เฟอร์นันเดส ปะทะ คีน และสงครามคำพูดที่ไม่มีใครชนะ

ในวงการฟุตบอลอังกฤษ ไม่มีอะไรที่สร้างพาดหัวข่าวได้เร็วกว่าการที่นักเตะและอดีตนักเตะระดับตำนานออกมาประกบกันในที่สาธารณะ และเมื่อ บรูโน เฟอร์นันเดส กัปตันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจออกมาตอบโต้ รอย คีน อย่างตรงๆ และใช้คำว่า "โกหก" คำเดียวในการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น บรรยากาศในวงการก็เปลี่ยนไปทันที

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นหลังจากที่ยูไนเต็ดเอาชนะนอตทิงแฮม ฟอเรสต์ 3-2 ในวันเพนัลตีมาสุดท้ายของฤดูกาล คีนออกมาวิจารณ์เฟอร์นันเดสในพอดแคสต์

สองเวอร์ชันของคำพูดเดียวกัน

หัวใจของความขัดแย้งทั้งหมดนี้อยู่ที่ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คีนอ้างว่าเฟอร์นันเดสพูดกับสิ่งที่เฟอร์นันเดสพูดจริงๆ

คีนบอกในพอดแคสต์ว่า เฟอร์นันเดสพูดหลังเกมกับฟอเรสต์ว่า "หลายครั้ง ผมน่าจะยิงแต่กลับเลือกส่งบอล" และคีนใช้คำพูดนี้เป็นหลักฐานว่ากัปตันทีมกำลังคิดถึงสถิติแอสซิสต์ของตัวเองมากกว่าความดีของทีม "จิตใจของนักฟุตบอลที่เข้าเกมเพื่อทำลายสถิติส่วนตัวนั้นเป็นไปได้อย่างไร เขาจะไม่ได้แชมป์ ไม่ใช่ด้วยจิตใจแบบนั้น" คีนกล่าว

เฟอร์นันเดสและการตัดสินใจที่หายากของเขา

Man City ahead of Man Utd in race for Anderson

สิ่งที่น่าสังเกตในเรื่องนี้คือเฟอร์นันเดสเป็นนักเตะที่ปกติไม่ค่อยตอบสนองต่อคำวิจารณ์จากภายนอก เขาอยู่ในวงการมานานพอที่จะรู้ว่าการเข้าไปถกเถียงกับสื่อหรือนักวิจารณ์ส่วนใหญ่มักไม่ได้อะไรที่มีประโยชน์กลับมา

แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะเขาพูดชัดเจนในพอดแคสต์ The Diary of a CEO ว่า "ผมบอกเสมอว่าผมไม่ได้รังเกียจคำวิจารณ์ ผมรับคำวิจารณ์จากทุกคนมาตลอดและไม่เคยตอบสนองอะไร คนมีความคิดเห็น จะดีจะแย่ก็ตาม แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบคือเมื่อคนโกหก และในกรณีนี้ที่คุณพูดถึงรอย คีน สิ่งที่เขาพูดนั้นคือการโกหก เพราะเขาพูดว่าผมพูดสิ่งที่ผมไม่ได้พูด และโชคดีสำหรับผมที่ทุกอย่างมีหลักฐาน"

คีนและประวัติของการวิจารณ์ที่ไม่มีการยั้งมือ

รอย คีนไม่ใช่นักวิเคราะห์ที่รู้จักในฐานะคนที่วิจารณ์อย่างนุ่มนวล ตลอดอาชีพในฐานะนักวิจารณ์และนักวิเคราะห์หลังจากแขวนสตั๊ดไป เขาขึ้นชื่อในเรื่องความตรงไปตรงมาและความกล้าที่จะพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า ซึ่งทำให้เขาเป็นที่รักของแฟนบอลหลายคนที่เบื่อกับการวิจารณ์แบบกลางๆ ที่ไม่บอกอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

รูปลาในอินสตาแกรมและการตอบโต้ที่ไม่ระบุชื่อ

เมื่อเฟอร์นันเดสออกมาตอบโต้อย่างเป็นทางการ คีนก็โพสต์รูปภาพของลาร้องในอินสตาแกรมพร้อมคำบรรยายว่า "ความสนใจที่มากเกินไปทำให้ลาคิดว่าตัวเองเป็นสิงโต"

โพสต์นั้นไม่ได้ระบุชื่อใครโดยตรง แต่ก็ไม่ต้องการการอธิบายมากนักเพื่อให้คนเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไรและมุ่งเป้าไปที่ใคร สื่อและแฟนบอลต่างก็ตีความในทิศทางเดียวกันว่าคีนกำลังตอบกลับเฟอร์นันเดสในแบบอ้อมๆ ที่อาจปฏิเสธได้ในภายหลัง

สถิติที่อยู่เหนือการถกเถียง

ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมด มีข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครโต้แย้งได้คือเฟอร์นันเดสทำแอสซิสต์ได้ 20 ครั้งในฤดูกาลนั้น ซึ่งเท่ากับสถิติที่ เทียร์รี อองรี และ เควิน เดอ บรอยน์ เคยทำไว้ก่อน และในเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่ไบรตัน เขาก็ทำลายสถิตินั้นด้วยแอสซิสต์ใบที่ 21 ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่มีแอสซิสต์สูงสุดในหนึ่งฤดูกาลในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

สถิตินั้นคือข้อเท็จจริงที่ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องการการตีความหรือการอธิบาย และมันบอกว่าไม่ว่าการถกเถียงเรื่องจิตใจและทัศนคติจะจบลงอย่างไร เฟอร์นันเดสทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเพื่อนร่วมทีมของเขาในทุกจังหวะที่มีโอกาส

บรูโน่ กับเส้นทางสู่แชมป์ พร้อมสถิติแอสซิสต์ อันน่าทึ่งกับผี

นับตั้งแต่ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ในปี 2020 เขายังไม่เคยเข้าใกล้การคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) หรือ แชมเปี้ยนส์ลีก (Champions League) อย่างแท้จริง แม้เขาจะเคยชูถ้วยฟุตบอลถ้วยภายในประเทศภายใต้การคุมทีมของ เอริค เทน ฮาก (Erik ten Hag) แต่เมื่อเทียบกับระดับฝีเท้า ผลงานส่วนตัว และอิทธิพลที่เขามีต่อทีม หลายคนมองว่าความสำเร็จเหล่านั้นยังน้อยเกินไปสำหรับนักเตะที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของสโมสร หลังยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน  (Sir Alex Ferguson) ฤดูกาลนี้ หาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) จบอันดับ 3 ใน พรีเมียร์ลีก(Premier League) ได้จริง นั่นจะถือเป็นหนึ่งในผลงานลีกที่ดีที่สุดของทีมในช่วงเวลาที่ บรูโน่ แฟร์นันเดส  (Bruno Fernandes) อยู่กับสโมสร อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเตะระดับเขา ความสำเร็จในตารางคะแนนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่เจ้าตัวต้องการมากที่สุดคือถ้วยแชมป์ และการถูกจดจำในฐานะคนที่ช่วยพาสโมสรกลับสู่ความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ผู้เล่นที่มีตัวเลขส่วนตัวโดดเด่น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ได้รับรางวัล Football Writers’ Association Footballer of the Year (Football Writers’ Association Footballer of the Year) ซึ่งเป็นรางวัลส่วนตัวที่มีเกียรติอย่างมากในวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่ตัวเขาเองเคยพูดไว้อย่างชัดเจนว่า เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับรางวัลส่วนตัวมากกว่าความสำเร็จของทีม เขามองว่า การเป็นนักเตะที่ดีที่สุดไม่ได้วัดจากจำนวนถ้วยรางวัลเสมอไป และผู้เล่นที่ได้ Ballon d’Or (Ballon d’Or) ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ดีที่สุดในทุกมุมมอง สิ่งที่ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ต้องการ คือการคว้าแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด(Manchester United) และการถูกจดจำว่าเป็นคนที่สร้างสิ่งสำคัญให้กับสโมสร เขาไม่อยากให้ผู้คนพูดถึงเขาเพียงแค่จำนวนประตูหรือแอสซิสต์ แต่ต้องการให้แฟนบอลนึกถึงเขาในฐานะกัปตันทีมที่มีส่วนช่วยพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กลับมายืนในจุดที่ควรอยู่ แม้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) จะไม่มีถ้วยแชมป์ในฤดูกาลนี้ แต่ บรูโน่ แฟร์นันเดส(Bruno Fernandes) ยังมีเป้าหมายสำคัญรออยู่ เขาต้องการอีกเพียง 1 แอสซิสต์ เพื่อทำสถิติเทียบเท่ากับสถิติแอสซิสต์สูงสุดต่อหนึ่งฤดูกาลใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่ 20 ครั้ง ซึ่งปัจจุบันเป็นสถิติร่วมของ เธียรี่ อองรี  (Thierry Henry) ตำนานของ อาร์เซน่อล (Arsenal) และ เควิน เดอ บรอยน์(Kevin De Bruyne) อดีตดาวเตะของ แมนฯ ซิตี้  (Manchester City)

บรูโน่ พร้อมทำลายสถิติ แอสซิสต์ ของพรีเมียร์ลีก 

บรูโน่ แฟร์นันเดส สถิติ แอสซิสต์

ในทำเนียบสถติแอสซิสต์ของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฤดูกาลนี้ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) นำห่าง รายาน แชร์กี (Rayan Cherki) ของ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) ถึง 8 ครั้ง ขณะที่ จาร์ร็อด โบเว่น (Jarrod Bowen) ของ เวสต์แฮม (West Ham) ตามมาเป็นอันดับ 3 ด้วยจำนวน 10 แอสซิสต์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ไม่ได้เป็นเพียงกองกลางตัวสร้างสรรค์เกมเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจหลักของเกมรุก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) อย่างแท้จริง การทำลายหรือเทียบสถิติแอสซิสต์สูงสุดดูเหมือนจะมีความหมายกับ บรูโน่ แฟร์นันเดส  (Bruno Fernandes) มาก เพราะเขาอยู่ในช่วงที่มั่นใจ และยังมีภารกิจสำคัญกับทีมชาติ โปรตุเกส (Portugal) ใน ฟุตบอลโลก (World Cup) ช่วงซัมเมอร์นี้ด้วย มีรายงานว่าเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งเคยบอกเขาว่า ในจังหวะหนึ่งกับ Brentford (Brentford) เขาน่าจะยิงเองมากกว่าจ่ายให้ เบนจามิน เชสโก้ (Benjamin Sesko) แต่ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ปฏิเสธความคิดนั้น เพราะเขายังยืนยันว่า การเลือกจ่ายบอลคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง นอกจากสถิติแอสซิสต์แล้ว บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ยังถูกมองว่าเป็นตัวเต็งสำหรับรางวัล PFA Players’ Player of the Year (PFA Players’ Player of the Year) ซึ่งเป็นรางวัลที่นักเตะโหวตให้กันเอง และเคยเป็นของผู้เล่นระดับตำนานอย่าง เธียรี่ อองรี  (Thierry Henry) และ Kevin De Bruyne (Kevin De Bruyne) คนละ 2 ครั้ง หากเขาคว้ารางวัลนี้ได้อีก จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในนักเตะสร้างสรรค์เกมที่โดดเด่นที่สุดในยุค พรีเมียร์ลีก (Premier League) อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ สถิติแอสซิสต์และรางวัลส่วนตัวจะเพียงพอหรือไม่ ในการยืนยันความยิ่งใหญ่ของนักเตะคนหนึ่ง เพราะในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) มีผู้เล่นหลายคนที่สร้างผลงานส่วนตัวระดับสูง แต่ไม่ได้คว้าแชมป์ลีก ตัวอย่างเช่น เชส ฟราเบรกาส (Cesc Fabregas) ในช่วงที่อยู่กับ อาร์เซน่อล (Arsenal) เขาเป็นหนึ่งในกองกลางที่สร้างสรรค์เกมดีที่สุด แต่ถ้วยใหญ่ที่เขาได้กับทีมมีเพียง เอฟเอคัพ (FA Cup) ก่อนจะไปคว้า พรีเมียร์ลีก (Premier League) กับ เชลซี  (Chelsea) ในภายหลัง เช่นเดียวกับ แมธิว เลอ ทิสซิเอร์  (Matt Le Tissier) ของ เซาแธมป์ตัน  (Southampton), สตีฟ แม็คมานามาน (Steve McManaman) ของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) และ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) กัปตันระดับตำนานของ หงส์แดง ที่แม้จะไม่เคยคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ แต่ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของพวกเขาใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) โดยเฉพาะ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) ที่เคยคว้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ ในปี 2005 และได้รับรางวัล PFA Player of the Year (PFA Player of the Year) รวมถึง FWA Footballer of the Year (FWA Footballer of the Year)

บรูโน่ ต้องการสัญญาใหม่กับผี หลังการันตีแชมเปี้ยนส์ลีก

สำหรับอนาคตของ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) แฟนบอลย่อมต้องการความชัดเจน สัญญาของเขาเหลืออีก 1 ปี พร้อมออปชันขยายเพิ่มอีก 1 ฤดูกาล ก่อนหน้านี้เขาเคยปฏิเสธข้อเสนอมหาศาลจาก อัล ฮิลาล (Al-Hilal) ใน ซาอุดิฯ โปรลีก (Saudi Pro League) และมีการคาดกันว่า หาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ไม่ได้ไป แชมเปี้ยนส์ลีก (Champions League) เขาอาจพิจารณาย้ายทีมได้ แต่ตอนนี้ไม่ต้องไปกังวลเรื่องนั้นอีกแล้ว หลัง  แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) การันตีการไปเล่น ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าได้เรียบร้อยแล้วหลังเอาชนะ หงส์แดง ไปได้ที่ โอลด์ ทราฟฟอร์ด แน่นอนว่าตอนนี้ทางฝั่งนักเตะจึงมีความต้องการเริ่มต้นเจรจาสัญญาใหม่ ขณะที่สโมสรเองก็ไม่ได้ปิดประตู แต่ยังต้องควบคุมโครงสร้างค่าเหนื่อยอย่างระมัดระวัง เพราะ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) จะมีอายุ 33 ปี เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง หากมีการใช้ออปชันขยายสัญญา อีกประเด็นที่น่าจับตามองคือ ค่าฉีกสัญญา 65 ล้านยูโร หรือประมาณ 56.23 ล้านปอนด์ ซึ่งจะเปิดทางให้เขาย้ายไปสโมสรนอก England (England) ได้ หากมีทีมใดเปิดใช้งานเงื่อนไขดังกล่าวทันเวลา แม้ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) จะยังดูมีความสุขกับความท้าทายที่ Old Trafford (Old Trafford) แต่ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับทิศทางของสโมสร และความคาดหวังที่เขามีต่ออนาคตของทีม ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) กุนซือชั่วคราวของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กล่าวก่อนเกมเยือน Sunderland (Sunderland) ว่า บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ดูมีความสุข และกำลังเล่นฟุตบอลได้อย่างยอดเยี่ยม อาจเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขากับทีม ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ยังย้ำว่า สโมสรต้องการมีเขาอยู่ต่อ เพราะเขาเป็นส่วนสำคัญของทีมอย่างแท้จริง ในด้านแท็กติก การเปลี่ยนแปลงจากระบบของ รูเบน อโมริม (Ruben Amorim) มาสู่รูปแบบของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) มีผลชัดเจนต่อผลงานของ บรูโน่ แฟร์นันเดส  (Bruno Fernandes) ก่อนหน้านี้ภายใต้ รูเบน อโมริม (Ruben Amorim) เขาต้องเล่นคู่กับ Casemiro (Casemiro) ในแดนกลางของระบบ 5-2-3 และต้องรับผิดชอบการขึ้นเกมจากพื้นที่ลึก ทำให้หลายครั้งเขาต้องจ่ายบอลยาวเพื่อพาทีมขึ้นสู่แดนหน้า แต่เมื่อ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ปรับมาใช้ระบบ 4-2-3-1 ที่มั่นคงกว่า Bruno Fernandes (Bruno Fernandes) ได้กลับไปเล่นในตำแหน่งหมายเลข 10 ซึ่งเหมาะกับจุดแข็งของเขามากกว่า เขามีตัวเลือกในการจ่ายบอลมากขึ้น อยู่ใกล้เพื่อนร่วมทีมมากขึ้น และไม่ต้องใช้พลังงานมากเกินไปกับการขึ้นลงสนามตลอดเวลา ส่งผลให้เขาสร้างโอกาสได้ต่อเนื่องกว่าเดิม ด้วยผลงาน ความสม่ำเสมอ รวมไปถึงภาวะผู้นำ และสถิติที่เขากำลังไล่ล่าในเวลานี้ ทำให้เขาสมควรถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในนักเตะที่สร้างอิทธิพลมากที่สุดของสโมสรยุคใหม่ ไม่ว่าอนาคตของเขาจะจบลงอย่างไร ชื่อของ บรูโน่ แฟร์นันเดส  (Bruno Fernandes) ก็ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ยุค พรีเมียร์ลีก (Premier League) ของ แมนฯ ยูไนเต็ด (Manchester United) ไปแล้ว.

การกลับคืนของเควิน เดอ บรอยน์ ตำนานแห่งเอติฮัดที่พร้อม

ทุกครั้งที่นักฟุตบอลระดับตำนานหวนคืนสู่สโมสรเก่า บรรยากาศในสนามมักเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ผสมผสานกันอย่างซับซ้อน ทั้งความรัก ความเคารพ ความคิดถึง และบางครั้งก็อาจมีรสชาติของการล้างแค้นเล็ก ๆ อยู่ในนั้น สำหรับแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ระดับโลก และหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร เตรียมกลับมาเยือนถิ่นเอติฮัด สเตเดียม แต่ครั้งนี้เขาจะสวมเสื้อของ นาโปลี คู่แข่งจากอิตาลี ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

เดอ บรอยน์: หนึ่งทศวรรษแห่งความสำเร็จกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้

เดอ บรอยน์ย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2015 และตลอดระยะเวลา 10 ปีที่อยู่กับทีม เขาได้ฝากผลงานและความทรงจำมากมายไว้

  • 16 โทรฟี่ ที่เขาได้ร่วมฉลองกับทีม รวมถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เอฟเอคัพ และคาราบาวคัพ

  • สถิติการทำแอสซิสต์ที่น่าทึ่ง ซึ่งทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเพลย์เมกเกอร์ที่ดีที่สุดของโลกยุคปัจจุบัน

  • การเป็นแกนหลักในระบบของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เปลี่ยนซิตี้ให้กลายเป็นทีมที่ครองบอลและสร้างสรรค์เกมได้อย่างไหลลื่น

การจากลาของเขาในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ แต่เป็นผลมาจากสัญญาที่สิ้นสุดลง และการตัดสินใจของสโมสรที่มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

การย้ายสู่เมืองเนเปิลส์: เดอ บรอยน์ กับบทใหม่ในเซเรีย อา

the-etihad-legend-ready

การที่นาโปลีคว้าตัวเดอ บรอยน์ในวัย 34 ปีมาร่วมทีมถูกเปรียบเปรยว่าเป็น การย้ายทีมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ ดีเอโก้ มาราโดน่า มาถึงสโมสรในยุค 1980 แม้จะต่างกันในแง่ของช่วงอายุ แต่มิติของความตื่นเต้นในหมู่แฟนบอลก็ไม่ต่างกัน

นักข่าวอิตาลีอย่าง วินเชนโซ่ เครเดนดิโน่ ถึงกับกล่าวว่า:

“นับตั้งแต่มาราโดน่า นาโปลียังไม่เคยเซ็นนักเตะที่มีชื่อเสียงระดับโลกขนาดนี้ เดอ บรอยน์อาจมาในวัย 34 แต่ชื่อเสียงและคุณภาพของเขายังคงอยู่ในระดับสูงสุด”

การเปรียบเทียบนี้สะท้อนให้เห็นว่า เดอ บรอยน์ไม่ได้ถูกมองเพียงแค่เป็นนักเตะต่างชาติทั่วไป แต่เป็น ความหวังใหม่ของชาวเนเปิลส์ ที่เชื่อว่าเขาจะพาสโมสรกลับมาผงาดอีกครั้งในเวทียุโรป

ความถ่อมตัวและความเป็นผู้นำ

โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ กัปตันทีมของนาโปลี ได้ออกมาเปิดเผยว่า เดอ บรอยน์เข้ามาสู่ทีมด้วยทัศนคติที่ยอดเยี่ยมและความถ่อมตัว เขาไม่ได้พูดมากเกี่ยวกับอดีตเพื่อนร่วมทีมที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ทุกคนสัมผัสได้ถึงความเป็นมืออาชีพและแรงกระหายที่จะพิสูจน์ตัวเอง

นี่คือสิ่งที่ทำให้เดอ บรอยน์แตกต่างจากนักเตะทั่วไป เขาไม่เพียงแต่เก่งในสนาม แต่ยังเป็นผู้นำเงียบ ๆ ที่แสดงออกผ่านการกระทำมากกว่าคำพูด

แรงจูงใจในการเจอกับทีมเก่า

แม้เดอ บรอยน์จะยืนยันว่าเขามีแต่ความทรงจำที่สวยงามกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แรงจูงใจในการเผชิญหน้ากับทีมเก่า จะมีผลต่อฟอร์มการเล่นของเขา

  • เขาอาจต้องการพิสูจน์ว่าสโมสรตัดสินใจผิดที่ปล่อยเขาออกไป

  • เขาอยากแสดงให้แฟนบอลทั่วโลกเห็นว่าแม้ในวัย 34 ปี เขายังสามารถแข่งขันในระดับสูงสุดได้

  • เขามีเป้าหมายชัดเจนกับนาโปลี ไม่ใช่แค่การคว้าแชมป์เซเรีย อา แต่ยังรวมถึงการสร้างผลงานที่น่าจดจำในแชมเปียนส์ลีก

มุมมองจากแฟนบอลซิตี้

สำหรับแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ การได้เห็นเดอ บรอยน์กลับมาที่เอติฮัดจะเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ หลายคนอาจยืนปรบมือให้เขาเพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งที่เขาทำให้กับสโมสร แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องภาวนาไม่ให้เขาเป็นคนทำร้ายทีมเก่าในค่ำคืนนั้น

การที่สโมสรมีแผนสร้าง รูปปั้นของเดอ บรอยน์ ที่สนามเอติฮัดยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า เขาจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ของสโมสรตลอดไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเกมที่จะถึงนี้

เกมที่มากกว่าแค่ฟุตบอล

การเผชิญหน้าระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับนาโปลี ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อสามแต้มในรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกเท่านั้น แต่ยังเป็น การปะทะกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

  • สำหรับซิตี้ นี่คือบททดสอบว่าพวกเขาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่มีเดอ บรอยน์หรือไม่

  • สำหรับนาโปลี นี่คือโอกาสที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถกลับมาเป็นยักษ์ใหญ่ในเวทียุโรปอีกครั้ง

  • สำหรับเดอ บรอยน์ นี่คือเวทีแห่งการยืนยันว่า เขายังคงเป็นนักเตะที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ในทุกสนามที่เขาย่างก้าว

ความทรงจำและมรดกที่เขาทิ้งไว้

ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ เดอ บรอยน์ได้สร้างมรดกที่ยิ่งใหญ่ในถิ่นเอติฮัด เขาคือสัญลักษณ์ของยุคทองที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำของโลก และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รูปปั้นของเขาจะถูกสร้างขึ้นเพื่อให้แฟนบอลรุ่นใหม่ได้ระลึกถึง

ทิจานี ไรย์นเดอร์ส ดาวดวงใหม่ผู้เจิดจรัสแทนที่ ตำนานผู้จากไปอย่าง เดอ บรอยน์

เชื่อเหลือเกินว่าแฟน เรือใบสีฟ้า ต่างคิดว่าการจากไปของ เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin de Bruyne) จะทิ้งร่อยรอยบาดแผลที่ยิ่งใหญ่ ยากที่จะหาใครมาแทนที่ได้หลังการอำลา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา  แน่นอนว่าผลงานของเขาจะไม่มีวันถูกลืม แต่แฟนบอลของ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) ได้มีฮีโร่คนใหม่มาให้หลงใหลแล้ว นั่นคือ ทิจานี ไรย์นเดอร์ส(Tijjani Reijnders) กองกลางวัย 27 ปี จากประเทศ เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) ในเกมที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เดินทางไปเยือน วูล์ฟแฮมป์ตัน (Wolverhampton) ที่สนาม โมลิเนซ (Molineux) ไรย์นเดอร์ส (Reijnders) ได้แสดงฟอร์มอันน่าประทับใจด้วยการมีส่วนร่วมทั้งการทำประตูและแอสซิสต์ ช่วยให้ทีมเอาชนะคู่แข่งด้วยสกอร์ที่ห่างชัดเจน การแสดงครั้งนี้ทำให้ ไรย์นเดอร์ส (Reijnders) กลายเป็นเพียงนักเตะคนที่สองของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ที่สามารถทำประตูและแอสซิสต์ในเกมเปิดตัว พรีเมียร์ลีก (Premier League) ได้ โดยคนแรกคือ เซร์คิโอ อากีโร (Sergio Aguero) กองหน้าชื่อดังจาก อาร์เจนตินา (Argentina) หาก ไรย์นเดอร์ส (Reijnders) สามารถทำผลงานได้เพียงครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ อากีโร (Aguero) เคยทำไว้ เขาก็จะกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ของสโมสรแน่นอน หลังจบเกม ไรย์นเดอร์ส (Reijnders) กล่าวกับรายการ บีบีซี แมทช์ ออฟ เดอะ เดย์ (BBC Match of the Day) ว่า "เป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก ฉันมีความสุขกับแอสซิสต์และประตู รวมทั้งชีวิตที่ยอดเยี่ยม นี่เป็นการเริ่มต้นที่ดีและเราต้องเดินหน้าต่อไป" เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) กุนซือใหญ่ของ ซิตี้ (City) ให้ความเห็นเกี่ยวกับการแสดงของลูกทีมคนใหม่ว่า "ดีมากจริงๆ เขาเป็นคนที่น่ารักและสร้างผลกระทบตั้งแต่วันแรก ความเร็วของเขา สามารถช่วยในการเล่นกลางสนาม เขาสามารถวิ่งเข้าไปในช่องว่างและพื้นที่ที่บางครั้งเราปล่อยให้กองหลังสร้างขึ้น ที่ มิลาน (Milan) เขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม และในทีมชาติด้วย เรารู้ว่าเขาเป็นการคว้าตัวนักเตะชั้นนำสำหรับหลายปีข้างหน้าของ ซิตี้ (City)"

เชียร์เรอร์ ทึ่งฟอร์ม ไรย์นเดอร์ส แค่เปิดตัวก็ว้าวแล้ว

Tijjani Reijnders

อลัน เชียร์เรอร์ (Alan Shearer) อดีตกองหน้าทีมชาติ อังกฤษ (England) กล่าวกับรายการ บีบีซี แมทช์ ออฟ เดอะ เดย์ (BBC Match of the Day) ว่า "เขาเล่นได้อย่างน่าทึ่ง เกือบจะเป็นการแสดงของกองกลางที่สมบูรณ์แบบ มันน่าทึ่งมาก เขาควบคุมเกมด้วยจังหวะของตัวเขาเอง" เชียร์เรอร์ (Shearer) ยังกล่าวต่อว่า "เขาเป็นฝันร้ายสำหรับคู่แข่งที่ต้องเล่นด้วย เพราะเขาเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา วิธีที่เขาวิ่งเป็นส่วนสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เขาวิ่งไปเรื่อยๆ และ วูล์ฟส์ (Wolves) ไม่มีคำตอบ เขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขารับมือกับเขาไม่ได้" ทิจานี ไรย์นเดอร์ส (Tijjani Reijnders) เป็นกองกลาง box-to-box ที่มีความแกร่งทั้งการรุกและการรับ เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลระดับอาชีพกับ เพค ซโวลเลอ (PEC Zwolle) ทีมจากประเทศ เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) ในปี 2017 ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับ เอแซด อัลค์มาร์ (AZ Alkmaar) ทีมใน เอเรอดิวิซี (Eredivisie) ในต้นปี 2018 ระหว่างซีซั่น 2019-20 เขาถูกส่งตัวไปฝึกฝนกับ อาร์เคซี วาลไวค์ (RKC Waalwijk) ด้วยระบบแลกเปลี่ยนตัว หลังจากนั้นเขาได้กลับมาสร้างชื่อในทีมเต็งหนึ่งของ อัลค์มาร์ (Alkmaar) ด้วยสถิติ 13 ประตู และ 15 แอสซิสต์ ใน 128 เกม ผลงานที่ยอดเยี่ยมนี้ทำให้เขาได้ย้ายไป เอซี มิลาน (AC Milan) ในปี 2023 ในซีซั่นที่ผ่านมา ไรย์นเดอร์ส (Reijnders) จบซีซั่นด้วยสถิติ 10 ประตู และ 4 แอสซิสต์ ให้กับ โรสโซเนรี่ (Rossoneri) โดยมีเพียง สก็อต แม็คโทมิเนย์ (Scott McTominay) จาก นาโปลี (Napoli) เท่านั้นที่ทำ goal involvement ได้มากกว่า (16 ครั้ง) ในตำแหน่งเดียวกัน การแสดงที่ยอดเยี่ยมของเขาเป็นหนึ่งในไฮไลต์เพียงไม่กี่อย่างในซีซั่นที่น่าผิดหวังของ มิลาน (Milan) ทีมที่จบอันดับที่ 8 ใน เซเรียอา (Serie A) และพลาดสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในทวีป ยุโรป (Europe) โดยสิ้นเชิง แม้ว่าสถิติ 4 แอสซิสต์ อาจจะไม่ได้สะท้อนถึงอิทธิพลที่แท้จริงของ ไรย์นเดอร์ส (Reijnders) ในเกมรุก แต่เขาอยู่ในอันดับที่ 9 สำหรับการส่งบอลไปข้างหน้าใน อิตาลี (Italy) ซีซั่นที่ผ่านมา และอยู่ในอันดับที่ 5 สำหรับการส่งบอลทะลุแนว รวมทั้งการพาบอลไปข้างหน้า นอกจากนี้ เขายังอยู่ในอันดับที่ 7 สำหรับการพาบอลไกลเกิน 10 เมตรใน เซเรียอา (Serie A) ซีซั่นที่แล้ว ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่อาจจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเล่นแบบ transitional ของ กวาร์ดิโอลา (Guardiola) เช่นเดียวกับความสามารถในการดึงเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากนักเตะตำแหน่งรุกรอบตัว ในซีซั่นที่ผ่านมา เขามีส่วนเกี่ยวข้องใน 205 ครั้ง ของการเล่นที่จบด้วยการยิงประตู ซึ่งไม่มีใครเทียบได้ ไรย์นเดอร์ส (Reijnders) ยังอยู่ในอันดับที่ 2 ของนักเตะ เซเรียอา (Serie A) ทั้งหมดสำหรับการสร้าง secondary chances (49 ครั้ง) หรือในคำอื่น คือการนำนักเตะที่เหมาะสมไปยังตำแหน่งที่ดีที่สุดเพื่อสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม ไรย์นเดอร์ส (Reijnders) ได้รับเลือกเข้าทีมชาติ เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) แล้ว 23 ครั้ง โดยเขาได้ลงเป็นตัวจริงทั้ง 6 เกม ให้กับประเทศของเขาในการแข่งขัน ยูโร 2024 (Euro 2024) ที่ประเทศ เยอรมนี (Germany) เมื่อปีที่แล้ว ประสบการณ์ในระดับนานาชาติและการแสดงที่โดดเด่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเขาที่จะก้าวขึ้นมาเล่นในระดับสูงสุดของฟุตบอลโลก

