เชมุส โคลแมน เตรียมปิดฉากตำนานท็อฟฟี่ หลังอยู่โยงมาถึง 17 ปี

เชมุส โคลแมน (Seamus Coleman) ประกาศว่า เขาจะยุติเส้นทางการเป็นนักเตะของ เอฟเวอร์ตัน (Everton) หลังจบฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สัญญาของเขาหมดลง หลังจากอยู่กับสโมสรมานานถึง 17 ปี ฟูลแบ็กวัย 37 ปีรายนี้ ได้รับข้อเสนอให้รับบทบาทโค้ชกับทีม “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” แต่เจ้าตัวกล่าวว่า เขาจะตัดสินใจเรื่องอนาคตของตัวเองในช่วงซัมเมอร์ นักเตะทีมชาติ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ ย้ายจากสโมสร สลิโก โรเวอร์ส (Sligo Rovers) ใน ไอร์แลนด์ มาร่วมทีม เอฟเวอร์ตัน (Everton) เมื่อเดือนมกราคม ปี 2009 ด้วยค่าตัวเพียง 60,000 ปอนด์ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมของสโมสรในปี 2019 ในปี 2024 โคลแมน (Coleman) ทำลายสถิติการลงสนามใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ให้กับสโมสร โดยแซงหน้าสถิติเดิมของอดีตผู้รักษาประตู ทิม ฮาวเวิร์ด (Tim Howard) ที่เคยทำไว้ 354 นัด ปัจจุบัน สถิติการลงเล่นในลีกสูงสุดของเขาอยู่ที่ 372 นัด พร้อมผลงาน 22 ประตู และ 24 แอสซิสต์

โคลแมน (Coleman) กล่าวว่า “หลังจากอยู่กับสโมสรฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมแห่งนี้มานานกว่า 17 ปี ผมตัดสินใจแล้วว่า ฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของผมในฐานะนักเตะที่นี่” เกมเหย้านัดสุดท้ายของเขาจะเป็นการพบกับ ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland) ในวันอาทิตย์ โคลแมน (Coleman) ต้องต่อสู้กับปัญหาอาการบาดเจ็บในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในฤดูกาลนี้ เขาได้ลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) เพียง 3 นัด โดยการออกสตาร์ตเป็นตัวจริงเพียงครั้งเดียวของเขาในเดือนพฤศจิกายน จบลงหลังผ่านไปเพียง 10 นาที เนื่องจากอาการบาดเจ็บ หากเขาได้มีส่วนร่วมในเกมพบกับ “แมวดำ” ช่วงสุดสัปดาห์นี้ เขาจะขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 9 ในทำเนียบนักเตะที่ลงสนามให้ เอฟเวอร์ตัน (Everton) มากที่สุดตลอดกาล แซงหน้าอดีตผู้เล่นอย่าง ดิ๊กซี่ ดีน (Dixie Dean) และ ลีออน ออสมัน (Leon Osman) ด้วยจำนวน 434 นัดรวมทุกรายการ โคลแมน (Coleman) ได้รับใบอนุญาตโค้ช ยูฟ่า บี ไลเซนส์ (Uefa B License) ซึ่งทำให้เขาสามารถคุมทีมสมัครเล่น ทีมเยาวชนอายุไม่เกิน 16 ปี และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชได้

ในช่วงต้นปี 2025 หลังจาก ฌอน ไดช์ (Sean Dyche) อดีตผู้จัดการทีม เอฟเวอร์ตัน (Everton) ถูกปลดออกจากตำแหน่ง โคลแมน (Coleman) เคยรับหน้าที่คุมทีมชุดใหญ่ชั่วคราวร่วมกับอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง เลห์ตัน เบนส์ (Leighton Baines) ในเกม เอฟเอ คัพ (FA Cup) พบกับ ปีเตอร์โบโรห์ ยูไนเต็ด (Peterborough United) โคลแมน (Coleman) ซึ่งเคยสวมปลอกแขนกัปตันทีมให้สโมสรแห่ง เมอร์ซีย์ไซด์ (Merseyside) มาแล้ว 140 ครั้ง กล่าวต่อว่า “ผมอยากขอบคุณแฟนบอลสำหรับการสนับสนุนที่ยอดเยี่ยม พวกคุณช่วยเหลือผมในหลายสิ่งหลายอย่าง มากกว่าที่คุณจะจินตนาการได้” “ผมใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ ผมเห็นพวกคุณทุกวัน และผมนำความรักที่พวกคุณมีต่อสโมสรฟุตบอลแห่งนี้กลับเข้าไปในห้องแต่งตัว เพื่ออธิบายให้เพื่อนร่วมทีมเข้าใจว่า เอฟเวอร์ตัน (Everton) มีความหมายต่อผู้คนมากแค่ไหน”

“ผมยังขอขอบคุณผู้จัดการทีม เพื่อนร่วมทีม และสตาฟฟ์ทุกคน พวกเขาได้เห็นผมในทุกอารมณ์ ทั้งมีความสุข เศร้า โกรธ และเต็มไปด้วยความรู้สึก แต่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ เอฟเวอร์ตัน (Everton) เสมอ” “ขอบคุณที่ทำให้ผมเป็นกัปตันทีม และเพื่อนร่วมทีมที่ดีขึ้น นี่คือสโมสรฟุตบอลที่น่าทึ่ง พร้อมด้วยผู้คนที่น่าทึ่งอย่างแท้จริง”

จุดเริ่มต้นของดีล 60,000 ปอนด์ ที่กลายเป็นตำนาน เอฟเวอร์ตัน

เชมุส โคลแมน อำลาท๊อฟฟี่ 17ปี

“หกหมื่นปอนด์ หกหมื่นปอนด์ เชมุส โคลแมน (Seamus Coleman) เล่นฟุตบอลในแบบของ เอฟเวอร์ตัน (Everton)” นี่คือเพลงที่ดังก้องไปทั่วอัฒจันทร์ของ กูดิสัน พาร์ก (Goodison Park) และต่อมาที่ ฮิลล์ ดิกคินสัน สเตเดียม (Hill Dickinson Stadium) ตลอดระยะเวลา 17 ปี หลังจากลงสนามในชุดสีน้ำเงินไปแล้ว 433 นัด ค่าตัว 60,000 ปอนด์ ที่ เอฟเวอร์ตัน (Everton) จ่ายให้ สลิโก โรเวอร์ส (Sligo Rovers) เพื่อคว้าตัว เชมุส โคลแมน (Seamus Coleman) คิดเฉลี่ยออกมาแล้วตกประมาณ 140 ปอนด์ต่อการลงสนามหนึ่งนัด เส้นทางอันยาวนานของฟูลแบ็กทีมชาติ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ กับทีม “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” กำลังจะปิดฉากลง หลังจากเขายืนยันว่า จะย้ายออกจากทีมเมื่อสัญญาหมดลงในช่วงซัมเมอร์นี้ นี่ถือเป็นหนึ่งในดีลที่คุ้มค่าที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) แต่เรื่องราวความสำเร็จนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป จากฟุตบอลข้างถนน การพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าพวกเขาคิดผิด และแฮมชีสจัมบองหนึ่งชิ้น นี่คือเส้นทางที่ โคลแมน (Coleman) เขียนชื่อตัวเองลงในตำนานของ เอฟเวอร์ตัน (Everton)

โรงเรียนและฟุตบอล คือชีวิตในวัยเด็ก

คิลลีเบกส์ (Killybegs) เป็นเมืองประมงเล็ก ๆ ใน เคาน์ตีโดเนกัล (County Donegal) ตั้งอยู่ริมชายฝั่งชนบทอันงดงามของ ไอร์แลนด์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ไวลด์ แอตแลนติก เวย์ (Wild Atlantic Way) มีประชากรประมาณ 1,250 คน ที่นี่คือสถานที่ที่ เชมุส โคลแมน (Seamus Coleman) ในวัยเด็กพัฒนาฝีเท้าของตัวเองจากการเล่นฟุตบอลบนถนนในย่านที่พักอาศัย ไบรอัน ดอร์เรียน (Brian Dorrian) ผู้มีส่วนช่วยหล่อหลอมเส้นทางฟุตบอลของ โคลแมน (Coleman) กล่าวว่า ที่นี่เป็นสถานที่ที่ “ทุกคนรู้จักกันหมด” “ชีวิตวัยเด็กของเด็กหนุ่มจำนวนมาก รวมถึง เชมุส (Seamus) ก็คือโรงเรียนและฟุตบอล พวกเขาเล่นกันทุกที่” คิลลีเบกส์ (Killybegs) ถูกครอบงำด้วยกีฬาสองชนิด คือ ฟุตบอล หรือที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือมักเรียกว่า ซอคเกอร์ และ เกลิคฟุตบอล (Gaelic football) ซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติแบบดั้งเดิมของ ไอร์แลนด์ โคลแมน (Coleman) ก็เหมือนเด็กหนุ่มส่วนใหญ่ เขาเล่นทั้งสองกีฬา ทักษะหลายอย่างสามารถถ่ายทอดถึงกันได้ โดยผู้จัดการทีมชุดใหญ่ของสโมสรในเวลานั้น จำได้ว่าเขาเป็นเด็กที่ “ตัวเล็ก ดุดัน และมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่” รูปร่างของเขากลายเป็นข้อเสีย ทำให้เขาถูกมองข้ามจากทีมระดับเคาน์ตีและทีมโรงเรียน แต่ความมุ่งมั่นของเขาแตกต่างจากคนอื่น ดอร์เรียน (Dorrian) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตั้งแต่อายุยังน้อย เขามีศักยภาพ แต่ไม่ได้โดดเด่นกว่าคนอื่นมากนัก” “แต่เขามีบางอย่างในตัว ไม่ใช่ด้านเทคนิคมากนัก แต่เป็นเรื่องสภาพจิตใจ และสิ่งนั้นหล่อหลอมมาจากสถานที่ที่เขาเติบโต” “คุณไม่อยากแพ้ใคร หากสิ่งนี้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมกับความเคารพและมารยาท มันจะช่วยนำทางคุณตลอดอาชีพ ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะพาคุณไปทางไหน” ในการประสบความสำเร็จในกีฬาอาชีพใด ๆ นอกจากความทุ่มเทและพรสวรรค์ตามธรรมชาติแล้ว โชคก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน โคลแมน (Coleman) ก็ไม่ต่างกัน และมีจังหวะสำคัญ 3 ครั้งที่เข้าทางเขา

ด้วยความบังเอิญอย่างแท้จริง ในช่วงต้นปี 2006 ฌอน คอนเนอร์ (Sean Connor) ผู้จัดการทีม สลิโก โรเวอร์ส (Sligo Rovers) กำลังคบหากับหญิงสาวชาว คิลลีเบกส์ (Killybegs) และหลังจากการพูดคุยกันระหว่างดื่มเบียร์ เกมอุ่นเครื่องกับ เซนต์ แคทเธอรีนส์ (St Catherine’s) ก็ถูกจัดขึ้น โคลแมน (Coleman) ต้องรับมือกับกองหน้าที่มีประสบการณ์และยิงประตูได้ดีอย่าง พอล แม็คเทียร์แนน (Paul McTiernan) และ ฌอน แฟลนเนอรี (Sean Flannery) แต่ทั้งสองแทบไม่ได้โอกาสเลยเมื่อต้องเจอกับดาวรุ่งที่ยังดิบ แต่เต็มไปด้วยพลังคนนี้ คอนเนอร์ (Connor) เห็นเพียงพอแล้ว เขาเรียก ดอร์เรียน (Dorrian), โคลแมน (Coleman), พ่อของ โคลแมน และประธานสโมสร เซนต์ แคทเธอรีนส์ (St Catherine’s) เข้าไปในห้องแต่งตัวผู้ตัดสิน และข้อตกลงก็เกิดขึ้น เพื่อพากองหลังหนุ่มรายนี้ไปยังสโมสรในช่วงที่ทีมกำลังกลับสู่ลีกสูงสุด ในเวลาเดียวกัน โคลแมน (Coleman) ยังถูกเรียกติดทีมเยาวชนของ โดเนกัล (Donegal) ซึ่งเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับนักกีฬา เกลิคฟุตบอล รุ่นเยาว์ที่หวังประสบความสำเร็จ เขาต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ ดอร์เรียน (Dorrian) กล่าวว่า “ทุกคนต้องการตัวเขา” และเขา “อยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมาก” ให้เลือก เกลิคฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬาสมัครเล่น “แต่เมื่อเขาได้ยินคำว่าฟุตบอลเต็มเวลา และได้เงินบ้าง แม้จะไม่มากนัก เขาก็คว้าโอกาสนั้นทันที” ดอร์เรียน (Dorrian) กล่าว

ลูกตาย ความวุ่นวาย และ VAR ที่กำลังเขย่าพรีเมียร์ลีก

ถ้าต้องเลือกภาพหนึ่งภาพมาเป็นตัวแทนของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ คงไม่ใช่ประตูสวยงามจากระยะไกล ไม่ใช่การเลี้ยงหลบผู้เล่นหลายคนก่อนยิงประตู แต่อาจเป็นภาพที่ดูวุ่นวายและสับสนของนักเตะสองสามสิบคนที่ยืนเบียดกันอยู่ในกรอบเขตโทษ บางคนดึง บางคนผลัก บางคนคว้าเสื้อ และบางคนก็ล้มลงไปก่อนที่ลูกบอลจะถูกเตะออกมาด้วยซ้ำ

นั่นคือภาพที่สะท้อนให้เห็นว่าฤดูกาลนี้ถูกกำหนดด้วยอะไร และมันไม่ใช่แค่เรื่องของกลยุทธ์หรือทักษะ แต่เป็นเรื่องของการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ในทุกจังหวะที่ลูกบอลหยุดนิ่ง ทั้งลูกเตะมุม ลูกฟรีคิก และลูกตายทุกประเภท ซึ่งกลายเป็นสนามรบที่ดุเดือดพอๆ กับการเล่นในจังหวะปกติ

เหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดคิด

เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคือจุดที่ทุกอย่างดูเหมือนจะมาถึงจุดแตกหัก เมื่อเกมระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและเอฟเวอร์ตันผลิตภาพที่หลายคนบรรยายว่าไม่เคยเห็นมาก่อนในพรีเมียร์ลีก นั่นคือการที่ผู้เล่นทั้งสองทีมรวมกันประมาณสิบห้าคนยืนเบียดกันอยู่ในกรอบเขตโทษขนาดหกหลา และก่อนที่ลูกบอลจะถูกเตะออกมาด้วยซ้ำ ผู้เล่นบางคนก็ถูกเหวี่ยงลงพื้นไปแล้ว

มันคือภาพที่บอกว่าสถานการณ์ได้ไปไกลเกินกว่าสิ่งที่กติกาเดิมออกแบบมาเพื่อรับมือ เพราะเมื่อทุกทีมรู้ว่าการผลักดึงในกรอบเขตโทษระหว่างลูกตายนั้นได้ผล และรู้ว่าโอกาสที่กรรมการจะเป่าฟาวล์นั้นมีน้อยมาก ทุกทีมก็ทำมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสถานการณ์กลายเป็นสิ่งที่เห็นในเกมนั้น

ปัญหาที่ไม่ได้อยู่แค่ในอังกฤษ

A fatalit chao and VAR are shaking

หลายคนอาจมองว่านี่เป็นปัญหาเฉพาะของพรีเมียร์ลีก แต่ความจริงนั้นต่างออกไป เพราะเมื่อ BBC Sport มีโอกาสเข้าร่วมงานกับ โรแบร์โต โรเซตติ หัวหน้าผู้ตัดสินของยูฟ่า สิ่งแรกที่ชายชาวอิตาลีคนนี้หยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือตัวอย่างของผู้รักษาประตูที่ถูกกดดันในจังหวะลูกตาย

นั่นบอกว่าผู้บริหารสูงสุดของวงการผู้ตัดสินในยุโรปมองว่าเรื่องนี้คือปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และมันไม่ใช่เรื่องที่เกิดแค่ในลีกเดียวหรือในประเทศเดียว แต่กำลังแพร่กระจายไปทั่วทวีปในฐานะกลยุทธ์ที่ทุกทีมเริ่มนำมาใช้เพราะเห็นว่าได้ผลและแทบไม่มีบทลงโทษ

อาร์เซนอลและการใช้ลูกตายอย่างเชี่ยวชาญ

ถ้าจะพูดถึงทีมที่ยกระดับการใช้ประโยชน์จากลูกตายไปไกลที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ คงหนีไม่พ้นอาร์เซนอล กุนเนอร์สใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาระบบการเล่นลูกตายที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง จนกลายเป็นที่ยอมรับในวงการว่าพวกเขาคือต้นแบบของการใช้ลูกตายอย่างได้ผล

หนึ่งในกลยุทธ์ที่อาร์เซนอลใช้บ่อยที่สุดคือการส่งผู้เล่นจำนวนมากเข้าไปล้อมรอบผู้รักษาประตูฝ่ายตรงข้ามในจังหวะลูกเตะมุม เพื่อสร้างความสับสนและจำกัดพื้นที่ที่ผู้รักษาประตูจะเคลื่อนที่ออกมารับลูกได้ ทำให้ผู้เล่นของตัวเองมีพื้นที่ว่างมากขึ้นในการวิ่งเข้าชนหัวหรือยิงประตู

จากฤดูกาลที่เกือบจะว่างเปล่าสู่การลุ้นสามแชมป์ของ แมนฯ ซิตี้

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างมาก ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) กำลังเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่จะจบฤดูกาลแบบไร้ถ้วยรางวัลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับสโมสรระดับแชมป์เช่นนี้ แต่เพียงแค่ 12 เดือนผ่านไป ทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) ในเวลานี้กลับมามีลุ้นสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยโอกาสคว้า “สามแชมป์ในประเทศ” (Domestic Treble) ซึ่งหากทำได้สำเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นทีมอังกฤษเพียงทีมที่สองที่ทำได้ และที่น่าสนใจคือ ทีมเดียวที่เคยทำได้มาก่อนก็คือพวกเขาเองในปี 2019 ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) เช่นกัน ฤดูกาลนี้ก่อนหน้านี้ ทีมเรือใบสีฟ้า แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) สามารถคว้าแชมป์ คาราบาวคัพ (Carabao Cup) ได้แล้วที่สนามเวมบลีย์ จากการเอาชนะ อาร์เซน่อล (Arsenal) คู่แข่งขับเคี่ยวลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้ และเวลานี้ก็ยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) กันอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ พวกเขายังผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของ ศึก เอมิเรตต์ เอฟเอคัพ ได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการเข้าชิง 4 ปีติดต่อกัน สร้างสถิติใหม่ของสโมสร โดยพวกเขาจะกลับไปยัง สนามเวมบลีย์ อีกครั้งในวันที่ 16 พฤษภาคม นี้เพื่อทำศึกนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งต้องรอผู้ชนะระหว่าง เชลซี ที่จะแข่งกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์นี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางไม่ได้ง่ายเลย โดยเฉพาะเกมรอบรองชนะเลิศที่ต้องเจอกับ เซาแธมป์ตัน  (Southampton) ทีมจาก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งพวกเขาต้องพลิกสถานการณ์จากการตามหลัง ก่อนจะได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกมจาก เจเรมี่ โดกู ( Jeremy Doku) และ นิโก้ กอนซาเลซ ( Nico Gonzalez)

เป๊ป ไม่ประมาท ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างระมัดระวัง แม้โอกาสจะกลับมาเข้าข้างเขาอีกครั้ง

นิโก้ ยิงแซงชนะ เซาแธมป์ตัน

ในเวลานี้แม้ว่าหลายคนจะมองว่า แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) มีโอกาสสูงในการคว้าสามแชมป์ได้สำเร็จทั้งแชมป์ คาราบาวคัพ ที่ได้ไปก่อนหน้านี้ เอฟเอคัพ ที่ทะลุเข้าไปรอชิงชนะเลิศแล้ว รวมถึง พรีเมียร์ลีก ที่กลับมามีสถานการณ์เท่าเทียมกับ  อาร์เซน่อล (Arsenal) แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) กลับมองเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง เขาให้สัมภาษณ์ว่า โอกาสยัง “ห่างไกลมาก” และยังไม่ควรพูดถึงจนกว่าจะจบเกมลีกนัดสุดท้ายกับ แอสตัน วิลล่า ( Aston Villa) โดยกุนซือชาวสเปนยังเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการพักผ่อนของนักเตะ หลังจากต้องเผชิญกับโปรแกรมการแข่งขันที่หนักทั้งทางร่างกายและจิตใจ ฤดูกาลก่อนถือเป็นช่วงเวลาที่น่าผิดหวังของ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) แม้ว่าจะคว้า คอมมูนิตี้ ชิลด์ ได้ แต่ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้เลยในช่วงซัมเมอร์ สโมสรตัดสินใจปล่อยนักเตะตัวหลักหลายคนออกจากทีม ไม่ว่าจะเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ( Kevin De Bruyne) , อิลคาย กุนโดกาน (Ilkay Gundogan) , แจ็ค กรีลิช ( Jack Grealish) และ เอแดร์ซอน (Ederson) การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงอนาคตของทีม โดยเฉพาะเมื่อช่วงต้นฤดูกาลพวกเขาออกสตาร์ทได้ไม่ดีนัก แต่ทว่าแม้จะเริ่มต้นฤดูกาลได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก จนเมื่อเวลาผ่านไป นักเตะสายเลือดใหม่ของ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) ก็เริ่มปรับตัวและแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ คาราบาวคัพ (Carabao Cup) และยังเป็นตัวเต็งในนัดชิงชนะเลิศ ในศึก เอฟเอคัพ ( FA Cup) ไม่ว่าจะต้องเจอกับ เชลซี (Chelsea ) หรือ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United)  อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดยังคงเป็นการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) โดยต้องแย่งชิงกับ อาร์เซน่อล (Arsenal)  ที่กำลังทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งแม้จะมีพลาดไปบ้างจนทำให้ทีมของ เป๊ป ตามมาได้ทันในช่วงเวลานี้ก็ตาม

เส้นทางสู่บทสรุปสุดท้ายของฤดูกาลนี้ ของทีมเรือใบสีฟ้า จะจบลงเช่นไร

ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) ต้องลงเล่นถึง 6 นัด ภายในเวลาเพียง 21 วัน ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ตัดสินทุกอย่าง โปรแกรมเริ่มต้นด้วยเกมเยือน เอฟเวอร์ตัน ( Everton ) ก่อนจะต้องเจอกับแมตช์สำคัญในลีกและรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ ( FA Cup) อดีตนักเตะของทีมอย่าง ไมกาห์ ริชาร์ด (Micah Richards)  แสดงความคิดเห็นว่า นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด และทีมแชมป์มักจะสามารถสร้างความแตกต่างได้ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ จากทีมที่เกือบจบฤดูกาลแบบมือเปล่า แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) กลับมามีโอกาสลุ้นสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการผสมผสานระหว่างนักเตะดาวรุ่งและประสบการณ์ของทีม รวมถึงการวางแผนของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในทีมที่น่ากลัวที่สุดในยุโรปอีกครั้ง หากสามารถผ่านช่วง 21 วันสุดท้ายไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชื่อของ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City )อาจถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้งในฐานะทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งของยุคนี้

ลิเวอร์พูล ชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-1 ซาลาห์ฝากความทรงจำ ลุ้น UCL

ศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ รอบล่าสุดที่สนาม กูดิสัน พาร์ค เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในเกมที่อัดแน่นด้วยอารมณ์และดราม่ามากที่สุดในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล พลิกตามหลัง เอฟเวอร์ตัน คว้าชัยชนะ 2-1 ด้วยประตูชัยในช่วงนาทีท้ายของเกม สร้างความโศกเศร้าให้แก่แฟนบอลทอฟฟี่เมนที่กรีดร้องเชียร์อยู่เต็มสนาม แต่ขณะเดียวกันก็จุดประกายความหวังให้กับแฟนหงส์แดงที่กำลังลุ้นตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า

เกมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสามแต้ม แต่มันคือบทสรุปของหลายเรื่องราวพร้อมกัน ทั้งการทิ้งทวนของดาวเตะระดับตำนาน ฟอร์มที่กำลังร้อนแรงของกองหน้าฝั่งน้ำเงิน ความกังวลเรื่องผู้รักษาประตูที่บาดเจ็บต่อเนื่อง ไปจนถึงสมการคะแนนในตารางที่ทำให้ อาร์เน่อ สล็อต ต้องลุ้นไปอีกอย่างน้อยห้านัด

ความทรงจำสุดท้ายเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ ของ ซาลาห์

Salahs final memory of the Merseyside Derb

หากมีใครสักคนที่เหมาะสมที่สุดในการฝากรอยไว้กับแมตช์นี้ คนนั้นก็คือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ โดยไม่มีข้อสงสัย

ซาลาห์ รู้ดีว่านี่คือครั้งสุดท้ายที่เขาจะลงสนามในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ ในฐานะนักเตะของ ลิเวอร์พูล เพราะสัญญาของเขาจะหมดลงในช่วงปลายฤดูกาล และยังไม่มีสัญญาณใดที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป ด้วยเหตุนี้ กองหน้าชาวอียิปต์จึงลงสนามด้วยความมุ่งมั่นที่เห็นได้ชัดตั้งแต่นาทีแรก เขาวิ่งทุกบอล กดดันทุกจังหวะ และพยายามสร้างโอกาสอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นคือตัวตนของ ซาลาห์ ที่แฟนบอลรู้จักกันดีมาตลอดกว่าเจ็ดปีที่ผ่านมา

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องทำประตู เขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง การเปิดบอลสุดเฉียบคมจาก โกดี้ คักโป ส่งตรงมาให้ ซาลาห์ ในมุมที่พอเหมาะพอเจาะ และเขาก็จัดการส่งบอลเข้าซุกก้นตาข่ายได้อย่างเงียบงาม ไม่มีความผิดพลาด ไม่มีความลังเล แค่ความแม่นยำที่สะสมมาจากประสบการณ์หลายร้อยเกมในสีเสื้อหงส์แดง

สิ่งที่ทำให้ช่วงเวลานี้มีความหมายมากขึ้นก็คือ ซาลาห์ ไม่ได้แค่ยิงประตูหนึ่งลูก แต่เขายังส่งต่อพลังงานที่ดีให้กับทีมตลอดทั้งเกม ลิเวอร์พูล ไม่ได้เล่นได้ยอดเยี่ยมอะไรในวันนั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่ทีมต้องการประกายบางอย่าง ซาลาห์ มักจะเป็นคนจุดไฟนั้นขึ้นมาได้เสมอ

สำหรับแฟน ลิเวอร์พูล บทส่งท้ายเกมดาร์บี้ของ ซาลาห์ ครั้งนี้ถือว่าไม่ได้น้อยหน้าใคร เพราะการจากไปพร้อมชัยชนะดีกว่าการจากไปพร้อมความพ่ายแพ้เสมอ และถ้าพวกเขาสามารถคว้าตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ในปลายฤดูกาล นั่นก็จะทำให้ภาพสุดท้ายของ ซาลาห์ ในนามหงส์แดงสมบูรณ์ยิ่งกว่าที่ใครคาดไว้

อย่างไรก็ตามยังมีอีกมุมหนึ่งที่น่าคิด เพราะแม้ ซาลาห์ จะทำผลงานได้ดีในเกมนี้ แต่ความจริงที่ขมขื่นก็คือฤดูกาลนี้ เดอะ เร้ดส์ ไม่มีโอกาสคว้าแชมป์ลีกหรือถ้วยยุโรปใบใหญ่อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่ทั้ง ซาลาห์ และทีมจะทำได้ในตอนนี้ก็คือสร้างอนาคตให้กับ ลิเวอร์พูล ก่อนที่หน้าใหม่จะเริ่มต้นขึ้น

เบโต้ ฟอร์มแรงต่อเนื่อง

ถ้าในฝั่งของ ลิเวอร์พูล ชื่อ ซาลาห์ คือพระเอกของเกมนี้ ฝั่ง เอฟเวอร์ตัน ก็มีชื่อของ เบโต้ ที่ไม่ยอมตกเป็นจำเลยอีกต่อไป

มาพูดถึงความจริงกันตรงๆ ก่อนว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เบโต้ ถูกวิจารณ์มาโดยตลอดเรื่องความไม่สม่ำเสมอในฟอร์มการเล่น แฟน เอฟเวอร์ตัน หลายคนเรียกร้องให้โค้ชเปลี่ยนตัวเขาออกและให้โอกาส เธียร์โน่ แบร์รี่ ลองลงสนามดูบ้าง แต่ในช่วงสามนัดหลังสุดนี้ เบโต้ เหมือนสะบัดหัวออกจากกรอบเก่าๆ และเริ่มเล่นในแบบที่แฟนบอลอยากเห็นมานานแล้ว

เกมกับ ลิเวอร์พูล เขาได้รับบอลจากการเปิดบอลสุดแม่นยำของ เคียร์แนน ดิวส์บิวรี่ ฮอลล์ แล้วก็พุ่งเข้าหาประตูในจังหวะที่ตรงและเด็ดขาด ยิงเพื่อตีเสมอเป็น 1-1 ซึ่งถือเป็นประตูที่สี่ของเขาในเพียงสามนัดที่ผ่านมา ตัวเลขแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไปแล้ว

น่าเสียดายที่ประตูของ เบโต้ ในวันนั้นสุดท้ายก็ไม่ใช่ประตูที่นำพา เอฟเวอร์ตัน ไปสู่ชัยชนะ เพราะพวกเขาโดนตีกลับในช่วงนาทีท้ายจากลูกโหม่งของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่เปลี่ยนทุกอย่างในพริบตา บรรยากาศในสนามที่เพิ่งคึกคักขึ้นมาก็ดับวูบลงทันที แฟน ทอฟฟี่เมน ที่กำลังกรีดร้องกดดันคู่อริก็เงียบเหมือนถูกดับเสียง

แต่ถ้าจะมองในแง่ส่วนตัวของ เบโต้ เอง สิ่งที่เขาทำได้ในเกมนี้และสองเกมก่อนหน้าถือว่าเป็นการตอบคำถามทุกอย่างได้ดีพอสมควร เขากำลังแสดงให้เห็นว่าเมื่อได้รับโอกาสและมีความมั่นใจ เขาสามารถทำผลงานระดับที่โค้ชและแฟนบอลคาดหวังได้ และนั่นก็ทำให้ตำแหน่งตัวจริงของเขาเหนือ เธียร์โน่ แบร์รี่ ดูแข็งแกร่งขึ้นอีกก้าวอย่างชัดเจน

ความท้าทายที่แท้จริงสำหรับ เบโต้ ตอนนี้คือจะรักษาฟอร์มนี้ต่อไปได้ไหมในอีกห้านัดที่เหลือของฤดูกาล เพราะ เอฟเวอร์ตัน ยังคงต้องการคะแนนเพื่อยืนยันที่ยืนในพรีเมียร์ลีกต่อไป และการที่กองหน้าอย่าง เบโต้ อยู่ในฟอร์มแบบนี้ก็ถือว่าเป็นแสงสว่างในช่วงท้ายฤดูกาลที่ยากลำบาก

อีซัค ฟอร์มยังคงเงียบสนิท

ถ้าจะพูดถึงนักเตะที่อยู่ในสปอตไลท์ด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยดีนักในเกมนี้ ชื่อของ อเล็กซานเดอร์ อีซัค คงต้องอยู่ในลิสต์นั้นด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่เป็นเพียงการลงตัวจริงนัดที่สองของ อีซัค นับตั้งแต่ที่เขาพักงานไปนานเนื่องจากอาการขาหัก กองหน้าชาวสวีเดนค่าตัว 125 ล้านปอนด์ หรือราว 5,375 ล้านบาท ยังไม่พร้อมจะยืนเป็นหัวหอกหลักให้กับ ลิเวอร์พูล อย่างเต็มรูปแบบในตอนนี้ และเกมนี้ก็ยืนยันเรื่องนั้นได้อย่างชัดเจน

ตลอดมากกว่าหนึ่งชั่วโมงที่เขาอยู่ในสนาม อีซัค สัมผัสบอลเพียงเก้าครั้งเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับกองหน้าที่ควรจะมีบทบาทในการเชื่อมเกมและสร้างโอกาส นอกจากนั้นเขายังมีโอกาสยิงเพียงครั้งเดียว แต่ก็ถูก จอร์แดน พิคฟอร์ด เซฟไว้ได้อย่างสบายๆ โดยไม่มีความยากลำบากใดๆ

สาเหตุหลักที่ สล็อต ต้องส่ง อีซัค ลงสนามก็เพราะ อูโก้ เอกิติเก้ ซึ่งน่าจะเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งนี้กำลังพักรักษาอาการบาดเจ็บเอ็นร้อยหวายฉีกขาด ซึ่งเป็นการบาดเจ็บที่ร้ายแรงและต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน ดังนั้นโค้ชชาวดัตช์จึงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากต้องพึ่งพา อีซัค ในตอนนี้

ปัญหาก็คือ อีซัค ยังไม่ได้อยู่ในสภาพร่างกายและจังหวะการเล่นที่พร้อมจะสร้างความแตกต่างได้อย่างที่ ลิเวอร์พูล ต้องการ การบาดเจ็บหนักไม่ใช่สิ่งที่จะหายเป็นปลิดทิ้งได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และนักเตะอย่าง อีซัค ที่เคยโดดเด่นในเรื่องการเคลื่อนที่และสปีดก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัวกลับมาหาความรู้สึกที่คุ้นเคย

สิ่งที่แฟน เดอะ ค็อป ทำได้ตอนนี้ก็คือยอมรับสภาพและให้เวลา อีซัค ค่อยๆ ฟื้นตัวและพัฒนาฟอร์มของตัวเองต่อไป เพราะในฤดูกาลนี้มันคงไม่ทันแล้ว แต่ซีซั่นหน้าจะเป็นเวทีที่แท้จริงที่จะพิสูจน์ว่าค่าตัวหลายร้อยล้านบาทนั้นคุ้มค่าเพียงใด และถ้าเขาได้รับเวลาเตรียมตัวในพรีซีซั่นอย่างเต็มที่ ภาพที่เห็นในฤดูกาลหน้าอาจแตกต่างไปจากวันนี้มากพอสมควร

หายนะนายทวารอีกแล้ว

เกมนี้มีดราม่าหลายเรื่อง แต่หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองมากที่สุดในแง่ของผลกระทบระยะยาวก็คือเรื่องของผู้รักษาประตู

ในจังหวะที่ เบโต้ พุ่งเข้าชาร์จเพื่อยิงประตูตีเสมอนั้น เขาได้ปะทะกับ จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี่ อย่างรุนแรง และผลที่ตามมาคือนายทวารชาวจอร์เจียต้องออกจากสนามบนเปล ท่ามกลางความกังวลของทีมและแฟนบอล

ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องส่ง เฟร็ดดี้ วู้ดแมน นายทวารมือสามลงสนาม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของเขาในพรีเมียร์ลีกภายใต้สีเสื้อหงส์แดง ในสถานการณ์ปกติ การปล่อยให้มือสามลงสนามในเกมดาร์บี้ที่ตึงเครียดแบบนี้ถือเป็นความเสี่ยงมหาศาล แต่ วู้ดแมน ก็ทำได้ดีกว่าที่หลายคนคาดไว้ เขาไม่มีอาการตื่นตระหนก ไม่มีความผิดพลาดที่เด่นชัด และจบเกมได้โดยไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิม

แต่ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ประสิทธิภาพของ วู้ดแมน ในเกมนั้น แต่อยู่ที่ภาพรวมของตำแหน่งผู้รักษาประตูของ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้ที่ดูน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะขณะนี้ทีมไม่มีทั้ง อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งที่กำลังพักรักษาอาการบาดเจ็บ และ มามาร์ดาชวิลี่ มือสองที่เพิ่งออกจากสนามบนเปล ซึ่งยังไม่ทราบความรุนแรงของอาการบาดเจ็บที่ชัดเจน

สิ่งที่ สล็อต ต้องตัดสินใจในตอนนี้คือจะทำอย่างไร ระหว่างสวดภาวนาให้ มามาร์ดาชวิลี่ ฟื้นตัวได้ทันก่อนนัดถัดไป หรือจะวางใจให้ วู้ดแมน เฝ้าเสาต่อไปในช่วงท้ายฤดูกาลที่แต้มทุกคะแนนมีความหมาย

ในเกมสำคัญระดับนี้ การมีผู้รักษาประตูที่แข็งแกร่งและไว้ใจได้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แฟน เดอะ ค็อป หลายคนยังมีความกังวลกับ วู้ดแมน อยู่ ไม่ใช่เพราะเขาทำผิดพลาดอะไร แต่เพราะนี่คือประสบการณ์เพียงนัดแรกของเขาในลีก และห้านัดที่เหลือนั้นล้วนมีความสำคัญทั้งนั้น

สถานการณ์แบบนี้เป็นตัวเตือนที่ชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล ควรจะต้องวางแผนเรื่องความลึกในตำแหน่งผู้รักษาประตูให้ดีขึ้นในช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในฤดูกาลหน้าเมื่อพวกเขากลับไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ผลที่ตามมาอาจหนักกว่านี้มาก

ตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก มีโอกาสสูง

จบเกมนี้ ลิเวอร์พูล เพิ่มคะแนนเป็น 55 แต้ม ยังคงรั้งอยู่ที่อันดับห้า แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือพวกเขาทิ้งห่าง เชลซี ที่อยู่อันดับหกถึงเจ็ดคะแนน และยังเหลือโปรแกรมอีกเพียงห้านัดเท่านั้น

สมการนี้ถ้าแปลออกมาแบบตรงๆ ก็คือ ลิเวอร์พูล อยู่ในสถานะที่ดีมากสำหรับการแย่งโควตาตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า อันดับห้าคือโควตาสุดท้ายสำหรับการได้ลุยถ้วยใบโตของยุโรป และถ้า เดอะ เร้ดส์ ไม่สะดุดขาตัวเองในช่วงท้ายนี้ โอกาสที่จะปิดฉากฤดูกาลในฐานะทีมที่เข้ารอบนั้นถือว่าสูงมาก

แต่อย่าลืมว่าพรีเมียร์ลีกไม่ได้จบด้วยการนับคะแนนบนกระดาษ ยังต้องลงสนามอีกห้าครั้ง และทุกนัดคือความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อ ลิเวอร์พูล กำลังเผชิญกับปัญหาในตำแหน่งผู้รักษาประตูที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือคำถามที่ตามมาหลังฤดูกาลจบลง ถ้าหาก สล็อต สามารถพาทีมจบในห้าอันดับแรกและคว้าตั๋ว แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ บอร์ดบริหารของ ลิเวอร์พูล จะตัดสินใจอย่างไรกับโค้ชชาวดัตช์คนนี้ เพราะในสายตาของแฟนหงส์แดงจำนวนมาก ฤดูกาลนี้ถือว่าผิดหวัง ลิเวอร์พูล ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะแข่งขันเพื่อแชมป์ลีกหรือถ้วยยุโรปใบใหญ่ และนั่นก็สะท้อนถึงปัญหาในด้านการวางแผนและการบริหารทีมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม การได้ตั๋ว แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือเป็นสิ่งสำคัญในแง่ของการรักษารายได้และดึงดูดนักเตะระดับสูงในช่วงซัมเมอร์ ถ้า ลิเวอร์พูล พลาดโควตานี้ไป บรรยากาศในทีมช่วงก่อนฤดูกาลหน้าอาจหนักหนากว่าที่ใครคิด

ดังนั้นห้านัดสุดท้ายนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคะแนน แต่มันคือการวางรากฐานของ ลิเวอร์พูล ในอีกหลายปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนักเตะที่จะเซ็น นักเตะที่จะปล่อยไป ทิศทางของทีม และความไว้วางใจที่แฟนบอลจะมีต่อโค้ชและบอร์ดบริหารชุดปัจจุบัน

ถ้า สล็อต จบได้ดี บางทีเรื่องราวในฤดูกาลหน้าอาจเริ่มต้นจากจุดที่ดีกว่าที่เห็นอยู่ในตอนนี้

ผู้กำหนดกฎเกณฑ์ของวงการฟุตบอลจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร

ลูกเตะมุมใน Premier League กำลังเปลี่ยนจากจังหวะเล่นลูกตั้งเตะธรรมดาให้กลายเป็นฉาก “ปล้ำมวย” ระหว่างผู้เล่น
ทั้งกองหลังและกองหน้าต่างดึงรั้ง กอดรัด และเบียดเสียดกันในเขตโทษ โดยเฉพาะบริเวณกรอบหกหลา จนบางครั้งดูใกล้เคียงความวุ่นวายมากกว่าฟุตบอล
อดีตผู้ช่วยผู้ตัดสินอย่าง Darren Cann มองว่านี่เป็น “ฝันร้ายของทีมผู้ตัดสิน” เพราะต้องดูแลนักเตะมากถึง 16 คนในพื้นที่เล็ก ๆ พร้อมกัน

ใครต้องรับผิดชอบพฤติกรรมนี้

คำถามสำคัญคือ ควรเป็นหน้าที่ของใครในการแก้ปัญหา – ผู้ตัดสิน นักเตะ หรือโค้ช
Cann ชี้ว่า ผู้เล่นทั้งสองฝั่งต่างมีพฤติกรรมชัดเจน

  • ฝ่ายรุกพยายามยืนบังผู้รักษาประตูเพื่อลดประสิทธิภาพ

  • ฝ่ายรับพยายามขวางทางวิ่งของคู่แข่ง มากกว่ามองลูกบอล
    สิ่งนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากฝ่ายเดียว แต่เป็นวัฒนธรรมในเกมลูกตั้งเตะที่ถูกปล่อยให้รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

เสียงสะท้อนจากผู้จัดการทีม

ผู้กำหนดกฎเกณฑ์ของว

ประเด็นนี้ถูกพูดถึงในห้องแถลงข่าวอย่างต่อเนื่อง โดย David Moyes ผู้จัดการทีม Everton มองว่าผู้ตัดสินควรมีบทบาทมากกว่านี้
เขายกตัวอย่างเกมกับ Manchester United ที่นักเตะเอฟเวอร์ตันหลายคนยืนบังผู้รักษาประตู ขณะที่เกิดการผลักและดึงรั้งกันอย่างชัดเจน
มอยส์กล่าวว่า “มันแย่มากที่ผู้ตัดสินไม่พยายามจัดการเรื่องนี้” และรู้สึกว่ากรรมการพยายามเลี่ยงการเข้าไปควบคุมสถานการณ์

ต้องเปลี่ยนวิธีตัดสินหรือกติกา

ด้วยความสำคัญของลูกตั้งเตะที่เพิ่มขึ้น ทีมต่าง ๆ จึงใช้ “แท็กติกก่อกวน” มากขึ้น
คำถามคือ เพียงแค่บังคับใช้กติกาเดิมให้เข้มงวดขึ้นจะพอหรือไม่ หรือจำเป็นต้องปรับกติกาใหม่โดยตรง
หากปล่อยให้การดึงรั้งกลายเป็นเรื่องปกติ เกมอาจสูญเสียความยุติธรรม และผู้ตัดสินจะเผชิญแรงกดดันหนักขึ้น
ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการตัดสินลูกเตะมุม แต่เป็นภาพสะท้อนว่าฟุตบอลยุคใหม่ต้องหาสมดุลระหว่างแท็กติก ความเข้มข้น และความยุติธรรมให้ได้อีกครั้ง

คาร์ริคออกโรง ชื่นชม แลมเมนส์ นายด่านผู้หยุด “ความโกลาหล” ของ ปิศาจแดงได้ในที่สุด

ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) กล่าวชื่นชม เซนเน่ แลมเมนส์ (Senne Lammens) ว่าเป็นผู้รักษาประตูที่ “พาความโกลาหลออกไป” จาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) หลังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมในเกมบุกชนะ เอฟเวอร์ตัน (Everton) 1-0 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในเกมดังกล่าว แลมเมนส์ (Senne Lammens) คว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ จากผลงานอันโดดเด่น โดยเฉพาะจังหวะเซฟปลายมือปัดลูกยิงเต็มข้อของ ไมเคิล คีน (Michael Keane) ที่พุ่งแรงและอันตรายอย่างยิ่ง ด้าน เดวิด มอยส์ (David Moyes) กุนซือของ เอฟเวอร์ตัน (Everton) กล่าวสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า “ยอดเยี่ยมสุด ๆ” เพื่ออธิบายฟอร์มของนายทวารรายนี้

จากความวุ่นวาย สู่ความนิ่งสงบ จากดาวเตะเพียงคนเดียวเท่านั้น

ลัมส์เมนศืย้ายมา12315631531

ฟอร์มของ แลมเมนส์ (Senne Lammens) ในเกมนี้ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากช่วงต้นฤดูกาล ในศึก ลีก คัพ (League Cup) ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) พ่ายให้กับ กริมสบี้ (Grimsby) ทีมจาก ลีก ทู (League Two) ในเกมดังกล่าว อังเดร โอนาน่า (Andre Onana) ไม่สามารถควบคุมพื้นที่หน้าประตูของตัวเองได้ดีพอ ขณะที่ อัลตาย บายินดีร์ (Altay Bayindir) ซึ่งได้รับโอกาสเฝ้าเสาในช่วงหนึ่ง ก็ทำผลงานผิดพลาดหลายครั้ง และไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้เลยตลอด 6 นัดการมาของ แลมเมนส์ (Senne Lammens) จึงเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวรับ ปีศาจแดง ปัจจุบัน เขาเก็บคลีนชีตไปแล้ว 5 นัด รวมถึง 2 จาก 3 เกมล่าสุด ซึ่งเป็นสถิติที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ไม่เคยทำได้ในรอบกว่าหนึ่งปี คาร์ริค (Michael Carrick) อธิบายถึงคุณค่าของผู้รักษาประตูที่ดีว่า “แทนที่จะสร้างความโกลาหล คุณต้องการให้เขาพาความโกลาหลออกไป และทำให้ทุกอย่างสงบลง” เขายังเสริมว่า “เซนเน่ (Senne Lammens) เป็นคนค่อนข้างเงียบ และไม่ชอบแสดงออกมากนักในบางครั้ง แต่เขามีความแข็งแกร่งภายในอย่างแท้จริง”

การก้าวกระโดดจากสโมสรเดิม มายัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตค้าแข้งของ แลมเมนส์ (Senne Lammens) “การกระโดดขึ้นมาระดับนี้เป็นเรื่องใหญ่” คาร์ริค (Michael Carrick) กล่าว “การที่เขารับมือกับมันได้แบบนี้ และทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปอย่างเรียบง่าย แสดงให้เห็นถึงบุคลิกของเขาอย่างชัดเจน” ช่วงท้ายเกมที่ ฮิลล์ ดิกกินสัน สเตเดี้ยม (Hill Dickinson Stadium) เต็มไปด้วยแรงกดดันจากเจ้าถิ่น เอฟเวอร์ตัน (Everton) ที่พยายามเปิดเกมบุกอย่างหนักเพื่อหวังตีเสมอ ลูกเตะมุม และลูกครอส ถูกสาดเข้ามาในกรอบเขตโทษอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้รักษาประตู หลายครั้งสถานการณ์แบบนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาด แต่สำหรับ แลมเมนส์ (Senne Lammens) เขากลับแสดงให้เห็นถึงความนิ่ง และความมั่นใจ “15 นาทีสุดท้าย เป็นช่วงเวลาที่ยากสำหรับเขา ด้วยจำนวนลูกเตะมุม และลูกครอสที่ต้องรับมือ” คาร์ริค (Michael Carrick) กล่าว “แต่เขาแค่รับมันไว้ และตัดปัญหาออกไปทั้งหมด การทำแบบนั้นได้ในสถานการณ์แบบนี้ ถือว่าน่าพอใจมาก”

ความแตกต่างที่สัมผัสได้ หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้รักษาประตู

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน คือบรรยากาศในแนวรับของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ก่อนหน้านี้ ความไม่แน่นอนในตำแหน่งผู้รักษาประตู ส่งผลให้แนวรับดูขาดความมั่นใจ การสื่อสารไม่ชัดเจน การตัดสินใจช้า หรือการลังเลในจังหวะออกมาตัดบอล ล้วนสร้างความตึงเครียดให้กับทีม แต่การปรากฏตัวของ แลมเมนส์ (Senne Lammens) ทำให้เพื่อนร่วมทีมรู้สึกมั่นคงมากขึ้น เมื่อผู้รักษาประตูสามารถสั่งการแนวรับ และจัดการลูกกลางอากาศได้อย่างเด็ดขาด เกมรับทั้งระบบก็ยกระดับตามไปด้วย แม้จะดูเป็นคนเงียบ ๆ ไม่หวือหวา แต่ คาร์ริค (Michael Carrick) เชื่อว่า ภายในของ แลมเมนส์ (Senne Lammens) เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นักเตะบางคนอาจแสดงอารมณ์ชัดเจนเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน แต่บางคนเลือกใช้ความสงบเป็นอาวุธ แลมเมนส์ (Senne Lammens) อยู่ในกลุ่มหลัง การที่เขาสามารถรับมือกับแรงกดดันจากเกมเยือน เอฟเวอร์ตัน (Everton) ได้อย่างยอดเยี่ยม แสดงให้เห็นว่าเขามีความพร้อมทั้งทางร่างกาย และจิตใจ แน่นอนว่า หนึ่งเกมอาจไม่เพียงพอที่จะตัดสินคุณค่าของผู้รักษาประตู แต่สัญญาณที่ปรากฏในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กำลังค้นพบนายด่านที่เหมาะสม 5 คลีนชีต ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่สะท้อนถึงความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่ทีมเสียประตูง่าย และขาดเสถียรภาพ คำกล่าวของ คาร์ริค (Michael Carrick) ว่า แลมเมนส์ (Senne Lammens) “พาความโกลาหลออกไป” อาจฟังดูเรียบง่าย แต่ในโลกฟุตบอลระดับสูง ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ คือคุณสมบัติที่ล้ำค่า ผู้รักษาประตูไม่ได้มีหน้าที่เพียงป้องกันลูกยิง แต่ต้องเป็นผู้นำแนวรับ ต้องสร้างความเชื่อมั่น และต้องทำให้ทีมสงบลงในช่วงเวลาวิกฤต จากเกมที่ ฮิลล์ ดิกกินสัน สเตเดี้ยม (Hill Dickinson Stadium) จนถึงสถิติคลีนชีตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เซนเน่ แลมเมนส์ (Senne Lammens) กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า เขาไม่เพียงแค่เซฟประตู แต่กำลังเซฟความมั่นคงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ด้วยเช่นกัน

เอฟเวอร์ตัน 0-1 แมนยู เชชโก้ ฮีโร่อีกแล้ว ลัมเมนส์ เหนียว

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งเกมที่มีความหมายอย่างมากสำหรับสองทีมที่ต่างต้องการคะแนนเพื่อเป้าหมายของตัวเอง โดยเจ้าถิ่น เอฟเวอร์ตัน เปิดสนามกูดิสัน พาร์ค รับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ท่ามกลางบรรยากาศกดดันและความคาดหวังจากแฟนบอลทั้งสองฝั่ง ผลการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของทีมเยือน 1-0 จากประตูชัยช่วงครึ่งหลัง ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมนี้อย่างแท้จริง

แม้สกอร์จะดูเบียดและไม่ขาดลอย แต่รูปเกมเต็มไปด้วยความเข้มข้น การปะทะที่หนักหน่วง และจังหวะลุ้นประตูที่ทำให้แฟนบอลต้องลุ้นจนวินาทีสุดท้าย สำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นี่คือชัยชนะที่อาจไม่ได้สวยงามในแง่ของฟอร์มการเล่นโดยรวม แต่มีคุณค่าอย่างยิ่งในแง่ของผลลัพธ์ เพราะสามแต้มนี้ช่วยต่อชีวิตการลุ้นพื้นที่สำคัญบนตารางคะแนน และสร้างแรงผลักดันให้ทีมเดินหน้าต่อในช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาล

ในทางกลับกัน เอฟเวอร์ตันสู้เต็มที่ พวกเขาเล่นด้วยความมุ่งมั่น ไล่บีบพื้นที่เร็ว และพยายามใช้ความได้เปรียบจากเสียงเชียร์ในบ้านกดดันทีมเยือนตั้งแต่ต้นเกม แต่สุดท้ายกลับเป็นทีมเยือนที่ฉกฉวยโอกาสสำคัญได้ดีกว่า และปิดเกมด้วยความนิ่งในช่วงเวลาที่ต้องการที่สุด

เบนยามิน เชชโก้ ซูเปอร์ซับที่เปลี่ยนเกม

Benjamin Džeşko_ The game-changing super-sub

หากจะพูดถึงชื่อที่โดดเด่นที่สุดในค่ำคืนนี้ คงหนีไม่พ้น เบนยามิน เชชโก้ กองหน้าที่ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรอง และทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบในฐานะ “ซูเปอร์ซับ” อีกครั้ง เขาอาจไม่ได้เริ่มต้นเกมในฐานะตัวจริง แต่ช่วงเวลาที่เขาอยู่ในสนามกลับทรงพลังและสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

หลังจากเกมรุกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ติดขัดอยู่นานในครึ่งแรก การเปลี่ยนตัวส่งเชชโก้ลงสนามถือเป็นการตัดสินใจที่เฉียบคม เขาใช้ความสูง ความแข็งแกร่ง และสัญชาตญาณกองหน้าชั้นดี กดดันแนวรับเอฟเวอร์ตันตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้สัมผัสบอล จังหวะการเคลื่อนที่หาช่องในกรอบเขตโทษแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจเกม และความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ประตูชัยเกิดจากจังหวะที่ดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ต้องอาศัยความเด็ดขาดระดับสูง บอลถูกเปิดเข้ามาในกรอบเขตโทษ และเชชโก้เลือกตำแหน่งได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนจะจบสกอร์อย่างเฉียบคม ส่งบอลผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไปตุงตาข่าย เป็นประตูที่สะท้อนถึงคุณภาพ และความพร้อมของเขาในการรับบทบาทสำคัญเมื่อทีมต้องการ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เชชโก้ลงมาแล้วเปลี่ยนเกมได้ เขากำลังสร้างภาพจำใหม่ให้กับตัวเองในฐานะกองหน้าที่พร้อมสร้างความแตกต่าง แม้ไม่ได้เป็นตัวจริงเสมอไป แต่กลับมีอิทธิพลต่อผลการแข่งขันอย่างแท้จริง และสิ่งนี้อาจทำให้โค้ชต้องคิดหนักกับการจัดตัวในเกมต่อๆ ไป

เกมรับที่ยืนระยะและความเหนียวแน่นของแนวหลัง

แม้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะได้ประตูชัยจากเกมรุก แต่หัวใจสำคัญอีกอย่างของชัยชนะในเกมนี้คือความเหนียวแน่นในเกมรับ ช่วงต้นเกมมีจังหวะผิดพลาดเล็กน้อยจากการเข้าสกัดที่เสี่ยงเกินไป แต่หลังจากนั้นแนวรับของทีมเยือนปรับจังหวะได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน

การยืนตำแหน่งของกองหลังเป็นระเบียบมากขึ้น การเคลียร์บอลโด่งทำได้เด็ดขาด และการอ่านทางบอลยาวของเอฟเวอร์ตันถือว่าแม่นยำ โดยเฉพาะในจังหวะลูกตั้งเตะที่เจ้าถิ่นพยายามใช้ความได้เปรียบด้านรูปร่างและพละกำลังเข้าโจมตี แต่แนวรับของแมนยูไนเต็ดก็รับมือได้อย่างมีวินัย

ผู้รักษาประตูเองก็มีบทบาทสำคัญในเกมนี้ โดยเฉพาะจังหวะฟรีคิกที่ถูกปั่นด้วยความแม่นยำ รวมถึงลูกยิงไกลที่พุ่งแรงและมีทิศทางอันตราย การเซฟในช่วงเวลาสำคัญเหล่านี้ช่วยรักษาสกอร์นำ และสร้างความมั่นใจให้แนวรับยืนระยะได้จนจบเกม

นอกจากนี้ แบ็กทั้งสองฝั่งยังมีส่วนช่วยทั้งเกมรับและเกมรุก จังหวะเติมเกมขึ้นไปเปิดบอลสร้างโอกาสหน้าประตูหลายครั้ง แสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างการป้องกันและการสนับสนุนเกมรุก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของทีมที่ต้องการชัยชนะในเกมที่สูสีแบบนี้

ฟอร์มโดยรวมที่ไม่สวยงามแต่ได้ผลลัพธ์

แม้จะคว้าชัยชนะกลับออกมาได้ แต่ต้องยอมรับว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้เล่นด้วยฟอร์มที่สมบูรณ์แบบ เกมแดนกลางมีช่วงที่เสียจังหวะ การครองบอลไม่ได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน และบางครั้งยังขาดความต่อเนื่องในการสร้างสรรค์เกม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างจากหลายเกมก่อนหน้านี้คือ “ความอดทน” และ “วินัย” ทีมไม่เสียสมาธิหลังถูกกดดัน ไม่เร่งรีบเกินไป และเลือกจังหวะเข้าทำอย่างรอบคอบมากขึ้น เมื่อโอกาสมาถึงก็สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ทันที ซึ่งเป็นคุณสมบัติของทีมที่กำลังเติบโตและเรียนรู้จากความผิดพลาด

ชัยชนะ 1-0 อาจไม่ใช่สกอร์ที่หวือหวา แต่ในลีกที่การแข่งขันสูง ทุกคะแนนมีค่าอย่างยิ่ง การบุกชนะทีมที่เล่นในบ้านด้วยแรงจูงใจเต็มเปี่ยม ไม่ใช่เรื่องง่าย และนี่คือบทพิสูจน์ว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังมีความแข็งแกร่งพอจะต่อสู้ในช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาล

เอฟเวอร์ตันกับความพยายามที่ยังไม่เพียงพอ

ในฝั่งของเอฟเวอร์ตัน แม้จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ผลงานโดยรวมไม่ได้เลวร้าย พวกเขาเริ่มต้นเกมได้ดีกว่า มีจังหวะบุกกดดัน และสร้างโอกาสจากลูกตั้งเตะหลายครั้ง การยิงไกลและฟรีคิกเกือบเปลี่ยนเป็นประตูได้ หากไม่ติดเซฟสำคัญของผู้รักษาประตูทีมเยือน

แนวรับของเอฟเวอร์ตันเองก็พยายามอย่างเต็มที่ในการรับมือกับเกมสวนกลับ และการเติมเกมของแบ็กฝั่งตรงข้าม แต่จังหวะเดียวที่เสียสมาธิ กลับกลายเป็นประตูที่ตัดสินผลการแข่งขัน นี่คือความโหดร้ายของฟุตบอลระดับสูง ที่ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีอาจแลกมาด้วยความพ่ายแพ้ทั้งเกม

อย่างไรก็ตาม หากยังรักษามาตรฐานการเล่นและเพิ่มความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้ายได้มากกว่านี้ เอฟเวอร์ตันก็ยังมีโอกาสเก็บแต้มในเกมต่อๆ ไป เพราะพื้นฐานของทีมไม่ได้อ่อนแอ เพียงแต่ต้องละเอียดและเด็ดขาดกว่านี้

สามแต้มที่ส่งสัญญาณถึงช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาล

ชัยชนะในเกมนี้ไม่เพียงแค่เพิ่มคะแนนบนตาราง แต่ยังส่งสัญญาณถึงความพร้อมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาล ทีมอาจยังมีจุดที่ต้องปรับปรุง ทั้งความไหลลื่นในเกมรุก และความสม่ำเสมอในแดนกลาง แต่การมีผู้เล่นอย่างเบนยามิน เชชโก้ ที่พร้อมสร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวรับที่ยืนระยะได้ดีขึ้น คือปัจจัยบวกที่น่าจับตา

ฟุตบอลลีกยาวนานและเต็มไปด้วยบททดสอบ บางครั้งทีมที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ทีมที่เล่นสวยที่สุด แต่เป็นทีมที่รู้วิธี “ชนะ” ในวันที่เล่นไม่ดีที่สุด และเกมที่กูดิสัน พาร์ค คือภาพสะท้อนชัดเจนของแนวคิดนั้น

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ชัยชนะ 1-0 นัดนี้ คือก้าวสำคัญที่เติมความมั่นใจ และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนเล็กๆ ที่นำไปสู่เส้นทางที่ยิ่งใหญ่กว่าในช่วงท้ายฤดูกาล.

“ไม่เคยหยุดศรัทธา” เส้นทางคืนชีพของ โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน สู่ความหวังทีมชาติอังกฤษ

สำหรับนักฟุตบอลอาชีพ ไม่มีช่วงเวลาใดจะท้าทายไปกว่าการต้องออกจากสโมสรที่อยู่มานานหลายปี และสำหรับ โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน (Dominic Calvert-Lewin) การอำลา Everton หลังรับใช้ทีมยาวนานถึง 9 ปี ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตค้าแข้ง กองหน้าชาวอังกฤษรายนี้ต้องเผชิญกับคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง หลังจากช่วงท้ายกับ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บ และผลงานที่ตกลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในฤดูกาลสุดท้าย เขายิงได้เพียง 3 ประตูเท่านั้น ทำให้หลายสโมสรลังเลกับการเซ็นสัญญา เพราะนี่คือการเดิมพันกับนักเตะที่ร่างกายไม่สมบูรณ์อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงนั้นกลับกลายเป็นรางวัลก้อนโตสำหรับ Leeds United เมื่อ คัลเวิร์ต-ลูวิน กลับมาระเบิดฟอร์มเก่ง ยิงไปถึง 7 ประตู จาก 6 เกมหลังสุด ภายใต้การคุมทีมของ แดเนียล ฟาร์เคอ (Daniel Farke)

ความไว้วางใจจากผู้จัดการทีมที่ปลุกศักยภาพ

Dominic Calvert-Lewin ลีดส์ ยูไนเต็ด

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ คัลเวิร์ต-ลูวิน กลับมาเฉิดฉาย คือความเชื่อมั่นที่ได้รับจากกุนซือชาวเยอรมันอย่าง แดเนียล ฟาร์เคอ (Daniel Farke) เขาเล่าถึงการสนทนาครั้งแรกกับ ฟาร์เคอ ว่าเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนความรู้สึกทั้งหมด “เขาโทรหาผมก่อนเซ็นสัญญาไม่กี่วัน และพูดอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง ผมแทบไม่ต้องพูดอะไรเลย ผมแค่ฟังและรับรู้ได้ทันทีว่าเขาใส่ใจนักเตะจริง ๆ” ฟาร์เคอ ไม่ได้มอง คัลเวิร์ต-ลูวิน เป็นเพียงกองหน้าที่ต้องยิงประตู แต่เห็นเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการความเข้าใจ ความเชื่อใจ และการสนับสนุนทางจิตใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับผู้จัดการทีม จนส่งผลโดยตรงต่อฟอร์มในสนาม ปัจจุบัน คัลเวิร์ต-ลูวิน ยิงไปแล้ว 9 ประตูใน Premier League ฤดูกาลนี้ และทำสถิติยิงมากกว่ากองหน้าค่าตัวมหาศาลอย่าง อูโก้ เอกิติเก้ (Hugo Ekitike), วิคเตอร์ โยเคเรส (Viktor Gyökeres) และ เบนจามิน เชสโก (Benjamin Šeško) ฟอร์มดังกล่าวทำให้เขามีโอกาสไล่ล่าหรือแม้แต่ทำลายสถิติส่วนตัว 16 ประตูในฤดูกาล 2020/21 ซึ่งเคยเป็นปีที่ดีที่สุดของเขากับ เอฟเวอร์ตัน

บาดเจ็บไม่ใช่จุดจบ แต่คือบทเรียนชีวิต

แม้หลายคนจะมองว่าอาการบาดเจ็บคือสาเหตุที่ทำให้เส้นทางของเขาสะดุด แต่ คัลเวิร์ต-ลูวิน กลับมองต่างออกไป เขายอมรับว่าช่วงเวลานั้นยากลำบาก แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้เขาเป็นนักเตะและมนุษย์ในวันนี้ “มันคือส่วนหนึ่งของเรื่องราวชีวิตผม มันทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ” เขายังพูดถึงความเป็นจริงของฟุตบอลยุคใหม่ ที่ไม่ใช่นักเตะทุกคนจะยิง 20 ประตูได้ทุกฤดูกาล และในลีกที่โหดที่สุดในโลกอย่าง พรีเมียร์ลีก จังหวะ โมเมนตัม และสภาพร่างกาย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา คือครั้งแรกในชีวิตที่ คัลเวิร์ต-ลูวิน ต้องเป็นนักเตะไร้สังกัด

แม้จะไม่มีค่าตัว แต่การเป็นฟรีเอเยนต์กลับไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด “ทีมต่าง ๆ รู้ว่าคุณยังอยู่ตรงนั้น พวกเขาจึงไม่รีบตัดสินใจ” เขายอมรับว่าการเห็นนักเตะบางคนย้ายทีมด้วยค่าตัว 40-50 ล้านปอนด์ ขณะที่ตัวเองไม่มีใครเร่งเซ็นสัญญา เป็นความรู้สึกที่ท้าทายอัตตาอย่างมาก แต่สิ่งที่เขาเลือกคือ ความถ่อมตัว และ ศรัทธาในเส้นทางของตัวเอง ฟอร์มร้อนแรงกับ ลีดส์ ทำให้ชื่อของ คัลเวิร์ต-ลูวิน กลับมาอยู่ในบทสนทนาเกี่ยวกับทีมชาติ England อีกครั้ง แม้เขาจะไม่ได้ติดทีมชาติเลยตั้งแต่ปี 2021 แต่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยหยุดเชื่อว่าตัวเองจะกลับมาได้ “แม้ตอนที่ผมพาลูกสาวไปเล่นชิงช้าในสวน ผมก็ยังเชื่อว่าวันหนึ่งผมจะกลับไปตรงนั้น” เป้าหมายสูงสุดของเขาคือการมีชื่อในทีมลุย FIFA World Cup 2026 ภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) เรื่องราวของ โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน (Dominic Calvert-Lewin) คือบทพิสูจน์ว่าฟุตบอลไม่ได้วัดกันแค่พรสวรรค์ แต่คือความอดทน ความเชื่อมั่น และการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา จากนักเตะที่หลายคนมองว่าหมดอนาคต สู่กองหน้าฟอร์มแรงที่ถูกพูดถึงในเส้นทางทีมชาติอีกครั้ง ทุกอย่างเริ่มต้นจาก “การไม่หยุดเชื่อ” และไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะลงเอยอย่างไร เรื่องราวของเขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอลและแฟนบอลทั่วโลกไปแล้ว จากนักเตะที่ก่อนหน้านี้แทบจะไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะกลับมาเรียกฟอร์มโหดได้ขนาดนี้ เพราะเขามีประวัติบาดเจ็บยาวนาน ซึ่งนี่เป็นปัญหาทำให้เขาไม่สามารถที่จะโชว์ฟอร์มได้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยที่เขาค้าแข้งอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน แม้ว่าบางช่วงเวลาเขาจะมีฟอร์มที่ดี แต่สุดท้ายก็มักจะโดนอาการบาดเจ็บเล่นตลกกับเขาเสมอ แต่มาในเวลานี้ การได้มาชุบชีวิตใหม่ กับสโมสรใหม่อย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด กลับทำให้เขามีชีวิตชีวาขึ้นมา และพร้อมที่จะล่าตาข่ายต่อไป ด้วยความหวังอีกครั้ง ชายผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาอย่างแท้จริง โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน (Dominic Calvert-Lewin)

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin