เจมส์ มิลเนอร์ ปิดฉาก 24 ปีพรีเมียร์ลีกพร้อมสถิติที่ยิ่งใหญ่

เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อดีตกองกลางทีมชาติ อังกฤษ ประกาศอำลาวงการฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการ หลังผ่านเส้นทางค้าแข้งที่ยาวนาน และน่าจดจำใน พรีเมียร์ลีก ถึง 24 ปี การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากหนึ่งในอาชีพนักฟุตบอลที่มั่นคงที่สุดของยุคสมัยใหม่ เพราะเขาไม่เพียงเป็นนักเตะที่อยู่ในระดับสูงมาอย่างยาวนาน แต่ยังเป็นตัวอย่างของความเป็นมืออาชีพ ความทุ่มเท และวินัยที่หลายคนยกย่อง ดาวเตะวัย 40 ปี เพิ่งหมดสัญญากับ ไบรท์ตัน หลังใช้เวลา 3 ฤดูกาลสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งกับสโมสรแห่งนี้ แม้ในช่วงท้ายอาชีพ เขาต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บ และสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม แต่ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ยังสามารถกลับมาลงสนามได้ และมีส่วนร่วมกับทีมจนถึงช่วงสุดท้ายของเส้นทางอาชีพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจนักสู้ของเขาอย่างชัดเจน ตลอดเส้นทางในลีกสูงสุดของ อังกฤษ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ลงเล่นให้กับ 6 สโมสร ได้แก่ ลีดส์ ยูไนเต็ด, นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, แอสตัน วิลลา, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล และ ไบรท์ตัน โดยแต่ละช่วงเวลาล้วนมีความหมายต่อการเติบโตของเขาในฐานะนักฟุตบอล เขาเริ่มต้นจากเด็กหนุ่มพรสวรรค์สูง ก่อนพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง และเป็นที่ไว้วางใจของผู้จัดการทีมหลายคน

เริ่มต้นจาก ลีดส์ หลังจากนั้น ก็สร้างชื่อจนเป็นตำนาน

มิลเนอร์ ลีดส์ ยูไนเต็ด

จุดเริ่มต้นของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) เกิดขึ้นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด สโมสรที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็ก เขาประเดิมสนามใน พรีเมียร์ลีก เมื่อเดือน พฤศจิกายน ปี 2002 ด้วยวัยเพียง 16 ปี และในเวลานั้นเขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะอายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นในลีกสูงสุดของ อังกฤษ เพียงเดือนถัดมา เขายังสร้างชื่อด้วยการกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ใน พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นสถิติที่ทำให้ชื่อของเขาเริ่มถูกพูดถึงในวงกว้างตั้งแต่อายุยังน้อย แม้เวลาผ่านไป สถิติดังกล่าวจะถูกทำลาย และปัจจุบัน เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อยู่ในอันดับ 3 ของผู้ทำประตูอายุน้อยที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ตามหลัง แม็กซ์ ดาวแมน (Max Dowman) และ เจมส์ วอห์น (James Vaughan) แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่าง คือเขาไม่ได้เป็นเพียงดาวรุ่งที่โด่งดังชั่วคราว เขาสามารถยืนระยะในระดับสูงได้ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ และกลายเป็นนักเตะที่มีจำนวนการลงสนามมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก หลังจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด ตกชั้นสู่ แชมเปียนชิพ ในปี 2004 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมประสบการณ์ของเขา เขาได้ลงเล่นในสโมสรใหญ่ที่มีแฟนบอลเหนียวแน่น และต้องเผชิญทั้งความคาดหวัง แรงกดดัน และการแข่งขันภายในทีม สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเติบโตมากขึ้น ทั้งในด้านฝีเท้าและสภาพจิตใจ ต่อมา เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป แอสตัน วิลลา ในปี 2008 และช่วงเวลานี้ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของอาชีพ เขาได้รับบทบาทที่โดดเด่นมากขึ้น และแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นริมเส้นหรือดาวรุ่งความเร็วสูงเท่านั้น แต่ยังสามารถขยับเข้ามาเล่นในแดนกลาง ใช้พลังงาน ความขยัน และความเข้าใจเกมช่วยทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟอร์มของเขากับ แอสตัน วิลลา ทำให้ได้รับโอกาสติดทีมชาติ อังกฤษ และประเดิมสนามในปี 2009 เส้นทางทีมชาติของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) จบลงด้วยจำนวนการลงเล่น 61 นัด เขาเคยเป็นตัวแทนของ อังกฤษ ในศึก ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 ครั้ง และ ฟุตบอลโลก 2 ครั้ง แม้เขาอาจไม่ใช่นักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในทีมชาติ แต่บทบาทของเขามีความสำคัญอย่างมาก เพราะเขาเป็นผู้เล่นที่พร้อมทำงานหนักเพื่อทีม เล่นตามแท็กติกได้ดี และสามารถช่วยปรับสมดุลของทีมในเกมใหญ่ได้

เริ่มต้นประสบความสำเร็จ กับ แมนฯ ซิตี้ ก่อนย้ายมาเปรี้ยงที่ ลิเวอร์พูล

ปี 2010 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายสู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสโมสร เขาช่วยทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 2 สมัยในปี 2012 และ 2014 โดยเฉพาะแชมป์ปี 2012 ที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในยุค พรีเมียร์ลีก และเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของสโมสรในเวลาต่อมา

แม้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเต็มไปด้วยนักเตะชื่อดังมากมาย แต่ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ก็ยังมีพื้นที่ของตัวเองเสมอ ด้วยความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นกองกลาง ริมเส้น ฟูลแบ็ก หรือบทบาทสนับสนุนเกมรับ เขาเป็นนักเตะที่ผู้จัดการทีมสามารถเลือกใช้งานได้ในสถานการณ์หลากหลาย และเป็นคนที่มักทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องการแสงสปอตไลต์มากนัก ในปี 2015 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป ลิเวอร์พูล และใช้เวลา 8 ฤดูกาลที่ แอนฟิลด์ ช่วงเวลานี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของทีมยุค เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เขาลงสนามให้ ลิเวอร์พูล 332 นัด ยิงได้ 26 ประตู และมีส่วนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความมุ่งมั่นภายในทีม ด้วยประสบการณ์ ความเป็นผู้นำ และทัศนคติแบบมืออาชีพ 

ความสำเร็จสูงสุดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) กับ ลิเวอร์พูล คือการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปี 2019 และแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในปี 2020 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกของ ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ปี 1990 ความสำเร็จนี้มีความหมายอย่างมากต่อแฟนบอล ลิเวอร์พูล ทั่วโลก และเขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ช่วยผลักดันทีมให้ไปถึงเป้าหมายสำคัญนั้น นอกจากแชมป์ พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก แล้ว เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ยังเคยคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ กับทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักเตะที่มีความสำเร็จอย่างครบถ้วนทั้งในระดับประเทศและระดับยุโรป อีกทั้งยังมีบทบาทในทีมชั้นนำหลายยุคหลายสมัย ช่วงท้ายอาชีพกับ ไบรท์ตัน เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อาจไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องเท่าช่วงพีค แต่เขายังคงมีคุณค่าต่อทีมในแง่ประสบการณ์และความเป็นผู้นำ ฤดูกาล 2024–25 เขาต้องเจออาการบาดเจ็บจนพลาดลงเล่นเป็นส่วนใหญ่ แต่ในฤดูกาล 2025-26 เขากลับมาลงสนามได้ 22 นัดในทุกรายการ และมีส่วนร่วมกับ ไบรท์ตัน ในการคว้าสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร การลงสนามนัดสุดท้ายของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ใน พรีเมียร์ลีก ทำให้เขาปิดฉากสถิติไว้ที่ 658 นัด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยิ่งใหญ่ และสะท้อนความสม่ำเสมอตลอด 24 ปีอย่างแท้จริง สำหรับนักฟุตบอลอาชีพ การรักษาระดับให้อยู่ใน พรีเมียร์ลีก ได้นานขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทั้งร่างกายที่แข็งแกร่ง วินัยในการดูแลตัวเอง ความสามารถในการปรับตัว และความมุ่งมั่นที่ไม่ลดลงตามอายุ 

ในแถลงการณ์อำลา เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ระบุว่า เขารู้สึกโชคดีที่ได้ผ่านช่วงเวลามากมายในฟุตบอล ทั้งการต่อสู้หนีตกชั้น การคว้าแชมป์ การเล่นในเวทียุโรป และการเป็นตัวแทนของ อังกฤษ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ แต่สิ่งที่เขาจะจดจำมากที่สุด คือผู้คนและมิตรภาพที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางฟุตบอล คำพูดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเขา ฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของถ้วยแชมป์หรือสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ความทรงจำ และโอกาสที่เปลี่ยนชีวิต เขาย้ำว่า ฟุตบอลมอบสิ่งต่าง ๆ ให้มากกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้ และเขารู้สึกขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป เส้นทางของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) คือภาพสะท้อนของนักฟุตบอลที่อาจไม่ได้โดดเด่นที่สุดในแง่ลีลาหรือชื่อเสียงส่วนตัว แต่เป็นคนที่ทีมใหญ่ทุกทีมต้องการ เขาเล่นด้วยความรับผิดชอบ ทำงานหนักเพื่อทีม และรักษามาตรฐานของตัวเองอย่างน่าทึ่งตลอดเวลาหลายปี การประกาศแขวนสตั๊ดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) จึงไม่ใช่เพียงการอำลาของนักเตะคนหนึ่ง แต่เป็นการปิดฉากของตำนาน พรีเมียร์ลีก ผู้ฝากร่องรอยไว้ในหลายสโมสร หลายทัวร์นาเมนต์ และหลายช่วงเวลาสำคัญของฟุตบอล อังกฤษ ชื่อของเขาจะถูกจดจำในฐานะเจ้าของสถิติ ผู้เล่นสารพัดประโยชน์ และนักเตะมืออาชีพตัวจริงที่ยืนระยะได้อย่างน่าชื่นชมตลอด 24 ปี.

 

ซาลาห์ รูนีย์ และการอำลาที่ไม่สวยงาม

ในวงการฟุตบอล การอำลาของนักเตะตำนานมักจะถูกจดจำในสองแบบ แบบแรกคือการอำลาที่สวยงาม เต็มไปด้วยน้ำตาและความรัก แฟนบอลโห่ร้องสรรเสริญ และนักเตะก้าวออกจากสนามด้วยศักดิ์ศรีที่สมบูรณ์แบบ แบบที่สองคือการอำลาที่ขมขื่น ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัดและอยากให้ทุกอย่างจบลงเร็วๆ

และน่าเสียดายที่การอำลาของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จากลิเวอร์พูลในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของฤดูกาลนี้กำลังเดินไปในทิศทางที่สอง

โพสต์ที่จุดประกายทุกอย่าง

ข้อความที่ซาลาห์โพสต์หลังความพ่ายแพ้ที่วิลล่า พาร์คไม่ได้ระบุชื่อใคร ไม่ได้กล่าวหาอะไรอย่างตรงๆ แต่ทุกคนที่อ่านก็เข้าใจทันทีว่ามันกำลังพูดถึงอะไร

ซาลาห์เขียนว่าลิเวอร์พูลต้องกลับมาเป็น "ทีมรุกแบบเฮฟวี่ เมทัล ที่คู่แข่งเกรงกลัว" และเสริมว่า "นั่นคือฟุตบอลที่ผมรู้จักและนั่นคืออัตลักษณ์ที่ต้องถูกกู้คืนและรักษาไว้ตลอดไป มันไม่ใช่สิ่งที่ต่อรองได้ และทุกคนที่เข้ามาร่วมทีมนี้ควรปรับตัวเข้ากับมัน"

รูนีย์ยิงตรงและไม่มีสะดุด

Selfish Salah should be dropped from Anfield finale - Rooney

เวย์น รูนีย์ ไม่ใช่นักวิเคราะห์ที่จะเลือกพูดอ้อมค้อมเมื่อมีสิ่งที่เขาคิดว่าต้องพูดตรงๆ และในรายการของเขา เขาก็ทำในแบบที่เขาทำเสมอ

"ผมรู้สึกเศร้าในตอนท้ายของสิ่งที่เขาทำและสิ่งที่เขาประสบความสำเร็จที่ลิเวอร์พูล มันไม่ใช่จุดที่เขาควรออกมาและจ้องโจมตีสล็อตอีกครั้ง" รูนีย์กล่าว

แต่รูนีย์ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขายังพูดถึงเรื่องที่หลายคนไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ นั่นคือเรื่องของร่างกายและสมรรถภาพของซาลาห์ในวัย 33 ปี "เขาต้องการเล่นฟุตบอลแบบเฮฟวี่ เมทัล ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือเขาต้องการฟุตบอลแบบเยอร์เก้น คล็อป ตอนนี้ผมไม่คิดว่าโม ซาลาห์จะรับมือกับฟุตบอลแบบนั้นได้อีกแล้ว ผมคิดว่าขาของเขาไม่สามารถรองรับเทมโปและความเข้มข้นสูงแบบนั้นได้อีกต่อไป"

เฟอร์กูสัน รูนีย์ และบทเรียนจากอดีต

สิ่งที่ทำให้คำพูดของรูนีย์มีน้ำหนักพิเศษในครั้งนี้คือเขาไม่ได้พูดจากทฤษฎี แต่พูดจากประสบการณ์จริงของตัวเอง

รูนีย์เล่าว่าเขาเคยอยู่ในสถานการณ์คล้ายกันนี้เมื่อครั้งที่ยังเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายใต้การนำของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขามีความขัดแย้งและทะเลาะกับผู้จัดการทีม และผลที่ตามมาคือเฟอร์กูสันไม่เรียกเขาติดทีมสำหรับเกมสุดท้ายที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

หงส์วิกฤตหนักหลังความพ่ายแพ้ใน FA Cup เพิ่มแรงกดดันต่อ สล็อท

หงส์แดง ลิเวอร์พูล (Liverpool)  กำลังเดินทางมาถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดอย่างแท้จริงกับโปรแกรมที่เหลืออยู่ และความพ่ายแพ้ยับเยินนัดล่าสุดในศึก FA Cup รอบก่อนรองชนะเลิศ ต่อ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City) ด้วยสกอร์ 4-0 ได้กลายเป็นจุดที่ทำให้แรงกดดันต่อผู้จัดการทีมคนปัจจุบันอย่าง อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งโปรแกรมที่รอเขาอยู่ในนัดต่อไป คือศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ลิเวอร์พูล จะต้องบุกไปเยือน เปแอชเช ทีมแกร่งจาก ลีกเอิง

ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน บรรยากาศของแฟนบอล ลิเวอร์พูล เต็มไปด้วยความสุข หลังชัยชนะในศึกเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ทำให้ทีมเข้าใกล้แชมป์ Premier League อย่างมาก แม้จะสะดุดแพ้ ฟูแล่ม (Fulham) แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ทีมจะกลับมาระเบิดฟอร์ม เอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur)  5-1 และคว้าแชมป์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ ในช่วงเวลานั้น ชื่อของ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) ถูกแฟนบอลร้องเรียกด้วยความภาคภูมิใจ หลังเข้ามารับช่วงต่อจากตำนานอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ (Jurgen Klopp)  และพาทีมประสบความสำเร็จทันที แต่เพียงไม่ถึง 12 เดือน ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าจิตวิญญาณแห่งแชมเปี้ยน มันถูกดึงออกไปจากตัวนักเตะทุกคนแทบหมดสิ้น

จากแชมป์สู่ความสิ้นหวังในเวลาไม่ถึงปีความเป็นไปที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือจากทีมที่เป็นถึงแชมป์เปี้ยนในฤดูกาลก่อนแต่ทว่า ฤดูกาลถัดมา ลิเวอร์พูล จะตกอยู่ในสภาพที่แฟนบอลเริ่มหมดศรัทธา ทั้งต่อทีมและผู้จัดการทีม ภาพแฟนบอลที่ทยอยเดินออกจากอัฒจรรย์ฝั่งทีมเยือนของสนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม มันสะท้อนบางสิ่งบางอย่างที่ส่งตรงถึง ทีมอย่างแท้จริง ความพ่ายแพ้ 4-0 ที่สนาม เอติฮัด เป็นเพียงหนึ่งในหลายเกมที่ย่ำแย่ในฤดูกาลนี้ ซึ่งรวมแล้ว ลิเวอร์พูล แพ้ไปถึง 15 นัดในทุกรายการ มากที่สุดนับตั้งแต่ยุคของ เบรนแดน ร็อตเจอร์ส (Brendan Rodgers) ในฤดูกาล 2014-15 ที่ทำไว้ที่ 18 นัด เสียงเชียร์จากแฟนบอลเจ้าบ้านที่ร้องว่า “You’re getting sacked in the morning” สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของทีมในสายตาคนภายนอก แม้จะยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล จะปลด อาร์เน่อ สล็อท  (Arne Slot) ออกจากตำแหน่ง แต่ความกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ หนึ่งในปัญหาที่ชัดเจนที่สุดของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาลนี้ คือเรื่อง “สภาพจิตใจ” หลังจากเสียประตูแรกจากจุดโทษซึ่งมาจากการเข้าบอลที่ผิดพลาดของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค สุดท้ายก็เป็น เออร์ลิ่ง ฮาแลน์ ( Erling Haaland) ที่ยิงเข้าไปหลังจากนั้น ทีมก็เริ่มเสียรูปเกมอย่างชัดเจน และก็มาเสียประตูที่สองก่อนหมดครึ่งแรกยิ่งทำให้ทุกอย่างยากที่จะกลับมาอีกแล้ว กับทีมที่ขาดแววตาแห่งผู้ชนะเช่นนี้ กองกลางตัวแบกของทีมในฤดูกาลนี้อย่าง โดมินิค โซบอสไลน์ ( Dominik Szoboszlai ) ยอมรับว่า ทีมของเขาในเวลานี้ขาดทั้ง “สปิริตการต่อสู้” และ “สภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง” ขณะที่อดีตกองหน้าระดับตำนานของหงส์แดง อย่าง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ( Robbie Fowler ) ก็ชี้ว่า ทีมขาดผู้นำที่สามารถพาทีมผ่านช่วงเวลายากลำบากได้ สิ่งเหล่านี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์  (Jurgen Klopp) ที่เคยสร้างทีมให้เป็น “Mentality Monsters”

ความหวังที่พังทลายก่อนเกมใหญ่ในยุโรปการพบ เปแอชเช ด้วยทีมสภาพนี้

ซาลาห์ฟอร์มบู่

ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล หวังว่า ช่วงพักเบรกทีมชาติจะช่วยให้ทีมกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ข่าวการยุติการค้าแข้งกับทีมของตำนานอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) แม้จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ถูกมองว่าอาจเป็นแรงกระตุ้นให้ทีมรวมใจกันส่งท้ายตำนานของสโมสร รวมถึงการกลับมาซ้อมของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ( Alexander Isak)  หลังบาดเจ็บยาว ก็เป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ทีมนั้นได้รับก่อนเกมที่จะลงเล่นกับ แมนฯ ซิตี้ แต่ทุกอย่างกลับพังทลายลงภายในเวลา 90 นาทีที่แมนเชสเตอร์ แม้แต่จุดโทษของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ก็ยังพลาด ซึ่ง อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) ยอมรับว่า
“มันสะท้อนภาพรวมของทั้งเกม และทั้งฤดูกาลอย่างแท้จริง” เกมถัดไปของ ลิเวอร์พูล คือการพบกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมงต์ ( Paris Saint-Germain ) ในศึก UEFA Champions League รอบก่อนรองชนะเลิศ คู่แข่งที่เพิ่งถล่ม เชลซี ( Chelsea ) มาอย่างขาดลอย ด้วยฟอร์มปัจจุบัน ลิเวอร์พูล แทบไม่มีอะไรการันตีว่าจะต้านทานความแข็งแกร่งของทีมจากฝรั่งเศสได้หากพลาดอีกครั้ง อาจทำให้ความหวังในฤดูกาลนี้จบลงทันที ซึ่งนั่นอาจหมายรวมถึงอนาคตการคุมทีมต่อไปของ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) เช่นกัน โดย สล็อท ยืนยันว่า ทีมยังมีโอกาส และต้องตอบสนองให้ได้ เขามองว่า 35 นาทีแรกของเกมกับ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) แสดงให้เห็นว่า ลิเวอร์พูล ยังสามารถแข่งขันได้ แต่ปัญหาคือ หลังจากนั้นทีมกลับพังทลายอย่างง่ายดาย หากยังแก้ไขจุดนี้ไม่ได้ การเจอกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมงต์(Paris Saint-Germain) อาจกลายเป็นฝันร้ายอีกครั้ง จากทีมที่เคยเต็มไปด้วยความหวังและความสำเร็จ ลิเวอร์พูล ในวันนี้กลับเต็มไปด้วยคำถาม ทั้งเรื่องแท็กติก สภาพจิตใจ และอนาคตของผู้จัดการทีม ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเมื่อปีก่อน ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที และตอนนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่า อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) จะสามารถพาทีมกลับมาได้ทันเวลาหรือไม่ เพราะหากยังคงพลาดต่อเนื่อง ฤดูกาลนี้อาจไม่ใช่แค่ความล้มเหลวของทีม แต่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอนาคต ลิเวอร์พูล ในระยะยาวเช่นกัน หากยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่มองแล้วเห็นแสงสว่างมากกว่าที่เป็นอยู่นี้

ไทเลอร์ มอร์ตัน จากเด็กปั้นไม่รุ่งของหงส์แดง สู่การค้นพบตัวตนใหม่ใน ลียง

ถ้าพูดถึง ไทเลอร์ มอร์ตัน ตอนนี้ หลายคนอาจนึกถึงชื่อที่คุ้นหูจากอคาเดมี่ลิเวอร์พูล แต่เรื่องราวที่น่าสนใจกว่านั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเขาออกจากแอนฟิลด์ไปแล้ว ดีลย้ายทีมไปลียงกลายเป็นจุดพลิกชีวิตที่เขาคงไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะสำคัญขนาดนี้

จากเด็กที่โตมากับเสื้อสีแดง สู่การเริ่มต้นใหม่กลางหัวใจของฝรั่งเศส มันไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสโมสร แต่มันคือการเปลี่ยนตัวเอง มอร์ตันพูดติดตลกในการให้สัมภาษณ์ว่า "จริงๆ แล้วอาหารฝรั่งเศสมันไม่ใช่ของผมเท่าไหร่" ฟังดูเล็กน้อย แต่คำพูดนี้บอกอะไรได้เยอะมาก เพราะลียงไม่ใช่แค่เมืองฟุตบอล มันคือเมืองที่คนทั่วโลกยกให้เป็นเมืองหลวงด้านอาหาร แล้วเขายังบอกว่ากินไม่ถูกปาก นั่นแปลว่าการปรับตัวครั้งนี้ไม่ง่ายเลยสักนิด

แต่ในสนาม? อีกเรื่องหนึ่งเลย ภายใต้ เปาโล ฟอนเซก้า เขากลายเป็นแกนกลางของทีมอย่างรวดเร็ว รับตำแหน่งเบอร์ 6 ที่คอยคุมจังหวะและกำหนดทิศทางเกมทั้งหมด

ก่อนจะมาปังกับลียง มอร์ตันต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิตฟุตบอลของเขาก่อน

ไทเลอร์ มอร์ตัน ลียงลงเป็นยิง

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ฤดูกาลสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลนั้นหนักมากสำหรับเขา โอกาสลงสนามหายาก บางสัปดาห์นั่งดูทีมเล่นจากในม้านั่งสำรอง บางสัปดาห์ไม่แม้แต่อยู่ในทีม ความรู้สึกแบบนั้นทำร้ายนักฟุตบอลได้มากกว่าที่คนนอกจะจินตนาการ

"มันยากมากเวลาที่คุณไม่ได้ลงเล่น คุณไม่สามารถแสดงให้ใครเห็นได้ว่าคุณเก่งแค่ไหน" เขาพูดไว้แบบนี้ และมันฟังดูตรงไปตรงมามาก

ย้อนไปตอนที่เขาอายุแค่ 5 ขวบ ลิเวอร์พูลคือบ้านหลังเดียวที่เขารู้จัก เติบโตขึ้นมาในระบบอคาเดมี่ตลอด จนในฤดูกาล 2021–22 เริ่มมีชื่อปรากฏในฐานะดาวรุ่งที่น่าจับตา โดยเฉพาะช่วงยุคของ เยอร์เกน คล็อปป์ ที่ใช้เวทีคาราบาวคัพปั้นดาวรุ่งอย่างจริงจัง มอร์ตันเป็นหนึ่งในนั้นที่ได้รับโอกาสนั้น

หลังจากนั้นเขาได้ออกไปเก็บประสบการณ์กับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และ ฮัลล์ ซิตี้ แบบยืมตัว ซึ่งก็ได้ผลดีพอสมควร แต่พอกลับมาถึงแอนฟิลด์ในยุคของ อาร์เน สล็อต บทบาทของเขาหดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด

สุดท้ายเขาต้องเลือก และคำตอบที่ยากที่สุดในชีวิต คือการตัดใจออกจากสโมสรที่ผูกพันกันมาทั้งชีวิต

ลียงยื่นมือมาในเวลาที่ใช่ และมอร์ตันไม่รีรอแม้แต่วินาทีเดียว

โอกาสจากลียงมาพอดีกับช่วงที่เขาพึ่งพาทีมชาติอังกฤษ U21 คว้าแชมป์ยุโรปมาหมาดๆ ฟีลมันคนละอย่างกับตอนนั่งเฝ้าม้านั่งสำรองที่ลิเวอร์พูลเลย

"ทันทีที่ลียงสนใจ ผมไม่คิดถึงอย่างอื่นเลย" เขาบอกแบบนี้ ฟังแล้วรู้เลยว่าเขาตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณล้วนๆ ไม่ได้คิดนาน

น่าสนใจว่าช่วงที่เขาเข้ามา ลียงเองก็ไม่ได้อยู่ในสภาพดีนัก ทีมที่เคยครองฝรั่งเศสในยุค 2000 ด้วยฉายา "ลียงลงเป็นยิง" กำลังเผชิญปัญหาการเงินอย่างหนัก เกือบโดนปรับตกชั้นมาแล้ว และนักเตะหลักอย่าง ลากาแซตต์, แชร์กี, มีเคาตัสเซ่ ต่างพากันออกไปหมดแล้ว สโมสรหันมาพึ่งดาวรุ่งและผู้เล่นที่มีศักยภาพแต่ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ครบแทน มอร์ตันถูกซื้อมาด้วยค่าตัวแค่ 10 ล้านยูโร

แต่ราคาและชื่อเสียงมันคนละเรื่องกัน เขาพิสูจน์ตัวเองได้ตั้งแต่นัดแรก ช่วยทีมชนะล็องส์ในเกมเปิดฤดูกาล และคว้าผู้เล่นยอดเยี่ยมในเกมเหย้าพบเม็ตซ์ แม้ระหว่างสัมภาษณ์หลังเกมจะเผลอพูดเร็วจนล่ามหัวเราะก็เถอะ แต่ในสนามเขานิ่งมาก

บทบาทที่ลียงเปลี่ยนเขาไปเยอะมาก เดิมเขาเล่นแบบ Box-to-box แต่ฟอนเซก้าเห็นอะไรบางอย่างในตัวเขา จึงมอบหมายให้รับตำแหน่งหมายเลข 6 ซึ่งต้องคิดและอ่านเกมตลอดเวลา "ตำแหน่งนี้แหละที่เหมาะกับผมที่สุด" เขาบอกเอง และมันก็เห็นผลจริงๆ เขาสัมผัสบอลได้บ่อยขึ้น ควบคุมจังหวะการแข่งขันได้มากขึ้น

ด้วยคู่หูอย่าง โคเรนติน โตลิสโซ่ ในแดนกลาง ลียงชนะติดต่อกัน 13 นัด พุ่งขึ้นไปอันดับ 3 ของลีกเอิง และยังทำผลงานน่าพอใจในยูโรปาลีกอีกด้วย แม้จะตกรอบไปบ้าง แต่ทีมยังลุ้นสิทธิ์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอยู่

พูดถึงแชมเปี้ยนส์ลีก มอร์ตันเคยได้สัมผัสรายการนี้กับลิเวอร์พูลมาแล้ว เคยลงเล่นเกมพบปอร์โต้และเอซี มิลาน "มันคือระดับสูงสุด ผมอยากได้กลับไปอีกครั้ง" เขาบอก และถ้าลียงพาเขาไปถึงจุดนั้น นี่จะเป็นอีกก้าวสำคัญของอาชีพเขาเลยทีเดียว

ใครจะรู้ว่าอดีตดาวรุ่งที่เคยนั่งเฝ้าม้านั่งสำรองอยู่คนนี้ วันหนึ่งอาจจะย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเองอีกครั้ง ถ้ายังเล่นได้แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทุกอย่างเป็นไปได้หมด

ซาลาห์ หนึ่งในตำนานตลอดกาลของลิเวอร์พูล

อดีตกุนซือ Jurgen Klopp ออกมายกย่อง Mohamed Salah ว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Liverpool และเชื่อว่าการทำลายสถิติของเขาในอนาคตจะเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง

ซาลาห์เพิ่งประกาศว่าเขาจะยุติช่วงเวลา 9 ปีในถิ่นแอนฟิลด์หลังจบฤดูกาลนี้ ทำให้แฟนบอลทั่วโลกเริ่มย้อนมองถึงผลงานอันยิ่งใหญ่ของดาวเตะทีมชาติอียิปต์

คล็อปป์ซึ่งเป็นคนเซ็นสัญญาซาลาห์จาก AS Roma เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์ กล่าวว่าตัวเลขของซาลาห์นั้น “เหลือเชื่อ”

“เมื่อคุณทำงานกับเขาในแต่ละวัน เขาก็เหมือนนักเตะคนอื่น ๆ ที่ต้องแก้ไขรายละเอียดในเกม แต่ถ้ามองภาพรวมแล้ว สิ่งที่เขาทำนั้นมันน่าทึ่งมาก”

ตัวเลขที่ยากจะมีใครเทียบได้

ตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับลิเวอร์พูล ซาลาห์ทำไปแล้ว 255 ประตูจาก 435 นัด

ทำให้เขากลายเป็น ดาวยิงสูงสุดอันดับ 3 ของสโมสรตลอดกาล รองจาก

  • Ian Rush
  • Roger Hunt

คล็อปป์ยังตั้งคำถามว่าตัวเลขเหล่านี้จะมีใครสามารถทำลายได้หรือไม่ในอนาคต

“อีกสิบปีข้างหน้า เราจะยังพูดถึงตัวเลขแบบนี้อยู่ไหม? อาจจะมีใครบางคนทำได้ แต่ผมคิดว่ามันยากมาก”

 สามประสานในตำนานของลิเวอร์พูล

he best front three in world football

ในช่วงยุคทองของลิเวอร์พูล ซาลาห์เป็นส่วนสำคัญของแนวรุกสามประสานร่วมกับ

  • Sadio Mane
  • Roberto Firmino

ทั้งสามคนยิงรวมกันถึง 338 ประตูในช่วงเวลาเพียง 5 ฤดูกาล

โดยซาลาห์เป็นคนทำประตูมากที่สุดที่ 156 ประตู
มากกว่า มาเน่ 49 ประตู และมากกว่าฟีร์มิโน่ถึง 81 ประตู

คล็อปป์กล่าวว่าทั้งสามคนมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน

  • มาเน่ คือผู้เล่นที่สามารถทำได้ทั้งยิงประตูและช่วยเกม
  • ฟีร์มิโน่ คือผู้เล่นอัจฉริยะที่เล่นเพื่อทีม
  • ส่วนซาลาห์ คือผู้เล่นที่มี “ประตูอยู่ในหัวตลอดเวลา”

“คุณไม่สามารถฝึกให้ใครมีสัญชาตญาณแบบนั้นได้ มันอยู่ในตัวเขา และมันจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต”

 ความสำเร็จในยุคของคล็อปป์

ภายใต้การคุมทีมของคล็อปป์ ซาลาห์ช่วยพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์มากมาย ได้แก่

  • ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก
  • พรีเมียร์ลีก
  • เอฟเอ คัพ
  • คาราบาว คัพ
  • ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ
  • ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ

ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ลิเวอร์พูลกลับมาเป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรปอีกครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างคล็อปป์และซาลาห์

แม้ว่าคล็อปป์จะประกาศอำลาลิเวอร์พูลในปี 2024 เนื่องจากต้องการพักหลังจาก “หมดพลัง” แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซาลาห์ยังคงแน่นแฟ้น

คล็อปป์เปิดเผยว่าเขาเพิ่งส่งข้อความคุยกับซาลาห์ไม่นานมานี้

“ผมหวังว่าเขาจะสนุกกับช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล แต่ผมรู้ว่าโมจะมีความสุขก็ต่อเมื่อทีมชนะและเขายิงประตูได้”

 มรดกของซาลาห์ที่แอนฟิลด์

เมื่อซาลาห์อำลาลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์ เขาจะจากไปพร้อมกับสถานะหนึ่งในไอคอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร

จากวันที่ย้ายมาด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์ จนกลายเป็นนักเตะระดับตำนาน

ชื่อของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะยังคงถูกพูดถึงที่แอนฟิลด์ไปอีกนาน และอย่างที่คล็อปป์กล่าวไว้ การจะหาผู้เล่นที่สามารถทำได้แบบเขาอีกครั้ง อาจต้องใช้เวลาหลายปี หรืออาจจะไม่มีใครทำได้เลย.

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ตำนานแห่งแอนฟิลด์ที่กำลังจะปิดฉากบทสำคัญ

การเตรียมอำลาของ Mohamed Salah จาก Liverpool ในช่วงซัมเมอร์นี้ ถือเป็นการปิดฉากหนึ่งในยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสรในศตวรรษที่ 21

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซาลาห์ไม่เพียงเป็นดาวยิงหลักของทีม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จยุคใหม่ของลิเวอร์พูล แฟนบอลที่แอนฟิลด์เรียกเขาด้วยความรักว่า “Egyptian King” และเสียงเพลงเชียร์ของเขาก็ดังก้องไปทั่วสนามแทบทุกเกม

สถิติของเขาอาจบอกเล่าความยิ่งใหญ่ได้ส่วนหนึ่ง แต่ความจริงแล้ว ผลกระทบของซาลาห์ต่อสโมสรและแฟนบอลทั่วโลกนั้นลึกซึ้งกว่าตัวเลขบนกระดาษมาก

 ดีล 34 ล้านปอนด์ที่กลายเป็นการลงทุนระดับตำนาน

ซาลาห์ย้ายจาก AS Roma มาสู่แอนฟิลด์ในวันที่ 23 มิถุนายน 2017 ด้วยค่าตัวประมาณ 34 ล้านปอนด์

ในเวลานั้น ดีลนี้ถือว่าเป็นการเสริมทัพที่ดี แต่แทบไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะกลายเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่คุ้มค่าที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ภายใต้การคุมทีมของ Jurgen Klopp ซาลาห์กลายเป็นหัวใจสำคัญในเกมรุกของลิเวอร์พูล เขามีทั้งความเร็ว การจบสกอร์ที่เฉียบคม และความสามารถในการสร้างความแตกต่างในเกมใหญ่

นับตั้งแต่วันแรกที่เขาก้าวเข้าสู่สนามแอนฟิลด์ เขาก็เริ่มเขียนเรื่องราวใหม่ให้กับสโมสร

จากความล้มเหลวที่เชลซีสู่การพิสูจน์ตัวเอง

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ตำนานแห่งแอนฟิลด์

ก่อนจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ซาลาห์เคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาแล้ว

เขาเคยเล่นให้กับ Chelsea หลังย้ายมาจาก Basel ในปี 2014 แต่ไม่สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นได้

  • ลงเล่นเพียง 19 นัด
  • ยิงได้ 2 ประตู
  • ได้เป็นตัวจริงเพียง 10 เกม

ในช่วงเวลานั้น หลายคนมองว่าเขาอาจไม่สามารถประสบความสำเร็จในพรีเมียร์ลีกได้

หนึ่งในความทรงจำแรกของซาลาห์ที่เกี่ยวข้องกับลิเวอร์พูลคือการลงเล่นให้เชลซีในเกมที่ชนะ 2-0 ที่แอนฟิลด์ ซึ่งเป็นเกมที่มีเหตุการณ์ “ลื่นล้ม” ของ Steven Gerrard ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น

การเติบโตในอิตาลีที่เปลี่ยนชีวิต

หลังออกจากเชลซี ซาลาห์เริ่มค้นพบตัวเองอีกครั้ง

เขาย้ายไป Fiorentina แบบยืมตัว ก่อนจะย้ายไปเล่นกับ AS Roma และกลายเป็นหนึ่งในปีกที่อันตรายที่สุดในกัลโช่ เซเรีย อา

ที่โรม เขาพัฒนาทั้ง

  • ความเฉียบคมในการยิง
  • การเล่นเกมรุกที่รวดเร็ว
  • ความมั่นใจในตัวเอง

จนทำให้ลิเวอร์พูลตัดสินใจดึงตัวเขามาร่วมทีม

แม้แต่โค้ชของเขาที่บาเซิลอย่าง Murat Yakin เคยพูดไว้ตั้งแต่ปี 2013 ว่า

“ถ้าโมฮาเหม็ดยิงประตูได้เฉียบคมกว่านี้ เขาคงไม่อยู่ที่นี่แล้ว”

และคำพูดนั้นก็กลายเป็นความจริงในเวลาต่อมา

จุดเริ่มต้นของตำนานที่แอนฟิลด์

ประตูแรกของซาลาห์กับลิเวอร์พูลเกิดขึ้นในเกมเสมอ Watford 3-3 ในวันเปิดฤดูกาล

มันไม่ใช่ประตูที่สวยงามนัก เป็นเพียงการจิ้มบอลเข้าเส้นจากหน้าประตู แต่จากวันนั้นเป็นต้นมา ซาลาห์ก็เริ่มสร้างประวัติศาสตร์กับสโมสร

เขายิงประตูอย่างต่อเนื่อง สร้างสถิติมากมาย และกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่อันตรายที่สุดในยุโรป

ความกระหาย พา เจมส์ มิลเนอร์ สร้างประวัติศาสตร์ บนเวทีพรีเมียร์ลีก

James Milner (เจมส์ มิลเนอร์) เปิดเผยว่า “แรงผลักดันและความกระหาย” คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เขาทำลายสถิติการลงสนามสูงสุดในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ หลังลงเล่นนัดที่ 654 ในเกมที่ ไบรท์ตัน (Brighton) บุกชนะ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองกลางวัย 40 ปี อดีตทีมชาติ อังกฤษ (England) ถูกส่งลงเป็นตัวจริงโดย Fabian Hurzeler (ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์) ทำให้เขาทำลายสถิติเดิมของ Gareth Barry (แกเร็ธ แบร์รี) ที่เคยครองไว้ยาวนาน ก่อนหน้านี้ มิลเนอร์ ลงสนามเทียบเท่าสถิติ 653 นัด ในเกมที่พบ แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นสโมสรที่เขาเคยค้าแข้งระหว่างปี 2008-2010 “มันคือแรงผลักดันและความกระหาย คุณต้องการเป็นคนที่ดีที่สุดในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นในเกมแข่งขันหรือการฝึกซ้อม” เขาเสริมว่า การได้อยู่ท่ามกลางนักเตะอายุน้อยในทีม ไบรท์ตัน คือแรงบันดาลใจสำคัญ

“ผมรายล้อมด้วยนักเตะดาวรุ่งหลายคน ผมอยากมีส่วนช่วยพัฒนาอาชีพของพวกเขา ผลักดันและช่วยให้พวกเขาไปถึงระดับสูงสุดให้เร็วที่สุด นั่นคือหน้าที่ของผมที่นี่” แม้ฤดูกาลนี้เขาอาจไม่ได้ลงสนามต่อเนื่องมากนัก แต่ Milner เชื่อว่าเขายังสามารถสร้างคุณค่าให้ทีมได้ “ผมยอมรับว่ามีความหงุดหงิดบ้างที่ไม่ได้ลงเล่นมากเท่าที่ต้องการ แต่เราต้องบาลานซ์ระหว่างการพัฒนาผู้เล่นและการคว้าชัยชนะ ผมหวังว่าหลายนัดหลังผมพิสูจน์แล้วว่ายังช่วยทีมในสนามได้”

วิวัฒนาการของเกมลูกหนังตลอด 2 ทศวรรษ

มิลเนอร์ 654
เมื่อถูกถามถึงความเปลี่ยนแปลงของฟุตบอลตั้งแต่เดบิวต์กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ในปี 2002 Milner ตอบว่า “เกมเปลี่ยนไปเยอะมาก สมัยก่อนคุณโดนเข้าบอลหนัก ๆ แล้วกรรมการยังปล่อยเล่นต่อ เดี๋ยวนี้สนับแข้งของเด็ก ๆ บางคนเล็กมาก สมัยก่อนคงไม่รอด” เขารู้สึกโชคดีที่ได้สัมผัสฟุตบอลสองยุค ทั้งยุคเก่าที่เข้าบอลหนักหน่วง และยุคใหม่ที่เน้นเทคนิคและแท็กติกมากขึ้น มิลเนอร์ ยังกล่าวถึงโค้ชระดับตำนานที่เคยร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะเป็น Terry Venables (เทอร์รี เวนาเบิลส์), Sir Bobby Robson (เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน), Jurgen Klopp (เยอร์เกน คล็อปป์), Roberto De Zerbi (โรแบร์โต เด แซร์บี) และ Hurzeler ซึ่งเขามองว่าเป็นประสบการณ์ล้ำค่าในชีวิตนักเตะ Fabian Hurzeler (ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์) กล่าวผ่านรายการ BBC Match of the Day ว่า

“เขาเป็นแบบอย่างทั้งในและนอกสนาม เขาคือผู้นำ สื่อสารดี เข้าใจเกม และเชื่อถือได้ เขารอคอยช่วงเวลานี้มานาน และเราดีใจแทนเขา” เฮอร์เซเลอร์ ยังเน้นว่า มิลเนอร์ คือหนึ่งในนักเตะที่ฝึกซ้อมดีที่สุดเสมอ และเป็นคนที่ทุ่มเท 100% ทุกวัน ด้าน Wayne Rooney (เวย์น รูนีย์) อดีตเพื่อนร่วมทีมชาติ อังกฤษ กล่าวกับ BBC Sport ว่า “มิลลีสมควรทำลายสถิตินี้ ทุกคนรู้ดีว่าเขาเป็นมืออาชีพแค่ไหน การทำงานหนักตลอดอาชีพส่งผลตอบแทนเสมอ” รูนีย์ ยังเชื่อว่า มิลเนอร์ อาจเล่นต่อได้อีก 2-3 ปี เช่นเดียวกับ Cristiano Ronaldo (คริสเตียโน โรนัลโด) ที่ยังค้าแข้งในวัยมากกว่า 38 ปี Micah Richards (ไมกาห์ ริชาร์ดส์) อดีตเพื่อนร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ก็กล่าวว่า “เขาคือคนที่ทำงานหนักที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ และเป็นคนที่นิสัยดีที่สุด เขาสมควรกับทุกอย่างที่ได้รับ”

เส้นทางอาชีพอันยิ่งใหญ่ ของ เจมส์ มิลเนอร์

มิลเนอร์ เริ่มต้นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ก่อนย้ายไป นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United), แอสตัน วิลล่า, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เขาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สองสมัยกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และอีกหนึ่งสมัยกับ ลิเวอร์พูล รวมถึงแชมป์ เอฟเอ คัพ (FA Cup), ลีก คัพ (League Cup) และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) กับ ลิเวอร์พูล ตลอดอาชีพ เขาติดทีมชาติ อังกฤษ 61 นัด และเป็นหนึ่งในนักเตะสารพัดประโยชน์ที่เล่นได้หลายตำแหน่ง ทั้งริมเส้น ซ้าย ขวา และกองกลางตัวกลาง มิลเนอร์ ทำลายสถิติของ Gareth Barry ซึ่งครองไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2017 โดยทั้งคู่เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมกันที่ แอสตัน วิลล่า และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมลงเล่นด้วยกันกว่า 134 นัด นับตั้งแต่ย้ายมา ไบรท์ตัน ในปี 2023 เขาอาจไม่ได้เป็นตัวจริงสม่ำเสมอ โดยจาก 16 นัดใน พรีเมียร์ลีก มีเพียง 3 นัดที่ออกสตาร์ต แต่ทุกครั้งที่ได้ลงสนาม เขายังคงรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพ ในวัย 40 ปี มิลเนอร์  ยังคงยืนหยัดในลีกที่ขึ้นชื่อว่าหนักที่สุดในโลกอย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อย่างสง่างาม Chris Sutton (คริส ซัตตัน) กล่าวชื่นชมว่า การเล่นในตำแหน่งผู้เล่นเอาท์ฟิลด์จนถึงวัยนี้คือเครื่องพิสูจน์ถึงวินัยและทัศนคติที่ยอดเยี่ยม Sam Parkin (แซม พาร์กิน) อดีตเพื่อนร่วมทีมที่ สวินดอน ทาวน์ (Swindon Town) ยังเล่าว่า มิลเนอร์ เป็นนักเตะที่ฟิตเกินใคร และไม่เคยหลุดจากกรอบความเป็นมืออาชีพ สัญญาของ Milner กับ ไบรท์ตัน จะหมดลงหลังจบฤดูกาลนี้ แต่ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ชื่อของ James Milner (เจมส์ มิลเนอร์) จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฐานะนักเตะที่สะท้อนคำว่า “ความทุ่มเท” ได้อย่างแท้จริง และสถิติ 654 นัด อาจไม่ใช่บทสุดท้ายของเขา หากแรงผลักดันและความกระหายยังคงลุกโชนอยู่ในหัวใจเหมือนวันแรกที่ก้าวสู่สนามในปี 2002

ซาลาห์ ระเบิด “ผมถูกโยนขึ้นรถทับ” หลังส่อ แตกหักกับ ลิเวอร์พูล และ อาร์เน่อ สลอต

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ออกมาเปิดใจแบบตรงไปตรงมา หลังเกมที่ ลิเวอร์พูล (Liverpool) บุกเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) 3-3 เมื่อคืนวันเสาร์ โดยกล่าวว่าเขารู้สึกเหมือนถูก “โยนขึ้นรถทับ” จากสโมสร และยอมรับว่าความสัมพันธ์กับหัวหน้าโค้ช อาร์เน่อ สลอต (Arne Slot) ได้ “พังทลาย” ลงแล้วอย่างสิ้นเชิง ซาลาห์ เป็นเพียงตัวสำรองที่ไม่ได้ถูกใช้งานเป็นนัดที่สามติดต่อกัน และนั่นทำให้ดาวยิงวัย 33 ปีรายนี้ตัดสินใจเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาในบทสัมภาษณ์สุดเดือด จนทำให้แฟนบอลและวงการฟุตบอลทั่วโลกต้องจับตามอง

“มีใครสักคนอยากให้ผมเป็นแพะรับบาป” — ซาลาห์ เปิดใจแบบไม่เกรงใจใคร

ซาลาห์แตกหักหงส์

หลังจบเกม ซาลาห์ ซึ่งยิงไป 250 ประตูจาก 420 นัดในสีเสื้อ ลิเวอร์พูล กล่าวว่า “ผมคิดว่ามันชัดเจนมาก ว่ามีคนต้องการให้ผมถูกตำหนิทั้งหมด” เขาย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ สลอต เปลี่ยนไปแบบไม่ทราบสาเหตุ แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ทุกอย่างดูราบรื่น ไม่มีเหตุอันใดให้ต้องกังวลหลังทีมเพิ่งจะประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้ แถมผลงานส่วนตัวของ ซาลาห์ ก็ยอดเยี่ยมแบบไร้ที่ติ แต่ในเวลานี้ สถาการณ์ต่างๆ ของทีม มันยิ่งเพิ่มความกังวลใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งต่อตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah)  เอง ต่อตัว อาร์เน่อ สลอต (Arne Slot) สโมสร และแฟนบอลที่ต้องการให้ทีมเร่งสร้างผลงานออกมาให้ดีดังเดิม เมื่อทุกอย่างมันดูร้อนรน ไม่มีความเยือกเย็นใดๆ อีกแล้วที่แอนฟิลด์ ตัว  อาร์เน่อ สลอต (Arne Slot) ก็ไม่ต้องการจะเสียงานนี้ไปหลังกลายเป็นเป้าหมายว่า ตัวเขาอาจจะกระเด็นออกจากเก้าอี้ นายใหญ่ แห่งแอนฟิลด์ ในเวลาไม่นานนี้ ทุกอย่างมันจึงดูร้อนรน การที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ต้องตกอยู่ในห้วงเวลาแบบนี้ ในมุมนักเตะอาจจะไม่ถูกใจนัก แต่ทว่า ด้วยสถิติ และผลงาน มันก็สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างแท้จริง การสร้างตำนานไว้กับสโมสรแห่งนี้มันก็ส่วนหนึ่ง แต่ว่าการที่คุณ อาจจะไม่ใช่ ทุกอย่างของที่นี่เหมือนเมื่อก่อน แล้วมันก็ต้องทำความเข้าใจไว้ด้วยเช่นกัน  ทั้งนี้ดาวยิงทีมชาติ อียิปต์ (Egypt) มีคิวไปร่วมศึก แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ (Africa Cup of Nations) ในวันที่ 15 ธันวาคม ซึ่งนั่นอาจทำให้สถานการณ์ของเขาซับซ้อนยิ่งขึ้น

จากฮีโร่สู่ความไม่แน่นอน — ฟอร์มตก และความเปลี่ยนแปลงในยุค สลอต

ฤดูกาล 2024–25 ซาลาห์ ยิง 29 ประตูในพรีเมียร์ลีก ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ในปีแรกของ สลอต แต่ซีซันล่าสุด ฟอร์มของเขาตกลงอย่างชัดเจน ยิงได้เพียง 4 ประตูจาก 13 นัด ซาลาห์ ซึ่งย้ายมาจาก โรมา (Roma) ภายใต้การทำงานของ เจอร์เก้น คล็อปป์ (Jürgen Klopp) ในปี 2017 กลับต้องพบความท้าทายครั้งใหญ่ในระบบของ สลอต ที่ยังหาจุดลงตัวไม่ได้สถานการณ์นี้ทำให้ข่าวลือเรื่องการย้ายทีมเริ่มแรงขึ้น โดยเฉพาะจาก ซาอุดี โปร ลีก (Saudi Pro League) ซึ่งต้องการคว้าตัวเขามานานแล้ว ทีมที่มีข่าวพัวพันอย่างหนักคือ อัล ฮิลาล (Al-Hilal) ของกุนซือ ซิโมเน อินซากี (Simone Inzaghi) แหล่งข่าวระบุว่า ลิเวอร์พูล “เปิดกว้าง” ต่ออนาคตของซาลาห์ ซึ่งทำให้กระแสยิ่งรุนแรงขึ้น หลังเกมเสมอ ลีดส์ ที่ ลิเวอร์พูล นำ 2-0 และ 3-2 ก่อนถูกตีเสมอนาที 96 สลอต อธิบายเหตุผลที่ไม่ส่งซาลาห์ลงสนามว่า “ตอนนำ 3-2 เราต้องการคุมเกม ไม่จำเป็นต้องทำประตูเพิ่ม ซึ่งต่างจากเกมกับ ซันเดอร์แลนด์ ที่เราต้องการประตู ผมเลยส่ง โม ลงไป” ในการแถลงข่าวก่อนเกม สลอต ยังกล่าวว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะพูดถึงซาลาห์เวลาไม่ได้ลงสนาม “เขาเป็นผู้เล่นที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของผม และกับสโมสรนี้ตลอด 6–7 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นมันปกติที่ผู้คนจะพูดถึงเขาเมื่อเขาไม่ได้ลงเล่น” อย่างไรก็ตาม คำอธิบายของ สลอต ไม่ได้ลดกระแสความไม่พอใจของซาลาห์ลงเลย

ซาลาห์ อยู่ในอันดับที่ 3 ของดาวซัลโวตลอดกาลของ ลิเวอร์พูล รองจาก

  • เอียน รัช (Ian Rush) – 346 ประตู
  • โรเจอร์ ฮันต์ (Roger Hunt) – 285 ประตู

ผลงานล่าสุดที่เขาได้ลงเป็นตัวจริงคือเกมพ่าย พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น (PSV Eindhoven) 1-4 ใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ตัวเลขเหล่านี้ทำให้สถานการณ์ยิ่งน่าสนใจ เพราะมันคือภาพตรงข้ามกับบทบาทปัจจุบันของเขา ที่ไม่ใช่ตัวเลือกแรกในทีมอีกต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความไม่พอใจส่วนตัว แต่เป็นสัญญาณร้าวลึกในทีม ระหว่างนักเตะระดับตำนาน กับโค้ชที่สโมสรตั้งความหวังไว้สูง

คำถามที่ต้องตอบคือ

  •         ลิเวอร์พูล ต้องการให้ ซาลาห์ อยู่ต่อจริงหรือไม่?
  •         สลอต มองแผนงานระยะยาวโดยไม่มีเขาหรือไม่?
  •         และแฟนบอลจะยอมรับการจากไปของหนึ่งในไอคอนยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสรได้จริงหรือ?

ซาลาห์ ทิ้งท้ายในบทสัมภาษณ์ว่า
“ผมไม่ได้ใหญ่กว่าสโมสร แต่ผมทำงานหนักเพื่อให้ได้ตำแหน่งนี้ และผมไม่คิดว่าผมคือปัญหาเลย” จากนี้ไปต้องจับตาดูว่า ความสัมพันธ์ที่เริ่มแตกร้าวกับสโมสรนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไป กับสถานการณ์ของทีม ที่ยิ่งนับวัน จะยิ่งย่ำแย่ลงทุกวันๆ

 

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin