อนาคตของ เอล โชโล่ กับทีมตราหมีจะเอายังไงต่อไปหลังผ่านมาแล้ว 14 ปี

หลังจากอยู่กับสโมสร ทีมตราหมี แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid )  มานานกว่า 14 ปี อนาคตของ เอล โชโล่ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญของวงการฟุตบอลยุโรปในเวลานี้ นับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมในปี 2011 กุนซือชาวอาร์เจนตินารายนี้ได้พลิกโฉมทีมจากสโมสรที่ฟอร์มไม่สม่ำเสมอ ให้กลายเป็นทีมแกร่งที่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่อย่าง Real Madrid และ Barcelona ได้อย่างสูสี อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปยาวนาน ความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในสโมสรและในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ ทำให้คำถามเกี่ยวกับอนาคตของเขากลับมาอีกครั้ง ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในเดือนธันวาคม 2011 ซึ่งในเวลานั้น แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid )  กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ ทีมเพิ่งตกรอบฟุตบอลถ้วยรายการ โคปา เดอ เรย์ ( Copa del Rey ) จากน้ำมือของทีมระดับดิวิชันสาม และอยู่อันดับ 10 ของลาลีกา ตามหลังจ่าฝูงอยู่ถึง 21 คะแนน เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีอนาคตใดๆ แต่เพียงฤดูกาลแรก เขาพาทีมคว้าแชมป์ ยูโรป้าลีก (UEFA Europa League ) ได้ทันที ก่อนจะต่อยอดด้วยแชมป์  ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ (UEFA Super Cup) และ โคปา เดอ เรย์ ( Copa del Rey ) ในฤดูกาลถัดมา

ความสำเร็จที่ เอล โชโล่ มอบให้ทีมตราหมี คือสิ่งที่จับต้องได้และกลายเป็นสัญญาผูกขาดของเขา

ตราหมี ซิมิโอเน่

จุดสูงสุดเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อเขาพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกา สเปนครั้งแรกในรอบ 18 ปีได้สำเร็จ และกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในปี 2021 ทำลายการผูกขาดของ ทีมดังทั้ง เรอัล มาดริด ( Real Madrid ) และ บาร์เซโลน่า ( Barcelona ) ผลงานของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่( Diego Simeone ) กับ แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid )  ถือว่าโดดเด่นอย่างยิ่ง เขาคุมทีมไปแล้วมากกว่า 786 นัด ชนะ 465 นัด เสมอ 170 นัด และแพ้ 151 นัด ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกุนซือที่คุมทีมยาวนานที่สุดในโลกฟุตบอล นอกจากนี้ ตั้งแต่ฤดูกาล 2013–14 เป็นต้นมา แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid )  สามารถผ่านเข้าไปเล่นใน UEFA Champions League ได้ทุกฤดูกาล และเคยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศถึงสองครั้ง แม้จะแพ้ให้กับ เรอัล มาดริด ( Real Madrid ) อย่างน่าเสียดายในปี 2014 และ 2016 แฟนบอลอย่าง กุยเยโม่ เมย่า ( Guillermo Myela ) กล่าวไว้ว่า “แอตฯ มาดริด ( Atletico Madrid ) เปลี่ยนจากทีมที่ถูกมองว่าโชคร้าย เป็นทีมที่สามารถต่อกรกับ บาร์เซโลน่า ( Barcelona ) และ เรอัล มาดริด ( Real Madrid ) ได้อย่างไม่กลัวใคร” และเช่นนี้เองที่ทำให้ความผูกพันระหว่างตัวของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่( Diego Simeone ) กับแฟนบอลของทีมตราหมี แน่บแน่นอย่างยากที่ใครแยกได้ ตัวของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่( Diego Simeone ) นั้น เปรียบเสมือนเป็น สัญลักษณ์ ของทีมไปโดยปริยาย แฟนบอลทั้งหลายต่างยินดี และกล่าวถึงชายผู้นี้ว่า เป็นผู้นำจิตวิญญาณ มาสู่ทีมดังแห่งเมืองหลวง และสามารถที่จะก้าวขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจอย่าง ราชันชุดขาว และ เจ้าบุญทุ่ม (ในเวลานั้น) อย่าง บาร์เซโลน่า ได้แบบเท่าเทียม แต่ทว่าหลังจากเวลาอันยาวนานของเขากับทีมตราหมี ดำเนินล่วงเลยมาเรื่อยๆ จนเวลานี้ 14 ปีเข้าไปแล้ว ก็เริ่มมีคำถามเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แท็คติกที่โดนวิจารณ์ ของ เอล โชโล เริ่มสร้างกระแสคำถามมากมาย ให้กับแฟนบอลตราหมี

แม้จะประสบความสำเร็จมากมาย แต่ในช่วงปี 2022–23 เริ่มมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับแท็กติกของเขา ผลงานที่ไม่มีแชมป์ และการตกรอบยุโรปเร็ว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าแนวทางการเล่นของเขาเริ่มถูกจับทางได้หรือไม่ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) เคยกล่าวไว้ว่า “ผมทุ่มเททุกอย่างให้กับสโมสรแห่งนี้ และจะทำต่อไปจนถึงวันสุดท้าย” อย่างไรก็ตาม เขายังเปิดเผยว่าอยากไปคุมทีม อินเตอร์ มิลาน (Inter Milan ) ทีมดังแดนมักกะโรนีในอนาคต ซึ่งทีมงูใหญ่นั้นก็เป็นอดีตทีมเก่าของเขาในสมัยที่ยังโลดแล่นอยู่บนผืนหญ้า แฟนบอล Atletico Madrid ( Atletico Madrid ) เริ่มแบ่งออกเป็นสองมุมมอง

ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) ควรอยู่ต่อ และควรเป็นคนตัดสินใจอนาคตของตัวเอง ดานี่ รุยส์ ( Dani Ruiz ) กล่าวว่า “เขาสมควรอยู่ต่อให้นานเท่าที่เขาต้องการ”

ขณะที่ ฮาเวียร์ เดล อาร์โน่ ( Javier del Amo ) ก็เห็นด้วยว่า “Simeone รู้ดีที่สุดว่าอะไรเหมาะสมกับตัวเขา” แต่ในอีกมุมหนึ่งแฟนบอลอย่าง กุยเยโม่ เมย่า ( Guillermo Myela ) มองว่าความสัมพันธ์นี้อาจถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เขาเปรียบเทียบว่าเหมือน “ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ” ที่แม้ยังรัก แต่การแยกทางอาจดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องแท็กติกฟุตบอลสมัยใหม่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และโค้ชหลายทีมสามารถแก้เกมของ Simeone ได้มากขึ้น แนวทางเกมรับที่เคยเป็นจุดแข็ง อาจไม่ตอบโจทย์ฟุตบอลยุคใหม่ที่เน้นเกมรุกและการครองบอล แฟนบอลบางส่วนเชื่อว่าทีมจำเป็นต้องปรับตัว หากต้องการกลับไปลุ้นแชมป์อย่างจริงจัง แม้ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่  ( Diego Simeone ) จะยังมีสัญญาถึงปี 2027 แต่อนาคตของเขายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เขาคือกุนซือที่เปลี่ยน แอตเลติโก มาดริด ( Atletico Madrid ) ไปตลอดกาล แต่ในโลกฟุตบอลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คำถามสำคัญคือ “ควรเดินหน้าต่อ หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง?” สำหรับตอนนี้ ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับผลงานในสนาม และบางที คำตอบที่แท้จริงอาจจะถูกตัดสินจากเกมสำคัญที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่สัปดาห์นี้

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์อาร์โนลด์ กับโอกาสครั้งใหม่

การลงสนามเป็นตัวสำรองในเกมที่เรอัล มาดริดชนะบาเลนเซีย 2-0 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ชื่อของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังจากหายไปจากสนามนานถึงสองเดือน แฟนบอลราชันชุดขาวแทบไม่ได้เห็นแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษลงเล่นมากนักในฤดูกาลนี้ นับตั้งแต่ย้ายมาจากลิเวอร์พูลในเดือนมิถุนายน 2025 เขาได้ลงสนามเพียง 17 นัดในทุกรายการเท่านั้น

อาการบาดเจ็บกับการเริ่มต้นที่ไม่ราบรื่น

สองอาการบาดเจ็บใหญ่ทำให้ฤดูกาลของอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ขาดความต่อเนื่อง และไม่สามารถสร้างโมเมนตัมหรือความผูกพันกับแฟนบอลได้อย่างที่หวัง ความสัมพันธ์ที่เขาสร้างกับชาบี อลอนโซ ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมในช่วงแรก ก็สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วเมื่ออลอนโซถูกปลดจากตำแหน่งภายในเวลาไม่ถึงแปดเดือน สิ่งเหล่านี้ทำให้ฤดูกาลแรกในสเปนของเขาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

จุดเริ่มต้นของฤดูกาลกับสัญญาณบวก

Trent Alexander-Arnold has made 1

ก่อนจะเจ็บ เทรนต์เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างน่าประทับใจ หลังทำผลงานได้ดีในศึกสโมสรโลก โดยลงเป็นตัวจริง 5 จาก 6 นัด จากนั้นเขาผลัดกับดานี การ์บาฆาลในตำแหน่งแบ็กขวา สื่อสเปนชื่นชมว่าเขาแสดงให้เห็นถึง “ความสามารถเฉพาะตัวในการขยับเข้ามาเล่นด้านในจากตำแหน่งฟูลแบ็ก” แต่ความต่อเนื่องถูกตัดขาดในเกมแชมเปียนส์ลีกนัดแรกของฤดูกาลเมื่อเดือนกันยายน จากอาการบาดเจ็บแฮมสตริงที่ทำให้ต้องพักยาวถึงเจ็ดสัปดาห์

ช่วงเวลาชี้ชะตาและโอกาสพิสูจน์ตัวเอง

การกลับมาลงสนามในเดือนพฤศจิกายนมีความหมายเป็นพิเศษ เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับลิเวอร์พูล อดีตต้นสังกัดของเขาที่แอนฟิลด์ หลังจากนั้นเขาลงเล่นเพิ่มอีกห้านัด และสื่ออย่าง AS มองว่าเสียงวิจารณ์ช่วงแรก “สะท้อนถึงการไม่เข้าใจในคุณภาพฟุตบอลที่แท้จริงของเขา”

เวลานี้ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์กลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง และจังหวะเวลาก็สำคัญอย่างยิ่ง เพราะฤดูกาลกำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินความสำเร็จ เขามีโอกาสใช้ช่วงเวลานี้เพื่อทวงตำแหน่งตัวจริง สร้างอิทธิพลต่อทีม และย้ำให้เห็นว่า การย้ายมาเรอัล มาดริด ไม่ใช่จุดจบของเส้นทาง แต่คือบทใหม่ที่เขายังสามารถเขียนให้ยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง.

ศึก เอล กราซิโก้ บนแผ่นดินซาอุฯ เรอัล มาดริด ปะทะ บาร์เซโลน่า รอบชิง สแปนิช ซูเปอร์คัพ อีกครั้ง

Supercopa de España (ซูเปร์โกปา เด เอสปันญา) หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า สแปนิช ซูเปอร์คัพ กลับมาสร้างความเร้าใจอีกครั้ง ด้วยการจัด เอล กราซิโก้ รอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง Real Madrid (เรอัล มาดริด) และ Barcelona (บาร์เซโลนา) ที่เมือง Jeddah (เจดดาห์) ประเทศ Saudi Arabia (ซาอุดีอาระเบีย) ในวันอาทิตย์นี้ เวลา 02.00 น. นี่คือรอบชิงชนะเลิศระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่ง Spain (สเปน) เป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันบนแผ่นดินอาหรับ และเป็นแมตช์ที่แฟนบอลทั่วโลก โดยเฉพาะแฟนบอลเจ้าภาพ รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ บาร์เซโลน่า (Barcelona ) ผ่านเข้าสู่รอบชิงด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม หลังเอาชนะ Athletic Bilbao (แอธเลติก บิลเบา) ได้แบบไม่เปลืองแรงนัก  ในขณะที่ เรอัล มาดริด (Real Madrid) ต้องออกแรงหนักกว่าในการผ่านศึกดาร์บี้แมตช์ ทำให้พวกเขาเสียพลังไปมากกว่าคู่แข่ง และมีเวลาพักฟื้นร่างกายน้อยกว่า

4  นัดชิงติดต่อกันบนแผ่นดินซาอุฯ กับเกม สแปนิช ซูเปอร์คัพ

ซูเปร์โกปา เด เอสปันญา ที่ซาอุฯ

นี่คือรอบชิง Supercopa de España ครั้งที่ 4 ติดต่อกัน ที่เป็นการเจอกันระหว่าง Real Madrid กับ Barcelona และผลลัพธ์ที่ผ่านมา ก็เต็มไปด้วยความดุเดือด และสกอร์ที่ขาดลอย รอบชิงครั้งที่ 1  ยุคของ ชาบี เฮอร์นันเดส (Xavi Hernández) รอบชิงครั้งแรกใน Saudi Arabia เป็นชัยชนะของ Barcelona ภายใต้การคุมทีมของ ชาบี เฮอร์นันเดส (Xavi Hernández) เป็นทาง บาร์เซโลน่า เอาชนะ เรอัล มาดริด ไปได้ 3-1 ผู้ทำประตูได้แก่ กาบี (Gavi)โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (Robert Lewandowski) และ เปรดี้ (Pedri) ด้าน Real Madrid ได้ประตูจาก คาริม เบนเซม่า (Karim Benzema) หากไม่ใช่เพราะฟอร์มสุดเหนียวของ ทิโบต์ กูร์กตัวส์ (Thibaut Courtois) สกอร์อาจขาดลอยกว่านี้มาก รอบชิงปี 2024  การล้างแค้นของราชันชุดขาว ในปี 2024 เป็นทาง เรอัล มาดริด เอาคืนได้อย่างสาสม ภายใต้การคุมทีมของ Carlo Ancelotti (Carlo Ancelotti) พวกเขาถล่ม Barcelona 4-1 ฮีโร่ของเกมคือ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinícius Júnior) ที่ทำแฮตทริกได้ตั้งแต่ครึ่งแรก ก่อนที่ โรดรีโก้ (Rodrygo) จะมายิงปิดกล่องเป็นลูกที่ 4 ทาง บาร์เซโลน่า (Barcelona) ได้ประตูปลอบใจจาก โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (Robert Lewandowski)  รอบชิงฤดูกาลที่แล้ว เป็นบาร์ซ่าที่ กลับมาครองบัลลังก์ อีกครั้ง ในฤดูกาลที่ผ่านมา บาร์เซโลน่า คว้าแชมป์ Supercopa de España อีกครั้ง ด้วยชัยชนะเหนือ เรอัล มาดริด 5-2

แม้ว่า เรอัล มาดริด (Real Madrid) จะขึ้นนำก่อนจาก วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinícius Júnior) แต่ บาร์เซโลน่า (Barcelona) ยิงคืนถึง 4 ประตูในครึ่งแรก จาก ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (Robert Lewandowski)  , ราฟินญ่า (Raphinha) และอเลฮานโดร บัลเด้ (Alejandro Balde) ก่อนที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (Robert Lewandowski)   จะยิงประตูที่สองของตัวเองในครึ่งหลัง ปิดเกมอย่างสวยงาม

และนี่เป็นอีกครั้ง กับ เอล กราซิโก้ ไฟน่อล บนแผ่นดิน ซาอุฯ ความเข้มข้นของเกม และศักดิ์ศรีที่ค้ำคอกันอยู่

ในฤดูกาลปัจจุบัน ทั้งสองทีมเจอกันเพียงครั้งเดียวใน La Liga (ลาลีกา) ที่สนาม Santiago Bernabéu (ซานติอาโก เบร์นาเบว) Real Madrid เป็นฝ่ายคว้าชัยไปได้ 2-1 แม้สกอร์จะดูสูสี แต่รูปเกมแสดงให้เห็นว่า “ราชันชุดขาว” เหนือกว่าอย่างชัดเจน ชัยชนะนัดนั้น คือไพ่ใบสำคัญของ Real Madrid ก่อนเกมชิงชนะเลิศในครั้งนี้ แม้ Real Madrid จะชนะ El Clásico ล่าสุด แต่ฟอร์มโดยรวมในช่วงหลังยังไม่สม่ำเสมอ ด้าน ชาบี อลอนโซ่ (Xabi Alonso) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในทีม ก็ยังไม่อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของฤดูกาล ขณะที่ บาร์เซโลน่า กำลังอยู่ในช่วงมั่นใจ ไม่ใช่แค่จากชัยชนะเหนือ แอธเลติก บิลเบา เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความดุดันในเกมรุก และความสมดุลของทีม ความหมายของเกมนี้ นี่ไม่ใช่แค่เกมฟุตบอล แต่มันคือศึกแห่งศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีของ Real Madrid ศักดิ์ศรีของ Barcelona ศักดิ์ศรีของ El Clásico และยังเป็นเวทีโชว์พลังฟุตบอลของ Spain ต่อสายตาแฟนบอลใน Saudi Arabia และทั่วโลก นักเตะที่น่าจับตามอง

ฝั่ง เรอัล มาดริด (Real Madrid)

  •         จู๊ด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham)
  •         วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinícius Júnior)
  •         โรดรีโก้ (Rodrygo)

ฝั่ง บาร์เซโลน่า (Barcelona)

  •         ลามีน ยามาล (Lamine Yamal)
  •         โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (Robert Lewandowski)
  •         เปรดี้ (Pedri)

ดาวรุ่งและซูเปอร์สตาร์ของทั้งสองทีมนั้น จะเป็นตัวชี้ชะตาแชมป์ ศึก Supercopa de España ครั้งนี้ คือการต่อสู้ของประวัติศาสตร์ คือการสะสางบาดแผลเก่า และคือการสร้างตำนานบทใหม่ ไม่ว่าแชมป์จะเป็น เรอัล มาดริด (Real Madrid) หรือ บาร์เซโลน่า (Barcelona) เอล กราซิโก้ (El Clásico) บนแผ่นดิน Saudi Arabia จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของแฟนบอลทั่วโลก อย่างแน่นอน รอชมความเดือดของเกมแห่งศักดิ์ศรี เกมนี้ได้เลย วันอาทิตย์นี้ ตีสอง ตามเวลาในประเทศไทย

ปริศนา “รายชื่อผี” ของ ราชันชุดขาว นักเตะฟิตแต่กลับไม่ได้ลงสนาม

ในช่วงหลังมานี้ Real Madrid (เรอัล มาดริด) กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่แฟนบอลเริ่มตั้งคำถามกันมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือการที่นักเตะหลายคนถูกใส่ชื่อใน “รายชื่อผู้เล่น” หลังหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว แต่กลับไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลยแม้แต่นาทีเดียว สถานการณ์ลักษณะนี้ถูกเรียกว่า “รายชื่อผี” หรือ Convocatorias Fantasmas ล่าสุด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับ ดีน เฮาจ์เซ่น (Dean Huijsen) กองหลังดาวรุ่งที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ แต่กลับไม่ได้ลงสนามในเกมดาร์บี้แมตช์ที่ทีมต้องการกองหลังอย่างมาก ดีน เฮาจ์เซ่น (Dean Huijsen) เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ และพลาดเกมกับ
Real Betis (เรอัล เบติส) หลังจากนั้น เขาได้รับไฟเขียวจากทีมแพทย์ เดินทางไปกับทีมถึงเมือง Jeddah (เจดดาห์) ประเทศ Saudi Arabia (ซาอุดีอาระเบีย) และมีชื่อเป็นตัวสำรองในเกม Supercopa de España (ซูเปร์โกปา เด เอสปันญา)
พบกับ Atlético Madrid (แอตเลติโก มาดริด) แต่สุดท้าย เขาไม่ได้ลงสนามเลย ที่สำคัญคือ เกมนั้น Real Madrid (เรอัล มาดริด) ต้องการกองหลังอย่างมาก แต่กลับไม่เรียกใช้ ดีน เฮาจ์เซ่น (Dean Huijsen) ในช่วงท้ายเกมดาร์บี้ ชาบี อลอนโซ่ (Xabi Alonso) ต้องเสียกองหลังตัวหลักถึงสองคนคือ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ (Antonio Rüdiger) และ ราอูล อเซนซิโอ้ (Raúl Asencio) ตามปกติแล้ว ตัวเลือกแรกควรเป็น ดีน เฮาจ์เซ่น (Dean Huijsen) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อลอนโซ่ เลือกใช้ เฟอร์ลองต์ เมนดี้ (Ferland Mendy) และ ฟราน การ์เซีย (Fran García) ถูกส่งลงมาแทน จากนั้น ทีมต้องปรับแผงหลังใหม่ โดยให้ออเรเลียง ชูอาเมนี่ (Aurélien Tchouaméni) และ อัลวาโร่ คาร์เรราส (Álvaro Carreras) จับคู่เป็นเซ็นเตอร์แบ็กแทน ทั้งที่บนม้านั่งยังมี ดีน เฮาจ์เซ่น (Dean Huijsen) และ ดาวิด อลาบา (David Alaba) แต่ทั้งคู่กลับไม่ได้ถูกใช้งานเลย

อลาบา เองก็เป็นอีกหนึ่ง “รายชื่อผี”ที่มีชื่อแต่ไม่ถูกใช้งานเช่นกัน

เฮาจ์เซ่น รายชื่อผี123132

ดาวิด อลาบา (David Alaba) เพิ่งกลับมาจากอาการบาดเจ็บ และมีชื่อในทีมมาแล้ว 3 นัดติดต่อกัน แต่ยังไม่ได้ลงสนามแม้แต่นาทีเดียว หากไม่มี อันโตนิโอ รูดิเกอร์ (Antonio Rüdiger)  และ และ ราอูล อเซนซิโอ้ (Raúl Asencio)  ตามปกติแล้ว ชาบี อลอนโซ่ (Xabi Alonso) ควรใช้ ดาวิด อลาบา (David Alaba)  กับ ดีน เฮาจ์เซ่น (Dean Huijsen)  แต่เขาเลือกใช้ผู้เล่นตำแหน่งอื่นแทน เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้แฟนบอลตั้งคำถามว่า นักเตะเหล่านี้ “ฟิตจริงหรือไม่”

แม้แต่ คาบาฆาล เองก็ยังไม่ได้ลงเล่นเช่นกัน หลังหายจากอาการบาดเจ็บกลับมาได้

อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจคือ ดานี่ คาบาฆาล  (Dani Carvajal) กัปตันทีม เรอัล มาดริด (Real Madrid) เขามีชื่อในทีมมาแล้ว 2 นัด หลังหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ยังไม่ได้ลงสนามเลย ในเกมกับ เรอัล เบติส สกอร์เปิดโอกาสให้เขาได้ลงมาเรียกความฟิต แต่ก็ไม่ได้ถูกใช้งาน ในเกมดาร์บี้กับ แอต มาดริด ( Atlético Madrid ) ตามปกติ ดานี่ คาบาฆาล  (Dani Carvajal)  ควรเป็นตัวเลือกสำคัญ เพื่อประสบการณ์และความนิ่ง แต่ ชาบี อลอนโซ่ (Xabi Alonso) กลับไม่เลือกใช้เขาเลย ไม่ใช่แค่กองหลังเท่านั้น แม้แต่ซูเปอร์สตาร์อย่าง คิลิยัน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappé) ก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เมื่อต้นเดือนธันวาคม เขามีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อเล็กน้อย แต่ยังมีชื่อในเกมกับ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) คิลิยัน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappé)  เป็นตัวสำรอง แต่ไม่ได้ลงสนามเลย ทั้งที่ ราชันชุดขาว กำลังแพ้ 1-2 และต้องการประตูอย่างมาก นอกจากนี้ ฤดูกาลนี้ยังมีอีกสองกรณีที่คล้ายกัน เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (Trent Alexander-Arnold) หายจากอาการบาดเจ็บ แต่มีชื่อในทีม 2 นัดติดต่อกัน ในเกมพบกับ Barcelona (บาร์เซโลนา) และ Valencia (บาเลนเซีย) แต่ไม่ได้ลงเล่นเลย เช่นเดียวกับ ฟรานโก้ มาสตันตูอาโน่ (Franco Mastantuono) ปีกดาวรุ่งชาว Argentina (อาร์เจนตินา) หลังหายจากอาการบาดเจ็บบริเวณหัวหน่าว เขามีชื่อในทีม 4 นัดติดต่อกัน Girona (คิโรน่า) , Athletic Bilbao (แอธเลติก บิลเบา) , Celta Vigo (เซลต้า บีโก้) และ Manchester City (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) แต่ก็ไม่ได้ลงสนามเลยแม้แต่นาทีเดียว ปรากฏการณ์ “รายชื่อผี” ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ฤดูกาลนี้ ในรอบชิง Copa del Rey (โกปา เดล เรย์) ฤดูกาลที่แล้ว ดาวิด อลาบา (David Alaba) ถูกเปลี่ยนตัวออกในเกมกับ Getafe (เกตาเฟ่) เมื่อวันที่ 23 เมษายน เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ แต่เพียง 3 วันต่อมา เขามีชื่อในเกม El Clásico รอบชิง Copa del Rey อลาบา นั่งสำรอง แต่ไม่ได้ลงเล่น ทั้งที่ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ (Antonio Rüdiger)   มีอาการล้าชัดเจน คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) เลือกฝืนใช้งาน รูดิเกอร์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น เอนดริก (Endrick) ลงมาในช่วงต่อเวลาพิเศษ เหตุใด Real Madrid จึงใส่ชื่อนักเตะที่ดูเหมือนไม่พร้อมลงเล่น นั่นอาจเป็นเพราะความกดดันทางจิตวิทยา เกมการเมืองในทีม หรือความเสี่ยงด้านอาการบาดเจ็บ สโมสรยังไม่เคยออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ผลกระทบต่อทีม การมี “รายชื่อผี” อาจส่งผลต่อ  แท็กติกของโค้ช ความมั่นใจของนักเตะ ความเชื่อมั่นของแฟนบอล เมื่อทีมต้องการนักเตะ แต่กลับไม่กล้าใช้งาน มันย่อมสร้างคำถามตามมา  และแน่นอนว่า แฟนบอลยังคงรอคำตอบ จากทั้ง ชาบี อลอนโซ่ (Xabi Alonso) และผู้บริหารของ เรอัล มาดริด (Real Madrid) เช่นกัน

เปโดร เปิดใจเคล็ดลับความยืนยาวในอาชีพค้าแข้ง และเส้นทางหลังแขวนสตั๊ด

“ผมไม่อาจจินตนาการชีวิตที่ไม่มีฟุตบอลได้” ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ในการเล่นฟุตบอลอาชีพ เปโดร โรดริเกซ (Pedro Rodríguez) คือหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนที่สามารถยืนหยัดอยู่บนเวทีระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การแจ้งเกิดกับ Barcelona ยุคทอง ไปจนถึงการยังคงยิงประตูในวัย 38 ปี ให้กับ Lazio บนเวที Serie A เส้นทางของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความหวือหวาเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องราวของความสม่ำเสมอ วินัย และความรักในเกมฟุตบอลอย่างแท้จริง เปโดร (Pedro Rodríguez) ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ครั้งแรกเมื่อปี 2008 และไม่นานหลังจากนั้น เขาก็กลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของ บาร์เซโลนา ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ยุคนั้นคือช่วงเวลาที่หลายคนยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก และ เปโดร คือหนึ่งในแนวรุกที่ช่วยเติมเต็มระบบการเล่นอันสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ การเพรสซิ่ง หรือการจบสกอร์ในเกมใหญ่ ผลงานกับสโมสร ทำให้เขาก้าวขึ้นไปติดทีมชาติ Spain national team อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุคทองของ “กระทิงดุ”

ความทรงจำที่ไม่มีวันลืม กับการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2010

เปโดร สเปนแชมป์์โลก 2010

หนึ่งในจุดสูงสุดของอาชีพ เปโดร คือการเป็นสมาชิกทีมชาติสเปน ชุดคว้าแชมป์ FIFA World Cup ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ในปี 2010 เขาอาจไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในทีมที่เต็มไปด้วยชื่อระดับตำนาน แต่บทบาทของเขาในฐานะผู้เล่นที่ “ทำงานเพื่อทีม” คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ จนถึงวันนี้ เปโดร ยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนจากทัวร์นาเมนต์นั้น ที่ยังคงลงเล่นฟุตบอลอาชีพระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ในยุคที่นักเตะจำนวนมากเลือกแขวนสตั๊ดเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางวัย 30 ปี เปโดร (Pedro Rodríguez) กลับยังคงรักษาฟอร์มและสภาพร่างกายได้อย่างน่าทึ่ง เมื่อถูกถามถึง “ความลับ” ของความยืนยาว เขาตอบอย่างเรียบง่าย “ไม่มีความลับอะไรเลย นอกจากการทำงานหนักทุกวัน ต้องถ่อมตัว มีแรงกระตุ้น มีความกระหายที่จะประสบความสำเร็จ และพยายามทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้กับ ลาซิโอ เหมือนที่ผมเคยทำกับสโมสรอื่น ๆ” คำตอบนี้สะท้อนตัวตนของเขาอย่างชัดเจน นักเตะที่ไม่เคยพึ่งพาแต่พรสวรรค์ แต่เชื่อมั่นในวินัยและความสม่ำเสมอ การย้ายมาเล่นให้กับ ลาซิโอ คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เปโดร ยังมีคุณค่ากับฟุตบอลระดับสูง แม้จะผ่านช่วงพีคของอาชีพมาแล้ว ใน เซเรีย อา (Serie A) ลีกที่ขึ้นชื่อเรื่องแท็กติกและความเข้มข้น เปโดร ยังสามารถสร้างอิมแพกต์ได้ ทั้งในฐานะตัวจริงและตัวสำรอง เขาไม่เพียงแค่ยิงประตู แต่ยังช่วยยกระดับเพื่อนร่วมทีมด้วยประสบการณ์ที่หาค่าไม่ได้

ความคิดเรื่องการแขวนสตั๊ด และชีวิตในช่วงหลังจากแขวนสตั๊ดไปแล้ว

แน่นอนว่า อายุ คือสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ และ เปโดร ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเริ่มคิดถึงการอำลาสนามแล้ว“มันแวบเข้ามาในหัว เพราะอายุของผม นี่คือกฎของชีวิต และน่าเสียดายที่มันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ” อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ปล่อยให้ความคิดนั้นมาครอบงำปัจจุบัน “เมื่อถึงเวลานั้น ผมจะพยายามยอมรับมันให้ดีที่สุด แต่ตอนนี้ ผมพยายามไม่คิดมาก และโฟกัสกับการสนุกกับการซ้อม และทุกนัดที่ได้ลงเล่น ผมจะทุ่มเทด้วยแพสชันแบบเดิมเสมอ” คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับนักเตะระดับตำนาน คือ “แล้วจะทำอะไรต่อหลังแขวนสตั๊ด?”

คำตอบของ เปโดร (Pedro Rodríguez) ชัดเจนและจริงใจ “ผมไม่สามารถจินตนาการตัวเองในโลกที่ไม่มีฟุตบอลได้
แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็ตาม” เขาเปิดกว้างกับทุกความเป็นไปได้ และยอมรับว่า การเรียนรู้คือสิ่งสำคัญ

“ผมเปิดใจที่จะศึกษาเพิ่มเติม และมีความเป็นไปได้สูงที่จะไปเรียนหลักสูตรโค้ช” เมื่อถึงวันที่เลิกเล่น เขาเชื่อว่า ตัวเองจะมีเวลามากพอในการวิเคราะห์เกม ดูฟุตบอล และค้นหาว่า เส้นทางไหนเหมาะกับตัวเองมากที่สุด “ผมยังไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ข้างสนามในฐานะโค้ช หรืออยู่ในออฟฟิศในบทบาทผู้อำนวยการกีฬา” แม้จะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคต แต่ เปโดร ย้ำชัดว่า ตอนนี้เขายังไม่ต้องการเร่งรีบหาคำตอบ “สำหรับตอนนี้ สิ่งเดียวที่ผมต้องการ คือการยิงประตูต่อไป และสนุกกับฟุตบอลให้มากที่สุด” คำพูดเรียบง่าย แต่สะท้อนหัวใจของนักเตะที่รักเกมนี้อย่างแท้จริง เส้นทางของ เปโดร โรดริเกซ (Pedro Rodríguez) ไม่ได้ถูกจารึกด้วยเพียงถ้วยแชมป์ หรือสถิติการยิงประตู แต่คือบทเรียนเรื่องความสม่ำเสมอ ความอ่อนน้อม และความทุ่มเท จาก บาร์เซโลนา สู่ ทีมชาติสเปน จาก แชมป์โลก 2010 สู่ ลาซิโอ ในวัย 38 ปี เขาคือตัวอย่างของนักฟุตบอลที่พิสูจน์ว่า “ความรักในเกม” และ “วินัยในอาชีพ” สามารถยืดอายุการค้าแข้ง และสร้างคุณค่าได้ยาวนานกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด และไม่ว่าอนาคตของเขาจะอยู่ในบทบาทใด สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ โลกของฟุตบอล จะยังคงมีชื่อของ เปโดร อยู่ในนั้นเสมอ

รามอน ปลาเนส เปิดประตูต้อนรับ วินิซิอุส เข้าทีมบิ๊ก ซาอุดีอาระเบีย

กระแสใหม่ของฟุตบอลซาอุฯ กับแผนดึงสตาร์ระดับโลกช่วงพีค รามอน ปลาเนส (Ramón Planes) ผู้อำนวยการกีฬาของสโมสร อัล อิตติฮัด (Al Ittihad) ใน ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) กลายเป็นประเด็นใหญ่ในวงการฟุตบอล หลังออกมายอมรับแบบตรงไปตรงมาว่า เขามองเห็นความเป็นไปได้ที่ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ดาวเด่นของ เรอัล มาดริด (Real Madrid) อาจย้ายมาค้าแข้งในลีกซาอุฯ ในอนาคตอันใกล้ โดยเชื่อว่าฟุตบอลซาอุฯ วันนี้พร้อมแล้วที่จะดึงผู้เล่นระดับท็อปที่อยู่ในช่วงพีคของอาชีพ ปัจจุบัน รามอน ปลาเนส (Ramón Planes) วัย 58 ปี คือบุคลากรที่รู้ลึกและรู้จริงในวงการฟุตบอลสเปน เขาเคยทำงานกับหลายสโมสร ทั้ง บาร์เซโลนา (Barcelona), เอสปันญ่อล (Espanyol), เกตาเฟ่ (Getafe) และ เรอัล เบติส (Real Betis) ก่อนจะย้ายมารับตำแหน่งสำคัญที่ อัล อิตติฮัด (Al Ittihad) ในเมืองเจดดาห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางโครงการยกระดับฟุตบอลของ ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับรายการเรดิโอ เอสตาดิโอ โนเช่ (Radioestadio Noche) ทางสถานี ออนดา เซโร (Onda Cero) เขาได้เปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนถึงทิศทางใหม่ของฟุตบอลซาอุฯ โดยกล่าวถึงโอกาสที่ วินิซิอุส (Vinicius) อาจย้ายมาในอนาคตว่า

ตัวเขานั้นมองว่ามันเป็นไปได้ที่จะมีผู้เล่นที่ศักยภาพสูง อย่าง วินิซิอุส เข้ามาสบทบในลีกซาอุฯ ที่ผ่านมาการดึงตัวนักเตะระดับท็อปของโลก เข้ามาเติมเต็มศักยภาพในลีกแดนน้ำมัน ก็แสดงให้เห็นอย่างโจ่งแจ้งแล้ว มันเป็น กลยุทธ์ ที่พวกเขาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพของลีก ทั้งการต่อกรกับทีมในลีกโซนเอเชีย ด้วยกัน ซึ่งก็พิสูจน์ไปแล้วว่า พวกเขานั้นมีศักยภาพที่เหนือกว่าจนยากต่อการต่อกรไปแล้ว แน่นอนว่า ซาอุฯ ลีก นั้นต้องการที่จะสร้างภาพลักษณ์ให้เด่นชัดและสร้างความเป็นที่ต้องการของบรรดานักเตะระดับตัวเอ้ของโลก หรือของยุโรป รายได้ที่มหาศาล ที่เรียกร้องให้บรรดานักเตะหลายคนวิ่งเข้ามาหา ก็เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก และทาง รามอน ปลาเนส (Ramón Planes) ก็ไม่ต้องการที่จะดึงแต่นักเตะที่มีอายุอีกต่อไปแล้วเช่นกัน

เปดรี้ (Pedri) ถูกพูดถึงเป็นพิเศษ – “เขามีโอกาสคว้าบัลลงดอร์”

เปรดี้ บัลลงดอร์

หนึ่งในนักเตะที่ รามอน ปลาเนส (Ramón Planes) กล่าวถึงด้วยความผูกพันคือ เปดรี้ (Pedri) มิดฟิลด์ของ บาร์เซโลนา (Barcelona) ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่ผลักดันให้ดีลของ เปดรี้ (Pedri) เกิดขึ้นตอนทำงานในถิ่นคัมป์ นู เขากล่าวถึง เปดรี้ (Pedri) อย่างมั่นใจว่า “เปดรี้ (Pedri) มีคุณสมบัติครบทุกด้านสำหรับ บัลลงดอร์ (Ballon d'Or) ผมมั่นใจว่าเขามีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก” ความเห็นนี้ยืนยันได้ว่าซาอุฯ ไม่ได้โฟกัสเฉพาะการเซ็นสตาร์ชื่อดังในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังติดตามผู้เล่นที่อาจเป็นสัญลักษณ์ของวงการฟุตบอลโลกในอนาคต

ประตูสู่ แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) ? ซาอุฯ อาจได้ร่วมแข่งขันในอนาคต

รามอน ปลาเนส (Ramón Planes) ยังพูดถึงความเป็นไปได้ที่สโมสรจาก ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) อาจเข้าร่วมแข่งขันใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) ในอนาคต และย้ำว่านี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นผลของยุทธศาสตร์ระดับประเทศที่กำลังเดินหน้าอย่างจริงจัง เขาแสดงความคิดเห็นว่า “ผมไม่ตัดโอกาสนั้นทิ้งเลย โลกของกีฬาเริ่มเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีพรมแดนเหมือนเดิม การแข่งขันกำลังกลายเป็นเรื่องระดับโลก” ประโยคนี้สะท้อนว่าวงการฟุตบอลซาอุฯ กำลังวางหมุดหมายใหม่ ไม่ใช่แค่การซื้อนักเตะ แต่คือการขยายอิทธิพลเข้าไปในระบบฟุตบอลยุโรป ขณะที่นั่งบริหารโครงการจากเมืองเจดดาห์ รามอน ปลาเนส (Ramón Planes) ยังคงมองเห็นศักยภาพของลีกซาอุฯ ว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของโลกฟุตบอล ทั้งด้านธุรกิจ ความสนใจจากสื่อ และความทะเยอทะยานของนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ทุกคำให้สัมภาษณ์ของเขากำลังส่งสารออกไปว่า ฟุตบอลซาอุฯ ไม่ใช่ลีกสำหรับปิดฉากอาชีพอีกต่อไป แต่คือเวทีใหม่สำหรับการสร้างตำนาน และเมื่อชื่อของ วินิซิอุส (Vinicius) ถูกพูดถึงอย่างจริงจัง โลกฟุตบอลก็เริ่มตั้งคำถามว่า “ถ้าวันหนึ่งเขาย้ายมาจริง จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้?” มาถึงตรงนี้มองได้ถึงความทะเยอทะยานของ ทีมในลีกซาอุฯ ที่ต้องการการยอมรับ และต้องการที่จะต่อกรกับบรรดาทีมแกร่งจากทั่งโลก นั่นคือเป้าหมายที่อยากมีส่วนร่วมในรายการใหญ่ ไม่ใช่สนใจแค่ถ้วยใน เอเชียอีกต่อไป การลงทุนมหาศาล กับดีลนักเตะดังๆ มากมาย สะท้อนให้เห็นถึง การพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ของคุณภาพในลีกเป็นอย่างดี ทำให้ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่นักเตะที่มีอายุเท่านั้น หลายคน กลับมาอยากมาค้าแข้งบนดินแดนแห่งเงินตรานี้ ทั้งที่อายุยังไม่ถึงกำหนดให้ต้องออกจากยุโรปด้วยซ้ำ แต่ทุกอย่างมันก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามว่า การทำเช่นนี้ มันจะยั่งยืนและเป็นผลดีในระยะยาวจริงหรือไม่นั่นเอง ต้องรอติดตามกันต่อไป กับการพัฒนาของลีก ซาอุฯ

ลามีน ยามาล ราชาแห่งการเลี้ยงบอล ปี 2025 ว่าที่ตำนานบทใหม่ของ บาร์ซ่า

ในปี 2025 วงการฟุตบอลยุโรปต้องจับตามองชื่อของ ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) ปีกอัจฉริยะของ บาร์เซโลนา (Barcelona) ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับโลกฟุตบอลอย่างแท้จริง เด็กหนุ่มเลือดคาตาลันวัยเพียง 18 ปี กลายเป็นผู้เล่นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในฤดูกาลนี้ ทั้งในด้านทักษะ เทคนิค ความเร็ว ความมั่นใจในการดวลหนึ่งต่อหนึ่ง และผลงานการเลี้ยงหลบคู่แข่งที่ไม่มีใครทาบรัศมีได้  ปี 2025 จึงไม่ใช่เพียงปีที่โดดเด่นธรรมดา แต่เป็นปีที่ชื่อของ ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลอย่างเต็มภาคภูมิ ในตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีนักเตะคนไหนในยุโรปที่สร้างสถิติการเลี้ยงบอลได้ยอดเยี่ยมเท่ากับเจ้าหนูคนนี้ จากการลงสนามใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ตัวเลขแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาคือ “ราชาแห่งการเลี้ยงบอล”

  • ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) เลี้ยงบอลสำเร็จ 285 ครั้ง
  • เจเรมี่ โดคู (Jeremy Doku) จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ทำได้ 155 ครั้ง
  • คีเลียน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappé) ทำได้ 144 ครั้ง

ช่องว่างของสถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่มีใครเข้าใกล้มาตรฐานของดาวรุ่งจาก บาร์เซโลนา (Barcelona) ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นใน ลีกเอิง (Ligue 1), พรีเมียร์ลีก (Premier League), บุนเดสลีกา (Bundesliga), กัลโช่ เซเรียอา (Serie A) หรือ ลาลีกา (LaLiga)

ใกล้ทำลายสถิติตลอดกาลของ ลิโอเนล เมสซี่ อดีตตำนานดาวเตะของ บาร์เซโลน่า

ยามาลมุ่งตำนานเมสซี่

หนึ่งในสถิติที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการเข้าใกล้ความยิ่งใหญ่ของตำนานหมายเลข 10 ของ บาร์เซโลนา (Barcelona) อย่าง ลิโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi) ในปี 2015 เมสซี่เคยสร้างสถิติ 297 ครั้ง ตลอดฤดูกาล ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเลขที่ยากเกินจะมีใครแตะต้องได้ แต่ปี 2025 ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) กลับทำสถิติไปถึง 285 ครั้ง ห่างจากสถิติเมสซี่เพียง 12 ครั้งเท่านั้น นี่คือสัญญาณที่สะท้อนว่า "ตำนานคนใหม่" อาจอยู่ตรงหน้าเราแล้ว ผลงานของ ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) ในแต่ละรายการแข่งขันชัดเจนว่าเขาไม่ได้เด่นแค่เกมใดเกมหนึ่ง แต่โดดเด่นในทุกทัวร์นาเมนต์ที่ลงเล่น  ลาลีกา (LaLiga) 69 ครั้ง, ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) 21 ครั้ง , โกปา เดล เรย์ (Copa del Rey) 8 ครั้ง และต้องไม่ลืมว่าเขายังพลาดลงสนามไป 6 นัด ในเดือนกันยายนและตุลาคม เพราะมีอาการบาดเจ็บที่บริเวณกระดูกหัวหน่าว แต่ถึงกระนั้นตัวเลขก็ยังโดดเด่นกว่าใคร สไตล์ของเขามีจุดเด่นหลายอย่าง ความมั่นใจในจังหวะดวลตัวต่อตัว การควบคุมบอลแนบเท้าตลอดเวลา การใช้ความเร็วผสมทักษะเฉพาะตัว การอ่านทางคู่แข่งก่อนเลี้ยงหลบ จังหวะจ่ายหรือยิงหลังเลี้ยงที่มีคุณภาพทั้งหมดนี้ทำให้เขาไม่ใช่นักเตะที่เลี้ยงบอลเพื่อความสวยงาม แต่เลี้ยงเพื่อสร้างโอกาสให้ทีมอยู่เสมอ

บททดสอบสำคัญรออยู่ กับ เด็กอายุ 18 ปี ที่กำลังเดินตามเส้นทางของ “ตำนาน”

หลังช่วงพักหนีหนาว บาร์เซโลนา (Barcelona) จะกลับมาพบกับโปรแกรมสุดโหดทันที นัดแรกปี 2026 เจอ เอสปันญ่อล (Espanyol) ในศึก ลาลีกา (LaLiga) วันที่ 3 มกราคม จากนั้นมีศึก ซูเปอร์คัพ สเปน (Spanish Supercopa) ที่อาจเป็นแชมป์แรกของปี และชื่อที่แฟนบอลคาดหวังว่าจะเป็นตัวชูโรงก็คือ ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) อย่างไม่ต้องสงสัย สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) น่าทึ่ง ไม่ใช่เพียงตัวเลขหรือสถิติที่เขาทำได้ แต่คืออายุของเขา
เด็กหนุ่มเพียง 18 ปี สามารถพาตัวเองขึ้นมายืนอยู่ใกล้เส้นทางของตำนานอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi) ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอล บาร์เซโลนา (Barcelona) หรือไม่ ทุกสายตาต้องจับจ้องกับคำถามเดียวกัน นี่คือการกำเนิดของตำนานคนใหม่ใช่หรือไม่? และในปี 2025 โลกฟุตบอลเองก็เริ่มมีคำตอบให้แล้ว ซึ่งถึงตรงนี้หากว่ากันด้วยเรื่องของ สถิติแล้ว  ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) ดูจะมีสถิติที่โดดเด่น ในช่วงที่ ลิโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi) เพิ่งจะเริ่มต้น กับ บาร์เซโลน่า เสียอีก หากยังคงรักษาสภาพร่างกาย กับคุณภาพของเขาไปได้เรื่อยๆ แน่นอนว่า เส้นทางแห่งการเป็นตำนานของดาวเตะวัยกระเตาะผู้นี้ มันค่อนข้างจะชัดเจนมากๆ ทีเดียว หลายสิ่งที่น่าเป็นกังวลต่อการเดินทางสู่หนทางแห่งการเป็นตำนานของ ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) ก็คือ การไม่นอกลู่นอกทางออกจากเส้นทางแห่งฟุตบอล ตอนนี้ ทั้งชื่อเสียงและเงินทอง ถาโถมเข้าใส่เจ้าตัวแบบที่เรียกว่า เกินกว่าเด็กวัย 18 ทั่วไปจะจินตนาการได้ แต่ที่สำคัญ คือการไม่หลงทางไปกับสิ่งยั่วยวนเหล่านั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่จะทำให้ตัวเขา รักษาความเป็นยอดนักเตะไว้ได้  รวมไปถึงเรื่องของ อาการบาดเจ็บ ที่ตัวของ ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) เอง เริ่มเจอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ถึงขั้นเจ็บยาว ก็ยังไม่มีผลต่อการพัฒนาเท่าไหร่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีอาการบาดเจ็บจนถึงขั้นต้องพักรักษาตัวยาวนานขึ้นมา การคัมแบ็คกลับมา อาจจะส่งผลต่อเส้นทางที่เขาต้องการไปให้ถึงก็เป็นได้เช่นกัน

โชคลางอาจเป็นเหตุผล ที่อาจพา เรอัล มาดริด ก้าวสู่แชมป์ในฤดูกาล 2025/26

ฤดูกาล 2025/26 ของ เรอัล มาดริด (Real Madrid) กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ และในขณะที่ตัวเลขคะแนนในตารางยังไม่สามารถการันตีอะไรได้อย่างชัดเจน แฟนบอลราชันชุดขาวกลับมีความหวังบางอย่างที่มากกว่าสถิติธรรมดา เป็นความเชื่อที่อยู่กึ่งกลางระหว่างประวัติศาสตร์ กับ "คาบาล่า" หรือความเชื่อเรื่องโชคลางในทางฟุตบอล ความเชื่อนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ดินแดนแคว้นบาสก์ หรือ เอล ปาอิส บาสโก (País Vasco) พื้นที่ซึ่งในหลายฤดูกาลที่ผ่านมา กลายเป็นสถานที่บ่งบอกนัยสำคัญว่าทีมราชันชุดขาวอาจกำลังก้าวไปสู่แชมป์ ลาลีกา (LaLiga) และเหมือนชะตากรรมได้วนกลับมาบรรจบอีกครั้ง เพราะในฤดูกาลนี้ ทีมของ ชาบี อลอนโซ่ (Xabi Alonso) ทำผลงานชนะทั้ง 3 นัดที่ลงเล่นในแคว้นบาสก์แบบสมบูรณ์แบบ 3/3

คำสาปหรือพร? 3 เกมในแคว้นบาสก์ที่อาจทำนายแชมป์

รีล มาดริด พบทีมแคว้นบาสก์

ในเกมล่าสุดของ ลาลีกา EA Sports (LaLiga EA Sports) เรอัล มาดริด (Real Madrid) บุกชนะ อลาเบส (Alavés) 1-2 ที่เมืองวิตอเรีย แม้เกมจะอึดอัดและกดดัน แต่สุดท้ายก็คว้า 3 คะแนนออกมาอย่างสำเร็จ

ก่อนหน้านั้น ทีมราชันก็ได้เอาชนะ เรอัล โซเซียดาด (Real Sociedad) และ แอธเลติก คลับ (Athletic Club) ได้เช่นกัน ทำให้ผลงานในดินแดนบาสก์ฤดูกาลนี้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ

  •         เรอัล โซเซียดาด (Real Sociedad) 1-2 เรอัล มาดริด (Real Madrid)
  •         แอธเลติก คลับ (Athletic Club) 0-3 เรอัล มาดริด (Real Madrid)
  •         อลาเบส (Alavés) 1-2 เรอัล มาดริด (Real Madrid)

สถิติแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และทุกครั้งที่เกิดขึ้นในอดีต เรอัล มาดริด (Real Madrid) จบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์

จากข้อมูลย้อนหลัง ทุกครั้งที่ เรอัล มาดริด (Real Madrid) บุกไปชนะ อลาเบส (Alavés) ชนะ เรอัล โซเซียดาด (Real Sociedad) และชนะ แอธเลติก คลับ (Athletic Club) ในฤดูกาลเดียวกัน พวกเขาจะคว้าแชมป์ ลาลีกา (LaLiga) ในช่วงปลายฤดูกาล เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาแล้ว 5 ครั้ง ได้แก่ ฤดูกาล 1932-33 , ฤดูกาล 2016-17  ,  ฤดูกาล 2019-20 , ฤดูกาล 2021-22 , ฤดูกาล 2023-24 และทุกซีซั่นนั้นจบลงด้วยการที่ถ้วย ลาลีกา (LaLiga) ถูกชูขึ้นที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว (Santiago Bernabéu)  นี่คือเหตุผลที่แฟนบอลจำนวนมากมองว่า "ชัยชนะในดินแดนบาสก์" คือสัญญาณของแชมป์ มากกว่าความเชื่อไสยศาสตร์ แต่คือรูปแบบทางประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน เรอัล มาดริด (Real Madrid) ภายใต้การทำทีมของ ชาบี อลอนโซ่ (Xabi Alonso) ตามหลัง บาร์เซโลนา (FC Barcelona) เพียง 4 คะแนน แม้จะเป็นรอง แต่มีเกมเหลือให้ไล่ตามมากพอที่จะพลิกสถานการณ์ ในตารางราคาต่อรองล่าสุด ทีมราชันมีอัตราจ่าย 2.6 ในการคว้าแชมป์ ลาลีกา EA Sports (LaLiga EA Sports 25/26) ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจสำหรับทั้งแฟนบอลและสายวิเคราะห์ฟุตบอลเชิงสถิติ

ประวัติศาสตร์การไล่ล่าที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ เรอัล มาดริด (Real Madrid) ต้องอยู่ในสถานะตามหลังทีมอื่น แต่จบด้วยการเป็นแชมป์ พวกเขาเคยพลิกสถานการณ์ถึง 7 คะแนน มาแล้วในฤดูกาล 2002/03 ภายใต้การคุมทีมของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ (Vicente del Bosque) และยังมีตัวอย่างอีกมากทั้งในประเทศและต่างแดน เช่น โวล์ฟสบวร์ก (Wolfsburg) ไล่แซง 11 คะแนน คว้าแชมป์ บุนเดสลีกา (Bundesliga) ปี 2009  แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alex Ferguson) พลิกสถานการณ์ 12 คะแนนคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ปี 95/96 บาร์เซโลนา (FC Barcelona) ยุค หลุยส์ ฟาน กัล (Louis van Gaal) ตาม 9 คะแนนก่อนกลับมาเป็นแชมป์ใน ลาลีกา (LaLiga) ปี 98/99 ดังนั้นการตามหลังเพียง 4 คะแนนในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องสิ้นหวังเลยแม้แต่น้อย สำหรับหลายคน นี่อาจเป็นเพียง “ความบังเอิญทางสถิติ”
แต่สำหรับแฟนบอล เรอัล มาดริด (Real Madrid) นี่คือ สัญญาณแห่งความหวัง ฤดูกาลยังไม่จบ และถ้าประวัติศาสตร์เลือกจะเดินซ้ำทางเดิม “เรอัล มาดริด (Real Madrid) อาจเป็นแชมป์ ลาลีกา (LaLiga) อีกครั้งในปี 2025/26” แฟนบอลคงต้องติดตามว่า คาบาล่าจากดินแดนบาสก์ จะพาทีมชุดขาวกลับมาครองบัลลังก์ หรือเป็นเพียงตำนานที่ต้องรอวันพิสูจน์ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าตอนจบจะเป็นเช่นไรก็ตาม ฤดูกาลนี้ ถือเป็นปฐมบท ในการที่ ชาบี อลอนโซ่ (Xabi Alonso) จะก้าวต่อไป ในฐานะ นายใหญ่ของราชันชุดขาว ได้หรือไม่ ที่ผ่านมา มีกระแสแห่งความไม่พึงพอใจมากมายที่มีต่อการคุมทีมของเขา เข้ามาแบบไม่ขาดสาย ดังนั้น การคว้าแชมป์ ลาลีกา ให้จงได้ จึงอาจจะเป็นเพียงหนทางเดียวที่ตัวเขา จะรักษางานนี้ของเขาเอาไว้ให้ได้ ความปั่นป่วนมากมายจากบรรดานักเตะภายในทีม รวมไปถึงสื่อต่างๆ ที่จ้องจะเล่นงานในทุกครั้งที่เขาทำให้ทีมต้องพบกับความพ่ายแพ้  นี่คือความกดดันที่แทบจะทุกกุนซือจะต้องพบเจอ หากเลือกที่จะเข้ามากุมบังเหียนของทัพราชันที่ยิ่งใหญ่ ของโลกฟุตบอล ทีมที่มีแต่คำว่า ประสบความสำเร็จเท่านั้น ถึงจะไปต่อได้ เพราะนี่คือ เรอัล มาดริด นั่นเอง

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin