หลังจากอยู่กับสโมสร ทีมตราหมี แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid ) มานานกว่า 14 ปี อนาคตของ เอล โชโล่ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญของวงการฟุตบอลยุโรปในเวลานี้ นับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมในปี 2011 กุนซือชาวอาร์เจนตินารายนี้ได้พลิกโฉมทีมจากสโมสรที่ฟอร์มไม่สม่ำเสมอ ให้กลายเป็นทีมแกร่งที่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่อย่าง Real Madrid และ Barcelona ได้อย่างสูสี อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปยาวนาน ความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในสโมสรและในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ ทำให้คำถามเกี่ยวกับอนาคตของเขากลับมาอีกครั้ง ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในเดือนธันวาคม 2011 ซึ่งในเวลานั้น แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid ) กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ ทีมเพิ่งตกรอบฟุตบอลถ้วยรายการ โคปา เดอ เรย์ ( Copa del Rey ) จากน้ำมือของทีมระดับดิวิชันสาม และอยู่อันดับ 10 ของลาลีกา ตามหลังจ่าฝูงอยู่ถึง 21 คะแนน เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีอนาคตใดๆ แต่เพียงฤดูกาลแรก เขาพาทีมคว้าแชมป์ ยูโรป้าลีก (UEFA Europa League ) ได้ทันที ก่อนจะต่อยอดด้วยแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ (UEFA Super Cup) และ โคปา เดอ เรย์ ( Copa del Rey ) ในฤดูกาลถัดมา
ความสำเร็จที่ เอล โชโล่ มอบให้ทีมตราหมี คือสิ่งที่จับต้องได้และกลายเป็นสัญญาผูกขาดของเขา

จุดสูงสุดเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อเขาพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกา สเปนครั้งแรกในรอบ 18 ปีได้สำเร็จ และกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในปี 2021 ทำลายการผูกขาดของ ทีมดังทั้ง เรอัล มาดริด ( Real Madrid ) และ บาร์เซโลน่า ( Barcelona ) ผลงานของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่( Diego Simeone ) กับ แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid ) ถือว่าโดดเด่นอย่างยิ่ง เขาคุมทีมไปแล้วมากกว่า 786 นัด ชนะ 465 นัด เสมอ 170 นัด และแพ้ 151 นัด ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกุนซือที่คุมทีมยาวนานที่สุดในโลกฟุตบอล นอกจากนี้ ตั้งแต่ฤดูกาล 2013–14 เป็นต้นมา แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid ) สามารถผ่านเข้าไปเล่นใน UEFA Champions League ได้ทุกฤดูกาล และเคยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศถึงสองครั้ง แม้จะแพ้ให้กับ เรอัล มาดริด ( Real Madrid ) อย่างน่าเสียดายในปี 2014 และ 2016 แฟนบอลอย่าง กุยเยโม่ เมย่า ( Guillermo Myela ) กล่าวไว้ว่า “แอตฯ มาดริด ( Atletico Madrid ) เปลี่ยนจากทีมที่ถูกมองว่าโชคร้าย เป็นทีมที่สามารถต่อกรกับ บาร์เซโลน่า ( Barcelona ) และ เรอัล มาดริด ( Real Madrid ) ได้อย่างไม่กลัวใคร” และเช่นนี้เองที่ทำให้ความผูกพันระหว่างตัวของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่( Diego Simeone ) กับแฟนบอลของทีมตราหมี แน่บแน่นอย่างยากที่ใครแยกได้ ตัวของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่( Diego Simeone ) นั้น เปรียบเสมือนเป็น สัญลักษณ์ ของทีมไปโดยปริยาย แฟนบอลทั้งหลายต่างยินดี และกล่าวถึงชายผู้นี้ว่า เป็นผู้นำจิตวิญญาณ มาสู่ทีมดังแห่งเมืองหลวง และสามารถที่จะก้าวขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจอย่าง ราชันชุดขาว และ เจ้าบุญทุ่ม (ในเวลานั้น) อย่าง บาร์เซโลน่า ได้แบบเท่าเทียม แต่ทว่าหลังจากเวลาอันยาวนานของเขากับทีมตราหมี ดำเนินล่วงเลยมาเรื่อยๆ จนเวลานี้ 14 ปีเข้าไปแล้ว ก็เริ่มมีคำถามเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แท็คติกที่โดนวิจารณ์ ของ เอล โชโล เริ่มสร้างกระแสคำถามมากมาย ให้กับแฟนบอลตราหมี
แม้จะประสบความสำเร็จมากมาย แต่ในช่วงปี 2022–23 เริ่มมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับแท็กติกของเขา ผลงานที่ไม่มีแชมป์ และการตกรอบยุโรปเร็ว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าแนวทางการเล่นของเขาเริ่มถูกจับทางได้หรือไม่ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) เคยกล่าวไว้ว่า “ผมทุ่มเททุกอย่างให้กับสโมสรแห่งนี้ และจะทำต่อไปจนถึงวันสุดท้าย” อย่างไรก็ตาม เขายังเปิดเผยว่าอยากไปคุมทีม อินเตอร์ มิลาน (Inter Milan ) ทีมดังแดนมักกะโรนีในอนาคต ซึ่งทีมงูใหญ่นั้นก็เป็นอดีตทีมเก่าของเขาในสมัยที่ยังโลดแล่นอยู่บนผืนหญ้า แฟนบอล Atletico Madrid ( Atletico Madrid ) เริ่มแบ่งออกเป็นสองมุมมอง
ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) ควรอยู่ต่อ และควรเป็นคนตัดสินใจอนาคตของตัวเอง ดานี่ รุยส์ ( Dani Ruiz ) กล่าวว่า “เขาสมควรอยู่ต่อให้นานเท่าที่เขาต้องการ”
ขณะที่ ฮาเวียร์ เดล อาร์โน่ ( Javier del Amo ) ก็เห็นด้วยว่า “Simeone รู้ดีที่สุดว่าอะไรเหมาะสมกับตัวเขา” แต่ในอีกมุมหนึ่งแฟนบอลอย่าง กุยเยโม่ เมย่า ( Guillermo Myela ) มองว่าความสัมพันธ์นี้อาจถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เขาเปรียบเทียบว่าเหมือน “ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ” ที่แม้ยังรัก แต่การแยกทางอาจดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องแท็กติกฟุตบอลสมัยใหม่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และโค้ชหลายทีมสามารถแก้เกมของ Simeone ได้มากขึ้น แนวทางเกมรับที่เคยเป็นจุดแข็ง อาจไม่ตอบโจทย์ฟุตบอลยุคใหม่ที่เน้นเกมรุกและการครองบอล แฟนบอลบางส่วนเชื่อว่าทีมจำเป็นต้องปรับตัว หากต้องการกลับไปลุ้นแชมป์อย่างจริงจัง แม้ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) จะยังมีสัญญาถึงปี 2027 แต่อนาคตของเขายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เขาคือกุนซือที่เปลี่ยน แอตเลติโก มาดริด ( Atletico Madrid ) ไปตลอดกาล แต่ในโลกฟุตบอลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คำถามสำคัญคือ “ควรเดินหน้าต่อ หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง?” สำหรับตอนนี้ ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับผลงานในสนาม และบางที คำตอบที่แท้จริงอาจจะถูกตัดสินจากเกมสำคัญที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่สัปดาห์นี้














