การมาของ มูรินโญ่ กับอนาคตของ วินิซิอุส ในถิ่นเบอร์นาเบว

การกลับมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) สู่ เรอัล มาดริด กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้วงการฟุตบอลต้องจับตามองอีกครั้ง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการกลับมาของกุนซือระดับตำนานเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญหลายข้อ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) หนึ่งในผู้เล่นที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดของโลก และเป็นนักเตะที่มักตกอยู่ท่ามกลางแรงกดดันทั้งในสนามและนอกสนามอยู่เสมอ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) เซ็นสัญญา 3 ปี เพื่อกลับมาคุมทีม เรอัล มาดริด อีกครั้ง แต่สัญญาฉบับนี้จะมีผลอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ (Florentino Perez) นั้นจะยังได้อยู่ในตำแหน่งประธานสโมสรต่อไป หลังผ่านการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือความขัดแย้งจากประเด็นดราม่าของ มูรินโญ่ กับ วินิซิอุส ก่อนหน้านี้ ซึ่งในเวลานั้น มูรินโญ่ (Jose Mourinho) ยังเป็นกุนซือของ เบนฟิก้า และต้องเผชิญหน้ากับ เรอัล มาดริด ในรอบน็อกเอาต์เพลย์ออฟ เกมดังกล่าวมีเหตุการณ์ตึงเครียดเกิดขึ้น หลังจาก วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ยิงประตูให้ เรอัล มาดริด ขึ้นนำ 1-0 ก่อนจะฉลองประตูด้วยการเต้นบริเวณธงมุมสนาม ซึ่งทำให้เขาโดนใบเหลืองจากผู้ตัดสิน หลังจากนั้นไม่นาน วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) มีปฏิกิริยากับ จานลูก้า เปรสเตียนนี่ (Gianluca Prestianni) ปีกของ เบนฟิก้า โดยดาวเตะ บราซิล รีบวิ่งไปหาผู้ตัดสิน พร้อมทำท่าทางบอกว่าเขาถูกเหยียดเชื้อชาติ ผู้ตัดสินจึงทำสัญญาณแขนไขว้ ซึ่งเป็นสัญญาณตามมาตรการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติของ ยูฟ่า และสั่งหยุดเกมเกือบ 10 นาที ขณะที่บรรยากาศภายในสนามเริ่มเดือดขึ้นเรื่อย ๆ เรอัล มาดริด ออกแถลงการณ์ระบุว่า วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) แจ้งผู้ตัดสินว่าเขาถูก จานลูก้า เปรสเตียนนี่ (Gianluca Prestianni) เหยียดเชื้อชาติ แต่ฝ่ายนักเตะ อาร์เจนตินา ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น ต่อมา ยูฟ่า สั่งแบน เปรสเตียนนี่ (Gianluca Prestianni) ในเกมนัดที่สองระหว่างรอการสอบสวน ก่อนที่ผลสุดท้ายเขาจะถูกลงโทษแบน 6 นัด แต่ไม่ใช่จากข้อหาเหยียดเชื้อชาติ เพราะ ยูฟ่า ระบุว่าหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยืนยันถ้อยคำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เปรสเตียนนี่ (Gianluca Prestianni) ยอมรับว่าเขาใช้คำพูดเชิงเหยียดเพศใส่ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior)

มูรินโญ่ กับประเด็นดราม่ากับ วินิซิอุส ก่อนหน้านี้

มูขัดแย้ง วินิ

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ยิ่งขึ้น คือท่าทีของ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) หลังจบเกม แม้เขาจะถูกเห็นว่าพูดคุยกับ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) หลังนักเตะเดินออกจากสนาม แต่คำให้สัมภาษณ์ของเขากลับถูกวิจารณ์อย่างหนัก มูรินโญ่ (Jose Mourinho) แสดงจุดยืนปกป้องลูกทีมของตัวเองอย่าง เปรสเตียนนี่ (Gianluca Prestianni) พร้อมตั้งคำถามถึงการฉลองประตูของ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ว่าเป็นการยั่วยุแฟนบอลเจ้าถิ่นหรือไม่ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) กล่าวประมาณว่า เมื่อยิงประตูสุดยอดได้ ทำไมต้องฉลองในลักษณะนั้น เขายังบอกด้วยว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ในหลายสนาม หลายรัฐ และหลายประเทศ คำพูดดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองว่าเขากำลังเบี่ยงประเด็นจากข้อกล่าวหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ ไปสู่การตำหนิพฤติกรรมของผู้เสียหายแทน แม้ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) จะย้ำว่าเขารักในฝีเท้าของ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) และต้องการวางตัวเป็นกลาง แต่คำพูดของเขาก็สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง เขายังพูดถึง ยูเซบิโอ (Eusebio) ตำนานของ เบนฟิก้า ว่าเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นนักเตะผิวดำ เพื่อยืนยันว่า เบนฟิก้า ไม่ใช่สโมสรเหยียดผิว อย่างไรก็ตาม หลายคนมองว่าการยกตัวอย่างลักษณะนี้ไม่สามารถลบล้างหรือทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติถูกลดความสำคัญลงได้ เพราะปัญหาการเหยียดเชื้อชาติในฟุตบอลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และไม่ควรถูกตอบโต้ด้วยการกล่าวอ้างประวัติศาสตร์ของสโมสรเพียงอย่างเดียว หลังเหตุการณ์ดังกล่าว คลาเรนซ์ ซีดอร์ฟ (Clarence Seedorf) อดีตกองกลาง เรอัล มาดริด ออกมาวิจารณ์ว่า มูรินโญ่ (Jose Mourinho) อาจพูดด้วยอารมณ์มากเกินไป และสิ่งที่เขาสื่อออกมาเหมือนเป็นการบอกว่า หาก วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ยั่วยุ การเหยียดเชื้อชาติก็อาจถูกทำให้เข้าใจได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมาก ขณะที่ ธีโอ วัลคอตต์ (Theo Walcott) อดีตกองหน้า อาร์เซน่อล ก็มองว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) ไม่ควรออกมาพูดต่อหน้ากล้อง เพราะประเด็นละเอียดอ่อนเกินกว่าจะให้ความเห็นแบบรีบร้อน ในเวลาต่อมา วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) โพสต์ข้อความผ่าน อินสตาแกรม เพื่อประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า คนเหยียดเชื้อชาติมักเป็นคนขี้ขลาด และต้องซ่อนตัวอยู่หลังคนอื่นเพื่อแสดงความอ่อนแอของตัวเอง เขายังบอกด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับชีวิตของเขา หรือชีวิตของเพื่อนร่วมทีม เพราะที่ผ่านมาเขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ลักษณะนี้หลายครั้ง เมื่อ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) กำลังจะกลายเป็นกุนซือของ เรอัล มาดริด อีกครั้ง คำถามสำคัญคือ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) จะรู้สึกอย่างไรกับการต้องทำงานภายใต้ผู้จัดการทีมที่เคยวิจารณ์เขาต่อสาธารณะ แม้ในด้านฟุตบอล มูรินโญ่ (Jose Mourinho) เป็นโค้ชที่มีประสบการณ์สูง และเคยประสบความสำเร็จกับนักเตะระดับโลกมากมาย แต่ความสัมพันธ์กับ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) อาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญของเขา

สัญญาของ วินิซิอุส ที่กำลังจะหมดลง กับผลกระทบจากการมาของ มูรินโญ่

อนาคตของ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) กับ เรอัล มาดริด ยังไม่ชัดเจน แม้สัญญาของเขาจะมีถึงปี 2027 แต่การเจรจาต่อสัญญาฉบับใหม่มีรายงานว่าชะลอตัวลง เนื่องจากยังมีความเห็นต่างเรื่องค่าเหนื่อยและสถานะภายในทีม วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ต้องการได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในซูเปอร์สตาร์สูงสุดของสโมสร โดยเฉพาะหลังจากเขาแบกทีมมาเป็นเวลาหลายปีก่อนการมาถึงของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappe) อย่างไรก็ตาม เรอัล มาดริด ภายใต้การบริหารของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ (Florentino Perez) มักมีแนวทางชัดเจนเรื่องโครงสร้างค่าเหนื่อย สโมสรไม่ต้องการให้ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งทำลายสมดุลทางการเงินของทีมง่าย ๆ นี่จึงเป็นจุดที่อาจทำให้การเจรจายืดเยื้อ แม้ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) จะเคยพูดต่อสาธารณะว่า เรอัล มาดริด คือสโมสรในฝัน และเขาหวังจะอยู่กับทีมไปอีกหลายปี หาก วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ทำผลงานได้ดีใน ฟุตบอลโลก กับ ทีมชาติ บราซิล สถานะของเขาในการต่อรองกับ เรอัล มาดริด ก็อาจแข็งแกร่งขึ้น แต่สุดท้าย ปัจจัยสำคัญอาจไม่ได้อยู่แค่เรื่องเงินหรือสัญญาเท่านั้น ความไว้ใจ ความเข้าใจ และการสนับสนุนจากผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง มูรินโญ่ (Jose Mourinho) อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด สำหรับ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) หากเขาต้องการประสบความสำเร็จในยุคใหม่ของ เรอัล มาดริด เขาจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ให้ได้ เขาต้องแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมปกป้องนักเตะของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในประเด็นการเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรถูกมองข้ามหรืออธิบายด้วยเหตุผลเรื่องการยั่วยุในสนาม ฤดูกาลหน้าจึงอาจเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาทั้งสำหรับ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) และ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) หากทั้งคู่สามารถปรับความเข้าใจ และสร้างเป้าหมายร่วมกันได้ เรอัล มาดริด อาจได้เห็นการผสมผสานระหว่างกุนซือจอมแท็กติกกับแนวรุกระดับโลก แต่หากความสัมพันธ์เริ่มต้นด้วยความไม่ไว้วางใจ อนาคตของ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ก็อาจกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้มาก.

สไปย์เกต และวิกฤตที่อาจพลิกโฉมชะตาของสองสโมสร

มีความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดเพราะฝีมือ และมีความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดในแบบที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เมื่อ คิม เฮลเบิร์ก ผู้จัดการทีมมิดเดิลสโบรห์ชาวสวีเดนออกมาพูดหลังจากที่ทีมของเขาตกรอบเพลย์ออฟแชมเปี้ยนชิพด้วยการแพ้เซาแธมป์ตัน 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เขาไม่ได้พูดถึงความผิดพลาดทางยุทธวิธี ไม่ได้โทษผู้เล่น และไม่ได้บ่นเรื่องโชคชะตาที่ไม่เข้าข้าง

สิ่งที่เขาพูดแทนนั้นหนักกว่านั้นมาก และนั่นคือเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเกมจะเริ่ม เรื่องที่ทำให้ชายคนนี้พูดว่า "มันทำให้หัวใจผมสลาย"

สิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ถูกจับได้

ก่อนเลกแรกของรอบรองชนะเลิศเพลย์ออฟที่ริเวอร์ไซด์สเตเดียม ขณะที่มิดเดิลสโบรห์กำลังซ้อมรอบสุดท้ายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเกมสำคัญ ทีมงานของสโมสรก็พบบุคคลต้องสงสัยที่ไม่มีสิทธิ์อยู่ในบริเวณนั้น และเมื่อตรวจสอบพบว่าบุคคลดังกล่าวถูกส่งมาโดยเซาแธมป์ตันเพื่อถ่ายวิดีโอการซ้อมลับของทีม

เฮลเบิร์กพูดถึงเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวดและโกรธในเวลาเดียวกัน "ถ้าเราไม่จับคนที่พวกเขาส่งมา คนที่ขับรถนานถึงห้าชั่วโมงนั้น คุณก็คงนั่งพูดว่าเซาแธมป์ตันเล่นดีมากในแง่ยุทธวิธี และผมก็คงกลับบ้านพร้อมความรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว"

อีเอฟแอลตั้งข้อหาและเกมที่ยังไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้น

Spiedgate and a crisis that could change the fate

สมาคมฟุตบอลอังกฤษระดับลีก หรือ อีเอฟแอล ได้ตั้งข้อหาเซาแธมป์ตันอย่างเป็นทางการว่าละเมิดกติกาด้วยการส่งคนไปสอดแนมการซ้อมของมิดเดิลสโบรห์ก่อนเลกแรก และนั่นทำให้สถานการณ์ทั้งหมดยิ่งซับซ้อนขึ้นอย่างมาก

เพราะตอนนี้คำถามไม่ได้อยู่แค่ว่าเซาแธมป์ตันจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่านัดชิงชนะเลิศเพลย์ออฟที่กำหนดไว้ในวันที่ 23 พฤษภาคมระหว่างเซาแธมป์ตันกับฮัลล์ ซิตี้ นั้นจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า และถ้าเกิดขึ้น จะเกิดขึ้นในรูปแบบที่ยุติธรรมและถูกต้องตามกติกาหรือไม่

มิดเดิลสโบรห์และสิ่งที่พวกเขาต้องการ

สำหรับมิดเดิลสโบรห์ มีคำตอบเดียวเท่านั้นที่พวกเขายอมรับได้ และนั่นคือการได้ออกมายืนที่เวมบลีย์ในวันที่ 23 พฤษภาคม

ทีมจากทางภาคเหนือของอังกฤษแห่งนี้ผ่านมาทั้งฤดูกาลด้วยความพยายามและการทำงานหนักภายใต้การนำของเฮลเบิร์กที่ค่อยๆ สร้างทีมขึ้นมาด้วยปรัชญาที่ชัดเจนและความเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขาผ่านรอบรองชนะเลิศมาได้อย่างยากลำบาก และถ้าการตัดสินของอีเอฟแอลออกมาในทิศทางที่ยุติธรรม พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาควรจะได้รับโอกาสนั้น

มูรินโญ่ และการเดินทางกลับบ้านที่แบร์นาเบว

มีชื่อในวงการฟุตบอลที่เพียงแค่ได้ยินก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที และโฆเซ่ มูรินโญ่ คือหนึ่งในนั้น เมื่อข่าวแพร่กระจายออกมาว่าชายวัย 63 ปีชาวโปรตุเกสคนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาเพื่อกลับมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนของเรอัล มาดริด สื่อทั่วโลกก็หยุดทุกอย่างเพื่อรายงานข่าวนี้

เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผู้จัดการทีมธรรมดาๆ แต่คือการกลับมาของผู้ชายที่เคยนำเรอัล มาดริดไปสู่ความยิ่งใหญ่ กลับมาสู่สโมสรที่เขาจากไปเมื่อสิบสามปีก่อน และกลับมาในช่วงเวลาที่สโมสรกำลังผ่านฤดูกาลที่เจ็บปวดที่สุดในรอบหลายปี

จุดเริ่มต้นของการเจรจา

เรื่องราวทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ซาบี อลอนโซ่ ตัดสินใจออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเรอัล มาดริด ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับแฟนบอลและสื่อทั่วโลก เพราะอลอนโซ่ถูกมองว่าคือทายาทที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสืบทอดความยิ่งใหญ่ของสโมสร

หลังจากอลอนโซ่จากไป เรอัล มาดริดต้องตัดสินใจอย่างเร่งด่วน และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการแต่งตั้ง อัลวาโร อาร์เบโลอา อดีตนักเตะของสโมสรเข้ามารับหน้าที่ชั่วคราวตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ทุกคนรู้ดีว่านั่นคือการแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่ใช่คำตอบในระยะยาว

มูรินโญ่ที่เบนฟิก้าและคำพูดที่ทำให้ทุกคนจับตามอง

Jose Mourinhos Benfica are third in the Primeira Liga table

ในขณะที่ข่าวการเจรจากำลังแพร่กระจายออกไป มูรินโญ่เองก็อยู่ในช่วงสุดท้ายของฤดูกาลกับเบนฟิก้า สโมสรในบ้านเกิดของเขาในโปรตุเกสที่เขาเซ็นสัญญาสองปีเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

เมื่อถูกถามเรื่องอนาคต มูรินโญ่ตอบด้วยประโยคที่ฟังดูเหมือนการหลีกเลี่ยง แต่ในความเป็นจริงกลับมีความหมายที่ชัดเจนมากสำหรับคนที่รู้จักสไตล์การพูดของเขาดี "ยังมีเกมกับเอสโตริล และตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไป ผมจะสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับอนาคตของผมในฐานะโค้ชและอนาคตของเบนฟิก้าได้" เขากล่าว

ยุคแรกที่แบร์นาเบว สิ่งที่เขาสร้างและสิ่งที่เขาทิ้งไว้

เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมเปเรซถึงมองกลับมาที่มูรินโญ่ในฐานะคำตอบ ต้องย้อนกลับไปดูว่าช่วงเวลาที่เขาอยู่กับเรอัล มาดริดระหว่างปี 2010 ถึง 2013 นั้นมีความหมายแค่ไหน

สามปีที่เขาอยู่ที่แบร์นาเบวไม่ใช่ยุคที่สงบสุข แต่เป็นยุคที่เต็มไปด้วยพลังงาน ความขัดแย้ง และความสำเร็จที่น่าจดจำ มูรินโญ่พาเรอัล มาดริดคว้าแชมป์ลาลีกา หนึ่งสมัย และในฤดูกาลที่คว้าแชมป์นั้น ทีมทำสถิติด้วยการทำ 100 คะแนนในลีก ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกถึงความสม่ำเสมอและความโดดเด่นอย่างล้นเหลือ

เส้นทางที่ยาวไกลหลังจากจากมาดริด

หลังจากออกจากเรอัล มาดริดในปี 2013 มูรินโญ่ก็เดินทางต่อไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยทั้งความสำเร็จและความผิดหวัง

เขากลับไปเชลซีเป็นครั้งที่สอง และคราวนี้พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่สามของเขา รวมถึงลีกคัพในฤดูกาล 2014-15 แต่แล้วก็จบลงด้วยการออกจากสโมสรโดยความเห็นชอบร่วมกันในปี 2015 หลังจากที่ทีมเริ่มต้นฤดูกาลถัดมาได้แย่มาก

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือจุดหมายถัดไปในปี 2016 และในฤดูกาลแรกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด มูรินโญ่ก็พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเขาสามารถคว้าถ้วยได้เสมอ ด้วยการนำทีมคว้ายูโรปา ลีก ลีกคัพ และคอมมูนิตี้ ชิลด์ ในปีเดียว แต่ฤดูกาลต่อมาผลงานย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกปลดในเดือนธันวาคม 2018

แค่ไลน์อัพก็โหด มูรินโญ่ จ่อคืนถิ่น เรอัล มาดริด เปิด 2 ระบบ

ข่าวคราวที่กำลังเขย่าวงการลูกหนังยุโรปในช่วงปลายฤดูกาล 2025-26 คงหนีไม่พ้นเรื่องราวการกลับมาของ "เฮียมู" โชเซ่ มูรินโญ่ สู่ถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว อีกครั้ง หลังจากที่ผ่านไปนานถึง 13 ปีเต็มนับตั้งแต่เขาอำลาทีมไปในปี 2013 และคราวนี้แฟนบอลทั่วโลกต่างจับจ้องว่า ถ้าหากดีลนี้เกิดขึ้นจริง ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีสรายนี้จะวางหมากเดินเกมยังไง จะใช้ใครเป็นตัวหลัก และจะเลือกระบบแบบไหนเพื่อปลุกราชันชุดขาวให้ตื่นจากภวังค์

เปเรซเดินเกมเอง ดันเฮียมูคืนสู่บัลลังก์เบร์นาเบว

Perez is taking the initiative pushing Mourinho back to the Bernabeu

ต้องบอกก่อนเลยว่าสถานการณ์ของ เรอัล มาดริด ในเวลานี้ไม่ได้สวยงามเหมือนภาพลักษณ์ที่ทีมยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของยุโรปควรจะเป็น เพราะหลังจากที่ ชาบี อลอนโซ่ โดนปลดออกไปเมื่อเดือนมกราคม 2026 อัลบาโร่ อาร์เบลัว อดีตแบ็คขวาที่ถูกดันขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่จากทีมสำรอง ก็ยังไม่สามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้แม้แต่น้อย ผลงานในสนามเดินเซเป็นช่วงๆ และที่สำคัญทีมกำลังจะปิดฤดูกาลด้วยการไร้แชมป์เป็นปีที่สองติดต่อกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่อย่างมาดริด

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรวัยใกล้แปดสิบ จึงตัดสินใจลงมือจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองอีกครั้ง ต่างจากการแต่งตั้ง ชาบี อลอนโซ่ ในฤดูกาลก่อน ที่ปล่อยให้ โฆเซ่ อันเฆล ซานเชซ ผู้อำนวยการสโมสรเป็นคนนำในการเจรจา รอบนี้เปเรซต้องการคุมเกมเองทุกขั้นตอน และชื่อแรกที่อยู่ในใจของแกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ลูกหม้อเก่าที่เคยร่วมงานกันมาก่อนระหว่างปี 2010-2013 นั่นเอง

รายงานจาก The Athletic และสื่อสเปนหลายสำนัก ระบุตรงกันว่าเปเรซมองว่าแนวทางแบบ "เฮียมู" ที่เน้นวินัย ความแข็งแกร่งทางจิตใจ และการบริหารห้องแต่งตัว คือสิ่งที่ทีมต้องการในเวลานี้ ไม่ใช่โค้ชสายเทคนิคที่เน้นบอลสวยอย่างเดียว เพราะนักเตะดาวเด่นของทีมหลายคนเริ่มมีอาการ "เห่อแชมป์ไม่เป็น" หลังจากที่เคยกวาดถ้วยรางวัลกันมาแบบไม่หยุด การมีคนที่กล้าจัดระเบียบ กล้าตัดเกรด และกล้าแบ่งแยกใครคือผู้นำในสนาม น่าจะเป็นยาขนานเอกที่ราชันชุดขาวต้องการ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ดีลนี้มีความเป็นไปได้สูงคือ มูรินโญ่ มีค่าฉีกสัญญากับ เบนฟิก้า อยู่ที่ราว 3 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับโค้ชระดับโลก และมีหน้าต่างเปิดให้ใช้คลอสนี้ได้ราวๆ 10 วันหลังจบฤดูกาลโปรตุเกส แปลว่าถ้าจะเอากันจริงๆ ทุกอย่างต้องเร็วและเด็ดขาด ส่วนเรื่องส่วนตัวระหว่างเปเรซกับมูรินโญ่ ก็แทบไม่มีปัญหาเลย เพราะทั้งคู่ยังคุยกันได้ดี และตัวมูรินโญ่เองก็ออกมาเปรยหลายครั้งว่าเขา "ไม่เคยเสียใจที่ออกจากเรอัล มาดริด" และยังคง "มีความผูกพันกับสโมสรนี้ตลอดไป" คำพูดเหล่านี้ฟังเหมือนเปิดประตูทิ้งไว้แบบไม่ปิด รอแค่จังหวะที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

เบื้องลึกการตัดสินใจ จากพายุโทรฟี่แห้งสู่การปลดอาร์เบลัว

ก่อนจะลงลึกเรื่องระบบและตัวผู้เล่น เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไม เรอัล มาดริด ถึงต้องตัดสินใจเปลี่ยนผู้จัดการทีมอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งเปลี่ยนไปไม่กี่เดือน เรื่องนี้มันสะท้อนถึงวิกฤตศรัทธาภายในสโมสรอย่างแท้จริง

ฤดูกาลนี้มาดริดทำผลงานได้ค่อนข้างน่าผิดหวัง ตกรอบทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ โกปา เดล เรย์ ส่วนในลา ลีกา ก็ตามหลัง บาร์เซโลน่า คู่ปรับตลอดกาลแบบทิ้งห่างจนแทบจะไม่มีลุ้นแชมป์อีกแล้ว ตัวเลขในลีกอยู่ที่ราว 23 ชนะ 5 เสมอ 5 แพ้ ทำให้แต้มห่างจากบาร์ซ่าที่นำอยู่หลายช่วงตัว นี่คือฤดูกาลที่สองติดต่อกันที่ทีมจะจบแบบมือเปล่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติเลยสำหรับสโมสรที่ครองยุโรปมายาวนาน

ตัวอาร์เบลัวเองก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากทั้งสื่อ แฟนบอล และที่สำคัญคือคนภายในสโมสรเอง เพราะเขายังขาดประสบการณ์ในการบริหารทีมระดับนี้ การจัดการกับซูเปอร์สตาร์อย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป้, วินิซิอุส จูเนียร์ และ จู๊ด เบลลิ่งแฮม ไม่ใช่งานง่ายเลยสำหรับโค้ชหน้าใหม่ที่เพิ่งก้าวมาจากการคุมทีมสำรอง บอร์ดบริหารเริ่มมองว่าทีมต้องการ "มือเก๋าจริงๆ" ที่มีคาริสมาและบารมีพอที่จะกุมห้องแต่งตัวให้อยู่หมัด

นอกจากมูรินโญ่แล้ว ยังมีชื่อโค้ชระดับโลกอีกหลายคนที่ถูกพูดถึงในรอบนี้ ไม่ว่าจะเป็น เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่ปัจจุบันคุมทีมชาติสหรัฐอเมริกา, ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ผู้พา ฝรั่งเศส คว้าแชมป์โลกปี 2018, เซบาสเตียน เฮอเนสส์ จาก สตุ๊ตการ์ท, ลิโอเนล สกาโลนี่ ที่พา อาร์เจนติน่า คว้าฟุตบอลโลก 2022 ไปจนถึง เยอร์เก้น คล็อปป์ อดีตกุนซือ ลิเวอร์พูล ที่ตอนนี้ทำงานในตำแหน่ง Head of Global Soccer ของ เรดบูล อยู่ แต่จากรายชื่อทั้งหมดนี้ ดูเหมือนว่ามูรินโญ่จะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของเปเรซแบบไม่ต้องสงสัย เพราะเปเรซเชื่อมั่นในวิธีคิดและฝีมือของเฮียมูเสมอมา

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกคนในสโมสรจะเห็นด้วยกับการกลับมาของมูรินโญ่ มีเสียงคัดค้านจากบางส่วนของบอร์ดและสตาฟฟ์โค้ชที่ยังจดจำการจากไปของเขาในปี 2013 ได้ดี เพราะตอนนั้นเฮียมูทิ้ง "ห้องแต่งตัวที่แตกร้าว" ไว้เบื้องหลัง มีทั้งความขัดแย้งกับ อิเคร์ กาซิยาส อดีตกัปตันทีม และนักเตะลูกหม้อหลายคนที่ไม่พอใจสไตล์การคุมทีมของเขา แต่เปเรซก็ยังเดินหน้าต่อ เพราะแกเชื่อว่ายุคนี้ไม่ใช่ยุคนั้น และมูรินโญ่ที่ผ่านการคุม โรม่า, ท็อตแน่ม, เฟเนร์บาห์เช่ และ เบนฟิก้า มาแล้ว ก็คงเรียนรู้และปรับตัวไปไม่น้อย

ระบบ 4-2-3-1 แผนหลักของเฮียมูที่กลับมาแบบคลาสสิก

ทีนี้มาถึงส่วนที่แฟนบอลรอคอย คือถ้าหากมูรินโญ่ได้กลับมาคุมทีมจริง เขาจะวางระบบและตัวผู้เล่นยังไง จากข้อมูลที่สื่ออังกฤษอย่าง The Sun รายงานออกมา ระบบ "Plan A" ที่เฮียมูจะใช้คือ 4-2-3-1 ซึ่งเป็นระบบที่เคยพาเขาประสบความสำเร็จในยุค 2010-2013 และยังคงเป็นลายเซ็นของเขามาจนถึงทุกวันนี้

ในกรอบประตูแน่นอนว่าตำแหน่งนี้จะเป็นของ ติโบต์ คูร์กตัวส์ นายด่านชาวเบลเยี่ยมที่ยังคงรั้งตำแหน่งหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก แม้จะมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บมาบ้างในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แต่ความสามารถและประสบการณ์ของเขายังคงเป็นสิ่งที่สโมสรพึ่งพาได้ มูรินโญ่เองก็เคยทำงานกับ คูร์กตัวส์ มาก่อนสมัยที่เชลซี และรู้ดีว่านายด่านเบลเยี่ยมรายนี้เหมาะกับสไตล์การเล่นที่เน้นเกมรับเหนียวแน่นแค่ไหน

แนวรับสี่ตัวจะประกอบไปด้วย เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในตำแหน่งแบ็คขวา จับคู่เซ็นเตอร์แบ็คโดย อันโตนิโอ รือดิเกอร์ และ ดีน เฮาส์เซ่น ส่วนแบ็คซ้ายเป็น อัลบาโร่ คาร์เรราส ที่กำลังโชว์ฟอร์มได้ดีในฤดูกาลนี้ การเลือก รือดิเกอร์ มาเป็นเซ็นเตอร์แบ็คตัวหลักนั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย เพราะสไตล์การเล่นของกองหลังเยอรมันรายนี้ตรงกับสเปคที่เฮียมูชื่นชอบเป๊ะๆ ทั้งความดุดัน กล้าได้กล้าเสีย และพร้อมจะชนกับใครก็ได้ในสนาม เหมือนกับที่เคยมี จอห์น เทอร์รี่, ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่, เซร์คิโอ รามอส และ เปเป้ ในยุคก่อนๆ

มิดฟิลด์ตัวรับสองคน อันนี้น่าสนใจมาก เพราะมีรายงานว่ามูรินโญ่อยากได้ โรดรี้ จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้ามาเสริมในตำแหน่งนี้ จับคู่กับ เฟเดริโก้ บัลเบร์เด ที่เป็นเสาหลักของทีมอยู่แล้ว ถ้าดีลนี้สำเร็จจริง การมีโรดรี้ที่เป็นบาลงดอร์ปี 2024 มายืนกลางสนามคู่กับบัลเบร์เด มันคือคู่กลางที่น่ากลัวที่สุดในยุโรปเลยก็ว่าได้ อีกทางเลือกหนึ่งคือ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ จาก เชลซี ที่มูรินโญ่ก็ชื่นชอบความสามารถมานานเช่นกัน แต่ด้วยราคาและความพร้อม โรดรี้ดูจะเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง

ขยับขึ้นมาด้านบน จู๊ด เบลลิ่งแฮม จะรับบทบาทเพลย์เมคเกอร์ตัวรุก หรือเบอร์ 10 คอยเป็นตัวเชื่อมระหว่างกลางสนามกับแนวรุก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตัวเขาทำได้ดีอยู่แล้ว และเป็นตำแหน่งที่เฮียมูชื่นชอบเพราะต้องการคนที่กล้ายิงและกล้าเล่นในพื้นที่อันตราย ส่วนปีกสองข้าง วินิซิอุส จูเนียร์ ยังคงประจำการที่ปีกซ้าย ส่วนปีกขวาตามรายงานคือ มิเชล โอลิเซ่ จาก บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทีมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

ตัวรุกหลักหรือกองหน้าตัวเป้าก็แน่นอนว่าเป็น คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ดาวซัลโวประจำทีมที่ฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่องในฤดูกาลนี้ การได้เล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าตัวเดียว แทนที่จะเล่นริมเส้นเหมือนสมัยอยู่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง น่าจะปลดปล่อยศักยภาพเขาออกมาได้เต็มที่ และเฮียมูเองก็มีประวัติในการรีดเค้นความสามารถของกองหน้าระดับโลกออกมาได้เสมอ ตั้งแต่สมัย ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, ดิเอโก้ คอสต้า ไปจนถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ระบบ 4-2-3-1 นี้จะเน้นเกมรับที่หนาแน่น ใช้สองตัวรับยืนคุมพื้นที่กลางสนาม ปีกทั้งสองข้างถอยลงมาช่วยเกมรับเมื่อจำเป็น และเปิดเกมสวนกลับด้วยความเร็วของ เอ็มบัปเป้ และ วินิซิอุส โดยมี เบลลิ่งแฮม คอยเป็นตัวเชื่อมเกม นี่คือสูตรสำเร็จที่เฮียมูใช้มาตั้งแต่สมัย เชลซี ยุคแรก, อินเตอร์ มิลาน และ เรอัล มาดริด ครั้งแรก เพียงแต่ครั้งนี้คุณภาพของขุมกำลังจะดีกว่าเดิมมาก

ระบบ 3-5-2 แผนสำรองสไตล์โรม่า เน้นความยืดหยุ่น

ขณะเดียวกัน "Plan B" ที่เฮียมูเตรียมไว้คือระบบ 3-5-2 ซึ่งเป็นแท็คติกที่เขาใช้ในช่วงคุม โรม่า และน่าสนใจตรงที่ระบบนี้ก็เคยถูกนำมาใช้ในยุคของ ชาบี อลอนโซ่ บางช่วงของฤดูกาลนี้ด้วย ทำให้นักเตะคุ้นเคยกับการเล่นในระบบนี้อยู่แล้ว ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์

ในระบบ 3-5-2 ของเฮียมู กรอบประตูยังคงเป็น คูร์กตัวส์ เหมือนเดิม ส่วนแนวรับสามตัวที่อยู่ด้านหน้าผู้รักษาประตูจะประกอบด้วย รือดิเกอร์ ที่ยืนคุมตรงกลาง ขนาบข้างด้วย เฮาส์เซ่น และ ดาวิด อลาบา ที่ฟิตขึ้นและคืนทีมแล้ว การมีกองหลังสามคนที่ทั้งแข็งแกร่งทางกายภาพและมีทักษะการเล่นบอลด้วยเท้าที่ดี ทำให้ทีมสามารถเริ่มเกมรุกจากแนวหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นของระบบนี้อยู่ที่วิงแบ็คทั้งสองข้าง ปีกขวาคือ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่ความสามารถในการเปิดบอลและจ่ายบอลทะลุของเขาคือสิ่งที่ทีมขาดมาตลอด ส่วนปีกซ้ายคือ คาร์เรราส ที่มีพลังในการขึ้นเกมรุกและถอยลงมาช่วยเกมรับได้สมดุล วิงแบ็คทั้งสองคนนี้จะเล่นเป็นเสมือน "ปีก" เมื่อทีมครองบอล และถอยลงมาเป็นแบ็คสี่คนเมื่อต้องตั้งรับ ทำให้ระบบนี้เปลี่ยนเป็น 5-3-2 ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

มิดฟิลด์สามตัวกลางสนามจะประกอบด้วย โรดรี้ (ถ้าซื้อมาได้สำเร็จ) ทำหน้าที่เป็นตัวคุมเกมในตำแหน่งกลางต่ำ บัลเบร์เด รับบทบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ที่วิ่งขึ้นลงไม่หยุด และ เบลลิ่งแฮม รับบทมิดฟิลด์ตัวรุกที่จะดันขึ้นไปสนับสนุนคู่กองหน้าได้ตลอดเวลา การมีสามคนนี้คุมกลางสนามจะทำให้ทีมมีความได้เปรียบทั้งในแง่ของจำนวนผู้เล่นและคุณภาพ

ส่วนแนวรุกในระบบนี้จะใช้กองหน้าคู่ คือ เอ็มบัปเป้ จับคู่กับ วินิซิอุส ที่ขยับเข้ามาเล่นในตำแหน่งกองหน้าแทนที่จะเล่นริมเส้น ซึ่งคู่นี้เคยลงเล่นด้วยกันมาแล้วในช่วงต้นฤดูกาล แม้จะมีคำถามเรื่องการประสานงานระหว่างทั้งคู่ก็ตาม ความเร็วและทักษะของทั้งสองคนน่าจะสร้างความปวดหัวให้กับแนวรับของคู่แข่งได้ทุกทีม โดยเฉพาะเมื่อเล่นเกมสวนกลับซึ่งเป็นจุดแข็งของระบบมูรินโญ่

ข้อดีของระบบ 3-5-2 คือความยืดหยุ่นในการสลับเปลี่ยนแผนระหว่างเกม ถ้าทีมต้องการเกมรับมากขึ้น ก็สามารถถอยมาเป็น 5-3-2 ได้ทันที แต่ถ้าต้องการเกมรุกมากขึ้น ก็สามารถดันวิงแบ็คขึ้นมาเป็น 3-3-2-2 หรือ 3-4-1-2 ได้ตามสถานการณ์ การมีแผนสำรองที่หลากหลายเป็นสิ่งที่เฮียมูถนัดมาตลอด และน่าจะเป็นอาวุธสำคัญในการรับมือกับคู่แข่งหลากหลายสไตล์

ตลาดซื้อขายระอุ เป้าหมายเสริมทัพชุดใหญ่

ถ้ามูรินโญ่เข้ามาคุมทีมจริง คาดว่าตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ปีนี้ของ เรอัล มาดริด จะคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะเฮียมูเคยขอซื้อนักเตะแบบไม่อั้นในยุคก่อน และครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน ชื่อของ โรดรี้ และ มิเชล โอลิเซ่ ถูกพูดถึงในฐานะเป้าหมายอันดับต้นๆ

โรดรี้ คือกุญแจสำคัญในการอัพเกรดมิดฟิลด์ของทีม แม้จะเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าได้ไม่นาน แต่คุณภาพของเขาในฐานะมิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดในโลกก็ยังเป็นที่ยอมรับ การได้กองกลางสเปนรายนี้กลับสู่บ้านเกิด หลังจากที่เคยเล่นให้ แอตเลติโก มาดริด ในยุควัยรุ่น ก็จะเป็นการตอกย้ำสถานะของมาดริดในฐานะทีมที่ดึงดูดนักเตะระดับโลกได้เสมอ

ส่วนโอลิเซ่ ปีกชาวฝรั่งเศสของบาเยิร์น มิวนิค ที่เคยฉีกแผนเรอัล มาดริด ในเกมยูซีแอลที่ผ่านมา เป็นเป้าหมายที่จะมาแทนที่ของ โรดรีโก้ ที่คาดว่าจะกลับมาเล่นได้ในเดือนมกราคม 2027 หลังจากบาดเจ็บหนัก โอลิเซ่มีทั้งความเร็ว ทักษะการเลี้ยงบอล การยิงประตู และการจ่ายบอลที่ครบเครื่อง น่าจะเข้ากับสไตล์ที่มูรินโญ่ต้องการในตำแหน่งปีกขวาได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเกี่ยวกับการเข้ามาเสริมในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค โดยมีชื่อของ ราโมน รามอส ที่เป็นลูกหม้อ ลา ฟาบริก้า ของมาดริดเอง แต่ไปยืมตัวอยู่ที่ โกโม่ ภายใต้การคุมทีมของ เซสก์ ฟาเบรกาส และโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจมาก สโมสรจะใช้คลอสซื้อกลับในราคาที่ไม่แพง เพื่อมาเสริมทัพให้เฮียมู ส่วนตำแหน่งกองหน้าสำรอง ก็มีรายงานว่ามีการมองหาตัวรองของ เอ็มบัปเป้ ที่จะมาแทน ฆัวควิน รามอน หรือผู้เล่นเดิมที่ยังไม่ได้คุณภาพถึงระดับที่ต้องการ

แน่นอนว่าการเสริมทัพเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่ด้วยอำนาจการเงินของ เรอัล มาดริด และความสามารถในการดึงนักเตะระดับโลกมาร่วมทีมในแบบฉบับ "ฟลอเรนติโน่ สไตล์" ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับสโมสรนี้ ขอแค่เปเรซเขียนเช็คอนุมัติเท่านั้น ทีมงานของแกก็จัดการให้ได้ทุกดีล

ปมร้อนวินิซิอุส ตัวแปรที่อาจพลิกแผนทั้งหมด

แต่ในทุกแผนการที่สวยหรู ก็มักจะมีปัญหาให้แก้เสมอ และปัญหาใหญ่ที่สุดในแผนของเฮียมูครั้งนี้ก็คงไม่พ้นเรื่องของ วินิซิอุส จูเนียร์ ปีกซ้ายชาวบราซิเลียนคนสำคัญของทีม

ความสัมพันธ์ระหว่างมูรินโญ่กับวินิซิอุสไม่ได้ราบรื่นเลยในช่วงที่ผ่านมา ย้อนกลับไปในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตอนที่ เรอัล มาดริด เจอกับ เบนฟิก้า ของมูรินโญ่เอง วินิซิอุสได้แสดงท่าทางเฉลิมฉลองหลังยิงประตู และนำไปสู่กรณีการกล่าวหาเรื่องการเหยียดผิวจาก จานลูก้า เปรสเตียนนี่ นักเตะของเบนฟิก้า มูรินโญ่ออกมาคอมเมนต์เรื่องนี้ในแบบที่ไม่เป็นมิตรกับวินิซิอุส ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตึงเครียด นักเตะมาดริดบางคนรวมถึง ดานี่ การ์บาฆาล ก็ออกมาตอบโต้มูรินโญ่อย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาของวินิซิอุสกับ เรอัล มาดริด เหลืออีกแค่ปีเดียว และการเจรจาขยายสัญญาก็ยังไม่มีความคืบหน้า มีรายงานว่าซาอุดี โปร ลีก พร้อมเสนอเงินมหาศาลเพื่อดึงตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งถ้าวินิซิอุสตัดสินใจไปจริง เปเรซก็คงไม่ปล่อยฟรีแน่นอน เพราะเปเรซเคยขายดาวเด่นมาแล้วหลายคนเมื่อได้ราคาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น อังเฆล ดิ มาเรีย, คาเซมิโร่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ เมซุต โอซิล

ถ้าวินิซิอุสไปจริง ทีมต้องหาตัวมาแทน ซึ่งตัวเลือกในทีมก็มี บราฮิม ดิอาซ และ ฟรังโก มาสตันตูโอโน่ ที่เป็นเด็กดาวรุ่งจาก ริเวอร์เพลท นอกจากนี้ก็ต้องรอ โรดรีโก้ ที่จะกลับมาช่วงต้นปี 2027 ตัวเลือกเหล่านี้อาจไม่มีพลังในการบุกทะลวงเทียบเท่าวินิซิอุส แต่ก็จะให้ความสมดุลในเกมที่ดีกว่า ซึ่งบางทีอาจเป็นสิ่งที่ทีมต้องการมากกว่าด้วยซ้ำในยุคของเฮียมู

อีกประเด็นที่ต้องพูดถึงคือเรื่องของ เบลลิ่งแฮม กับวินิซิอุส และเอ็มบัปเป้ ที่ตลอดฤดูกาลนี้พิสูจน์แล้วว่าการเล่นทั้งสามคนพร้อมกันในแนวรุกมันไม่ลงตัวเท่าที่ควร ทำให้บางทฤษฎีบอกว่าการขายวินิซิอุสไปอาจช่วยให้ทีมมีความสมดุลมากขึ้น และให้ เบลลิ่งแฮม กับ เอ็มบัปเป้ ได้ฟรีโรลในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องแย่งพื้นที่กับวินิซิอุส แต่ในมุมของเฮียมูที่เคยกล่าวว่า "วินิซิอุสคือผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก" คำถามคือเขาจะปรับใช้นักเตะรายนี้ในระบบของเขายังไง ถ้าวินิซิอุสยังอยู่กับทีมต่อ

ความท้าทายและการพิสูจน์ตัวครั้งสุดท้าย

การกลับมาคุม เรอัล มาดริด ของมูรินโญ่ครั้งนี้ไม่ได้ง่ายเลย แม้บนกระดาษทุกอย่างจะดูสวยหรู แต่ในความเป็นจริง เขาต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายที่อาจจะหนักกว่าครั้งแรกที่เขาเข้ามาคุมทีมในปี 2010 ด้วยซ้ำ

ประการแรกคือเรื่องของ "ยุคสมัย" ฟุตบอลในปี 2026 ต่างจากปี 2010 มาก สไตล์การเล่นของทีมระดับโลกเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล การเพรสซิ่งสูง การเล่นบอลควบคุม และการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็น คำถามคือสไตล์เกมรับเหนียวและสวนกลับเร็วของมูรินโญ่ จะยังใช้ได้กับฟุตบอลยุคปัจจุบันหรือไม่ หรือเขาจะปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยนี้ได้แค่ไหน

ผลงานในช่วงหลังของมูรินโญ่เองก็ไม่ได้น่าประทับใจเท่าในอดีต ทั้งช่วงที่คุม ท็อตแน่ม, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เฟเนร์บาห์เช่ และ เบนฟิก้า ที่เพิ่งมาถึง ทำผลงานได้แค่กลางๆ ไม่ได้กวาดถ้วยรางวัลแบบยุคก่อน นี่คือเหตุผลที่ทำให้บางคนตั้งคำถามว่าเฮียมูยังมีของพอที่จะกลับมาคุมทีมระดับท็อปของยุโรปอีกครั้งหรือเปล่า

ประการที่สองคือเรื่องของห้องแต่งตัว นักเตะมาดริดในปัจจุบันไม่ใช่เด็กฝึกหัด พวกเขาคือซูเปอร์สตาร์ที่มีอีโก้และความคิดเป็นของตัวเอง การจัดการกับ เอ็มบัปเป้, วินิซิอุส, เบลลิ่งแฮม และ บัลเบร์เด ต้องใช้ทักษะมนุษยสัมพันธ์ระดับสูง ไม่ใช่แค่ความสามารถทางแท็คติกอย่างเดียว ซึ่งเฮียมูเคยมีปัญหาในเรื่องนี้มาก่อน ทั้งกับ เคซีย่าส, มาตา, เด เคอา และอีกหลายคน

ประการที่สามคือความคาดหวังของแฟนบอลและสื่อ ที่ระดับ เรอัล มาดริด ความสำเร็จไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นข้อบังคับ การคว้าแชมป์ ลา ลีกา ภายในปีแรก หรืออย่างน้อยต้องไปถึงรอบลึกๆ ของ ยูซีแอล คือมาตรฐานขั้นต่ำที่ทีมและแฟนบอลคาดหวัง ถ้าทำไม่ได้ในปีแรก เปเรซจะไม่ลังเลที่จะปลด แม้แต่กับมูรินโญ่ก็ตาม

แต่ถึงจะมีความท้าทายมากมาย ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าการกลับมาของเฮียมูสู่ถิ่นเบร์นาเบวคือเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นที่สุดเรื่องหนึ่งของฟุตบอลยุโรปในตอนนี้ ทั้งในแง่ของแฟนบอล สื่อ และคนในวงการเอง ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่กรุงมาดริดเพื่อรอดูว่าดีลนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และถ้าเกิดขึ้นจริง โชเซ่ มูรินโญ่ จะสามารถทำให้ "ราชันชุดขาว" กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้หรือเปล่า

แค่คิดถึงภาพไลน์อัพในระบบ 4-2-3-1 ที่มี คูร์กตัวส์ ในกรอบ มี รือดิเกอร์, เฮาส์เซ่น, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, คาร์เรราส อยู่ในแนวรับ มี โรดรี้ กับ บัลเบร์เด อยู่กลาง มี เบลลิ่งแฮม เป็นเบอร์ 10 และมี วินิซิอุส, โอลิเซ่, เอ็มบัปเป้ ในแนวรุก ก็แค่นั้นแหละ บอกตามตรงว่ามันโหดเอามากๆ ขนาดยังไม่ลงสนามก็แทบจะการันตีว่าทีมไหนเจอก็ขนลุก แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้แฟนบอลทั่วโลกตั้งตารอวันที่เฮียมูจะก้าวเข้าสู่ห้องแถลงข่าวที่เบร์นาเบวอีกครั้ง พร้อมกับประโยคคลาสสิกในแบบฉบับของเขาที่ว่า "I am back" หรือเปล่า ต้องรอติดตามกันต่อไปในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่หน้าต่างค่าฉีกสัญญากับ เบนฟิก้า จะเปิดและปิดอย่างรวดเร็ว ใครจะคิดว่า 13 ปีให้หลัง เรื่องราวของ "เดอะ สเปเชี่ยลวัน" กับ "ราชันชุดขาว" จะกลับมาให้แฟนบอลได้ลุ้นกันอีกครั้ง

แมนฯ ยูไนเต็ดหญิงยังไม่ยอมแพ้ แม้พ่ายบาเยิร์นในเลกแรก

Marc Skinner กุนซือของ Manchester United Women ยอมรับว่าการบุกไปเยือน Bayern Munich Women เพื่อพลิกสถานการณ์ในศึก UEFA Women's Champions League รอบก่อนรองชนะเลิศ จะเป็นบททดสอบที่ยากที่สุดของทีม

แมนฯ ยูไนเต็ดแพ้ในเกมเลกแรก 3-2 ทำให้ต้องการชัยชนะในเกมที่เยอรมนีเพื่อผ่านเข้าสู่รอบต่อไป

แม้สถานการณ์จะเสียเปรียบ แต่สกินเนอร์ยืนยันว่าทีมยังเชื่อมั่นในโอกาสของตัวเอง

“ถ้าเราไม่เชื่อว่าจะทำได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเดินทางไปเยอรมนี”

 เกมที่สูสีแต่ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้

เกมนี้เริ่มต้นไม่ดีสำหรับยูไนเต็ด เมื่อ Pernille Harder อดีตดาวเตะ Chelsea Women ยิงประตูให้บาเยิร์นขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 2

อย่างไรก็ตาม ยูไนเต็ดแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น โดยสามารถกลับมาตีเสมอได้ถึงสองครั้ง

แต่ท้ายที่สุด Momoko Tanikawa ยิงประตูชัยในนาทีที่ 81 ทำให้บาเยิร์นคว้าชัยชนะในเกมแรก

สกินเนอร์ยอมรับว่าเขารู้สึกผิดหวังกับทั้งสามประตูที่เสียไป เพราะมองว่าคู่แข่งไม่ได้ต้องทำงานหนักมากนักในการทำประตู

แท็กติกและรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ตัดสินเกม

Man Utd come from behind twice but lose first leg to Bayern

โค้ชบาเยิร์น Jose Barcala เปิดเผยว่าทีมของเขาคาดว่าแมนฯ ยูไนเต็ดจะใช้การเพรสซิ่งสูง

แผนของบาเยิร์นคือการเล่นบอลทะลุช่องไปด้านหลังแนวรับ ซึ่งได้ผลอย่างชัดเจน

จังหวะสำคัญเกิดจากการจ่ายบอลของ Arianna Caruso ที่ส่งบอลเข้าไปในพื้นที่ระหว่างแนวรับและกรอบเขตโทษ ทำให้ฮาร์เดอร์หลุดไปทำประตู

สถานการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นอีกครั้งในครึ่งหลัง เมื่อทานิกาวะเป็นคนแอสซิสต์ให้ฮาร์เดอร์ ก่อนที่เธอจะยิงประตูชัยในเวลาต่อมา

สกินเนอร์เชื่อว่าปัญหามาจากความผิดพลาดเล็ก ๆ ในการกดดันผู้เล่นที่ครองบอล

ปัญหาความลึกของขุมกำลัง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความแตกต่างด้านขุมกำลังของทั้งสองทีม

ตัวอย่างชัดเจนคือ Hinata Miyazawa กองกลางของยูไนเต็ด ที่เพิ่งลงเล่นนัดชิงเอเชียนคัพในซิดนีย์เมื่อวันอาทิตย์ ก่อนจะเดินทางกลับมาเล่นให้ทีมทันที

ในทางกลับกัน บาเยิร์นสามารถจัดการผู้เล่นได้ดีกว่า โดยให้ทานิกาวะเริ่มเกมจากม้านั่งสำรองเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากอาการเจ็ตแล็ก ก่อนส่งลงมาสร้างความแตกต่างในเกม

 ตารางแข่งหนักก่อนเกมตัดสิน

โปรแกรมของแมนฯ ยูไนเต็ดในช่วงต่อไปถือว่าหนักมาก

พวกเขาจะต้องพบกับ
Manchester City Women จ่าฝูง Women's Super League ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด

ก่อนจะเดินทางไปเยอรมนีเพื่อเล่นเลกที่สองกับบาเยิร์น

แม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่สกินเนอร์ยังคงเชื่อว่าทีมของเขามีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้ หากสามารถลดความผิดพลาดและยกระดับการเล่นในเกมต่อไป.

ฟิล พาร์กินสัน ชายผู้รู้วิธีล้ม เชลซีใน กับภารกิจสร้างประวัติศาสตร์กับ เร็กซ์แฮม

การแข่งขันฟุตบอลถ้วย FA Cup (เอฟเอ คัพ) ถือเป็นรายการที่เต็มไปด้วยเรื่องราวการพลิกล็อกและปาฏิหาริย์เสมอ และหนึ่งในสโมสรที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสร้างเซอร์ไพรส์ในรายการนี้ก็คือ Wrexham (เร็กซ์แฮม) สโมสรจากแคว้น Wales (เวลส์) ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในวงการฟุตบอลอังกฤษ สิ่งที่อาจทำให้ Chelsea (เชลซี) ต้องรู้สึกกังวลก่อนเกมรอบนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ฟอร์มของคู่แข่ง แต่ยังรวมถึงตัวกุนซือของ Wrexham (เร็กซ์แฮม) อย่าง Phil Parkinson (ฟิล พาร์กินสัน) ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมที่มีประวัติการสร้างเซอร์ไพรส์ใน FA Cup (เอฟเอ คัพ) มาแล้วหลายครั้ง ที่สำคัญ เขายังเป็นผู้จัดการทีมคนล่าสุดที่สามารถพาทีมจากลีกล่างโค่น Chelsea (เชลซี) ได้สำเร็จในรายการนี้

ย้อนกลับไปปี 2015 เมื่อ แบรดฟอร์ด โค่น เชลซีลงได้

เร็กซ์แฮม เชลซี

ย้อนกลับไปในปี 2015 ช่วงเวลานั้น Chelsea (เชลซี) กำลังอยู่ในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุดยุคหนึ่ง ภายใต้การคุมทีมของ Jose Mourinho (โชเซ่ มูรินโญ่) ในการคุมทีมสมัยที่สอง ทีมจากกรุง London (ลอนดอน) กำลังนำเป็นจ่าฝูงของ Premier League (พรีเมียร์ลีก) และกำลังเดินหน้าสู่การคว้าแชมป์ลีกอย่างมั่นใจ ในทีมมีซูเปอร์สตาร์ระดับโลกมากมาย เช่น Didier Drogba (ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา) , Eden Hazard (เอแด็น อาซาร์) และ Cesc Fabregas (เชสก์ ฟาเบรกาส) รวมถึงผู้เล่นคุณภาพอีกหลายคน ในทางกลับกัน คู่แข่งของพวกเขาในวันนั้นคือ Bradford City (แบรดฟอร์ด ซิตี้) สโมสรจากลีกระดับสามของอังกฤษ ที่มี Phil Parkinson (ฟิล พาร์กินสัน) เป็นผู้จัดการทีม ในสายตาของแฟนบอลและผู้เชี่ยวชาญแทบทุกคน เกมนี้ดูเหมือนจะเป็นงานง่ายสำหรับ Chelsea (เชลซี) และสถานการณ์ในสนามก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะ Chelsea (เชลซี) ขึ้นนำก่อนถึง 2-0 ที่สนาม Stamford Bridge (สแตมฟอร์ด บริดจ์) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ FA Cup (เอฟเอ คัพ) Phil Parkinson (ฟิล พาร์กินสัน) ซึ่งปัจจุบันอายุ 58 ปี ยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้อย่างชัดเจน เขาเล่าว่า “ผมจำได้ว่าในช่วงต้นครึ่งหลัง ผมหันไปมองที่ Jose Mourinho (โชเซ่ มูรินโญ่)” “ผมเหมือนจะเห็นในสายตาของเขาเลยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะทีมของเขาเหมือนจะหลุดสมาธิไป และเขาไม่สามารถปลุกทีมให้กลับมาได้อีก” หลังจากนั้น Bradford City (แบรดฟอร์ด ซิตี้) เริ่มกลับเข้าสู่เกม และทำประตูไล่มาอย่างต่อเนื่อง

ก่อนจะพลิกสถานการณ์ขึ้นนำ Chelsea (เชลซี) 3-2 ในช่วงท้ายเกม ก่อนหมดเวลาเพียง 3 นาที Jose Mourinho (โชเซ่ มูรินโญ่) เดินเข้ามาเพื่อจับมือกับ Phil Parkinson (ฟิล พาร์กินสัน) ก่อนเสียงนกหวีดสุดท้ายจะดังขึ้น แต่ Phil Parkinson (ฟิล พาร์กินสัน) ไม่ได้ตอบรับการจับมือนั้น เพราะเขายังคงจดจ่ออยู่กับเกมในสนาม และไม่กี่วินาทีต่อมา Bradford City (แบรดฟอร์ด ซิตี้) ก็ยิงประตูที่สี่ได้สำเร็จ จบเกมด้วยชัยชนะสุดช็อก 4-2 และทีมของ Phil Parkinson (ฟิล พาร์กินสัน) กลายเป็นทีมเดียวที่สามารถบุกชนะ Chelsea (เชลซี) ที่สนาม Stamford Bridge (สแตมฟอร์ด บริดจ์) ได้ในฤดูกาลนั้น

ความทรงจำที่ยังชัดเจนของ ฟิล พาร์กินสัน

Phil Parkinson (ฟิล พาร์กินสัน) เปิดเผยว่า ก่อนเกมในสัปดาห์นี้ เขายังนึกถึงเกมนั้นอยู่ เขากล่าวว่า “ผมเพิ่งคิดถึงเกมนั้นในสัปดาห์นี้ ทั้งเรื่องการเตรียมทีม การสร้างบรรยากาศก่อนเกม และวิธีที่เราลงสนาม” “ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนไปมากในฐานะผู้จัดการทีมตั้งแต่นั้นมา” เขายังเปิดเผยว่า ในช่วงก่อนเกมกับ Chelsea (เชลซี) เขาได้พูดคุยกับหนึ่งในผู้ทำประตูในวันนั้นคือ Jon Stead (จอน สตีด) ผู้จัดการทีม Wrexham (เร็กซ์แฮม) อธิบายถึงแนวคิดการทำทีมของเขาไว้ว่า ทีมของเขาจะเล่นด้วยหลักการที่ชัดเจน และสะท้อนตัวตนของเมืองที่สโมสรตั้งอยู่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เขาใช้มาตั้งแต่สมัยคุม Bradford City (แบรดฟอร์ด ซิตี้) “ตอนนั้นไม่มีใครคาดหวังอะไรจากเราเลย” “แต่จิตวิญญาณของทีมรองบ่อนต้องมีอยู่เสมอ เพราะทีมที่เรากำลังเผชิญหน้ามีคุณภาพสูงมาก” หลังจากเกมนั้นผ่านมา 11 ปี Chelsea (เชลซี) ลงเล่นใน FA Cup (เอฟเอ คัพ) กับทีมจากลีกที่ต่ำกว่า Premier League (พรีเมียร์ลีก) ถึง 24 นัด และพวกเขาก็ไม่เคยต้องเผชิญกับความอับอายแบบเดียวกับเกมนั้นอีกเลย ในเวลานั้น Jose Mourinho (โชเซ่ มูรินโญ่) ถึงกับเรียกความพ่ายแพ้นั้นว่าเป็น “ความอัปยศ” แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังเดินเข้าไปในห้องแต่งตัวของ Bradford City (แบรดฟอร์ด ซิตี้) หลังจบเกม

เพื่อแสดงความเคารพต่อผลงานของทีมคู่แข่ง และยอมรับว่ามันเป็นผลการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ Phil Parkinson (ฟิล พาร์กินสัน) ยังจำความรู้สึกที่แฟนบอล Chelsea (เชลซี) ลุกขึ้นปรบมือให้ทีมของเขาได้ เขาบอกว่ามันเป็นความรู้สึกที่ “เหนือจริง” แม้ว่าเกมนั้นจะเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่โดดเด่นที่สุดของ Phil Parkinson (ฟิล พาร์กินสัน) แต่ก็ไม่ใช่ความสำเร็จเพียงครั้งเดียวของเขาในฟุตบอลถ้วย ปัจจุบันเขากำลังพา Wrexham (เร็กซ์แฮม) สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสร ทีมจาก North Wales (นอร์ท เวลส์) กำลังอยู่ในเส้นทางลุ้นเลื่อนชั้นสู่ Premier League (พรีเมียร์ลีก) หลังจากสร้างผลงานยอดเยี่ยมจนมีลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟใน Championship (แชมเปี้ยนชิพ) ก่อนหน้านี้ Wrexham (เร็กซ์แฮม) เพิ่งเอาชนะ Coventry City (โคเวนทรี ซิตี้) ในปี 2023 และยังเขี่ย Nottingham Forest (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์) ตกรอบด้วยการดวลจุดโทษในรอบสามของ FA Cup (เอฟเอ คัพ) ปีนี้ ก่อนจะมารับงานกับ Wrexham (เร็กซ์แฮม) ซึ่งมีเจ้าของสโมสรเป็นนักแสดงชื่อดัง Ryan Reynolds (ไรอัน เรย์โนลด์ส) และ Rob McElhenney (ร็อบ แม็คเอลเฮนนีย์) Phil Parkinson (ฟิล พาร์กินสัน) เคยพา Bradford City (แบรดฟอร์ด ซิตี้) สโมสรจากลีกระดับสี่ของอังกฤษ เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ League Cup (ลีก คัพ) ปี 2013 ระหว่างทางพวกเขาสามารถเอาชนะทีมใหญ่อย่าง Wigan Athletic (วีแกน แอธเลติก) , Arsenal (อาร์เซน่อล) และ Aston Villa (แอสตัน วิลล่า) ได้อย่างน่าทึ่ง ก่อนเกมกับ Nottingham Forest (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์) Phil Parkinson (ฟิล พาร์กินสัน) บอกกับนักเตะของเขาว่า นี่คือโอกาสที่จะสร้างความทรงจำใหม่ให้กับสโมสร และพวกเขาก็ทำได้จริง ตอนนี้โอกาสใหม่กำลังรออยู่  

“ปาฏิหาริย์ของ ทรูบิน” ค่ำคืนแห่งตำนานที่ โชเซ มูรินโญ่ พา เบนฟิก้า โค่น เรอัล มาดริด

ค่ำคืนที่แม้แต่มูรินโญ่ก็ไม่คาดฝัน สำหรับ โชเซ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) ชายผู้ผ่านเกมใหญ่ เกมดราม่า และค่ำคืนประวัติศาสตร์มานับไม่ถ้วนในอาชีพผู้จัดการทีมอันยาวนาน “ครั้งแรก” ดูเหมือนจะหาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในคืนวันพุธที่กรุง ลิสบอน ณสนาม เอสตาดิโอ ดา ลุซ (Estadio da Luz) เขาได้เห็นสิ่งที่แม้แต่ตัวเองก็ยังต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดา ไม่ใช่เพียงชัยชนะเหนือ เรอัล มาดริด (Real Madrid ) แชมป์ยุโรป 15 สมัยเท่านั้น แต่คือการรอดตายแบบปาฏิหาริย์ของ Benfica ในศึก UEFA Champions League เบนฟิก้า นำอยู่ 3-2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของทดเวลาบาดเจ็บ แต่ความจริงอันโหดร้ายคือ แค่นั้นยังไม่เพียงพอ ด้วยรูปแบบลีกเฟสใหม่ ที่มีการแข่งขันพร้อมกันถึง 18 คู่ในนัดสุดท้าย ผลต่างประตูได้เสียกำลังผลัก เบนฟิก้า ให้ตกรอบ พวกเขาต้องการ “อีกหนึ่งประตู” เท่านั้น เพื่ออยู่รอดในเส้นทางยุโรป และในจังหวะฟรีคิกสุดท้าย ชายที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นฮีโร่ กลับกลายเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์

เมื่อผู้รักษาประตูกลายเป็นผู้กอบกู้ ประตูสุดสำคัญ พาทีมยังได้ไปต่อ

Anatoly Trubin goal

อนาโตลี ทรูบิน (Anatoly Trubin) ผู้รักษาประตูวัย 24 ปี ตัดสินใจวิ่งขึ้นหน้า ไม่กี่วินาทีต่อมา สนามทั้งสนามแทบถล่มทรูบิน โหม่งบอลเต็มศีรษะ ส่งลูกพุ่งเสียบตาข่ายอย่างเด็ดขาด ก่อนที่เขาจะวิ่งสุดชีวิต และทิ้งตัวสไลด์เข่าฉลองประตูแห่งชีวิต“มันคือประตูที่ยอดเยี่ยม เป็นประตูประวัติศาสตร์ ประตูที่แทบทำให้ทั้งสนามพังลงมา”  โชเซ มูรินโญ่ (Jose Mourinho)ประตูนี้ไม่เพียงทำให้ เบนฟิก้า เข้ารอบเพลย์ออฟ แต่ยังส่ง มาร์กเซย ( Marseille ) หลุดจากพื้นที่เข้ารอบอย่างเจ็บปวด  ความเหลือเชื่อคือ ก่อนหน้าจังหวะนั้นไม่กี่นาที ทรูบิน ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าสถานการณ์จริง ๆ คืออะไร เขาเคยทิ้งตัวลงกับพื้นเพื่อถ่วงเวลา หลังรับลูกครอสได้ เพราะคิดว่าชัยชนะ 3-2 เพียงพอแล้ว “ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าเรายังต้องการประตู”
อนาโตลี ทรูบิน (Anatoly Trubin) จนกระทั่งเพื่อนร่วมทีมเริ่มชี้มือ และบอกให้เขาขึ้นหน้า “มันบ้ามาก ผมไม่เคยยิงประตูมาก่อน นี่คือครั้งแรกในชีวิตผม” 

เส้นทางของ มูรินโญ่ กับ เบนฟิก้า ที่ไม่ง่าย

การกลับมา เบนฟิก้า ของ มูรินโญ่ ในเดือน กันยายน เต็มไปด้วยคำถาม หลายคนมองว่าเขาผ่านจุดพีคไปแล้ว และอาจไม่เหมาะกับฟุตบอลยุคใหม่ ผลงานในลีก แม้ไม่แพ้ใคร แต่รั้งอันดับ 3 ตามหลัง ปอร์โต้ (Porto) ถึง 10 คะแนน โอกาสคว้าแชมป์ลีกดูเลือนราง ในบอลถ้วยภายในประเทศ ก็ตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ส่วนใน แชมเปียนส์ ลีก พวกเขาแพ้ 4 นัดรวดในช่วงแรก จนแทบไม่มีใครเชื่อว่าจะกลับมาได้ ชัยชนะเหนือ เรอัล มาดริด เปลี่ยนทุกอย่าง “เรื่องเล่ามันสมบูรณ์แบบ”
  จูเลียง โลรองต์ (Julien Laurens) อดีตต้นสังกัดของ มูรินโญ่ อดีตลูกทีมอย่าง อัลบาโร อาร์เบลัว (Alvaro Arbeloa)
เกมที่เดิมพันด้วยชีวิตในยุโรป ทุกอย่างรวมกันเป็น “ปาฏิหาริย์” ด้วยอันดับที่จบในลีกเฟส มีโอกาสถึง 50% ที่ เบนฟิก้า จะต้องดวลกับ เรอัล มาดริด อีกครั้งในรอบเพลย์ออฟ อีกทางเลือกคือ Inter Milan สโมสรที่ มูรินโญ่ เคยพาคว้าแชมป์ยุโรปในปี 2010 “ไป มาดริด ผมก็ชอบ ไป มิลาน ผมก็ชอบ” โชเซ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) สำหรับ มูรินโญ่ ชัยชนะเหนือ เรอัล มาดริด คือหนึ่งในค่ำคืนที่ควรจดจำ แต่สำหรับฟุตบอลยุโรป นี่คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ฟุตบอลไม่เคยตาย และปาฏิหาริย์ยังมีที่ว่างเสมอ

แม้แต่นักเขียนบทที่เก่งที่สุดในโลก ก็อาจเขียนฉากจบแบบนี้ไม่ได้ และบางทีประตูของ อนาโตลี ทรูบิน (Anatoly Trubin) อาจเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่งดงามที่สุดในอาชีพของ โชเซ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) อย่างไรก็ตาม แม้ว่า เบนฟิก้า จะยังคงได้ลุ้นต่อไป แต่ก็ยังถือว่า เป็นงานยากยิ่ง กับการที่จะเข้ารอบน็อคเอาท์ต่อไปได้ ซึ่งหลังจากผลประกบคู่ ล่าสุดออกมา ใครจะเชื่อว่า เบนฟิก้า ของ โชเซ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) ยังคงจับสลากได้ปะทะกับ เรอัล มาดริด (Real Madrid ) อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ จะเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างแน่นอน เรอัล มาดริด (Real Madrid ) ที่เก็บความแค้นอย่างสุมอก กำลังรอที่จะบดขยี้พวกเขา แต่ใครจะรู้ว่า โชคชะตาอยากจะขีดเขียนให้ เป็น เบนฟิก้า  (Benfica ) จะกลายเป็นทีมที่เขี่ย เรอัล มาดริด (Real Madrid ) ตกรอบ แบบเจ็บช้ำอีกหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น จะถือเป็น หายนะ และความโหดร้ายครั้งใหญ่ หรืออาจจะเป็น ความผิดพลาดชิ้นใหญ่ ในการตัดสินใจปลดโค้ช เร็วเกินไปของ เรอัล มาดริด (Real Madrid ) ก็เป็นได้ และนี่คือ เสน่ห์ ของฟุตบอล ความคลาสสิค ความมหัศจรรย์ ที่ยากจะคาดคิด ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ในเกมฟุตบอล ใครจะคิดว่า ผู้รักษาประตู จะเป็นคนตัดสินชะตา ใครจะไปคิดว่า ประตูของ อนาโตลี ทรูบิน (Anatoly Trubin) จะกระชาก ราชันชุดขาวลงมา เพลย์ ออฟ และใครจะคาดคิดว่า เบนฟิก้า  (Benfica ) กับ เรอัล มาดริด (Real Madrid ) จะยังอุตส่าห์ จับสลากมา เจอกันอีกครั้ง เพื่อตัดสินชะตาในการเข้ารอบต่อไป นี่แหละ ฟุตบอล

นิคกี้ บัตต์ ชี้ปัญหา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รากเน่าทั้งระบบ ต่อให้ เซอร์ อเล็กซ์ กลับมาก็ไม่ฟื้นทันที

เสียงสะท้อนจากอดีตนักเตะระดับตำนานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ยังคงมีน้ำหนักเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเป็นคำพูดจากคนที่เติบโตมากับสโมสร เข้าใจวัฒนธรรมของทีมอย่างลึกซึ้ง และเคยประสบความสำเร็จสูงสุดร่วมกับยุคทองของสโมสร หนึ่งในนั้นคือ Nicky Butt (Nicky Butt) ที่ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ถึงสถานการณ์อันยากลำบากของ “ปีศาจแดง” ในปัจจุบัน อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษรายนี้ ไม่ได้เพียงแค่วิจารณ์ผลงานในสนาม แต่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ฝังรากลึกตั้งแต่ระดับบริหาร ไล่ลงมาจนถึงทีมชุดใหญ่ พร้อมยอมรับว่า ต่อให้ดึงบุคคลระดับตำนานกลับมา ก็ไม่อาจแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น เด็กท้องถิ่น กับความสำเร็จในยุคทองแห่ง โอลด์ แทรฟฟอร์ด Nicky Butt (Nicky Butt) ถือเป็นหนึ่งในนักเตะ “คลาส ออฟ 92” ที่เติบโตมาจากอะคาเดมีของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) และเป็นกำลังสำคัญของทีมในช่วงที่สโมสรครองความยิ่งใหญ่ภายใต้การคุมทีมของ Sir Alex Ferguson (Sir Alex Ferguson)

ในช่วงระหว่างปี 1995 ถึง 2004 เขาคว้าแชมป์ร่วมกับสโมสรอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  •         แชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) จำนวน 6 สมัย
  •         แชมป์ เอฟเอ คัพ (FA Cup) 3 สมัย
  •         และแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League)

ความสำเร็จเหล่านี้ ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงให้กับสโมสร แต่ยังหล่อหลอมมาตรฐาน และความคาดหวังของแฟนบอลทั่วโลก ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเป็นทีมที่ลุ้นแชมป์ในทุกฤดูกาล

มุมมองของเด็กท้องถิ่น ต่อสิ่งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ควรจะเป็น

บัตต์กิ๊กส์12313152

ในฐานะเด็กท้องถิ่นของเมืองแมนเชสเตอร์ Nicky Butt (Nicky Butt) มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ควรยืนอยู่ตรงจุดใดของโลกฟุตบอล เขาไม่ใช่เพียงอดีตนักเตะ แต่เป็นคนที่ผูกพันกับสโมสรทั้งในเชิงอารมณ์และอัตลักษณ์ เช่นเดียวกับอดีตเพื่อนร่วมทีมหลายคน บัตต์ ไม่ลังเลที่จะวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ปัจจุบันของสโมสร ซึ่งเขามองว่า กำลังห่างไกลจากมาตรฐานเดิมอย่างมาก “สโมสรผุพังจากฐานราก” คำวิจารณ์ที่เจ็บลึก ในการให้สัมภาษณ์กับ FourFourTwo Nicky Butt (Nicky Butt) กล่าวถึงปัญหาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) อย่างตรงไปตรงมา “สำหรับผม ปัญหาหลักคือ สโมสรตอนนี้มันผุพังจากล่างขึ้นบน” เขาย้ำว่า ต่อให้ดึงกุนซือระดับตำนานกลับมาก็ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น “ถ้าคุณเอา Sir Alex Ferguson (Sir Alex Ferguson) ในช่วงพีคที่สุดกลับมา เขาก็ยังไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ทันที มันยังต้องใช้เวลา”

 

ต่อให้เป็น เป๊ป หรือ คล็อปป์ ก็ไม่ง่าย

คำพูดของ Nicky Butt (Nicky Butt) ยิ่งสะท้อนภาพความยากลำบาก เมื่อเขากล่าวถึงผู้จัดการทีมระดับโลกคนอื่น ๆ

“ถ้าคุณเอา Pep Guardiola (Pep Guardiola) หรือ Jurgen Klopp (Jurgen Klopp) เข้ามา มันก็ไม่เวิร์กเหมือนกัน” ประเด็นของเขา คือ ปัญหาของสโมสรไม่ได้อยู่แค่ตัวผู้จัดการทีม แต่เป็นระบบโดยรวม ตั้งแต่การบริหาร การวางแผนนักเตะ ไปจนถึงวัฒนธรรมภายในสโมสร หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ Nicky Butt (Nicky Butt) ชี้ให้เห็น คือ คุณภาพของนักเตะที่สโมสรสามารถดึงเข้ามาในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับยุคก่อน เขาอธิบายว่า “นักเตะที่เราซื้อ และนักเตะที่เราสามารถซื้อได้ในตอนนี้ ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับที่เราเคยมี” นั่นทำให้เขาเชื่อว่า แฟนบอลจำเป็นต้องยอมรับความจริงว่า การกลับไปลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ถึง 8 ปี และเขาสรุปสถานการณ์ด้วยคำพูดที่รุนแรง แต่ตรงไปตรงมาว่า “มันเป็นความวุ่นวายโดยสิ้นเชิง” อดีตกองกลางวัย 50 ปี ชี้ให้เห็นว่า นักเตะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ดึงเข้ามาในช่วงหลัง ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับยุคก่อน “นักเตะที่เราซื้อ และนักเตะที่เราสามารถซื้อได้ ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับที่เราเคยมี” ด้วยเหตุนี้ บัตต์ มองว่า แฟนบอลจำเป็นต้องยอมรับความจริงว่า การฟื้นฟูสโมสรอาจต้องใช้เวลายาวนานถึง 5 ถึง 8 ปี หากหวังจะกลับไปลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) อย่างจริงจังอีกครั้ง

หลังการอำลาตำแหน่งของ Sir Alex Ferguson (Sir Alex Ferguson) แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังพอมีความสำเร็จติดมือบ้าง เช่น

  •         แชมป์ ยูโรปา ลีก (UEFA Europa League)
  •         และแชมป์ เอฟเอ คัพ (FA Cup)

อย่างไรก็ตาม แชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ซึ่งถือเป็นมาตรวัดความยิ่งใหญ่ของสโมสร กลับยังไม่สามารถคว้ามาได้ภายใต้ผู้จัดการทีมหลายคน

แม้จะเคยจบอันดับรองแชมป์ในยุคของ Jose Mourinho (Jose Mourinho) และ Ole Gunnar Solskjær (Ole Gunnar Solskjaer) แต่ก็ยากที่จะบอกว่าสโมสรมีพัฒนาการในระยะยาว สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างชัดเจนในฤดูกาล 2024/25 เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) จบอันดับที่ 15 ใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ซึ่งถือเป็นอันดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การตกชั้นในปี 1974 แม้ทีมจะทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูโรปา ลีก (UEFA Europa League) แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) และพลาดโอกาสคว้าตั๋ว ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) อย่างน่าเสียดาย Nicky Butt (Nicky Butt) ลงเล่นให้ทีมชาติ อังกฤษ (England) ทั้งหมด 39 นัด ก่อนอำลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ในปี 2004 และไปค้าแข้งกับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) เป็นเวลาหกฤดูกาล รวมถึงช่วงยืมตัวกับ เบอร์มิงแฮม ซิตี (Birmingham City) ในวัย 50 ปี เขายังเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มอดีตนักเตะยูไนเต็ด ที่ร่วมบริหาร ซัลฟอร์ด ซิตี (Salford City) ก่อนจะถอนตัวในปี 2024 เพื่อมุ่งพัฒนาเส้นทางโค้ชอย่างเต็มตัว จากคำพูดทั้งหมดของ Nicky Butt (Nicky Butt) ชัดเจนว่า เขาไม่ได้วิจารณ์ด้วยอคติ แต่เป็นความห่วงใยจากคนที่รักสโมสรอย่างแท้จริง และเข้าใจดีว่า ความยิ่งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่อาจฟื้นคืนได้ด้วยการเปลี่ยนโค้ชเพียงอย่างเดียว หากไม่มีการปฏิรูประบบตั้งแต่รากฐาน เส้นทางกลับสู่ความยิ่งใหญ่ ก็อาจยังอีกยาวไกลกว่าที่แฟนบอลคาดหวังไว้มากนัก

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin