ข่าวคราวที่กำลังเขย่าวงการลูกหนังยุโรปในช่วงปลายฤดูกาล 2025-26 คงหนีไม่พ้นเรื่องราวการกลับมาของ "เฮียมู" โชเซ่ มูรินโญ่ สู่ถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว อีกครั้ง หลังจากที่ผ่านไปนานถึง 13 ปีเต็มนับตั้งแต่เขาอำลาทีมไปในปี 2013 และคราวนี้แฟนบอลทั่วโลกต่างจับจ้องว่า ถ้าหากดีลนี้เกิดขึ้นจริง ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีสรายนี้จะวางหมากเดินเกมยังไง จะใช้ใครเป็นตัวหลัก และจะเลือกระบบแบบไหนเพื่อปลุกราชันชุดขาวให้ตื่นจากภวังค์
เปเรซเดินเกมเอง ดันเฮียมูคืนสู่บัลลังก์เบร์นาเบว

ต้องบอกก่อนเลยว่าสถานการณ์ของ เรอัล มาดริด ในเวลานี้ไม่ได้สวยงามเหมือนภาพลักษณ์ที่ทีมยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของยุโรปควรจะเป็น เพราะหลังจากที่ ชาบี อลอนโซ่ โดนปลดออกไปเมื่อเดือนมกราคม 2026 อัลบาโร่ อาร์เบลัว อดีตแบ็คขวาที่ถูกดันขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่จากทีมสำรอง ก็ยังไม่สามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้แม้แต่น้อย ผลงานในสนามเดินเซเป็นช่วงๆ และที่สำคัญทีมกำลังจะปิดฤดูกาลด้วยการไร้แชมป์เป็นปีที่สองติดต่อกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่อย่างมาดริด
ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรวัยใกล้แปดสิบ จึงตัดสินใจลงมือจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองอีกครั้ง ต่างจากการแต่งตั้ง ชาบี อลอนโซ่ ในฤดูกาลก่อน ที่ปล่อยให้ โฆเซ่ อันเฆล ซานเชซ ผู้อำนวยการสโมสรเป็นคนนำในการเจรจา รอบนี้เปเรซต้องการคุมเกมเองทุกขั้นตอน และชื่อแรกที่อยู่ในใจของแกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ลูกหม้อเก่าที่เคยร่วมงานกันมาก่อนระหว่างปี 2010-2013 นั่นเอง
รายงานจาก The Athletic และสื่อสเปนหลายสำนัก ระบุตรงกันว่าเปเรซมองว่าแนวทางแบบ "เฮียมู" ที่เน้นวินัย ความแข็งแกร่งทางจิตใจ และการบริหารห้องแต่งตัว คือสิ่งที่ทีมต้องการในเวลานี้ ไม่ใช่โค้ชสายเทคนิคที่เน้นบอลสวยอย่างเดียว เพราะนักเตะดาวเด่นของทีมหลายคนเริ่มมีอาการ "เห่อแชมป์ไม่เป็น" หลังจากที่เคยกวาดถ้วยรางวัลกันมาแบบไม่หยุด การมีคนที่กล้าจัดระเบียบ กล้าตัดเกรด และกล้าแบ่งแยกใครคือผู้นำในสนาม น่าจะเป็นยาขนานเอกที่ราชันชุดขาวต้องการ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ดีลนี้มีความเป็นไปได้สูงคือ มูรินโญ่ มีค่าฉีกสัญญากับ เบนฟิก้า อยู่ที่ราว 3 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับโค้ชระดับโลก และมีหน้าต่างเปิดให้ใช้คลอสนี้ได้ราวๆ 10 วันหลังจบฤดูกาลโปรตุเกส แปลว่าถ้าจะเอากันจริงๆ ทุกอย่างต้องเร็วและเด็ดขาด ส่วนเรื่องส่วนตัวระหว่างเปเรซกับมูรินโญ่ ก็แทบไม่มีปัญหาเลย เพราะทั้งคู่ยังคุยกันได้ดี และตัวมูรินโญ่เองก็ออกมาเปรยหลายครั้งว่าเขา "ไม่เคยเสียใจที่ออกจากเรอัล มาดริด" และยังคง "มีความผูกพันกับสโมสรนี้ตลอดไป" คำพูดเหล่านี้ฟังเหมือนเปิดประตูทิ้งไว้แบบไม่ปิด รอแค่จังหวะที่เหมาะสมเท่านั้นเอง
เบื้องลึกการตัดสินใจ จากพายุโทรฟี่แห้งสู่การปลดอาร์เบลัว
ก่อนจะลงลึกเรื่องระบบและตัวผู้เล่น เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไม เรอัล มาดริด ถึงต้องตัดสินใจเปลี่ยนผู้จัดการทีมอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งเปลี่ยนไปไม่กี่เดือน เรื่องนี้มันสะท้อนถึงวิกฤตศรัทธาภายในสโมสรอย่างแท้จริง
ฤดูกาลนี้มาดริดทำผลงานได้ค่อนข้างน่าผิดหวัง ตกรอบทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ โกปา เดล เรย์ ส่วนในลา ลีกา ก็ตามหลัง บาร์เซโลน่า คู่ปรับตลอดกาลแบบทิ้งห่างจนแทบจะไม่มีลุ้นแชมป์อีกแล้ว ตัวเลขในลีกอยู่ที่ราว 23 ชนะ 5 เสมอ 5 แพ้ ทำให้แต้มห่างจากบาร์ซ่าที่นำอยู่หลายช่วงตัว นี่คือฤดูกาลที่สองติดต่อกันที่ทีมจะจบแบบมือเปล่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติเลยสำหรับสโมสรที่ครองยุโรปมายาวนาน
ตัวอาร์เบลัวเองก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากทั้งสื่อ แฟนบอล และที่สำคัญคือคนภายในสโมสรเอง เพราะเขายังขาดประสบการณ์ในการบริหารทีมระดับนี้ การจัดการกับซูเปอร์สตาร์อย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป้, วินิซิอุส จูเนียร์ และ จู๊ด เบลลิ่งแฮม ไม่ใช่งานง่ายเลยสำหรับโค้ชหน้าใหม่ที่เพิ่งก้าวมาจากการคุมทีมสำรอง บอร์ดบริหารเริ่มมองว่าทีมต้องการ "มือเก๋าจริงๆ" ที่มีคาริสมาและบารมีพอที่จะกุมห้องแต่งตัวให้อยู่หมัด
นอกจากมูรินโญ่แล้ว ยังมีชื่อโค้ชระดับโลกอีกหลายคนที่ถูกพูดถึงในรอบนี้ ไม่ว่าจะเป็น เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่ปัจจุบันคุมทีมชาติสหรัฐอเมริกา, ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ผู้พา ฝรั่งเศส คว้าแชมป์โลกปี 2018, เซบาสเตียน เฮอเนสส์ จาก สตุ๊ตการ์ท, ลิโอเนล สกาโลนี่ ที่พา อาร์เจนติน่า คว้าฟุตบอลโลก 2022 ไปจนถึง เยอร์เก้น คล็อปป์ อดีตกุนซือ ลิเวอร์พูล ที่ตอนนี้ทำงานในตำแหน่ง Head of Global Soccer ของ เรดบูล อยู่ แต่จากรายชื่อทั้งหมดนี้ ดูเหมือนว่ามูรินโญ่จะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของเปเรซแบบไม่ต้องสงสัย เพราะเปเรซเชื่อมั่นในวิธีคิดและฝีมือของเฮียมูเสมอมา
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกคนในสโมสรจะเห็นด้วยกับการกลับมาของมูรินโญ่ มีเสียงคัดค้านจากบางส่วนของบอร์ดและสตาฟฟ์โค้ชที่ยังจดจำการจากไปของเขาในปี 2013 ได้ดี เพราะตอนนั้นเฮียมูทิ้ง "ห้องแต่งตัวที่แตกร้าว" ไว้เบื้องหลัง มีทั้งความขัดแย้งกับ อิเคร์ กาซิยาส อดีตกัปตันทีม และนักเตะลูกหม้อหลายคนที่ไม่พอใจสไตล์การคุมทีมของเขา แต่เปเรซก็ยังเดินหน้าต่อ เพราะแกเชื่อว่ายุคนี้ไม่ใช่ยุคนั้น และมูรินโญ่ที่ผ่านการคุม โรม่า, ท็อตแน่ม, เฟเนร์บาห์เช่ และ เบนฟิก้า มาแล้ว ก็คงเรียนรู้และปรับตัวไปไม่น้อย
ระบบ 4-2-3-1 แผนหลักของเฮียมูที่กลับมาแบบคลาสสิก
ทีนี้มาถึงส่วนที่แฟนบอลรอคอย คือถ้าหากมูรินโญ่ได้กลับมาคุมทีมจริง เขาจะวางระบบและตัวผู้เล่นยังไง จากข้อมูลที่สื่ออังกฤษอย่าง The Sun รายงานออกมา ระบบ "Plan A" ที่เฮียมูจะใช้คือ 4-2-3-1 ซึ่งเป็นระบบที่เคยพาเขาประสบความสำเร็จในยุค 2010-2013 และยังคงเป็นลายเซ็นของเขามาจนถึงทุกวันนี้
ในกรอบประตูแน่นอนว่าตำแหน่งนี้จะเป็นของ ติโบต์ คูร์กตัวส์ นายด่านชาวเบลเยี่ยมที่ยังคงรั้งตำแหน่งหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก แม้จะมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บมาบ้างในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แต่ความสามารถและประสบการณ์ของเขายังคงเป็นสิ่งที่สโมสรพึ่งพาได้ มูรินโญ่เองก็เคยทำงานกับ คูร์กตัวส์ มาก่อนสมัยที่เชลซี และรู้ดีว่านายด่านเบลเยี่ยมรายนี้เหมาะกับสไตล์การเล่นที่เน้นเกมรับเหนียวแน่นแค่ไหน
แนวรับสี่ตัวจะประกอบไปด้วย เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในตำแหน่งแบ็คขวา จับคู่เซ็นเตอร์แบ็คโดย อันโตนิโอ รือดิเกอร์ และ ดีน เฮาส์เซ่น ส่วนแบ็คซ้ายเป็น อัลบาโร่ คาร์เรราส ที่กำลังโชว์ฟอร์มได้ดีในฤดูกาลนี้ การเลือก รือดิเกอร์ มาเป็นเซ็นเตอร์แบ็คตัวหลักนั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย เพราะสไตล์การเล่นของกองหลังเยอรมันรายนี้ตรงกับสเปคที่เฮียมูชื่นชอบเป๊ะๆ ทั้งความดุดัน กล้าได้กล้าเสีย และพร้อมจะชนกับใครก็ได้ในสนาม เหมือนกับที่เคยมี จอห์น เทอร์รี่, ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่, เซร์คิโอ รามอส และ เปเป้ ในยุคก่อนๆ
มิดฟิลด์ตัวรับสองคน อันนี้น่าสนใจมาก เพราะมีรายงานว่ามูรินโญ่อยากได้ โรดรี้ จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้ามาเสริมในตำแหน่งนี้ จับคู่กับ เฟเดริโก้ บัลเบร์เด ที่เป็นเสาหลักของทีมอยู่แล้ว ถ้าดีลนี้สำเร็จจริง การมีโรดรี้ที่เป็นบาลงดอร์ปี 2024 มายืนกลางสนามคู่กับบัลเบร์เด มันคือคู่กลางที่น่ากลัวที่สุดในยุโรปเลยก็ว่าได้ อีกทางเลือกหนึ่งคือ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ จาก เชลซี ที่มูรินโญ่ก็ชื่นชอบความสามารถมานานเช่นกัน แต่ด้วยราคาและความพร้อม โรดรี้ดูจะเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง
ขยับขึ้นมาด้านบน จู๊ด เบลลิ่งแฮม จะรับบทบาทเพลย์เมคเกอร์ตัวรุก หรือเบอร์ 10 คอยเป็นตัวเชื่อมระหว่างกลางสนามกับแนวรุก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตัวเขาทำได้ดีอยู่แล้ว และเป็นตำแหน่งที่เฮียมูชื่นชอบเพราะต้องการคนที่กล้ายิงและกล้าเล่นในพื้นที่อันตราย ส่วนปีกสองข้าง วินิซิอุส จูเนียร์ ยังคงประจำการที่ปีกซ้าย ส่วนปีกขวาตามรายงานคือ มิเชล โอลิเซ่ จาก บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทีมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด
ตัวรุกหลักหรือกองหน้าตัวเป้าก็แน่นอนว่าเป็น คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ดาวซัลโวประจำทีมที่ฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่องในฤดูกาลนี้ การได้เล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าตัวเดียว แทนที่จะเล่นริมเส้นเหมือนสมัยอยู่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง น่าจะปลดปล่อยศักยภาพเขาออกมาได้เต็มที่ และเฮียมูเองก็มีประวัติในการรีดเค้นความสามารถของกองหน้าระดับโลกออกมาได้เสมอ ตั้งแต่สมัย ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, ดิเอโก้ คอสต้า ไปจนถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้
ระบบ 4-2-3-1 นี้จะเน้นเกมรับที่หนาแน่น ใช้สองตัวรับยืนคุมพื้นที่กลางสนาม ปีกทั้งสองข้างถอยลงมาช่วยเกมรับเมื่อจำเป็น และเปิดเกมสวนกลับด้วยความเร็วของ เอ็มบัปเป้ และ วินิซิอุส โดยมี เบลลิ่งแฮม คอยเป็นตัวเชื่อมเกม นี่คือสูตรสำเร็จที่เฮียมูใช้มาตั้งแต่สมัย เชลซี ยุคแรก, อินเตอร์ มิลาน และ เรอัล มาดริด ครั้งแรก เพียงแต่ครั้งนี้คุณภาพของขุมกำลังจะดีกว่าเดิมมาก
ระบบ 3-5-2 แผนสำรองสไตล์โรม่า เน้นความยืดหยุ่น
ขณะเดียวกัน "Plan B" ที่เฮียมูเตรียมไว้คือระบบ 3-5-2 ซึ่งเป็นแท็คติกที่เขาใช้ในช่วงคุม โรม่า และน่าสนใจตรงที่ระบบนี้ก็เคยถูกนำมาใช้ในยุคของ ชาบี อลอนโซ่ บางช่วงของฤดูกาลนี้ด้วย ทำให้นักเตะคุ้นเคยกับการเล่นในระบบนี้อยู่แล้ว ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์
ในระบบ 3-5-2 ของเฮียมู กรอบประตูยังคงเป็น คูร์กตัวส์ เหมือนเดิม ส่วนแนวรับสามตัวที่อยู่ด้านหน้าผู้รักษาประตูจะประกอบด้วย รือดิเกอร์ ที่ยืนคุมตรงกลาง ขนาบข้างด้วย เฮาส์เซ่น และ ดาวิด อลาบา ที่ฟิตขึ้นและคืนทีมแล้ว การมีกองหลังสามคนที่ทั้งแข็งแกร่งทางกายภาพและมีทักษะการเล่นบอลด้วยเท้าที่ดี ทำให้ทีมสามารถเริ่มเกมรุกจากแนวหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเด่นของระบบนี้อยู่ที่วิงแบ็คทั้งสองข้าง ปีกขวาคือ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่ความสามารถในการเปิดบอลและจ่ายบอลทะลุของเขาคือสิ่งที่ทีมขาดมาตลอด ส่วนปีกซ้ายคือ คาร์เรราส ที่มีพลังในการขึ้นเกมรุกและถอยลงมาช่วยเกมรับได้สมดุล วิงแบ็คทั้งสองคนนี้จะเล่นเป็นเสมือน "ปีก" เมื่อทีมครองบอล และถอยลงมาเป็นแบ็คสี่คนเมื่อต้องตั้งรับ ทำให้ระบบนี้เปลี่ยนเป็น 5-3-2 ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
มิดฟิลด์สามตัวกลางสนามจะประกอบด้วย โรดรี้ (ถ้าซื้อมาได้สำเร็จ) ทำหน้าที่เป็นตัวคุมเกมในตำแหน่งกลางต่ำ บัลเบร์เด รับบทบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ที่วิ่งขึ้นลงไม่หยุด และ เบลลิ่งแฮม รับบทมิดฟิลด์ตัวรุกที่จะดันขึ้นไปสนับสนุนคู่กองหน้าได้ตลอดเวลา การมีสามคนนี้คุมกลางสนามจะทำให้ทีมมีความได้เปรียบทั้งในแง่ของจำนวนผู้เล่นและคุณภาพ
ส่วนแนวรุกในระบบนี้จะใช้กองหน้าคู่ คือ เอ็มบัปเป้ จับคู่กับ วินิซิอุส ที่ขยับเข้ามาเล่นในตำแหน่งกองหน้าแทนที่จะเล่นริมเส้น ซึ่งคู่นี้เคยลงเล่นด้วยกันมาแล้วในช่วงต้นฤดูกาล แม้จะมีคำถามเรื่องการประสานงานระหว่างทั้งคู่ก็ตาม ความเร็วและทักษะของทั้งสองคนน่าจะสร้างความปวดหัวให้กับแนวรับของคู่แข่งได้ทุกทีม โดยเฉพาะเมื่อเล่นเกมสวนกลับซึ่งเป็นจุดแข็งของระบบมูรินโญ่
ข้อดีของระบบ 3-5-2 คือความยืดหยุ่นในการสลับเปลี่ยนแผนระหว่างเกม ถ้าทีมต้องการเกมรับมากขึ้น ก็สามารถถอยมาเป็น 5-3-2 ได้ทันที แต่ถ้าต้องการเกมรุกมากขึ้น ก็สามารถดันวิงแบ็คขึ้นมาเป็น 3-3-2-2 หรือ 3-4-1-2 ได้ตามสถานการณ์ การมีแผนสำรองที่หลากหลายเป็นสิ่งที่เฮียมูถนัดมาตลอด และน่าจะเป็นอาวุธสำคัญในการรับมือกับคู่แข่งหลากหลายสไตล์
ตลาดซื้อขายระอุ เป้าหมายเสริมทัพชุดใหญ่
ถ้ามูรินโญ่เข้ามาคุมทีมจริง คาดว่าตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ปีนี้ของ เรอัล มาดริด จะคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะเฮียมูเคยขอซื้อนักเตะแบบไม่อั้นในยุคก่อน และครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน ชื่อของ โรดรี้ และ มิเชล โอลิเซ่ ถูกพูดถึงในฐานะเป้าหมายอันดับต้นๆ
โรดรี้ คือกุญแจสำคัญในการอัพเกรดมิดฟิลด์ของทีม แม้จะเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าได้ไม่นาน แต่คุณภาพของเขาในฐานะมิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดในโลกก็ยังเป็นที่ยอมรับ การได้กองกลางสเปนรายนี้กลับสู่บ้านเกิด หลังจากที่เคยเล่นให้ แอตเลติโก มาดริด ในยุควัยรุ่น ก็จะเป็นการตอกย้ำสถานะของมาดริดในฐานะทีมที่ดึงดูดนักเตะระดับโลกได้เสมอ
ส่วนโอลิเซ่ ปีกชาวฝรั่งเศสของบาเยิร์น มิวนิค ที่เคยฉีกแผนเรอัล มาดริด ในเกมยูซีแอลที่ผ่านมา เป็นเป้าหมายที่จะมาแทนที่ของ โรดรีโก้ ที่คาดว่าจะกลับมาเล่นได้ในเดือนมกราคม 2027 หลังจากบาดเจ็บหนัก โอลิเซ่มีทั้งความเร็ว ทักษะการเลี้ยงบอล การยิงประตู และการจ่ายบอลที่ครบเครื่อง น่าจะเข้ากับสไตล์ที่มูรินโญ่ต้องการในตำแหน่งปีกขวาได้อย่างลงตัว
นอกจากนี้ ยังมีรายงานเกี่ยวกับการเข้ามาเสริมในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค โดยมีชื่อของ ราโมน รามอส ที่เป็นลูกหม้อ ลา ฟาบริก้า ของมาดริดเอง แต่ไปยืมตัวอยู่ที่ โกโม่ ภายใต้การคุมทีมของ เซสก์ ฟาเบรกาส และโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจมาก สโมสรจะใช้คลอสซื้อกลับในราคาที่ไม่แพง เพื่อมาเสริมทัพให้เฮียมู ส่วนตำแหน่งกองหน้าสำรอง ก็มีรายงานว่ามีการมองหาตัวรองของ เอ็มบัปเป้ ที่จะมาแทน ฆัวควิน รามอน หรือผู้เล่นเดิมที่ยังไม่ได้คุณภาพถึงระดับที่ต้องการ
แน่นอนว่าการเสริมทัพเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่ด้วยอำนาจการเงินของ เรอัล มาดริด และความสามารถในการดึงนักเตะระดับโลกมาร่วมทีมในแบบฉบับ "ฟลอเรนติโน่ สไตล์" ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับสโมสรนี้ ขอแค่เปเรซเขียนเช็คอนุมัติเท่านั้น ทีมงานของแกก็จัดการให้ได้ทุกดีล
ปมร้อนวินิซิอุส ตัวแปรที่อาจพลิกแผนทั้งหมด
แต่ในทุกแผนการที่สวยหรู ก็มักจะมีปัญหาให้แก้เสมอ และปัญหาใหญ่ที่สุดในแผนของเฮียมูครั้งนี้ก็คงไม่พ้นเรื่องของ วินิซิอุส จูเนียร์ ปีกซ้ายชาวบราซิเลียนคนสำคัญของทีม
ความสัมพันธ์ระหว่างมูรินโญ่กับวินิซิอุสไม่ได้ราบรื่นเลยในช่วงที่ผ่านมา ย้อนกลับไปในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตอนที่ เรอัล มาดริด เจอกับ เบนฟิก้า ของมูรินโญ่เอง วินิซิอุสได้แสดงท่าทางเฉลิมฉลองหลังยิงประตู และนำไปสู่กรณีการกล่าวหาเรื่องการเหยียดผิวจาก จานลูก้า เปรสเตียนนี่ นักเตะของเบนฟิก้า มูรินโญ่ออกมาคอมเมนต์เรื่องนี้ในแบบที่ไม่เป็นมิตรกับวินิซิอุส ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตึงเครียด นักเตะมาดริดบางคนรวมถึง ดานี่ การ์บาฆาล ก็ออกมาตอบโต้มูรินโญ่อย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาของวินิซิอุสกับ เรอัล มาดริด เหลืออีกแค่ปีเดียว และการเจรจาขยายสัญญาก็ยังไม่มีความคืบหน้า มีรายงานว่าซาอุดี โปร ลีก พร้อมเสนอเงินมหาศาลเพื่อดึงตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งถ้าวินิซิอุสตัดสินใจไปจริง เปเรซก็คงไม่ปล่อยฟรีแน่นอน เพราะเปเรซเคยขายดาวเด่นมาแล้วหลายคนเมื่อได้ราคาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น อังเฆล ดิ มาเรีย, คาเซมิโร่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ เมซุต โอซิล
ถ้าวินิซิอุสไปจริง ทีมต้องหาตัวมาแทน ซึ่งตัวเลือกในทีมก็มี บราฮิม ดิอาซ และ ฟรังโก มาสตันตูโอโน่ ที่เป็นเด็กดาวรุ่งจาก ริเวอร์เพลท นอกจากนี้ก็ต้องรอ โรดรีโก้ ที่จะกลับมาช่วงต้นปี 2027 ตัวเลือกเหล่านี้อาจไม่มีพลังในการบุกทะลวงเทียบเท่าวินิซิอุส แต่ก็จะให้ความสมดุลในเกมที่ดีกว่า ซึ่งบางทีอาจเป็นสิ่งที่ทีมต้องการมากกว่าด้วยซ้ำในยุคของเฮียมู
อีกประเด็นที่ต้องพูดถึงคือเรื่องของ เบลลิ่งแฮม กับวินิซิอุส และเอ็มบัปเป้ ที่ตลอดฤดูกาลนี้พิสูจน์แล้วว่าการเล่นทั้งสามคนพร้อมกันในแนวรุกมันไม่ลงตัวเท่าที่ควร ทำให้บางทฤษฎีบอกว่าการขายวินิซิอุสไปอาจช่วยให้ทีมมีความสมดุลมากขึ้น และให้ เบลลิ่งแฮม กับ เอ็มบัปเป้ ได้ฟรีโรลในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องแย่งพื้นที่กับวินิซิอุส แต่ในมุมของเฮียมูที่เคยกล่าวว่า "วินิซิอุสคือผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก" คำถามคือเขาจะปรับใช้นักเตะรายนี้ในระบบของเขายังไง ถ้าวินิซิอุสยังอยู่กับทีมต่อ
ความท้าทายและการพิสูจน์ตัวครั้งสุดท้าย
การกลับมาคุม เรอัล มาดริด ของมูรินโญ่ครั้งนี้ไม่ได้ง่ายเลย แม้บนกระดาษทุกอย่างจะดูสวยหรู แต่ในความเป็นจริง เขาต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายที่อาจจะหนักกว่าครั้งแรกที่เขาเข้ามาคุมทีมในปี 2010 ด้วยซ้ำ
ประการแรกคือเรื่องของ "ยุคสมัย" ฟุตบอลในปี 2026 ต่างจากปี 2010 มาก สไตล์การเล่นของทีมระดับโลกเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล การเพรสซิ่งสูง การเล่นบอลควบคุม และการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็น คำถามคือสไตล์เกมรับเหนียวและสวนกลับเร็วของมูรินโญ่ จะยังใช้ได้กับฟุตบอลยุคปัจจุบันหรือไม่ หรือเขาจะปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยนี้ได้แค่ไหน
ผลงานในช่วงหลังของมูรินโญ่เองก็ไม่ได้น่าประทับใจเท่าในอดีต ทั้งช่วงที่คุม ท็อตแน่ม, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เฟเนร์บาห์เช่ และ เบนฟิก้า ที่เพิ่งมาถึง ทำผลงานได้แค่กลางๆ ไม่ได้กวาดถ้วยรางวัลแบบยุคก่อน นี่คือเหตุผลที่ทำให้บางคนตั้งคำถามว่าเฮียมูยังมีของพอที่จะกลับมาคุมทีมระดับท็อปของยุโรปอีกครั้งหรือเปล่า
ประการที่สองคือเรื่องของห้องแต่งตัว นักเตะมาดริดในปัจจุบันไม่ใช่เด็กฝึกหัด พวกเขาคือซูเปอร์สตาร์ที่มีอีโก้และความคิดเป็นของตัวเอง การจัดการกับ เอ็มบัปเป้, วินิซิอุส, เบลลิ่งแฮม และ บัลเบร์เด ต้องใช้ทักษะมนุษยสัมพันธ์ระดับสูง ไม่ใช่แค่ความสามารถทางแท็คติกอย่างเดียว ซึ่งเฮียมูเคยมีปัญหาในเรื่องนี้มาก่อน ทั้งกับ เคซีย่าส, มาตา, เด เคอา และอีกหลายคน
ประการที่สามคือความคาดหวังของแฟนบอลและสื่อ ที่ระดับ เรอัล มาดริด ความสำเร็จไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นข้อบังคับ การคว้าแชมป์ ลา ลีกา ภายในปีแรก หรืออย่างน้อยต้องไปถึงรอบลึกๆ ของ ยูซีแอล คือมาตรฐานขั้นต่ำที่ทีมและแฟนบอลคาดหวัง ถ้าทำไม่ได้ในปีแรก เปเรซจะไม่ลังเลที่จะปลด แม้แต่กับมูรินโญ่ก็ตาม
แต่ถึงจะมีความท้าทายมากมาย ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าการกลับมาของเฮียมูสู่ถิ่นเบร์นาเบวคือเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นที่สุดเรื่องหนึ่งของฟุตบอลยุโรปในตอนนี้ ทั้งในแง่ของแฟนบอล สื่อ และคนในวงการเอง ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่กรุงมาดริดเพื่อรอดูว่าดีลนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และถ้าเกิดขึ้นจริง โชเซ่ มูรินโญ่ จะสามารถทำให้ "ราชันชุดขาว" กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้หรือเปล่า
แค่คิดถึงภาพไลน์อัพในระบบ 4-2-3-1 ที่มี คูร์กตัวส์ ในกรอบ มี รือดิเกอร์, เฮาส์เซ่น, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, คาร์เรราส อยู่ในแนวรับ มี โรดรี้ กับ บัลเบร์เด อยู่กลาง มี เบลลิ่งแฮม เป็นเบอร์ 10 และมี วินิซิอุส, โอลิเซ่, เอ็มบัปเป้ ในแนวรุก ก็แค่นั้นแหละ บอกตามตรงว่ามันโหดเอามากๆ ขนาดยังไม่ลงสนามก็แทบจะการันตีว่าทีมไหนเจอก็ขนลุก แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้แฟนบอลทั่วโลกตั้งตารอวันที่เฮียมูจะก้าวเข้าสู่ห้องแถลงข่าวที่เบร์นาเบวอีกครั้ง พร้อมกับประโยคคลาสสิกในแบบฉบับของเขาที่ว่า "I am back" หรือเปล่า ต้องรอติดตามกันต่อไปในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่หน้าต่างค่าฉีกสัญญากับ เบนฟิก้า จะเปิดและปิดอย่างรวดเร็ว ใครจะคิดว่า 13 ปีให้หลัง เรื่องราวของ "เดอะ สเปเชี่ยลวัน" กับ "ราชันชุดขาว" จะกลับมาให้แฟนบอลได้ลุ้นกันอีกครั้ง