำคัญของนักเตะ เขาจากไปพร้อมกับคำอวยพรจากสโมสร และ ฮาว (Eddie Howe) เชื่อว่า กอร์ดอน (Anthony Gordon) จะประสบความสำเร็จทั้งกับ บาร์เซโลน่า และทีมชาติ อังกฤษ ใน ฟุตบอลโลก ปีนี้ เอฟเวอร์ตัน จะได้รับส่วนแบ่ง 15 เปอร์เซ็นต์จากกำไรที่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทำได้จากการขาย กอร์ดอน (Anthony Gordon) หลังเคยปล่อยเด็กปั้นของตัวเองออกไปด้วยค่าตัวรวมสูงสุด 45 ล้านปอนด์ ในมุมของ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ดีลนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของโครงสร้างบริหารใหม่ หลังจากช่วงซัมเมอร์ก่อนเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายสำหรับสโมสร โดยเฉพาะในช่วงที่ยังไม่มีโครงสร้างผู้บริหารด้านฟุตบอลที่ชัดเจน แต่หลังจากแต่งตั้ง รอสส์ วิลสัน (Ross Wilson) เป็นผู้อำนวยการกีฬา และ เดวิด ฮอปกินสัน (David Hopkinson) เป็นประธานบริหาร สโมสรเชื่อว่าจะสามารถตัดสินใจเรื่องซื้อขายนักเตะได้ฉลาดและรวดเร็วกว่าเดิมสถานการณ์ของ กอร์ดอน (Anthony Gordon) จึงเป็นบททดสอบแรกที่ชัดเจน เขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในนักเตะตัวหลักที่มีโอกาสย้ายออกมากที่สุด หลังจากไม่ได้เป็นตัวจริงในช่วงท้ายฤดูกาล หลายฝ่ายอาจกังวลว่าดีลนี้จะยืดเยื้อเหมือนกรณีของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) กับ ลิเวอร์พูล เมื่อซัมเมอร์ก่อน แต่สุดท้าย การเจรจากลับดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเงียบมาก บาร์เซโลน่า มีความสนใจในตัว กอร์ดอน (Anthony Gordon) มาก่อนแล้ว แต่การเจรจาอย่างเป็นทางการกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เพิ่งปรากฏต่อสาธารณะในช่วงเช้าวันพุธ และภายในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ข้อตกลงก็เสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นดีลมูลค่าสูงที่ทั้งสามฝ่ายต่างได้สิ่งที่ต้องการ บาร์เซโลน่า ได้ตัวเป้าหมายสำคัญก่อนตลาดซื้อขายจะเปิดอย่างเป็นทางการ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ได้ค่าตัวสูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์สโมสร ส่วน กอร์ดอน (Anthony Gordon) ก็ได้ย้ายไปยังทีมในฝันของตัวเอง แม้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ไม่ต้องการเสียผู้เล่นสำคัญ แต่สโมสรจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางการซื้อขายให้มีความเป็นกลยุทธ์มากขึ้น และต้องรู้ว่าเวลาใดคือจังหวะที่เหมาะสมในการขายนักเตะ เมื่อพิจารณาจากผลงานของ กอร์ดอน (Anthony Gordon) บนเวที ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการปล่อยตัวเพื่อรับค่าตัวก้อนใหญ่ หลังจากนี้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ยังมีแนวโน้มต้องขยับตลาดอีกหลายตำแหน่ง เพื่อสร้างทีมใหม่หลังจบฤดูกาลที่น่าผิดหวังด้วยอันดับ 12 ใน พรีเมียร์ลีก พวกเขาอาจต้องมองหาผู้รักษาประตู ฟูลแบ็ก กองกลาง และแนวรุกหลายราย เพื่อยกระดับทีมให้กลับมาแข่งขันได้อีกครั้งฤดูกาลก่อน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ยังทำตลาดได้ไม่สมบูรณ์นัก หลังพลาดเป้าหมายระดับสูงหลายราย ดังนั้นตลาดรอบนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก หากพวกเขาต้องการกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ดี การขาย กอร์ดอน (Anthony Gordon) อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างทีมใหม่ ส่วนตัวนักเตะเองก็ได้เริ่มต้นบทใหม่กับ บาร์เซโลน่า สโมสรที่เขาเคยฝันถึงมาตั้งแต่วัยเด็กอย่างแท้จริง.

การอำลาที่ยิ่งใหญ่ เยี่ยงราชาของ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตำนานหงส์

บางทีคุณค่าที่แท้จริงของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) กับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) อาจต้องใช้เวลาอีกสักพัก จึงจะมองเห็นได้อย่างครบถ้วนว่า เขายิ่งใหญ่กับสโมสรแห่งนี้มากเพียงใด แต่ในวันที่เขาเตรียมกล่าวคำอำลาต่อหน้าแฟนบอลที่ แอนฟิลด์ (Anfield) ทุกคนก็รู้ดีว่า นี่ไม่ใช่แค่การจากไปของนักเตะคนหนึ่ง แต่คือการปิดฉากตำนานบทสำคัญของสโมสร ลิเวอร์พูล (Liverpool) โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นที่ยิงประตูได้มากมายเท่านั้น แต่เขาคือคนที่เข้ามายกระดับมาตรฐานของทีม ทั้งเรื่องความทุ่มเท วินัย การดูแลร่างกาย และความเป็นมืออาชีพ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) อดีตผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล (Liverpool) เคยกล่าวว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับนักฟุตบอลอาชีพ ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ต้องลงทุนกับการฟื้นฟูร่างกายมากเพียงใด และต้องมุ่งมั่นกับอาชีพนี้อย่างจริงจังเพียงใด ย้อนกลับไปในปี 2017 ลิเวอร์พูล (Liverpool) คว้าตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) มาจาก โรมา (Roma) ด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์ ตอนนั้นหลายคนยังตั้งคำถาม เพราะเขาเคยมีช่วงเวลาที่ยากลำบากกับ เชลซี (Chelsea) ใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) มาก่อน แต่ทีมแมวมองของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) รวมถึง เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) มองเห็นบางสิ่งในตัวเขา ถึงอย่างนั้น ก็คงไม่มีใครคาดคิดว่า นักเตะจาก อียิปต์ (Egypt) คนนี้จะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของสโมสร

ซาลาห์ กับสถิติที่ไม่เคยโกหกใครสมคำว่าตำนาน

ซาลาห์ลาหงส์ปิดฉาก 9 ปี

ตลอดเส้นทางกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยิงไปถึง 257 ประตู แซงหน้าตำนานอย่าง เซอร์ เคนนี ดัลกลิช (Sir Kenny Dalglish) , ร็อบบี ฟาวเลอร์ (Robbie Fowler) , ไมเคิล โอเวน (Michael Owen) และ สตีเวน เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) โดยมีเพียง เอียน รัช (Ian Rush) และ โรเจอร์ ฮันท์ (Roger Hunt) เท่านั้นที่ยิงได้มากกว่าเขาในประวัติศาสตร์สโมสร เอียน รัช (Ian Rush) เคยเล่าว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) รู้ดีว่าเขาต้องทำอะไรเพื่อเป็นตำนานของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) และเขาก็ทำได้เกินกว่านั้นด้วยซ้ำ นอกจากจำนวนประตูแล้ว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยังทำแอสซิสต์ได้ถึง 119 ครั้ง ทำให้เขาไม่ใช่เพียงดาวยิง แต่เป็นนักฟุตบอลที่ครบเครื่องอย่างแท้จริง ค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมกับประตูทุก ๆ 94 นาที ตลอดเวลาที่อยู่กับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) คือหลักฐานที่ชัดเจนว่า เขาคือผู้เล่นระดับพิเศษ จากเด็กชายที่เริ่มต้นชีวิตในหมู่บ้าน นากริก (Nagrig) พื้นที่ชนบทของ อียิปต์ (Egypt) โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เดินทางไกลจนกลายเป็น “ราชาอียิปต์” ของ แอนฟิลด์ (Anfield) เขาเคยนั่งบนบัลลังก์ในสนามแห่งนี้ เมื่อครั้งต่อสัญญากับสโมสร แต่ตอนนี้ ถึงเวลาที่ราชาองค์นี้ต้องอำลาบัลลังก์เร็วกว่าที่หลายคนคาดไว้หนึ่งปี ยังไม่มีความชัดเจนว่า ฤดูกาลหน้า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) จะย้ายไปเล่นให้สโมสรใด หรืออยู่ในประเทศไหน แต่เกมกับ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) ที่ แอนฟิลด์ (Anfield) จะเป็นหน้าสุดท้ายของบทสำคัญที่สุดในชีวิตลูกหนังของเขา ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสำเร็จ ความทรงจำ และช่วงเวลาที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล (Liverpool) จะไม่มีวันลืม โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ตระหนักดีถึงสถานะซูเปอร์สตาร์ของตัวเอง ทั้งในโลกฟุตบอลและโลกอาหรับ เขารู้ว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย แต่เขาก็รู้เช่นกันว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องแลกด้วยการทำงานหนักอย่างมหาศาล ไม่มีนักเตะต่างชาติคนใดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่ยิงประตูได้มากกว่าเขา โดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ทำไปถึง 193 ประตูในรายการนี้

เกมเปิดตัวของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) กับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เกิดขึ้นในเกมพบ วัตฟอร์ด (Watford) เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2017 ตอนพักครึ่ง ลิเวอร์พูล (Liverpool) ตามหลังอยู่ 1-2 และ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) พูดกับเขาสั้น ๆ ว่า “ยินดีต้อนรับสู่ พรีเมียร์ลีก (Premier League)” จากนั้น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ก็ยิงประตูในครึ่งหลัง โดยมี ซาดิโอ มาเน (Sadio Mane) และ โรแบร์โต ฟีร์มีโน (Roberto Firmino) ทำประตูด้วย เกมนั้นจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 ที่ วิคาเรจ โร้ด (Vicarage Road) หลังจากนั้น แนวรุกสามประสาน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) , ซาดิโอ มาเน (Sadio Mane) และ โรแบร์โต ฟีร์มีโน (Roberto Firmino) ก็กลายเป็นหนึ่งในชุดเกมรุกที่น่ากลัวที่สุดของโลก ทั้งสามคนมาจาก อียิปต์ (Egypt) , เซเนกัล (Senegal) และ บราซิล (Brazil) แต่สามารถประสานงานกันได้อย่างมหัศจรรย์ พวกเขาพา ลิเวอร์พูล (Liverpool) คว้าแชมป์มากมาย และสร้างฟุตบอลเกมรุกที่แฟนบอลทั่วโลกชื่นชม แม้แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ยังเคยยอมรับว่า แนวรุกชุดนี้อันตรายและน่ากลัวมาก แม้จะมีรายงานว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) กับ ซาดิโอ มาเน (Sadio Mane) ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกันที่สุด แต่การแข่งขันภายในระหว่างทั้งคู่กลับผลักดันให้ต่างฝ่ายต่างพัฒนาขึ้น โรแบร์โต ฟีร์มีโน (Roberto Firmino) เคยเปรียบตัวเองเป็นเหมือน “นักดับเพลิง” ที่คอยช่วยให้สถานการณ์ไม่ร้อนแรงเกินไป สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังความสำเร็จของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ไม่ได้มีเพียงพรสวรรค์ แต่ยังมีแรงผลักดัน ความทะเยอทะยาน และความต้องการเป็นที่สุด โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เป็นผู้นำโดยการกระทำมากกว่าคำพูด เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) กัปตันทีม ลิเวอร์พูล (Liverpool) เคยกล่าวว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ไม่ใช่คนพูดมาก แต่เขาเป็นผู้นำด้วยตัวอย่าง และสิ่งนี้คือสิ่งที่ทุกคนจะคิดถึง มีเรื่องเล่าว่า หลังเกมที่ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ชนะ วัตฟอร์ด (Watford) 5-0 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยังไปถาม เบน ฟอสเตอร์ (Ben Foster) ว่า หากมีจุดโทษ ผู้รักษาประตูจะพุ่งไปทางไหน นี่คือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจทุกจังหวะของเกมมากแค่ไหน ตลอดหลายปี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ไม่เพียงสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง แต่ยังพยายามพัฒนาทัศนคติของตัวเองให้เป็นคนที่คิดบวกมากขึ้น เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจาก แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (Andrew Robertson) แนะนำให้เขาปรับภาษากาย โดยเฉพาะในวันที่สิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นใจ อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ไม่ได้สวยงามทั้งหมด ความสัมพันธ์ของเขากับ อาร์เน สล็อต (Arne Slot) เริ่มมีรอยร้าว หลังจาก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ต้องนั่งสำรองติดต่อกันหลายเกมใน พรีเมียร์ลีก (Premier League)

ซาลาห์ กับฤดูกาลสุด ท้ายที่แสนจะยากลำบาก

ฤดูกาลสุดท้ายของเขากับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับหลายคน อาร์เน สล็อต (Arne Slot) เคยบอกว่านี่คือฤดูกาลที่ยากที่สุดอย่างมาก และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เองก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเสียชีวิตของ ดิโอโก โชตา (Diogo Jota) เพื่อนร่วมทีมในเดือนกรกฎาคม ภาพที่เขาร้องไห้ต่อหน้า เดอะ ค็อป (The Kop) ที่ แอนฟิลด์ (Anfield) เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ในสนามเขาจะทำสิ่งที่เหนือธรรมดาได้ แต่ท้ายที่สุด เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกเหมือนทุกคน ในช่วงพีค โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เคยเข้าใกล้ระดับของ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) และ คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) ในยุคดีที่สุดของพวกเขา ฤดูกาลแรกกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เขามีส่วนร่วมกับประตูรวม 58 ครั้ง เฉลี่ยทุก 71 นาที ส่วนฤดูกาลก่อน เขาทำได้ 57 ครั้ง เฉลี่ยทุก 79 นาที ความสม่ำเสมอและอายุการใช้งานในระดับสูงของเขาน่าทึ่งอย่างยิ่งตัวเลขของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ยิ่งใหญ่ แต่ความทรงจำที่เขามอบให้แฟนบอลยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เลือกเกมชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) ปี 2019 กับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ที่ มาดริด (Madrid) เป็นช่วงเวลาที่พิเศษที่สุด เพราะนั่นคือแชมป์แรกที่เขาและ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) คว้าร่วมกันกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ยังมีประตูใส่ เอฟเวอร์ตัน (Everton) ที่คว้ารางวัล ฟีฟ่า ปุสกัส อวอร์ด (FIFA Puskas Award) ในปี 2018 ลูกชิพใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) ลูกยิงสุดแรงใส่ เชลซี (Chelsea) ที่ แอนฟิลด์ (Anfield) และประตูสวนกลับใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ในฤดูกาลที่ ลิเวอร์พูล (Liverpool) คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ครั้งแรก อายเมอริก ลาปอร์ต (Aymeric Laporte) อดีตกองหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ยังยอมรับว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เป็นหนึ่งในนักเตะที่รับมือยากที่สุด เพราะเขาสามารถยิงได้จากสถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีช่องว่าง เขามักเล่นได้ยอดเยี่ยมเสมอเมื่อเจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) และทำให้แนวรับต้องระวังอยู่ตลอดเวลา

ไม่ว่าเขาจะฉลองด้วยการถอดเสื้อ หรือก้มลงสุญูดตามหลักศาสนาอิสลาม ภาพของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) จะอยู่ในความทรงจำของแฟนบอล ลิเวอร์พูล (Liverpool) ตลอดไป สำหรับแฟนบอลรุ่นหนึ่ง เขาคือผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเขาเคยเห็น สตีเวน เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) เคยกล่าวว่า มรดกของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) พูดแทนตัวเองแล้ว ทั้งตัวเลข แชมป์ และมาตรฐานที่เขาช่วยสร้างภายใต้ยุคของ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (Trent Alexander-Arnold) ยังเคยจัดให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) อยู่ในระดับเดียวกับ สตีเวน เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) ในฐานะตำนานอันดับหนึ่งของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) หลังการอำลาของ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) ในฤดูกาล 2023-24 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เคยประกาศว่า ทีมจะสู้เต็มที่เพื่อคว้าแชมป์ให้แฟนบอล และเขากับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ก็ทำได้จริง แม้ฤดูกาลสุดท้ายของเขาจะไม่ร้อนแรงเท่าเดิม การทำได้ 13 ประตู และ 10 แอสซิสต์ อาจดูยอดเยี่ยมสำหรับนักเตะหลายคน แต่เมื่อเทียบกับมาตรฐานของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) มันกลับเป็นเพียงตัวเลขธรรมดา ถึงอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถลดทอนสถานะตำนานของเขาได้เลย เกือบเก้าปีผ่านไปนับจากวันที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) เดินทางมาถึง ลิเวอร์พูล (Liverpool) ทุกสิ่งที่งดงามย่อมมีวันสิ้นสุด เส้นทางที่เริ่มจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ใน อียิปต์ (Egypt) ได้มาถึงช่วงเวลาสำคัญที่สุดที่ เมอร์ซีย์ไซด์ (Merseyside) และก่อนที่บทใหม่ในชีวิตจะเริ่มขึ้น เขาจะได้รับการสดุดีจาก เดอะ ค็อป (The Kop) อย่างสมเกียรติ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เคยกล่าวไว้ว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) รู้ดีว่า ลิเวอร์พูล (Liverpool) คือสโมสรที่สมบูรณ์แบบสำหรับเขา และเขาก็เป็นนักเตะที่สมบูรณ์แบบสำหรับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เช่นกัน เขาคือนักเตะที่ใช่ สำหรับสโมสรที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ และผลกระทบที่เขาทิ้งไว้ จะไม่ถูกลืมง่าย ๆ สุดท้าย คำพูดของ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) อาจสรุปทุกอย่างได้ดีที่สุดว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าผู้คนคิดอย่างไรตอนที่คุณเข้ามา แต่สำคัญกว่ามากว่า ผู้คนคิดอย่างไรตอนที่คุณจากไป และสำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) คำตอบนั้นชัดเจนที่สุดแล้ว เขาจากไปในฐานะราชา ตำนาน และหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ตลอดกาล

 

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin