มันเป็นข้อความธรรมดาที่นักฟุตบอลทั่วทุกมุมโลกมักจะโพสต์ลงโซเชียลมีเดียในช่วงปลายฤดูกาลแบบนี้ ประโยคสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความหวังและการมองไปข้างหน้า ทว่าเมื่อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค พิมพ์มันลงไป กลับให้ความรู้สึกที่หนักแน่นและมีน้ำหนักมากกว่าคนอื่น เพราะเบื้องหลังของถ้อยคำนั้นคือฤดูกาลที่ยากลำบากและเต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บที่รบกวนเขามาตลอดทั้งปีที่ลิเวอร์พูล
ดีลทำลายสถิติที่ตามมาด้วยความคาดหวังมหาศาล
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว อิซัคย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 125 ล้านปอนด์ จากนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลอังกฤษ และเป็นการทุบสถิติเดิมที่เชลซีเคยจ่ายให้เบนฟิกาในการดึงตัว เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ ลงอย่างราบคาบ
ในเวลานั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัวไปหมด อิซัคเซ็นสัญญายาวถึง 6 ปี และได้รับเสื้อหมายเลข 9 อันทรงเกียรติ ซึ่งเคยเป็นของตำนานอย่าง เอียน รัช, ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ และเฟร์นานโด ตอร์เรส เขาประกาศกร้าวว่าต้องการ "คว้าทุกอย่าง" กับสโมสรใหม่ และดูเผินๆ แล้วก็เหมือนกับว่าเขากำลังจะเข้าไปร่วมทีมที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก ทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์ลีกมาครองในฤดูกาลก่อนหน้าแบบทิ้งห่างคู่แข่ง
ตัวเลขที่บอกเล่าความล้มเหลว

หากจะวัดความสำเร็จกันด้วยตัวเลข ฤดูกาลแรกของอิซัคที่ลิเวอร์พูลแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหายนะ กองหน้าที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกรายนี้ยิงได้เพียง 4 ประตูในทุกรายการรวมกัน โดยเป็นประตูในลีกเพียง 3 ลูกเท่านั้น และหนึ่งในนั้นยังเป็นประตูที่ทำได้ในเกมคาราบาวคัพกับเซาแธมป์ตันด้วยซ้ำ
ตัวเลขนี้ดูซีดเซียวอย่างยิ่งเมื่อนำไปเทียบกับฟอร์มการเล่นของเขาในฤดูกาลก่อนหน้าที่นิวคาสเซิล ซึ่งเขาระเบิดฟอร์มยิงไปถึง 27 ประตูในทุกรายการ และจบฤดูกาลในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของทีม พร้อมพาทีมสาลิกาดงคว้าแชมป์คาราบาวคัพ ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลใหญ่ใบแรกของสโมสรในรอบกว่า 70 ปี โดยเขายังเป็นคนยิงประตูในนัดชิงที่เอาชนะลิเวอร์พูลไป 2-1 อีกด้วย
ต้นตอของปัญหา: ดีลที่ยืดเยื้อและทำลายความฟิต
แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้กองหน้าระดับท็อปคนหนึ่งร่วงหล่นลงมาได้ขนาดนี้ คำตอบส่วนใหญ่ย้อนกลับไปที่กระบวนการย้ายทีมที่ยืดเยื้อและเต็มไปด้วยดราม่าตลอดช่วงฤดูร้อน
อิซัคแสดงเจตนาชัดเจนตั้งแต่ต้นตลาดว่าต้องการออกจากนิวคาสเซิล เขาไม่ยอมลงเล่นและไม่ยอมซ้อมเพื่อกดดันให้สโมสรปล่อยตัว โดยกล่าวหาว่าสโมสรผิดสัญญาและหลอกลวงแฟนบอล เขาไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับทีมในทัวร์ปรีซีซันที่ทวีปเอเชีย โดยทางสโมสรอ้างว่าเป็นเพราะ "อาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่ต้นขา" ก่อนที่เจ้าตัวจะประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมลงเล่นให้นิวคาสเซิลอีกต่อไป หากสโมสรไม่อนุมัติการย้ายไปเมอร์ซีย์ไซด์
ห่วงโซ่ของอาการบาดเจ็บ
เมื่อความฟิตไม่สมบูรณ์มาเจอกับความเข้มข้นของพรีเมียร์ลีก ร่างกายของอิซัคจึงเริ่มส่งสัญญาณเตือน ตลอดฤดูกาลแรกที่ลิเวอร์พูล เขาต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อถึง 4 ครั้ง บวกกับอาการขาหักอีกหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นการบาดเจ็บที่ร้ายแรงที่สุด
จุดเปลี่ยนที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในเกมเยือนท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในจังหวะที่อิซัคลงมาเป็นตัวสำรองและยิงประตูให้ทีมได้ ทว่าทันทีหลังจากที่เขาปล่อยบอลออกไป เขากลับถูกเสียบสกัดจาก มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน จนได้รับบาดเจ็บและไม่สามารถเล่นต่อได้ เขาแสดงสีหน้าเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด และต้องได้รับการพยุงออกจากสนามโดยทีมแพทย์ ภายหลังการตรวจร่างกายยืนยันว่าเขามีกระดูกหน้าแข้งส่วนน่องหัก (fibula fracture) ที่ขาซ้าย และต้องเข้ารับการผ่าตัด ทำให้ต้องพักรักษาตัวยาวนานหลายเดือน
ความเสียหายที่กระจายไปถึงทั้งสองสโมสร
สิ่งที่ทำให้ดีลนี้กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือมันไม่ได้สร้างความเสียหายให้แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการย้ายทีมครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างสองสโมสรในพรีเมียร์ลีก ที่สุดท้ายแล้วดูเหมือนจะไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย
ในฝั่งของลิเวอร์พูล เม็ดเงินมหาศาล 125 ล้านปอนด์ที่ทุ่มลงไป กลับได้ผลตอบแทนเป็นเพียงไม่กี่ประตู ทีมที่เคยเป็นแชมป์เก่ากลับร่วงลงไปอยู่ในครึ่งล่างของตารางในช่วงกลางฤดูกาล ก่อนจะกระเสือกกระสนไต่กลับขึ้นมาจบในโซนแชมเปียนส์ลีกได้แบบเฉียดฉิวในวันสุดท้ายของฤดูกาล แม้จะใช้เงินไปมากมายในการเสริมทัพ แต่ทีมกลับปรับตัวเข้าหากันไม่ได้ และผลงานก็ห่างไกลจากความคาดหวัง