อนาคตที่สดใส ของ ไรย์นเดอร์ส ในถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม

ด้วยการแสดงที่น่าประทับใจในเกมแรก และคำชื่นชมจาก กวาร์ดิโอลา (Guardiola) และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ไรย์นเดอร์ส (Reijnders) ดูเหมือนจะพร้อมที่จะเติมเต็มช่องว่างที่ เดอ บรอยน์ (De Bruyne) ทิ้งไว้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะเทียบเคียงกับตำนานของสโมสร แต่การเริ่มต้นที่แข็งแกร่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขามีศักยภาพที่จะสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเอง ความสามารถในการเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง ทั้งการรุก การรับ และการเป็นตัวเชื่อมระหว่างเกม รวมทั้งประสบการณ์ในการแข่งขันระดับสูงทั้งในสโมสรและทีมชาติ ทำให้ ไรย์นเดอร์ส (Reijnders) เป็นการเสริมทัพที่สมบูรณ์แบบสำหรับแผนการของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ในการแข่งขันหลายรายการในซีซั่นนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของสโมสรในการหานักเตะคุณภาพมาเสริมทัพ แต่ยังเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะช่วยให้ทีมยังคงความแข็งแกร่งในอีกหลายปีข้างหน้า

ย้อนรอยศึกคู่ โลก อีกครั้ง เบลเยียม พบ เวลส์ ในศึกคัดบอลโลก

คืนวันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน เวลา 19.45 น. ตามเวลาบีเอสที เบลเยียมจะเปิดบ้านรับการมาเยือนของเวลส์ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ที่ คิง บอโดอินน์ สเตเดียม กรุงบรัสเซลส์ การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เกมฟุตบอลทั่วไป แต่มันคือการปะทะระหว่างทีมมหาอำนาจชั้นนำของยุโรป และ “ทีมที่เป็นฝันร้ายของเบลเยียม

เสน่ห์ของการประลอง เบลเยียมในฐานะทีมยักษ์ใหญ่

เบลเยียมเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นหนึ่งในชาติที่มีนักเตะระดับโลกที่สุดในยุคปัจจุบัน พวกเขามีนักฟุตบอลดีกรียอดเยี่ยม เช่น เควิน เดอ บรอยน์, เดดริก โอริกี, โรเมลู ลูกากู และเอเดน อาซาร์ ทั้งหมดได้สร้างผลงานอันน่าประทับใจบนเวทีทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ แน่นอนว่ามีระดับท็อปในเวิลด์แรงกิ้งตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วยท่วงท่าของทีมที่แข็งแกร่งและเล่นกันอย่างเป็นระบบ

แต่สิ่งที่ทำให้เบลเยียมต้องขมวดคิ้วเมื่อเผชิญหน้ากับเวลส์ คือสถิติที่บอกว่าเวลส์เหมือนเป็น “ทีมอาถรรพ์” ที่ทำให้เบลเยียมรู้สึกถึงความกดดัน แม้ว่าเบลเยียมจะมีชื่อเสียงในโลกบอล

เวลส์ จากทีมรองสู่ “นักล่า” เงียบ

เวลส์ จากทีมรองสู่ นักล่า เงียบ

ในทางตรงกันข้ามกับเบลเยียม เวลส์ถือเป็นทีมที่เดินทางยาวขึ้นอย่างลึกลับในโลกฟุตบอล พวกเขาไม่ได้มีศักยภาพทางเทคนิคหรือความเร็วเทียบเท่านักเตะแบบเบลเยียม แต่ด้วยความหวัง ความสามัคคีในทีม และความมุ่งมั่นระดับสูง กลับพาเวลส์ให้เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์หลายครั้งครั้ง

การบุกเบิกของเวลส์เริ่มชัดเจนตั้งแต่ช่วงปี 2015-2016 โดยเฉพาะในศึกยูโร 2016 ที่พวกเขาทำผลงานอย่างแข็งแกร่ง สร้างให้ผู้คนเอ่ยถึงพวกเขาอย่างมาก

อาถรรพ์ ที่ชาวเบลเยียมหวาดหวั่น

1. บทเรียนจากปี 2015: เกมในเวทียูโร

  • รอบคัดเลือกยูโร 2016 เกมในปี 2015 ที่ คาร์ดิฟฟ์ (บ้านของเวลส์) เป็นสมรภูมิแห่งชัยชนะที่สร้างชื่อให้เวลส์

  • แกเร็ธ เบล ขึ้นมาสวมบทพระเอก ยิงประตูสุดมหัศจรรย์ที่เปลี่ยนเกมและเปลี่ยนทิศทางฟุตบอลของชาติเวลส์

  • นี่คือชัยชนะที่ทำให้เวลส์ผ่านเข้ารอบใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี

2. เกมระดับท็อป: ยูโร 2016

  • ในศึกยูโร 2016 รอบก่อนรองชนะเลิศ ที่เมืองลิลล์ ของฝรั่งเศส

  • เบลเยียมถูกมองว่าเป็นเต็งแชมป์ผู้มีดาวระยิบระยับในทีม แต่กลับเซอร์ไพรส์ด้วยแพ้ต่อเวลส์ 1–3

  • ผลการแข่งขันนี้ไม่ได้เพียงตกรอบ แต่สร้างปรากฏการณ์ให้เวลส์ก้าวหน้า และสร้างความตื่นตะลึงให้กับแฟนบอลยุโรป

3. ความมั่นใจที่เกิดจากซีรีส์ไม่แพ้

  • เวลส์ทำสถิติ ไม่แพ้ต่อเบลเยียม 4 นัดติดต่อกัน ถูกเรียกว่า “ซีรีส์แห่งความหวาดหวั่น” ของเบลเยียม

  • มีการกล่าวถึงถึงคำพูดของ เควิน เดอ บรอยน์ ในปี 2022, “เบื่อที่จะเจอเวลส์แล้ว” ด้วยเสียงครื้นเครงเพื่อเบี่ยงเบนแรงกดดัน

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล พรีเมียร์ลีก ครั้งที่สอง

กองหน้าชาว อียิปต์ ของ ลิเวอร์พูล โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) วัย 32 ปี ได้รับการประกาศให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล พรีเมียร์ลีก (Premier League) อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองในอาชีพของเขาที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล พรีเมียร์ลีก เป็นรางวัลที่มีค่าและเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในวงการฟุตบอล อังกฤษ (England) โดยกระบวนการคัดเลือกจะผสมผสานระหว่างคะแนนโหวตจากประชาชนทั่วไปและคะแนนจากคณะผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอล ซาลาห์ (Salah) เคยคว้ารางวัลนี้มาแล้วครั้งหนึ่งในฤดูกาล 2017-18 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเพิ่งเข้ามาเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) และสร้างผลงานที่น่าประทับใจอย่างมาก ในฤดูกาลนี้ ซาลาห์ (Salah) ได้นำทีม ลิเวอร์พูล (Liverpool) หรือที่เรียกกันว่า เดอะ เรดส์ (The Reds) คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการกลับมาของแชมป์เก่าหลังจากที่ต้องรอคอยมานาน การแสดงของเขาตลอดฤดูกาลถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมสามารถคว้าแชมป์ได้ การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ซาลาห์ (Salah) ต้องเอาชนะคู่แข่งที่แข็งแกร่งหลายคน รวมถึงเพื่อนร่วมทีมของเขาเองคือ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ (Virgil van Dijk) กัปตันทีมชาว เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) และ ไรอัน กราเวนเบิร์ช (Ryan Gravenberch) กองกลางหนุ่มวัย 23 ปี ซึ่งได้รับรางวัลนักเตะหนุ่มยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลไปด้วย กราเวนเบิร์ช (Gravenberch) ชาว เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) แสดงฟอร์มที่ยอดเยี่ยมตลอดฤดูกาล โดยเขาเป็นกองกลางที่มีสถิติการตัดบอลสูงที่สุดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ด้วยจำนวน 59 ครั้ง และยังเป็นผู้เล่นของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ที่มีจำนวนครั้งในการแย่งบอลคืนได้มากที่สุดอีกด้วย นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว ซาลาห์ (Salah) ยังต้องแข่งขันกับนักเตะดาวเด่นจากทีมอื่นๆ ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลด้วย ได้แก่ เดแคลน ไรซ์ (Declan Rice) จาก อาร์เซนอล (Arsenal) อเล็กซานเดอร์ อิซัค (Alexander Isak) จาก นิวคาสเซิล (Newcastle) ไบรอัน เอ็มเบอูโม (Bryan Mbeumo) จาก เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) รวมไปถึง มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ กับ คริส วู้ด (Chris Wood) สองดาวเตะ จาก ทีมเจ้าป่า

 

ที่น่าสนใจคือ ปีนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2018-19 ที่นักฟุตบอลจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ไม่ได้คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล 

โมฮาเหม็ด ซาลาห์

 

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในแรงสมดุลของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) และการกลับมาแข็งแกร่งของทีมอื่นๆ สำหรับรางวัลนักเตะหนุ่มยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล นอกจาก กราเวนเบิร์ช (Gravenberch) ที่คว้ารางวัลไปแล้ว ยังมีนักเตะหนุ่มดาวเด่นอีกหลายคนที่ได้รับการเสนอชื่อ ได้แก่ เลียม เดแลป (Liam Delap) จาก อิปสวิช (Ipswich) แอนโทนี่ เอลังกา (Anthony Elanga) จาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) ดีน ไฮย์เซ่น (Dean Huijsen) จาก บอร์นมัธ (Bournemouth) โคล พาลเมอร์ (Cole Palmer) จาก เชลซี (Chelsea) โชอาว เปโดร (Joao Pedro) จาก ไบรท์ตัน (Brighton) มอร์แกน โรเจอร์ส (Morgan Rogers) จาก แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) และ วิลเลียม ซาลิบา (William Saliba) จาก อาร์เซนอล (Arsenal) ผลงานของ ซาลาห์ (Salah) ในฤดูกาลนี้ถือว่าน่าทึ่งมาก เมื่อก่อนเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่ ลิเวอร์พูล (Liverpool) จะเจอกับ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace) ในวันอาทิตย์ เขามีสถิติยิงประตูในลีกอยู่ที่ 28 ประตู ซึ่งมากกว่านักเตะคนอื่นๆ ถึง 5 ประตู และยังมีแอสซิสต์ 18 ครั้ง ซึ่งมากกว่านักเตะคนอื่นๆ ถึง 6 ครั้ง โดยเขาอยู่ห่างจากสถิติแอสซิสต์สูงสุดในฤดูกาลเดียวเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งสถิตินี้ถือครองโดย ธีเอร์รี่ อ็องรี (Thierry Henry) และ เควิน เดอ บรอยเน่ (Kevin de Bruyne) ที่ 20 ครั้ง ในฤดูกาลนี้ ซาลาห์ (Salah) ยังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่อีกหนึ่งบท เมื่อเขากลายเป็นนักเตะต่างชาติที่ยิงประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) โดยเขาได้แซงหน้า เซร์จิโอ อากวีโร (Sergio Aguero) ชาว อาร์เจนตินา (Argentina) ผู้ที่เคยทำประตูไป 184 ประตู ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอและคุณภาพการเล่นของ ซาลาห์ (Salah) ที่ยืนหยัดอยู่ในระดับสูงสุดมาอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากผลงานในสนามแล้ว ซาลาห์ (Salah) ยังได้ลงนามในสัญญาใหม่กับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เป็นระยะเวลา 2 ปี 

 

ซึ่งจะทำให้เขาอยู่กับทีมที่ แอนฟิลด์ (Anfield) จนถึงปี 2027 การต่อสัญญานี้เป็นข่าวดีสำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล (Liverpool) ที่จะได้เห็นซูเปอร์สตาร์คนนี้ลงเล่นอีกหลายฤดูกาล

ความสำเร็จของ ซาลาห์ (Salah) ไม่ได้จบลงเพียงแค่ในสนามหญ้าเท่านั้น เมื่อเดือนที่ผ่านมาเขายังได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีจากสมาคมนักข่าวกีฬา (Football Writers' Association) เป็นครั้งที่สาม โดยเขาได้รับคะแนนโหวตมากกว่า 90% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับจากสื่อมวลชนและคนในวงการฟุตบอลอย่างล้นหลาม การคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล พรีเมียร์ลีก (Premier League) ครั้งที่สองของ ซาลาห์ (Salah) ถือเป็นการยืนยันสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก และเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ในฤดูกาลที่ผ่านมา ผลงานอันยอดเยี่ยมของเขาไม่เพียงแต่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนบอลทั่วโลกอีกด้วย

เรือใบ เล็ง ดาวรุ่งบราซิล เวสลีย์ ฟรันก้า รายแรก ซัมเมอร์นี้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังเร่งสรุปการเซ็นสัญญานักเตะรายแรกของช่วงซัมเมอร์ก่อนการแข่งขัน ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ในสหรัฐอเมริกา เดือนหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ใกล้คว้าตัวดาวเตะบราซิลเข้าสู่สนามเอทิฮัด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการนำดาวเตะบราซิลมาสู่สนาม เอทิฮัด สเตเดียม ในฐานะนักเตะซื้อรายแรกของฤดูร้อนนี้ หลังจากที่ เป็ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) ยอมรับว่าเขาควรจะทำการเสริมทัพครั้งใหญ่ในซัมเมอร์ที่แล้ว กุนซือชาวคาตาลันได้สร้างความประหลาดใจในตลาดนักเตะช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ด้วยการคว้าตัว วิตอร์ เรอิส (Vitor Reis), อับดูโคเดอร์ คูซานอฟ (Abdukodir Khusanov), โอมาร์ มาร์มูช (Omar Marmoush) และ นิโก กอนซาเลซ (Nico Gonzalez) เข้ามาร่วมทีม ด้วยโค้ชชาวคาตาลันที่กำลังมองหาการปรับโครงสร้างทีมครั้งใหญ่อีกครั้งในซัมเมอร์นี้ และการเข้าร่วมการแข่งขัน ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ รูปแบบใหม่ในเดือนหน้า ทำให้การสร้างทีมใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยมีดาวเตะรายหนึ่งที่ดูเหมือนจะใกล้เข้ามาร่วมทีม

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีปัญหาเรื่องอายุของนักเตะในทีมที่เป็นที่ทราบกันดี โดยเริ่มจาก เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) วัย 33 ปี ผู้คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA) สองสมัย เป็นคนแรกที่ประกาศการย้ายทีมในซัมเมอร์นี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่นักเตะชาวเบลเยียมเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น เพราะยังมี สก็อตต์ คาร์สัน (Scott Carson) อายุ 39 ปี, อิลคาย กุนโดกัน (Ilkay Gundogan), ไคล์ วอล์คเกอร์ (Kyle Walker) ทั้งคู่อายุ 34 ปี, สเตฟาน ออร์เตกา (Stefan Ortega) อายุ 32 ปี, มาเตโอ โควาซิช (Mateo Kovacic), เอแดร์สัน (Ederson) ทั้งคู่อายุ 31 ปี, นาธาน อาเก้ (Nathan Ake), จอห์น สโตนส์ (John Stones) และ แบร์นาร์โด (Bernardo) ทั้งหมดอายุ 30 ปี ที่เป็นสมาชิกในกลุ่มอายุเกิน 30 ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นอกจากนี้ นักเตะอย่าง แจ็ค กรีลิช (Jack Grealish), ฟิล โฟเดน (Phil Foden) และ เจเรมี โดคู (Jeremy Doku) ก็มีฤดูกาลที่ยากลำบากเช่นกัน ทำให้ซัมเมอร์นี้ดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับ กวาร์ดิโอล่า ที่ดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่การหาแบ็คขวาคนใหม่เพื่อแก้ไขตำแหน่งที่มีปัญหาใน เอทิฮัด นักข่าวชื่อดัง จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ (Gianluca Di Marzio) รายงานว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังเร่งปิดดีลการเซ็นสัญญากับ เวสลีย์ ฟรันก้า (Wesley Franca) ก่อนการแข่งขัน ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ในสหรัฐอเมริกา นักเตะชาวบราซิลรายนี้เคยถูกเชื่อมโยงกับ ลิเวอร์พูล มาก่อน และด้วยความสามารถในการเล่นเป็นแบ็คที่เข้ามาในแดนกลางหรือในบทบาทแบ็คดั้งเดิม เขาอาจจะเป็นทายาทระยะยาวของ วอล์คเกอร์ ซึ่งใช้เวลาครึ่งหลังของฤดูกาลนี้ยืมตัวไปอยู่กับ เอซี มิลาน บอร์นมัธ และ อาร์เซนอล ก็สอบถามเกี่ยวกับนักเตะของ ฟลาเมงโก รายนี้เช่นกัน และด้วยตำแหน่งที่ปัจจุบันครอบครองโดย มาเธอุส นูเนส (Matheus Nunes) กองกลางชาวโปรตุเกส แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะได้รับการอัพเกรดด้วยตัวเลือกที่เป็นธรรมชาติมากกว่าใน เวสลีย์ ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นแบ็คขวาที่ดีที่สุดในบราซิล ณ ขณะนี้

การเตรียมทีมสู่อนาคต ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ แมนฯ ซิตี้

การเซ็นสัญญากับ เวสลีย์ ฟรันก้า จะเป็นการเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างทีมครั้งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในซัมเมอร์นี้ การที่ กวาร์ดิโอล่า ยอมรับว่าเขาควรจะทำการเสริมทัพครั้งใหญ่ในซัมเมอร์ที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงทีมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระดับสูงสุด ด้วยการที่นักเตะหลายคนในทีมมีอายุเกิน 30 ปี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จำเป็นต้องมองไปข้างหน้าและเตรียมทีมสำหรับอนาคต การคว้าตัวดาวเตะอนาคตไกลอย่าง เวสลีย์ ฟรันก้า จะเป็นก้าวแรกในการสร้างทีมที่จะสามารถรักษาความสำเร็จของพวกเขาในระยะยาว ฤดูกาลหน้าจะเป็นความท้าทายสำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากทีมอย่าง อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมอื่นๆ ที่ต่างก็พยายามปรับปรุงทีมของตัวเองเพื่อท้าชิงตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ ลีก นอกจากนี้ การเข้าร่วมการแข่งขัน ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ รูปแบบใหม่ในเดือนหน้าก็เป็นอีกหนึ่งรายการที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องเตรียมทีมให้พร้อม การมีนักเตะที่มีคุณภาพและความสดใหม่อย่าง เวสลีย์ ฟรันก้า จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมในการลุยศึกหลายรายการ เวสลีย์ ฟรันก้า เป็นแบ็คขวาที่มีความสามารถในการเล่นได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการเล่นเป็นแบ็คที่เข้ามาในแดนกลางตามแท็คติกของ กวาร์ดิโอล่า หรือการเล่นในบทบาทแบ็คดั้งเดิม ความหลากหลายนี้จะทำให้เขาเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นอกจากนี้ การที่เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นแบ็คขวาที่ดีที่สุดในบราซิลในขณะนี้ แสดงให้เห็นถึงคุณภาพและศักยภาพของเขา การได้นักเตะที่มีคุณภาพสูงและยังมีอนาคตไกลมาร่วมทีมจะช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สามารถวางแผนระยะยาวและรักษาความสำเร็จของพวกเขาไว้ได้ การเซ็นสัญญากับ เวสลีย์ ฟรันก้า จะเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการเสริมทัพในซัมเมอร์นี้ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยความจำเป็นในการปรับโครงสร้างทีมเนื่องจากอายุของนักเตะหลายคนที่เกิน 30 ปี กวาร์ดิโอล่า จำเป็นต้องมองไปข้างหน้าและเตรียมทีมสำหรับอนาคต การคว้าตัวดาวเตะอนาคตไกลอย่าง เวสลีย์ ฟรันก้า จะเป็นก้าวแรกในการสร้างทีมที่จะสามารถรักษาความสำเร็จของพวกเขาในระยะยาว และด้วยการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากทีมอื่นๆ ในพรีเมียร์ ลีก การเสริมทัพอย่างมีคุณภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการรักษาตำแหน่งแชมป์และความสำเร็จในรายการอื่นๆ เวสลีย์ ฟรันก้า ด้วยความสามารถในการเล่นได้หลากหลายรูปแบบและคุณภาพที่ได้รับการยอมรับ จะเป็นการเสริมทัพที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนๆ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และจะช่วยให้ทีมมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในการลุยศึกหลายรายการในฤดูกาลหน้ารวมถึงการทวงแชมป์พรีเมียร์ลีก กลับคืนมาจาก ลิเวอร์พูลด้วยเช่นกัน

 

เควิน เดอ บรอยน์ ยอดตำนานยุคใหม่แห่งพรีเมียร์ลีกที่กำลังอำลา แมนเชสเตอร์ ซิตี้

หลังจาก 10 ปีอันยิ่งใหญ่กับสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) กำลังจะอำลาทีมในฐานะตำนานของพรีเมียร์ลีก (Premier League) ยุคใหม่ หลายคนมักพูดว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) ได้ทำลายความเป็นปัจเจกของฟุตบอลไป พวกเขากล่าวหาว่านักเตะในทีมของเขาเล่นเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ส่งบอล ไม่เลี้ยง และไม่กล้าเสี่ยง ช่างน่าขันจริงๆ ทีมบาร์เซโลน่า (Barcelona) ของเขาในช่วงปี 2008 ถึง 2012 อาจเอาชนะทีมไหนๆ ในประวัติศาสตร์ได้หากเป็นการแข่งขันแบบนัดเดียว ยกเว้นอาจจะเป็นทีมที่เขาสร้างขึ้นที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เท่านั้น ทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะชั้นยอด แต่ละคนเก่งในสิ่งที่พวกเขาต้องเก่ง มีความสามารถเฉพาะตัวที่โดดเด่นจนสามารถพลิกเกมให้ชนะได้ด้วยตัวเอง เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) นักฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบที่สุด ดาบิด ซิลบา (David Silva) จอมเวทย์มากับบอลที่เท้า ราฮีม สเตอร์ลิง (Raheem Sterling) และ ริยาด มาห์เรซ (Riyad Mahrez) สองปีกที่ทำให้แนวรับในพรีเมียร์ลีก (Premier League) หวาดกลัวด้วยทักษะ การเลี้ยงบอล และความเร็วดุจสายฟ้า เอแดร์ซอน (Ederson) ที่เล่นเหมือนกองกลางมากกว่าผู้รักษาประตู สามารถส่งบอลทะลุแนวรับเพื่อเริ่มการโต้กลับอันน่าทึ่ง แต่มีหนึ่งนักเตะที่รวมทุกคุณสมบัตินี้ไว้ในตัวคนเดียว นั่นคือ เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne)

เควิน เดอ บรอยน์ ถือเป็นจอมทัพในฝัน ของทุกทีม ที่อยากมีไว้ในครอบครอง

เควิน เดอ บรอยน์

ผมคิดว่าคุณคงจะเรียกเขาว่ากองกลางในฝัน "เราต้องการคนเปิดลูกเตะมุมที่แม่นยำ" ไม่มีปัญหา เควิน (Kevin) จัดให้ "ถ้าพลาดจุดโทษครั้งนี้ เราจะเจอปัญหาใหญ่" ไม่ต้องกังวล เควิน (Kevin) จะเป็นคนยิง "ถ้าชนะในเกมนี้ จะช่วยให้ทีมสบายใจขึ้นในช่วงสุดท้ายของฤดูกาล ลิเวอร์พูล (Liverpool) กำลังไล่มาติดๆ" สบายมาก เควิน (Kevin) เพิ่งยิงแฮตทริกที่เร็วเป็นอันดับสามในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก (Premier League) ในหนึ่งในการแสดงฝีเท้าเดี่ยวที่ยอดเยี่ยมที่สุดตามความเห็นของ FourFourTwo เขาอาจเป็นนักเตะที่ส่งบอลได้ดีที่สุดที่พรีเมียร์ลีก (Premier League) เคยมีมา ด้วยเท้าที่แม่นยำดุจเลเซอร์ สามารถบังคับบอลให้ไปได้เกือบทุกที่ที่เขาต้องการ เขายังเลี้ยงบอลได้ดีด้วย บอลติดเท้าของเขาและจะไม่หลุดไปจนกว่าจะได้รับคำสั่งคุณจะไม่ผิดเลยหากจะบรรยายว่าเขาเป็นนักเตะที่ใช้ได้ทั้งสองเท้า ใช่ นั่นคือคำที่ถูกต้อง และใช่ ผมต้องค้นหาคำนี้ เขาสามารถยิงบอลด้วยเท้าซ้ายที่ถือว่าเป็นเท้าถนัดน้อยกว่าได้ดีเทียบเท่ากับที่คนอื่นใช้เท้าข้างที่ถนัดมากกว่า เขาเป็นนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมในทุกความหมาย นอกจากนี้ เขายังสามารถเล่นได้เกือบทุกตำแหน่ง ในช่วงเวลาที่อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เขาถูกใช้งานในทุกตำแหน่งแนวรุกและกองกลาง ตั้งแต่ตำแหน่งที่ลึกกว่าในปัจจุบัน ไปจนถึงกองหน้าเทียม และเป็นจุดศูนย์กลางของการโจมตี แต่ถ้าคุณต้องการกองหลังฉุกเฉิน เขาก็ไม่ได้ดูแปลกปลอมแต่อย่างใด และจากวิธีการเล่นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ในขณะที่เขาอยู่ที่นั่น ผมคิดว่ามีผู้รักษาประตูตัวจริงหลายคนที่ผมอยากให้ลงเฝ้าเสาน้อยกว่าเขาเสียอีก ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) ได้สร้างตำนานให้กับตัวเองและสโมสร เขาเป็นส่วนสำคัญในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก (Premier League) หลายสมัย ภายใต้การนำของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) เขาพัฒนาเกมการเล่นของตัวเองให้เข้ากับระบบที่เน้นการครองบอลและการเคลื่อนที่อย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการมองเห็นช่องว่างที่คนอื่นมองไม่เห็น ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสได้มากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก (Premier League) สถิติแอสซิสต์ของเขาพูดแทนตัวเองได้ดี และในหลายๆ ฤดูกาล เขาทำสถิติสร้างโอกาสมากที่สุดในลีก

อิทธิพลของ เดอ บรอยน์ ที่มีต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างมหาศาล

ภายใต้การนำของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ได้พัฒนาเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในยุโรป และ เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้ ความสามารถในการปรับตัวของเขาทำให้กวาร์ดิโอล่า (Guardiola) สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างลงตัวในทุกฤดูกาล เมื่อทีมต้องการประตู เขาก้าวขึ้นมา เมื่อต้องการผู้นำในสนาม เขาแสดงภาวะผู้นำ เมื่อต้องการคนที่จะรักษาจังหวะการเล่น เขาทำหน้าที่นั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นในเกมใหญ่ๆ ของพรีเมียร์ลีก (Premier League) หรือรอบน็อคเอาท์ของแชมเปียนส์ลีก (Champions League) เควิน (Kevin) มักจะโดดเด่นเสมอ ระหว่างการค้าแข้งกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) ต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บหลายครั้ง แต่เขาแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางจิตใจและร่างกายในการกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมเสมอ การฟื้นตัวของเขาจากอาการบาดเจ็บแต่ละครั้งเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความเป็นมืออาชีพของเขา แม้ในช่วงที่ทีมมีนักเตะคุณภาพมากมาย แต่การขาด เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) มักส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อประสิทธิภาพของทีม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเขาต่อรูปแบบการเล่นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก (Premier League) มีกองกลางชั้นยอดมากมาย ทั้ง สตีเวน เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard), แฟรงค์ แลมพาร์ด (Frank Lampard), พอล สโคลส์ (Paul Scholes) และ แพทริค วิเอร่า (Patrick Vieira) แต่ เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) ได้สร้างมรดกของตัวเองที่แตกต่างออกไป ความสามารถในการสร้างสรรค์ของเขา ทั้งการส่งบอลยาว การเปิดบอลจากฝั่ง และการยิงไกล ได้ยกระดับมาตรฐานของกองกลางในลีก เขาเป็นนักเตะที่สมบูรณ์แบบสำหรับยุคสมัยนี้ ที่ผสมผสานทั้งพลังกาย ความแม่นยำทางเทคนิค และความฉลาดในเกม การจากไปของ เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ถือเป็นการปิดตำนานบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสรและพรีเมียร์ลีก (Premier League) เขาจะถูกจดจำไม่ใช่เพียงแค่หนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) แต่เป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดที่เคยเล่นในพรีเมียร์ลีก (Premier League) ไม่ว่าเขาจะไปค้าแข้งที่ไหนต่อไป มรดกของเขาก็จะยังคงอยู่ใน อีทิฮัด สเตเดียม (Etihad Stadium) และในใจของแฟนบอล ซิตี้ (City) ตลอดไป การผสมผสานระหว่างความสามารถส่วนตัวอันโดดเด่นกับความเข้าใจระบบของทีมอย่างลึกซึ้ง ทำให้ เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของนักฟุตบอลยุคใหม่ที่เป็นทั้งนักเตะที่มีความเป็นปัจเจกสูงและเป็นผู้เล่นเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม อนาคตของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) หลังยุคของ เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) ยังคงสดใส ด้วยนักเตะรุ่นใหม่ที่พร้อมก้าวขึ้นมา แต่การแทนที่ความพิเศษของเขาจะเป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่ ด้วยความสามารถที่หลากหลายและความเป็นผู้นำ เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) จะเป็นตำนานที่ทุกคนนึกถึงเมื่อพูดถึงยุคทองของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola)

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin