เจมส์ มิลเนอร์ ปิดฉาก 24 ปีพรีเมียร์ลีกพร้อมสถิติที่ยิ่งใหญ่

เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อดีตกองกลางทีมชาติ อังกฤษ ประกาศอำลาวงการฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการ หลังผ่านเส้นทางค้าแข้งที่ยาวนาน และน่าจดจำใน พรีเมียร์ลีก ถึง 24 ปี การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากหนึ่งในอาชีพนักฟุตบอลที่มั่นคงที่สุดของยุคสมัยใหม่ เพราะเขาไม่เพียงเป็นนักเตะที่อยู่ในระดับสูงมาอย่างยาวนาน แต่ยังเป็นตัวอย่างของความเป็นมืออาชีพ ความทุ่มเท และวินัยที่หลายคนยกย่อง ดาวเตะวัย 40 ปี เพิ่งหมดสัญญากับ ไบรท์ตัน หลังใช้เวลา 3 ฤดูกาลสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งกับสโมสรแห่งนี้ แม้ในช่วงท้ายอาชีพ เขาต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บ และสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม แต่ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ยังสามารถกลับมาลงสนามได้ และมีส่วนร่วมกับทีมจนถึงช่วงสุดท้ายของเส้นทางอาชีพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจนักสู้ของเขาอย่างชัดเจน ตลอดเส้นทางในลีกสูงสุดของ อังกฤษ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ลงเล่นให้กับ 6 สโมสร ได้แก่ ลีดส์ ยูไนเต็ด, นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, แอสตัน วิลลา, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล และ ไบรท์ตัน โดยแต่ละช่วงเวลาล้วนมีความหมายต่อการเติบโตของเขาในฐานะนักฟุตบอล เขาเริ่มต้นจากเด็กหนุ่มพรสวรรค์สูง ก่อนพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง และเป็นที่ไว้วางใจของผู้จัดการทีมหลายคน

เริ่มต้นจาก ลีดส์ หลังจากนั้น ก็สร้างชื่อจนเป็นตำนาน

มิลเนอร์ ลีดส์ ยูไนเต็ด

จุดเริ่มต้นของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) เกิดขึ้นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด สโมสรที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็ก เขาประเดิมสนามใน พรีเมียร์ลีก เมื่อเดือน พฤศจิกายน ปี 2002 ด้วยวัยเพียง 16 ปี และในเวลานั้นเขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะอายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นในลีกสูงสุดของ อังกฤษ เพียงเดือนถัดมา เขายังสร้างชื่อด้วยการกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ใน พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นสถิติที่ทำให้ชื่อของเขาเริ่มถูกพูดถึงในวงกว้างตั้งแต่อายุยังน้อย แม้เวลาผ่านไป สถิติดังกล่าวจะถูกทำลาย และปัจจุบัน เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อยู่ในอันดับ 3 ของผู้ทำประตูอายุน้อยที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ตามหลัง แม็กซ์ ดาวแมน (Max Dowman) และ เจมส์ วอห์น (James Vaughan) แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่าง คือเขาไม่ได้เป็นเพียงดาวรุ่งที่โด่งดังชั่วคราว เขาสามารถยืนระยะในระดับสูงได้ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ และกลายเป็นนักเตะที่มีจำนวนการลงสนามมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก หลังจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด ตกชั้นสู่ แชมเปียนชิพ ในปี 2004 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมประสบการณ์ของเขา เขาได้ลงเล่นในสโมสรใหญ่ที่มีแฟนบอลเหนียวแน่น และต้องเผชิญทั้งความคาดหวัง แรงกดดัน และการแข่งขันภายในทีม สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเติบโตมากขึ้น ทั้งในด้านฝีเท้าและสภาพจิตใจ ต่อมา เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป แอสตัน วิลลา ในปี 2008 และช่วงเวลานี้ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของอาชีพ เขาได้รับบทบาทที่โดดเด่นมากขึ้น และแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นริมเส้นหรือดาวรุ่งความเร็วสูงเท่านั้น แต่ยังสามารถขยับเข้ามาเล่นในแดนกลาง ใช้พลังงาน ความขยัน และความเข้าใจเกมช่วยทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟอร์มของเขากับ แอสตัน วิลลา ทำให้ได้รับโอกาสติดทีมชาติ อังกฤษ และประเดิมสนามในปี 2009 เส้นทางทีมชาติของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) จบลงด้วยจำนวนการลงเล่น 61 นัด เขาเคยเป็นตัวแทนของ อังกฤษ ในศึก ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 ครั้ง และ ฟุตบอลโลก 2 ครั้ง แม้เขาอาจไม่ใช่นักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในทีมชาติ แต่บทบาทของเขามีความสำคัญอย่างมาก เพราะเขาเป็นผู้เล่นที่พร้อมทำงานหนักเพื่อทีม เล่นตามแท็กติกได้ดี และสามารถช่วยปรับสมดุลของทีมในเกมใหญ่ได้

เริ่มต้นประสบความสำเร็จ กับ แมนฯ ซิตี้ ก่อนย้ายมาเปรี้ยงที่ ลิเวอร์พูล

ปี 2010 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายสู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสโมสร เขาช่วยทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 2 สมัยในปี 2012 และ 2014 โดยเฉพาะแชมป์ปี 2012 ที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในยุค พรีเมียร์ลีก และเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของสโมสรในเวลาต่อมา

แม้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเต็มไปด้วยนักเตะชื่อดังมากมาย แต่ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ก็ยังมีพื้นที่ของตัวเองเสมอ ด้วยความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นกองกลาง ริมเส้น ฟูลแบ็ก หรือบทบาทสนับสนุนเกมรับ เขาเป็นนักเตะที่ผู้จัดการทีมสามารถเลือกใช้งานได้ในสถานการณ์หลากหลาย และเป็นคนที่มักทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องการแสงสปอตไลต์มากนัก ในปี 2015 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป ลิเวอร์พูล และใช้เวลา 8 ฤดูกาลที่ แอนฟิลด์ ช่วงเวลานี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของทีมยุค เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เขาลงสนามให้ ลิเวอร์พูล 332 นัด ยิงได้ 26 ประตู และมีส่วนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความมุ่งมั่นภายในทีม ด้วยประสบการณ์ ความเป็นผู้นำ และทัศนคติแบบมืออาชีพ 

ความสำเร็จสูงสุดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) กับ ลิเวอร์พูล คือการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปี 2019 และแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในปี 2020 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกของ ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ปี 1990 ความสำเร็จนี้มีความหมายอย่างมากต่อแฟนบอล ลิเวอร์พูล ทั่วโลก และเขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ช่วยผลักดันทีมให้ไปถึงเป้าหมายสำคัญนั้น นอกจากแชมป์ พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก แล้ว เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ยังเคยคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ กับทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักเตะที่มีความสำเร็จอย่างครบถ้วนทั้งในระดับประเทศและระดับยุโรป อีกทั้งยังมีบทบาทในทีมชั้นนำหลายยุคหลายสมัย ช่วงท้ายอาชีพกับ ไบรท์ตัน เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อาจไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องเท่าช่วงพีค แต่เขายังคงมีคุณค่าต่อทีมในแง่ประสบการณ์และความเป็นผู้นำ ฤดูกาล 2024–25 เขาต้องเจออาการบาดเจ็บจนพลาดลงเล่นเป็นส่วนใหญ่ แต่ในฤดูกาล 2025-26 เขากลับมาลงสนามได้ 22 นัดในทุกรายการ และมีส่วนร่วมกับ ไบรท์ตัน ในการคว้าสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร การลงสนามนัดสุดท้ายของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ใน พรีเมียร์ลีก ทำให้เขาปิดฉากสถิติไว้ที่ 658 นัด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยิ่งใหญ่ และสะท้อนความสม่ำเสมอตลอด 24 ปีอย่างแท้จริง สำหรับนักฟุตบอลอาชีพ การรักษาระดับให้อยู่ใน พรีเมียร์ลีก ได้นานขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทั้งร่างกายที่แข็งแกร่ง วินัยในการดูแลตัวเอง ความสามารถในการปรับตัว และความมุ่งมั่นที่ไม่ลดลงตามอายุ 

ในแถลงการณ์อำลา เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ระบุว่า เขารู้สึกโชคดีที่ได้ผ่านช่วงเวลามากมายในฟุตบอล ทั้งการต่อสู้หนีตกชั้น การคว้าแชมป์ การเล่นในเวทียุโรป และการเป็นตัวแทนของ อังกฤษ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ แต่สิ่งที่เขาจะจดจำมากที่สุด คือผู้คนและมิตรภาพที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางฟุตบอล คำพูดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเขา ฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของถ้วยแชมป์หรือสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ความทรงจำ และโอกาสที่เปลี่ยนชีวิต เขาย้ำว่า ฟุตบอลมอบสิ่งต่าง ๆ ให้มากกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้ และเขารู้สึกขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป เส้นทางของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) คือภาพสะท้อนของนักฟุตบอลที่อาจไม่ได้โดดเด่นที่สุดในแง่ลีลาหรือชื่อเสียงส่วนตัว แต่เป็นคนที่ทีมใหญ่ทุกทีมต้องการ เขาเล่นด้วยความรับผิดชอบ ทำงานหนักเพื่อทีม และรักษามาตรฐานของตัวเองอย่างน่าทึ่งตลอดเวลาหลายปี การประกาศแขวนสตั๊ดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) จึงไม่ใช่เพียงการอำลาของนักเตะคนหนึ่ง แต่เป็นการปิดฉากของตำนาน พรีเมียร์ลีก ผู้ฝากร่องรอยไว้ในหลายสโมสร หลายทัวร์นาเมนต์ และหลายช่วงเวลาสำคัญของฟุตบอล อังกฤษ ชื่อของเขาจะถูกจดจำในฐานะเจ้าของสถิติ ผู้เล่นสารพัดประโยชน์ และนักเตะมืออาชีพตัวจริงที่ยืนระยะได้อย่างน่าชื่นชมตลอด 24 ปี.

 

ความกระหาย พา เจมส์ มิลเนอร์ สร้างประวัติศาสตร์ บนเวทีพรีเมียร์ลีก

James Milner (เจมส์ มิลเนอร์) เปิดเผยว่า “แรงผลักดันและความกระหาย” คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เขาทำลายสถิติการลงสนามสูงสุดในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ หลังลงเล่นนัดที่ 654 ในเกมที่ ไบรท์ตัน (Brighton) บุกชนะ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองกลางวัย 40 ปี อดีตทีมชาติ อังกฤษ (England) ถูกส่งลงเป็นตัวจริงโดย Fabian Hurzeler (ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์) ทำให้เขาทำลายสถิติเดิมของ Gareth Barry (แกเร็ธ แบร์รี) ที่เคยครองไว้ยาวนาน ก่อนหน้านี้ มิลเนอร์ ลงสนามเทียบเท่าสถิติ 653 นัด ในเกมที่พบ แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นสโมสรที่เขาเคยค้าแข้งระหว่างปี 2008-2010 “มันคือแรงผลักดันและความกระหาย คุณต้องการเป็นคนที่ดีที่สุดในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นในเกมแข่งขันหรือการฝึกซ้อม” เขาเสริมว่า การได้อยู่ท่ามกลางนักเตะอายุน้อยในทีม ไบรท์ตัน คือแรงบันดาลใจสำคัญ

“ผมรายล้อมด้วยนักเตะดาวรุ่งหลายคน ผมอยากมีส่วนช่วยพัฒนาอาชีพของพวกเขา ผลักดันและช่วยให้พวกเขาไปถึงระดับสูงสุดให้เร็วที่สุด นั่นคือหน้าที่ของผมที่นี่” แม้ฤดูกาลนี้เขาอาจไม่ได้ลงสนามต่อเนื่องมากนัก แต่ Milner เชื่อว่าเขายังสามารถสร้างคุณค่าให้ทีมได้ “ผมยอมรับว่ามีความหงุดหงิดบ้างที่ไม่ได้ลงเล่นมากเท่าที่ต้องการ แต่เราต้องบาลานซ์ระหว่างการพัฒนาผู้เล่นและการคว้าชัยชนะ ผมหวังว่าหลายนัดหลังผมพิสูจน์แล้วว่ายังช่วยทีมในสนามได้”

วิวัฒนาการของเกมลูกหนังตลอด 2 ทศวรรษ

มิลเนอร์ 654
เมื่อถูกถามถึงความเปลี่ยนแปลงของฟุตบอลตั้งแต่เดบิวต์กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ในปี 2002 Milner ตอบว่า “เกมเปลี่ยนไปเยอะมาก สมัยก่อนคุณโดนเข้าบอลหนัก ๆ แล้วกรรมการยังปล่อยเล่นต่อ เดี๋ยวนี้สนับแข้งของเด็ก ๆ บางคนเล็กมาก สมัยก่อนคงไม่รอด” เขารู้สึกโชคดีที่ได้สัมผัสฟุตบอลสองยุค ทั้งยุคเก่าที่เข้าบอลหนักหน่วง และยุคใหม่ที่เน้นเทคนิคและแท็กติกมากขึ้น มิลเนอร์ ยังกล่าวถึงโค้ชระดับตำนานที่เคยร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะเป็น Terry Venables (เทอร์รี เวนาเบิลส์), Sir Bobby Robson (เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน), Jurgen Klopp (เยอร์เกน คล็อปป์), Roberto De Zerbi (โรแบร์โต เด แซร์บี) และ Hurzeler ซึ่งเขามองว่าเป็นประสบการณ์ล้ำค่าในชีวิตนักเตะ Fabian Hurzeler (ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์) กล่าวผ่านรายการ BBC Match of the Day ว่า

“เขาเป็นแบบอย่างทั้งในและนอกสนาม เขาคือผู้นำ สื่อสารดี เข้าใจเกม และเชื่อถือได้ เขารอคอยช่วงเวลานี้มานาน และเราดีใจแทนเขา” เฮอร์เซเลอร์ ยังเน้นว่า มิลเนอร์ คือหนึ่งในนักเตะที่ฝึกซ้อมดีที่สุดเสมอ และเป็นคนที่ทุ่มเท 100% ทุกวัน ด้าน Wayne Rooney (เวย์น รูนีย์) อดีตเพื่อนร่วมทีมชาติ อังกฤษ กล่าวกับ BBC Sport ว่า “มิลลีสมควรทำลายสถิตินี้ ทุกคนรู้ดีว่าเขาเป็นมืออาชีพแค่ไหน การทำงานหนักตลอดอาชีพส่งผลตอบแทนเสมอ” รูนีย์ ยังเชื่อว่า มิลเนอร์ อาจเล่นต่อได้อีก 2-3 ปี เช่นเดียวกับ Cristiano Ronaldo (คริสเตียโน โรนัลโด) ที่ยังค้าแข้งในวัยมากกว่า 38 ปี Micah Richards (ไมกาห์ ริชาร์ดส์) อดีตเพื่อนร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ก็กล่าวว่า “เขาคือคนที่ทำงานหนักที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ และเป็นคนที่นิสัยดีที่สุด เขาสมควรกับทุกอย่างที่ได้รับ”

เส้นทางอาชีพอันยิ่งใหญ่ ของ เจมส์ มิลเนอร์

มิลเนอร์ เริ่มต้นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ก่อนย้ายไป นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United), แอสตัน วิลล่า, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เขาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สองสมัยกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และอีกหนึ่งสมัยกับ ลิเวอร์พูล รวมถึงแชมป์ เอฟเอ คัพ (FA Cup), ลีก คัพ (League Cup) และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (UEFA Champions League) กับ ลิเวอร์พูล ตลอดอาชีพ เขาติดทีมชาติ อังกฤษ 61 นัด และเป็นหนึ่งในนักเตะสารพัดประโยชน์ที่เล่นได้หลายตำแหน่ง ทั้งริมเส้น ซ้าย ขวา และกองกลางตัวกลาง มิลเนอร์ ทำลายสถิติของ Gareth Barry ซึ่งครองไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2017 โดยทั้งคู่เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมกันที่ แอสตัน วิลล่า และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมลงเล่นด้วยกันกว่า 134 นัด นับตั้งแต่ย้ายมา ไบรท์ตัน ในปี 2023 เขาอาจไม่ได้เป็นตัวจริงสม่ำเสมอ โดยจาก 16 นัดใน พรีเมียร์ลีก มีเพียง 3 นัดที่ออกสตาร์ต แต่ทุกครั้งที่ได้ลงสนาม เขายังคงรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพ ในวัย 40 ปี มิลเนอร์  ยังคงยืนหยัดในลีกที่ขึ้นชื่อว่าหนักที่สุดในโลกอย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อย่างสง่างาม Chris Sutton (คริส ซัตตัน) กล่าวชื่นชมว่า การเล่นในตำแหน่งผู้เล่นเอาท์ฟิลด์จนถึงวัยนี้คือเครื่องพิสูจน์ถึงวินัยและทัศนคติที่ยอดเยี่ยม Sam Parkin (แซม พาร์กิน) อดีตเพื่อนร่วมทีมที่ สวินดอน ทาวน์ (Swindon Town) ยังเล่าว่า มิลเนอร์ เป็นนักเตะที่ฟิตเกินใคร และไม่เคยหลุดจากกรอบความเป็นมืออาชีพ สัญญาของ Milner กับ ไบรท์ตัน จะหมดลงหลังจบฤดูกาลนี้ แต่ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ชื่อของ James Milner (เจมส์ มิลเนอร์) จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฐานะนักเตะที่สะท้อนคำว่า “ความทุ่มเท” ได้อย่างแท้จริง และสถิติ 654 นัด อาจไม่ใช่บทสุดท้ายของเขา หากแรงผลักดันและความกระหายยังคงลุกโชนอยู่ในหัวใจเหมือนวันแรกที่ก้าวสู่สนามในปี 2002

สุดล้ำค่า หงส์แดงเซอร์ไพรส์มอบของขวัญให้ มิลเนอร์

สุดล้ำค่า หงส์แดงเซอร์ไพรส์มอบของขวัญให้ มิลเนอร์

ลิเวอร์พูล สโมสรชื่อดังแห่งพรีเมียร์ลีก มอบของขวัญสำหรับการค้าแข้งมาอย่างยาวนานของ เจมส์ มิลเนอร์ กองกลางมากผีมือ ด้วย หญ้าจุดโทษ ที่เจ้าตัวเล่นในบ้านนัดสุดท้ายระหว่าง พบ แอสตัน วิลล่า แม้หลังจบเกมส์ไม่สามารถเอาชนะได้แต่ เจ้าตัวตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับทีม หลังอยู่ในถิ่น แอนฟิลด์นานถึง 8 ปี และเขาก็รับตำแหน่งในการสังหารจุดโทษให้ทีม โดยทำไป 19 ประตู

เจ้าหน้าที่ดูแล สนามได้ เขียนข้อความเพิ่มเติมว่า มันเป็นเวลาที่เหมาะสม ของนายแล้วที่จะได้ดูแลหญ้าจุดโทษของเรา หลังจากที่เราดูแลมาอย่างยาวนาน

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin