ในวงการฟุตบอล การอำลาของนักเตะตำนานมักจะถูกจดจำในสองแบบ แบบแรกคือการอำลาที่สวยงาม เต็มไปด้วยน้ำตาและความรัก แฟนบอลโห่ร้องสรรเสริญ และนักเตะก้าวออกจากสนามด้วยศักดิ์ศรีที่สมบูรณ์แบบ แบบที่สองคือการอำลาที่ขมขื่น ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัดและอยากให้ทุกอย่างจบลงเร็วๆ
และน่าเสียดายที่การอำลาของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จากลิเวอร์พูลในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของฤดูกาลนี้กำลังเดินไปในทิศทางที่สอง
โพสต์ที่จุดประกายทุกอย่าง
ข้อความที่ซาลาห์โพสต์หลังความพ่ายแพ้ที่วิลล่า พาร์คไม่ได้ระบุชื่อใคร ไม่ได้กล่าวหาอะไรอย่างตรงๆ แต่ทุกคนที่อ่านก็เข้าใจทันทีว่ามันกำลังพูดถึงอะไร
ซาลาห์เขียนว่าลิเวอร์พูลต้องกลับมาเป็น "ทีมรุกแบบเฮฟวี่ เมทัล ที่คู่แข่งเกรงกลัว" และเสริมว่า "นั่นคือฟุตบอลที่ผมรู้จักและนั่นคืออัตลักษณ์ที่ต้องถูกกู้คืนและรักษาไว้ตลอดไป มันไม่ใช่สิ่งที่ต่อรองได้ และทุกคนที่เข้ามาร่วมทีมนี้ควรปรับตัวเข้ากับมัน"
รูนีย์ยิงตรงและไม่มีสะดุด

เวย์น รูนีย์ ไม่ใช่นักวิเคราะห์ที่จะเลือกพูดอ้อมค้อมเมื่อมีสิ่งที่เขาคิดว่าต้องพูดตรงๆ และในรายการของเขา เขาก็ทำในแบบที่เขาทำเสมอ
"ผมรู้สึกเศร้าในตอนท้ายของสิ่งที่เขาทำและสิ่งที่เขาประสบความสำเร็จที่ลิเวอร์พูล มันไม่ใช่จุดที่เขาควรออกมาและจ้องโจมตีสล็อตอีกครั้ง" รูนีย์กล่าว
แต่รูนีย์ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขายังพูดถึงเรื่องที่หลายคนไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ นั่นคือเรื่องของร่างกายและสมรรถภาพของซาลาห์ในวัย 33 ปี "เขาต้องการเล่นฟุตบอลแบบเฮฟวี่ เมทัล ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือเขาต้องการฟุตบอลแบบเยอร์เก้น คล็อป ตอนนี้ผมไม่คิดว่าโม ซาลาห์จะรับมือกับฟุตบอลแบบนั้นได้อีกแล้ว ผมคิดว่าขาของเขาไม่สามารถรองรับเทมโปและความเข้มข้นสูงแบบนั้นได้อีกต่อไป"
เฟอร์กูสัน รูนีย์ และบทเรียนจากอดีต
สิ่งที่ทำให้คำพูดของรูนีย์มีน้ำหนักพิเศษในครั้งนี้คือเขาไม่ได้พูดจากทฤษฎี แต่พูดจากประสบการณ์จริงของตัวเอง
รูนีย์เล่าว่าเขาเคยอยู่ในสถานการณ์คล้ายกันนี้เมื่อครั้งที่ยังเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายใต้การนำของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขามีความขัดแย้งและทะเลาะกับผู้จัดการทีม และผลที่ตามมาคือเฟอร์กูสันไม่เรียกเขาติดทีมสำหรับเกมสุดท้ายที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด









