กวาร์ดิโอล่า เฟอร์กูสัน และคำถามที่ไม่มีวันตอบได้

ในโลกของฟุตบอล มีคำถามที่ไม่มีวันได้คำตอบที่ทุกคนพอใจได้อยู่หลายข้อ และหนึ่งในคำถามที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกยุคทุกสมัยคือใครคือผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เพราะคำตอบของคำถามนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้เกณฑ์ไหนในการวัด และคุณยืนอยู่ในยุคไหนเมื่อมองย้อนกลับไป

เวย์น รูนีย์ คือชายที่เห็นทั้งสองยักษ์ใหญ่ของวงการในแบบที่ไม่กี่คนในโลกนี้จะมีโอกาสเห็น เขาเล่นภายใต้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นเวลาเกือบสิบปี และในฐานะนักวิเคราะห์และอดีตนักเตะที่ติดตามวงการอย่างใกล้ชิด เขาได้เห็นการทำงานของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้อย่างละเอียดตลอดหนึ่งทศวรรษ

สิบปีที่ซิตี้และมรดกที่จะอยู่ตลอดไป

ก่อนที่จะเปรียบเทียบอะไร ต้องเข้าใจก่อนว่ากวาร์ดิโอล่าทำอะไรไว้ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และตัวเลขที่พูดถึงนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา

แชมป์พรีเมียร์ลีกหกสมัย แชมเปี้ยนส์ ลีกหนึ่งครั้ง เอฟเอ คัพสามถ้วย และลีกคัพอีกห้าใบ รวมแล้วเป็นถ้วยรางวัลสำคัญทั้งหมด 17 ใบ หรือถ้านับรวมถ้วยรางวัลทุกประเภทก็ถึง 20 ใบ ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าในช่วงหนึ่งทศวรรษที่กวาร์ดิโอล่าอยู่ที่อีแทฮัด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ไม่ได้แค่เก่ง

รูนีย์และการยืนยันที่มาจากใจ

กวาร์ดิโอล่า เฟอร์กูสัน และคำ

"ผมเห็นการเปรียบเทียบมากมายกับอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน" รูนีย์กล่าวในรายการของเขา "ผมพูดได้ว่าเฟอร์กูสันคือที่สุดตลอดกาล แต่เป๊ป ในยุคสมัยของเขา คือที่สุดโดยห่างกันมาก"

ประโยคนั้นบอกทุกอย่างในแบบที่รูนีย์ตั้งใจ เขาไม่ได้บอกว่ากวาร์ดิโอล่ายิ่งใหญ่กว่าเฟอร์กูสัน เขาไม่ได้บอกว่าเฟอร์กูสันดีกว่ากวาร์ดิโอล่า แต่เขาแยกสองคนออกจากกันด้วยบริบทของยุคสมัย และยอมรับว่าทั้งคู่คือสิ่งที่ดีที่สุดในยุคของตัวเอง

สิบปีกับยี่สิบหกปี และความหมายของความภักดี

รูนีย์ยังพูดถึงอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจมาก นั่นคือเรื่องของความภักดีและระยะเวลาที่ทั้งสองคนอยู่กับสโมสรเดียวกัน

"ผมเห็นคนพูดถึงว่าเขา [กวาร์ดิโอล่า] ภักดีแค่ไหนที่อยู่มาสิบปี ซึ่งน่าทึ่งมาก แต่อเล็กซ์ เฟอร์กูสันอยู่มาถึงยี่สิบหกปี" รูนีย์กล่าว "เมื่อคุณนึกถึงระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้น ยี่สิบหกปีที่สโมสรเดียวกัน มันน่าทึ่งอย่างสุดๆ เลย"

ตัวเลขยี่สิบหกปีนั้นมีความหมายที่ลึกกว่าแค่ตัวเลข เพราะในวงการฟุตบอลสมัยใหม่ที่ผู้จัดการทีมเปลี่ยนหน้ากันอยู่เสมอ ทีมใหญ่ๆ มักไม่ยอมรอให้ทีมฟื้นตัวนานกว่าสองสามฤดูกาล และการที่เฟอร์กูสันอยู่ที่ยูไนเต็ดมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1986 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2013 นั้นเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน

การรักษาความหิวโหยตลอดยี่สิบหกปี

รูนีย์ยังพูดถึงสิ่งที่เขามองว่าเป็นหัวใจของความยิ่งใหญ่ของเฟอร์กูสัน นั่นคือความสามารถในการรักษาแรงผลักดันและจิตใจในการต่อสู้ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน

"มันยากแค่ไหนสำหรับผู้จัดการทีมที่อยู่มานานขนาดที่เฟอร์กูสันอยู่ในการรักษาความหิวโหยและจิตใจในการเล่นกีฬาไว้" รูนีย์กล่าว

บริบทที่แตกต่างและความท้าทายที่ไม่เหมือนกัน

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้การเปรียบเทียบระหว่างเฟอร์กูสันและกวาร์ดิโอล่าซับซ้อนคือสถานการณ์ที่พวกเขาเข้ามารับงานนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รูนีย์พูดถึงเรื่องนี้ได้ชัดเจนมาก "เมื่อเซอร์ อเล็กซ์เข้ามาคุมยูไนเต็ด มันเป็นสถานการณ์ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาต้องสร้างสโมสรขึ้นมาจากรากฐานเพื่อพาพวกเขากลับมาเป็นพลังที่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลอังกฤษอีกครั้ง ในขณะที่ผมคิดว่าเป๊ปไม่จำเป็นต้องทำสิ่งนั้น แต่สิ่งที่เขาทำในแง่ของการครองวงการอย่างสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย"

จากฤดูกาลที่เกือบจะว่างเปล่าสู่การลุ้นสามแชมป์ของ แมนฯ ซิตี้

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างมาก ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) กำลังเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่จะจบฤดูกาลแบบไร้ถ้วยรางวัลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับสโมสรระดับแชมป์เช่นนี้ แต่เพียงแค่ 12 เดือนผ่านไป ทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) ในเวลานี้กลับมามีลุ้นสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยโอกาสคว้า “สามแชมป์ในประเทศ” (Domestic Treble) ซึ่งหากทำได้สำเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นทีมอังกฤษเพียงทีมที่สองที่ทำได้ และที่น่าสนใจคือ ทีมเดียวที่เคยทำได้มาก่อนก็คือพวกเขาเองในปี 2019 ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) เช่นกัน ฤดูกาลนี้ก่อนหน้านี้ ทีมเรือใบสีฟ้า แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) สามารถคว้าแชมป์ คาราบาวคัพ (Carabao Cup) ได้แล้วที่สนามเวมบลีย์ จากการเอาชนะ อาร์เซน่อล (Arsenal) คู่แข่งขับเคี่ยวลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้ และเวลานี้ก็ยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) กันอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ พวกเขายังผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของ ศึก เอมิเรตต์ เอฟเอคัพ ได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการเข้าชิง 4 ปีติดต่อกัน สร้างสถิติใหม่ของสโมสร โดยพวกเขาจะกลับไปยัง สนามเวมบลีย์ อีกครั้งในวันที่ 16 พฤษภาคม นี้เพื่อทำศึกนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งต้องรอผู้ชนะระหว่าง เชลซี ที่จะแข่งกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์นี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางไม่ได้ง่ายเลย โดยเฉพาะเกมรอบรองชนะเลิศที่ต้องเจอกับ เซาแธมป์ตัน  (Southampton) ทีมจาก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งพวกเขาต้องพลิกสถานการณ์จากการตามหลัง ก่อนจะได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกมจาก เจเรมี่ โดกู ( Jeremy Doku) และ นิโก้ กอนซาเลซ ( Nico Gonzalez)

เป๊ป ไม่ประมาท ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างระมัดระวัง แม้โอกาสจะกลับมาเข้าข้างเขาอีกครั้ง

นิโก้ ยิงแซงชนะ เซาแธมป์ตัน

ในเวลานี้แม้ว่าหลายคนจะมองว่า แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) มีโอกาสสูงในการคว้าสามแชมป์ได้สำเร็จทั้งแชมป์ คาราบาวคัพ ที่ได้ไปก่อนหน้านี้ เอฟเอคัพ ที่ทะลุเข้าไปรอชิงชนะเลิศแล้ว รวมถึง พรีเมียร์ลีก ที่กลับมามีสถานการณ์เท่าเทียมกับ  อาร์เซน่อล (Arsenal) แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) กลับมองเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง เขาให้สัมภาษณ์ว่า โอกาสยัง “ห่างไกลมาก” และยังไม่ควรพูดถึงจนกว่าจะจบเกมลีกนัดสุดท้ายกับ แอสตัน วิลล่า ( Aston Villa) โดยกุนซือชาวสเปนยังเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการพักผ่อนของนักเตะ หลังจากต้องเผชิญกับโปรแกรมการแข่งขันที่หนักทั้งทางร่างกายและจิตใจ ฤดูกาลก่อนถือเป็นช่วงเวลาที่น่าผิดหวังของ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) แม้ว่าจะคว้า คอมมูนิตี้ ชิลด์ ได้ แต่ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้เลยในช่วงซัมเมอร์ สโมสรตัดสินใจปล่อยนักเตะตัวหลักหลายคนออกจากทีม ไม่ว่าจะเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ( Kevin De Bruyne) , อิลคาย กุนโดกาน (Ilkay Gundogan) , แจ็ค กรีลิช ( Jack Grealish) และ เอแดร์ซอน (Ederson) การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงอนาคตของทีม โดยเฉพาะเมื่อช่วงต้นฤดูกาลพวกเขาออกสตาร์ทได้ไม่ดีนัก แต่ทว่าแม้จะเริ่มต้นฤดูกาลได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก จนเมื่อเวลาผ่านไป นักเตะสายเลือดใหม่ของ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) ก็เริ่มปรับตัวและแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ คาราบาวคัพ (Carabao Cup) และยังเป็นตัวเต็งในนัดชิงชนะเลิศ ในศึก เอฟเอคัพ ( FA Cup) ไม่ว่าจะต้องเจอกับ เชลซี (Chelsea ) หรือ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United)  อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดยังคงเป็นการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) โดยต้องแย่งชิงกับ อาร์เซน่อล (Arsenal)  ที่กำลังทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งแม้จะมีพลาดไปบ้างจนทำให้ทีมของ เป๊ป ตามมาได้ทันในช่วงเวลานี้ก็ตาม

เส้นทางสู่บทสรุปสุดท้ายของฤดูกาลนี้ ของทีมเรือใบสีฟ้า จะจบลงเช่นไร

ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) ต้องลงเล่นถึง 6 นัด ภายในเวลาเพียง 21 วัน ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ตัดสินทุกอย่าง โปรแกรมเริ่มต้นด้วยเกมเยือน เอฟเวอร์ตัน ( Everton ) ก่อนจะต้องเจอกับแมตช์สำคัญในลีกและรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ ( FA Cup) อดีตนักเตะของทีมอย่าง ไมกาห์ ริชาร์ด (Micah Richards)  แสดงความคิดเห็นว่า นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด และทีมแชมป์มักจะสามารถสร้างความแตกต่างได้ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ จากทีมที่เกือบจบฤดูกาลแบบมือเปล่า แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) กลับมามีโอกาสลุ้นสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการผสมผสานระหว่างนักเตะดาวรุ่งและประสบการณ์ของทีม รวมถึงการวางแผนของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในทีมที่น่ากลัวที่สุดในยุโรปอีกครั้ง หากสามารถผ่านช่วง 21 วันสุดท้ายไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชื่อของ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City )อาจถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้งในฐานะทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งของยุคนี้

ดราม่ารอบก่อนรองฯ เอฟเอคัพ ลีดส์ ยูไนเต็ด

1. เกมที่แฟนลีดส์จะไม่มีวันลืม

ค่ำคืนที่สนามลอนดอน สเตเดียม กลายเป็นเกมที่แฟนบอล ลีดส์ ยูไนเต็ด จะจดจำไปอีกนาน เพราะนี่คือเกมที่พาทีมกลับเข้าสู่ รอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ ได้อีกครั้ง หลังจากต้องรอคอยมานานถึง 39 ปี

ตลอดทั้งเกมเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทั้งช่วงเวลาที่ดูเหมือนทุกอย่างจะง่าย และช่วงที่สถานการณ์เกือบหลุดมือไป

2 ลีดส์เริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยม

Drama unfolds in the FA Cup quarter

ทีมของ ดาเนียล ฟาร์เค เปิดเกมได้ดีมาก และสามารถยิงขึ้นนำได้ถึง 2-0 ทำให้แฟนบอลเริ่มเชื่อว่าตั๋วสู่รอบรองฯ กำลังอยู่ไม่ไกล

แต่ฟุตบอลก็คือฟุตบอล ช่วงท้ายเกมสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อคู่แข่งยิงคืนสองประตูติดกัน ทำให้สกอร์กลับมาเสมอ 2-2 ก่อนหมดเวลา

3 ช่วงต่อเวลาที่เต็มไปด้วยความกดดัน

เกมต้องยืดไปสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ และเกือบจะมีประตูตัดสินเกิดขึ้น เมื่อบอลถูกส่งเข้าตาข่าย แต่สุดท้ายผู้ตัดสินเป่าล้ำหน้า ทำให้ทั้งสองทีมยังต้องลุ้นกันต่อ

สุดท้ายเกมต้องมาตัดสินกันด้วย การยิงจุดโทษ

4 การดวลจุดโทษที่หัวใจแทบหยุดเต้น

ช่วงยิงจุดโทษเริ่มต้นไม่ง่ายสำหรับลีดส์ เมื่อ โจเอล ปิรู ยิงพลาดไปก่อน ทำให้ทีมตกอยู่ในสถานการณ์กดดัน

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ผู้รักษาประตูดาวรุ่งวัย 20 ปี ที่ถูกส่งลงสนาม สามารถเซฟลูกยิงสำคัญได้ ทำให้ลีดส์กลับเข้าสู่เกมอีกครั้ง

หลังจากนั้นผู้เล่นของลีดส์ยิงได้อย่างมั่นใจ และในที่สุด ปาสกาล สเตราย์ก ก็ยิงลูกสุดท้ายเข้าไป ปิดเกมให้ลีดส์ชนะ 4-2 ในการดวลจุดโทษ

5 ชัยชนะที่มีความหมายกับสโมสร

หลังจบเกม ฟาร์เคยอมรับว่านี่เป็นหนึ่งในเกมที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่สุดที่เขาเคยคุมทีม

ทีมของเขาเกือบจะคว้าชัยได้ในเวลา 90 นาที แต่ก็ต้องเจอกับความกดดันในช่วงท้ายเกม อย่างไรก็ตาม ลูกทีมยังคงรวมพลังและผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้

6 ความหวังใหม่ของแฟนบอล

การผ่านเข้ารอบครั้งนี้ทำให้แฟนบอลเริ่มกลับมาฝันอีกครั้ง เพราะลีดส์ ไม่เคยคว้าแชมป์เอฟเอคัพตั้งแต่ปี 1972

การได้กลับมาถึงรอบลึกของรายการอีกครั้ง จึงเหมือนเป็นการปลุกความหวังของสโมสรขึ้นมาอีกครั้ง

7 เป้าหมายต่อไปที่เวมบลีย์

รอบต่อไป ลีดส์จะต้องลงเล่นที่ สนามเวมบลีย์ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของฟุตบอลอังกฤษ

แม้จะเป็นเกมที่ยาก แต่หลังจากผ่านเกมดราม่าแบบนี้มาได้ ทีมของฟาร์เคก็พิสูจน์แล้วว่า พวกเขามีหัวใจนักสู้พอที่จะเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับสโมสร

ปาฏิหาริย์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นพานักบุญน็อคปืน ไปเวมบลีย์

เรื่องราวชัยชนะของ เซาแธมป์ตัน ( Southampton )ในศึก FA Cup  เหนือจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก อย่าง ไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล (Arsenal) ไม่ใช่เรื่องฟลุคอย่างที่หลายคนอาจคิด แต่เป็นผลลัพธ์จากความมุ่งมั่น แท็กติก และความเชื่อที่ถูกปลูกฝังโดยกุนซือคนเก่งอย่าง ทอนดา เอ็คเกิร์ต (Tonda Eckert) 50 ปีหลังจากความสำเร็จครั้งเดียวของพวกเขาในรายการนี้ เมื่อปี 1976 ที่ เซาแธมป์ตัน (Southampton) สร้างเซอร์ไพรส์เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ ทั้งที่ตอนนั้นยังเป็นทีมจากดิวิชันสอง มาถึงตอนนี้ พวกเขากำลังเขียนเรื่องราวใหม่อีกครั้ง ด้วยชัยชนะจากความทุ่มเทตลอดทั้งเกม เหนือผู้มาเยือนอย่าง อาร์เซน่อล อดีตกองหน้าระดับตำนานอย่าง อลัน เชียร์เรอร์ (Alan Shearer) ยืนยันชัดเจนว่า“นี่ไม่ใช่เรื่องฟลุค” เกมนี้ เซาแธมป์ตัน (Southampton) เป็นฝ่ายที่เล่นได้ดีกว่าอย่างแท้จริง รอส สจ๊วต (Ross Stewart) เป็นคนยิงให้เจ้าบ้านขึ้นนำในครึ่งแรก ก่อนที่ วิคตอร์ เยอร์เคเรส (Viktor Gyokeres) จะตีเสมอให้กับ อาร์เซน่อล (Arsenal) ได้สำเร็จซึ่งในห้วงเวลานั้น หลายคนอาจคิดว่าจะต้องเป็น อาร์เซน่อล (Arsenal) ที่จะพลิกกลับมาชนะได้ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อ เชีย ชาร์ล (Shea Charles) ตัวสำรองที่ถูกส่งลงมา ยิงประตูชัยในนาทีที่ 85 สร้างความช็อคให้กับแฟน อาร์เซน่อล ที่เพิ่งจะพลาดท่าในรอบชิง คาราบาวคัพ มาหมาดๆ ซึ่งนับเป็นถ้วยที่ 2 ของฤดูกาลนี้แล้วที่ ทีมไอ้ปืนใหญ่ ทำหลุดมือไป หลังก่อนหน้านี้มีลุ้นถึง 4 แชมป์ ก่อนเกม ทอนดา เอ็คเกิร์ต (Tonda Eckert) ได้พูดถึง เชีย ชาร์ล (Shea Charles) ว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนเกม และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นจริง เชีย ชาร์ล (Shea Charles) เปิดเผยหลังเกมว่า “ผมถูกบอกให้ลงไปคุมเกม และพยายามครองบอล แต่การได้ยิงประตูมันพิเศษมาก ผมแค่คิดว่าจะวางบอลไปที่มุมให้ได้” นอกจากนี้ เลโอ ไซเอ็นซ่า (Leo Scienza) ก็เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่โดดเด่นในเกมนี้ เขากล่าวว่า “อาร์เซน่อล (Arsenal) คือทีมที่ดีที่สุดในอังกฤษ และเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลก แต่วันนี้เราทำได้ดีมาก”  “มันไม่ใช่เรื่องของโชค เราสู้เต็มที่ และเราสมควรชนะ”

การคัมแบ็คที่น่าทึ่งของ นักบุญแดนใต้

น่อลแพ้2-1

ฤดูกาลของ เซาแธมป์ตัน (Southampton) เต็มไปด้วยเรื่องราวพลิกผัน หลังจากตกชั้นในฤดูกาล 2024-25 ด้วยเพียง 12 คะแนน ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่แย่ที่สุดของ พรีเมียร์ลีก ( Premier League) พวกเขาถูกคาดหวังว่าจะกลับขึ้นมาได้ทันทีแต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลง เมื่อกุนซือ วิลล์ สตีล (Will Still) ถูกปลดในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ทีมอยู่ในอันดับ 21 ของ ศึกแชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ จากนั้นสโมสรตัดสินใจดัน ทอนดา เอ็คเกิร์ต (Tonda Eckert) จากทีม U-21 ขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่และทุกอย่างก็เปลี่ยนไป อย่างสิ้นเชิง ปัจจุบัน เซาแธมป์ตัน (Southampton) ขึ้นมาอยู่อันดับ 7 และกำลังลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟเพื่อกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีก อีกครั้ง

เซาแธมป์ตัน กับการลุ้นไปเวมบลีย์ ถึง 3 ครั้ง ในฤดูกาลเดียว

ชัยชนะใน เอฟเอคัพ (FA Cup) ทำให้เวลานี้นั้น เซาแธมป์ตัน (Southampton) ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเป็นครั้งที่ 14 และยังมีโอกาสไปเล่นที่ เวมบลีย์ ถึง 3 ครั้งในฤดูกาลเดียว โดยมีรอบรองชนะเลิศ FA Cup  ,นัดชิง FA Cup (หากผ่านเข้ารอบ)  และ นัดชิงเพลย์ออฟเลื่อนชั้น  เกมถัดไปพวกเขาต้องเจอกับ เร็กซ์แฮม ( Wrexham) อีกหนึ่งทีมที่ต้องการตั๋วเพื่อเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกเช่นกันและมันจะเป็นเกมสำคัญไม่แพ้กัน ทอนดา เอ็คเกิร์ต (Tonda Eckert) กล่าวว่า “มันเป็นคืนที่ยิ่งใหญ่ เรารู้ว่าเราต้องสู้ให้หนัก”  “อาร์เซน่อล (Arsenal) เป็นทีมที่ดีมาก แต่เราก็หาวิธีรับมือได้” อดีตกองหลังของทีม ฟรานซิส เบนาลี (Francis Benali) กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “นี่คือผลการแข่งขันที่ยอดเยี่ยม ดูว่ามันมีความหมายต่อแฟนบอลแค่ไหน”

อลัน เชียร์เรอร์ (Alan Shearer) ก็เสริมว่า “เซาแธมป์ตัน (Southampton) สมควรได้ไป เวมบลีย์ เพราะ พวกเขายอดเยี่ยมมาก” “สิ่งที่ ทอนดา เอ็คเกิร์ต (Tonda Eckert) ทำกับทีมนี้น่าทึ่ง จากจุดที่พวกเขาเคยอยู่ จนมาถึงวันนี้” สำหรับ อาร์เซน่อล (Arsenal) นี่คือความพ่ายแพ้สองนัดติดต่อกัน หลังจากก่อนหน้านี้แพ้ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City)  0-2 ในนัดชิงชนะเลิศ คาราบาวคัพ แม้จะเป็นทีมที่แข็งแกร่ง แต่พวกเขากลับไม่สามารถรับมือกับความมุ่งมั่นของ เซาแธมป์ตัน (Southampton) ได้เลยแม้แต่น้อย ในเวลานี้ เซาแธมป์ตัน (Southampton) ถือเป็นทีมเดียวที่ไม่ใช่ทีมจากพรีเมียร์ลีก ที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ถ้วยเอฟเอ คัพ ฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ โดยอีกสามทีมที่เหลือ ก็คือ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City)  ที่ผ่านลิเวอร์พูล มาได้แบบสบายๆ เชลซี (Chelsea) ที่ยิงกระจุย และรอผู้ชนะระหว่าง เวสต์แฮม  West Ham United) และ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United)  เลโอ ไซเอ็นซ่า (Leo Scienza) กล่าวปิดท้ายว่า “ถ้าคุณอยากเป็นแชมป์ คุณต้องชนะทุกทีม” แม้เส้นทางยังอีกยาวไกล แต่ เซาแธมป์ตัน (Southampton) ได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาไม่ใช่ทีมเล็กอีกต่อไป เหมือนกับทีมชุดปี 1976 พวกเขากำลังสร้างตำนานบทใหม่ และ เวมบลีย์ อาจไม่ใช่แค่ปลายทางของพวกเขาหาก แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ครั้งใหม่ของ เซาแธมป์ตัน (Southampton) ก็เป็นได้

หงส์วิกฤตหนักหลังความพ่ายแพ้ใน FA Cup เพิ่มแรงกดดันต่อ สล็อท

หงส์แดง ลิเวอร์พูล (Liverpool)  กำลังเดินทางมาถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดอย่างแท้จริงกับโปรแกรมที่เหลืออยู่ และความพ่ายแพ้ยับเยินนัดล่าสุดในศึก FA Cup รอบก่อนรองชนะเลิศ ต่อ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City) ด้วยสกอร์ 4-0 ได้กลายเป็นจุดที่ทำให้แรงกดดันต่อผู้จัดการทีมคนปัจจุบันอย่าง อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งโปรแกรมที่รอเขาอยู่ในนัดต่อไป คือศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ลิเวอร์พูล จะต้องบุกไปเยือน เปแอชเช ทีมแกร่งจาก ลีกเอิง

ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน บรรยากาศของแฟนบอล ลิเวอร์พูล เต็มไปด้วยความสุข หลังชัยชนะในศึกเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ทำให้ทีมเข้าใกล้แชมป์ Premier League อย่างมาก แม้จะสะดุดแพ้ ฟูแล่ม (Fulham) แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ทีมจะกลับมาระเบิดฟอร์ม เอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส (Tottenham Hotspur)  5-1 และคว้าแชมป์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ ในช่วงเวลานั้น ชื่อของ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) ถูกแฟนบอลร้องเรียกด้วยความภาคภูมิใจ หลังเข้ามารับช่วงต่อจากตำนานอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ (Jurgen Klopp)  และพาทีมประสบความสำเร็จทันที แต่เพียงไม่ถึง 12 เดือน ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าจิตวิญญาณแห่งแชมเปี้ยน มันถูกดึงออกไปจากตัวนักเตะทุกคนแทบหมดสิ้น

จากแชมป์สู่ความสิ้นหวังในเวลาไม่ถึงปีความเป็นไปที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือจากทีมที่เป็นถึงแชมป์เปี้ยนในฤดูกาลก่อนแต่ทว่า ฤดูกาลถัดมา ลิเวอร์พูล จะตกอยู่ในสภาพที่แฟนบอลเริ่มหมดศรัทธา ทั้งต่อทีมและผู้จัดการทีม ภาพแฟนบอลที่ทยอยเดินออกจากอัฒจรรย์ฝั่งทีมเยือนของสนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม มันสะท้อนบางสิ่งบางอย่างที่ส่งตรงถึง ทีมอย่างแท้จริง ความพ่ายแพ้ 4-0 ที่สนาม เอติฮัด เป็นเพียงหนึ่งในหลายเกมที่ย่ำแย่ในฤดูกาลนี้ ซึ่งรวมแล้ว ลิเวอร์พูล แพ้ไปถึง 15 นัดในทุกรายการ มากที่สุดนับตั้งแต่ยุคของ เบรนแดน ร็อตเจอร์ส (Brendan Rodgers) ในฤดูกาล 2014-15 ที่ทำไว้ที่ 18 นัด เสียงเชียร์จากแฟนบอลเจ้าบ้านที่ร้องว่า “You’re getting sacked in the morning” สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของทีมในสายตาคนภายนอก แม้จะยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล จะปลด อาร์เน่อ สล็อท  (Arne Slot) ออกจากตำแหน่ง แต่ความกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ หนึ่งในปัญหาที่ชัดเจนที่สุดของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาลนี้ คือเรื่อง “สภาพจิตใจ” หลังจากเสียประตูแรกจากจุดโทษซึ่งมาจากการเข้าบอลที่ผิดพลาดของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค สุดท้ายก็เป็น เออร์ลิ่ง ฮาแลน์ ( Erling Haaland) ที่ยิงเข้าไปหลังจากนั้น ทีมก็เริ่มเสียรูปเกมอย่างชัดเจน และก็มาเสียประตูที่สองก่อนหมดครึ่งแรกยิ่งทำให้ทุกอย่างยากที่จะกลับมาอีกแล้ว กับทีมที่ขาดแววตาแห่งผู้ชนะเช่นนี้ กองกลางตัวแบกของทีมในฤดูกาลนี้อย่าง โดมินิค โซบอสไลน์ ( Dominik Szoboszlai ) ยอมรับว่า ทีมของเขาในเวลานี้ขาดทั้ง “สปิริตการต่อสู้” และ “สภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง” ขณะที่อดีตกองหน้าระดับตำนานของหงส์แดง อย่าง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ( Robbie Fowler ) ก็ชี้ว่า ทีมขาดผู้นำที่สามารถพาทีมผ่านช่วงเวลายากลำบากได้ สิ่งเหล่านี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์  (Jurgen Klopp) ที่เคยสร้างทีมให้เป็น “Mentality Monsters”

ความหวังที่พังทลายก่อนเกมใหญ่ในยุโรปการพบ เปแอชเช ด้วยทีมสภาพนี้

ซาลาห์ฟอร์มบู่

ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล หวังว่า ช่วงพักเบรกทีมชาติจะช่วยให้ทีมกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ข่าวการยุติการค้าแข้งกับทีมของตำนานอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) แม้จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ถูกมองว่าอาจเป็นแรงกระตุ้นให้ทีมรวมใจกันส่งท้ายตำนานของสโมสร รวมถึงการกลับมาซ้อมของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ( Alexander Isak)  หลังบาดเจ็บยาว ก็เป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ทีมนั้นได้รับก่อนเกมที่จะลงเล่นกับ แมนฯ ซิตี้ แต่ทุกอย่างกลับพังทลายลงภายในเวลา 90 นาทีที่แมนเชสเตอร์ แม้แต่จุดโทษของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ก็ยังพลาด ซึ่ง อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) ยอมรับว่า
“มันสะท้อนภาพรวมของทั้งเกม และทั้งฤดูกาลอย่างแท้จริง” เกมถัดไปของ ลิเวอร์พูล คือการพบกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมงต์ ( Paris Saint-Germain ) ในศึก UEFA Champions League รอบก่อนรองชนะเลิศ คู่แข่งที่เพิ่งถล่ม เชลซี ( Chelsea ) มาอย่างขาดลอย ด้วยฟอร์มปัจจุบัน ลิเวอร์พูล แทบไม่มีอะไรการันตีว่าจะต้านทานความแข็งแกร่งของทีมจากฝรั่งเศสได้หากพลาดอีกครั้ง อาจทำให้ความหวังในฤดูกาลนี้จบลงทันที ซึ่งนั่นอาจหมายรวมถึงอนาคตการคุมทีมต่อไปของ อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) เช่นกัน โดย สล็อท ยืนยันว่า ทีมยังมีโอกาส และต้องตอบสนองให้ได้ เขามองว่า 35 นาทีแรกของเกมกับ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) แสดงให้เห็นว่า ลิเวอร์พูล ยังสามารถแข่งขันได้ แต่ปัญหาคือ หลังจากนั้นทีมกลับพังทลายอย่างง่ายดาย หากยังแก้ไขจุดนี้ไม่ได้ การเจอกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมงต์(Paris Saint-Germain) อาจกลายเป็นฝันร้ายอีกครั้ง จากทีมที่เคยเต็มไปด้วยความหวังและความสำเร็จ ลิเวอร์พูล ในวันนี้กลับเต็มไปด้วยคำถาม ทั้งเรื่องแท็กติก สภาพจิตใจ และอนาคตของผู้จัดการทีม ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเมื่อปีก่อน ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที และตอนนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่า อาร์เน่อ สล็อท (Arne Slot) จะสามารถพาทีมกลับมาได้ทันเวลาหรือไม่ เพราะหากยังคงพลาดต่อเนื่อง ฤดูกาลนี้อาจไม่ใช่แค่ความล้มเหลวของทีม แต่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอนาคต ลิเวอร์พูล ในระยะยาวเช่นกัน หากยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่มองแล้วเห็นแสงสว่างมากกว่าที่เป็นอยู่นี้

แมนฯ ยูไนเต็ดหญิงยังไม่ยอมแพ้ แม้พ่ายบาเยิร์นในเลกแรก

Marc Skinner กุนซือของ Manchester United Women ยอมรับว่าการบุกไปเยือน Bayern Munich Women เพื่อพลิกสถานการณ์ในศึก UEFA Women's Champions League รอบก่อนรองชนะเลิศ จะเป็นบททดสอบที่ยากที่สุดของทีม

แมนฯ ยูไนเต็ดแพ้ในเกมเลกแรก 3-2 ทำให้ต้องการชัยชนะในเกมที่เยอรมนีเพื่อผ่านเข้าสู่รอบต่อไป

แม้สถานการณ์จะเสียเปรียบ แต่สกินเนอร์ยืนยันว่าทีมยังเชื่อมั่นในโอกาสของตัวเอง

“ถ้าเราไม่เชื่อว่าจะทำได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเดินทางไปเยอรมนี”

 เกมที่สูสีแต่ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้

เกมนี้เริ่มต้นไม่ดีสำหรับยูไนเต็ด เมื่อ Pernille Harder อดีตดาวเตะ Chelsea Women ยิงประตูให้บาเยิร์นขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 2

อย่างไรก็ตาม ยูไนเต็ดแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น โดยสามารถกลับมาตีเสมอได้ถึงสองครั้ง

แต่ท้ายที่สุด Momoko Tanikawa ยิงประตูชัยในนาทีที่ 81 ทำให้บาเยิร์นคว้าชัยชนะในเกมแรก

สกินเนอร์ยอมรับว่าเขารู้สึกผิดหวังกับทั้งสามประตูที่เสียไป เพราะมองว่าคู่แข่งไม่ได้ต้องทำงานหนักมากนักในการทำประตู

แท็กติกและรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ตัดสินเกม

Man Utd come from behind twice but lose first leg to Bayern

โค้ชบาเยิร์น Jose Barcala เปิดเผยว่าทีมของเขาคาดว่าแมนฯ ยูไนเต็ดจะใช้การเพรสซิ่งสูง

แผนของบาเยิร์นคือการเล่นบอลทะลุช่องไปด้านหลังแนวรับ ซึ่งได้ผลอย่างชัดเจน

จังหวะสำคัญเกิดจากการจ่ายบอลของ Arianna Caruso ที่ส่งบอลเข้าไปในพื้นที่ระหว่างแนวรับและกรอบเขตโทษ ทำให้ฮาร์เดอร์หลุดไปทำประตู

สถานการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นอีกครั้งในครึ่งหลัง เมื่อทานิกาวะเป็นคนแอสซิสต์ให้ฮาร์เดอร์ ก่อนที่เธอจะยิงประตูชัยในเวลาต่อมา

สกินเนอร์เชื่อว่าปัญหามาจากความผิดพลาดเล็ก ๆ ในการกดดันผู้เล่นที่ครองบอล

ปัญหาความลึกของขุมกำลัง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความแตกต่างด้านขุมกำลังของทั้งสองทีม

ตัวอย่างชัดเจนคือ Hinata Miyazawa กองกลางของยูไนเต็ด ที่เพิ่งลงเล่นนัดชิงเอเชียนคัพในซิดนีย์เมื่อวันอาทิตย์ ก่อนจะเดินทางกลับมาเล่นให้ทีมทันที

ในทางกลับกัน บาเยิร์นสามารถจัดการผู้เล่นได้ดีกว่า โดยให้ทานิกาวะเริ่มเกมจากม้านั่งสำรองเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากอาการเจ็ตแล็ก ก่อนส่งลงมาสร้างความแตกต่างในเกม

 ตารางแข่งหนักก่อนเกมตัดสิน

โปรแกรมของแมนฯ ยูไนเต็ดในช่วงต่อไปถือว่าหนักมาก

พวกเขาจะต้องพบกับ
Manchester City Women จ่าฝูง Women's Super League ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด

ก่อนจะเดินทางไปเยอรมนีเพื่อเล่นเลกที่สองกับบาเยิร์น

แม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่สกินเนอร์ยังคงเชื่อว่าทีมของเขามีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้ หากสามารถลดความผิดพลาดและยกระดับการเล่นในเกมต่อไป.

เซาแธมป์ตันสร้างดราม่าท้ายเกม เขี่ยฟูแล่มตกรอบเอฟเอ คัพ

Southampton จากศึกแชมเปียนชิปสร้างเซอร์ไพรส์ในฟุตบอล FA Cup หลังบุกเอาชนะ Fulham 1-0 ถึงสนาม Craven Cottage

ประตูชัยเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อ Ross Stewart ตัวสำรองรับหน้าที่ยิงจุดโทษและส่งบอลผ่านมือ Benjamin Lecomte เข้าไปอย่างเด็ดขาด ช่วยให้ทีมนักบุญผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบสี่ปี พร้อมขยายสถิติไม่แพ้ใครในทุกรายการเป็น 10 นัดติดต่อกัน

 จังหวะตัดสินเกมในกรอบเขตโทษ

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Finn Azaz ถูกทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษโดย Joachim Andersen ผู้ตัดสิน Jarred Gillett ชี้เป็นจุดโทษทันที

สจ๊วร์ตยิงบอลเสียบเสาซ้ายอย่างหนักหน่วง ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายสำหรับเขา เพราะในปี 2023 เขาเคยได้รับบาดเจ็บเอ็นร้อยหวายหนักที่สนามแห่งนี้ ตอนเล่นให้ Sunderland

ฟูแล่มพลาดโอกาสหลายครั้ง

Southampton staged a late dramatic c

แม้ Fulham จะครองเกมและมีโอกาสยิงถึง 24 ครั้ง แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้อย่างถูกต้อง

ช่วงต้นเกม Rodrigo Muniz ยิงเข้าประตูโล่ง แต่ผู้ตัดสินเป่าหยุดเกมก่อนเพราะบอลยังเคลื่อนที่ตอนที่ Daniel Peretz เตะเปิดเกม

ในครึ่งหลังพวกเขายังมีประตูถูกยกเลิกอีกครั้ง เมื่อ Joachim Andersen อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก่อนโหม่งบอลให้ Timothy Castagne ยิงเข้าไป นอกจากนี้ Oscar Bobb ยังมีโอกาสยิงไกลที่ถูกเซฟไว้ได้

 การตัดสินใจโรเตชันของฟูแล่มและการพลิกฟื้นของเซาแธมป์ตัน

กุนซือ Marco Silva เลือกเปลี่ยนผู้เล่นถึง 9 ตำแหน่ง หลังจากทีมเพิ่งแพ้ West Ham United ในพรีเมียร์ลีกก่อนหน้านี้

การเปลี่ยนทีมจำนวนมากทำให้ฟูแล่มดูขาดความลงตัว แม้จะพยายามสร้างโอกาสมากมาย แต่ก็ขาดความเฉียบคมในจังหวะสุดท้าย

ในทางกลับกัน เซาแธมป์ตันกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มดีภายใต้การคุมทีมของ Tonda Eckert ที่เข้ามารับงานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ตอนนั้นทีมอยู่ถึงอันดับ 21 ของแชมเปียนชิป แต่ตอนนี้กำลังลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟและยังทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของเอฟเอ คัพ

ชัยชนะนัดนี้จึงเป็นสัญญาณชัดเจนถึงการกลับมาของทีมที่เคยตกต่ำ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จครั้งใหม่ของสโมสร.

ลีดส์ ยูไนเต็ด ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ

Leeds United ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศของ FA Cup ได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี หลังเอาชนะ Norwich City จากลีกแชมเปียนชิปได้อย่างสบายที่สนาม Elland Road

ทีมจากพรีเมียร์ลีกควบคุมเกมได้เกือบตลอดทั้งนัด และขึ้นนำในช่วงกลางครึ่งแรกเมื่อ Sean Longstaff ยิงวอลเลย์อย่างสวยงาม หลังรับบอลจากการเปิดของ Gabriel Gudmundsson

 ลีดส์คุมเกมก่อนปิดครึ่งแรก

ก่อนจบครึ่งแรก ลีดส์มาได้ประตูที่สองจาก Gabriel Gudmundsson ซึ่งเป็นประตูแรกของเขากับสโมสร หลังแนวรับนอริชเคลียร์บอลจากการเปิดของ Dan James ไม่ขาด

ในครึ่งแรก นอริชแทบไม่มีโอกาสสร้างอันตรายมากนัก โดยต้องรอจนถึงช่วงท้ายครึ่งแรกกว่าที่ Ali Ahmed จะมีโอกาสยิง แต่ก็หลุดกรอบออกไป

นอริชพยายามฮึดในครึ่งหลัง

Leeds United have advanced to the quarter

หลังพักครึ่ง นอริชเริ่มเล่นได้ดีขึ้นและมีโอกาสทำประตู โดย Kenny McLean ยิงไกลทดสอบผู้รักษาประตู Lucas Perri

อีกจังหวะสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Errol Mundle-Smith เปิดบอลให้ Anis Ben Slimane ยิงหน้าประตู แต่บอลไปชนเสาด้านนอกอย่างน่าเสียดาย

แม้ผู้รักษาประตูสำรอง Vladan Kovacevic จะเซฟได้หลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถหยุดประตูที่สามได้ เมื่อ Joel Piroe ปั่นด้วยซ้ายอย่างสวยงามในช่วงท้ายเกม

ชัยชนะที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจของทีม

ครั้งสุดท้ายที่ลีดส์เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ ต้องย้อนกลับไปในฤดูกาล 2002-03 ทำให้ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่แฟนบอลรอคอยมานาน

เกมนี้ยังเกิดขึ้นหลังจากที่ทีมของ Daniel Farke เพิ่งแพ้ Sunderland ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ทีมต้องกลับไปลุ้นหนีตกชั้นอีกครั้ง

แม้กุนซือชาวเยอรมันจะต้องชมเกมจากอัฒจันทร์เนื่องจากโทษแบน แต่ผู้เล่นที่ถูกโรเตชันลงสนามกลับทำผลงานได้ดี แสดงให้เห็นว่าทีมมีขุมกำลังที่ลึกพอที่จะสู้ทั้งในลีกและในเอฟเอ คัพ

ชัยชนะนัดนี้จึงไม่เพียงพาลีดส์เข้าสู่รอบลึกของฟุตบอลถ้วยเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทีมในการต่อสู้เพื่ออยู่รอดในพรีเมียร์ลีกช่วงท้ายฤดูกาลอีกด้วย.

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin