การมาของ มูรินโญ่ กับอนาคตของ วินิซิอุส ในถิ่นเบอร์นาเบว

การกลับมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) สู่ เรอัล มาดริด กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้วงการฟุตบอลต้องจับตามองอีกครั้ง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการกลับมาของกุนซือระดับตำนานเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญหลายข้อ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) หนึ่งในผู้เล่นที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดของโลก และเป็นนักเตะที่มักตกอยู่ท่ามกลางแรงกดดันทั้งในสนามและนอกสนามอยู่เสมอ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) เซ็นสัญญา 3 ปี เพื่อกลับมาคุมทีม เรอัล มาดริด อีกครั้ง แต่สัญญาฉบับนี้จะมีผลอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ (Florentino Perez) นั้นจะยังได้อยู่ในตำแหน่งประธานสโมสรต่อไป หลังผ่านการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือความขัดแย้งจากประเด็นดราม่าของ มูรินโญ่ กับ วินิซิอุส ก่อนหน้านี้ ซึ่งในเวลานั้น มูรินโญ่ (Jose Mourinho) ยังเป็นกุนซือของ เบนฟิก้า และต้องเผชิญหน้ากับ เรอัล มาดริด ในรอบน็อกเอาต์เพลย์ออฟ เกมดังกล่าวมีเหตุการณ์ตึงเครียดเกิดขึ้น หลังจาก วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ยิงประตูให้ เรอัล มาดริด ขึ้นนำ 1-0 ก่อนจะฉลองประตูด้วยการเต้นบริเวณธงมุมสนาม ซึ่งทำให้เขาโดนใบเหลืองจากผู้ตัดสิน หลังจากนั้นไม่นาน วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) มีปฏิกิริยากับ จานลูก้า เปรสเตียนนี่ (Gianluca Prestianni) ปีกของ เบนฟิก้า โดยดาวเตะ บราซิล รีบวิ่งไปหาผู้ตัดสิน พร้อมทำท่าทางบอกว่าเขาถูกเหยียดเชื้อชาติ ผู้ตัดสินจึงทำสัญญาณแขนไขว้ ซึ่งเป็นสัญญาณตามมาตรการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติของ ยูฟ่า และสั่งหยุดเกมเกือบ 10 นาที ขณะที่บรรยากาศภายในสนามเริ่มเดือดขึ้นเรื่อย ๆ เรอัล มาดริด ออกแถลงการณ์ระบุว่า วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) แจ้งผู้ตัดสินว่าเขาถูก จานลูก้า เปรสเตียนนี่ (Gianluca Prestianni) เหยียดเชื้อชาติ แต่ฝ่ายนักเตะ อาร์เจนตินา ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น ต่อมา ยูฟ่า สั่งแบน เปรสเตียนนี่ (Gianluca Prestianni) ในเกมนัดที่สองระหว่างรอการสอบสวน ก่อนที่ผลสุดท้ายเขาจะถูกลงโทษแบน 6 นัด แต่ไม่ใช่จากข้อหาเหยียดเชื้อชาติ เพราะ ยูฟ่า ระบุว่าหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยืนยันถ้อยคำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เปรสเตียนนี่ (Gianluca Prestianni) ยอมรับว่าเขาใช้คำพูดเชิงเหยียดเพศใส่ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior)

มูรินโญ่ กับประเด็นดราม่ากับ วินิซิอุส ก่อนหน้านี้

มูขัดแย้ง วินิ

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ยิ่งขึ้น คือท่าทีของ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) หลังจบเกม แม้เขาจะถูกเห็นว่าพูดคุยกับ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) หลังนักเตะเดินออกจากสนาม แต่คำให้สัมภาษณ์ของเขากลับถูกวิจารณ์อย่างหนัก มูรินโญ่ (Jose Mourinho) แสดงจุดยืนปกป้องลูกทีมของตัวเองอย่าง เปรสเตียนนี่ (Gianluca Prestianni) พร้อมตั้งคำถามถึงการฉลองประตูของ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ว่าเป็นการยั่วยุแฟนบอลเจ้าถิ่นหรือไม่ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) กล่าวประมาณว่า เมื่อยิงประตูสุดยอดได้ ทำไมต้องฉลองในลักษณะนั้น เขายังบอกด้วยว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ในหลายสนาม หลายรัฐ และหลายประเทศ คำพูดดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองว่าเขากำลังเบี่ยงประเด็นจากข้อกล่าวหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ ไปสู่การตำหนิพฤติกรรมของผู้เสียหายแทน แม้ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) จะย้ำว่าเขารักในฝีเท้าของ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) และต้องการวางตัวเป็นกลาง แต่คำพูดของเขาก็สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง เขายังพูดถึง ยูเซบิโอ (Eusebio) ตำนานของ เบนฟิก้า ว่าเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นนักเตะผิวดำ เพื่อยืนยันว่า เบนฟิก้า ไม่ใช่สโมสรเหยียดผิว อย่างไรก็ตาม หลายคนมองว่าการยกตัวอย่างลักษณะนี้ไม่สามารถลบล้างหรือทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติถูกลดความสำคัญลงได้ เพราะปัญหาการเหยียดเชื้อชาติในฟุตบอลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และไม่ควรถูกตอบโต้ด้วยการกล่าวอ้างประวัติศาสตร์ของสโมสรเพียงอย่างเดียว หลังเหตุการณ์ดังกล่าว คลาเรนซ์ ซีดอร์ฟ (Clarence Seedorf) อดีตกองกลาง เรอัล มาดริด ออกมาวิจารณ์ว่า มูรินโญ่ (Jose Mourinho) อาจพูดด้วยอารมณ์มากเกินไป และสิ่งที่เขาสื่อออกมาเหมือนเป็นการบอกว่า หาก วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ยั่วยุ การเหยียดเชื้อชาติก็อาจถูกทำให้เข้าใจได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมาก ขณะที่ ธีโอ วัลคอตต์ (Theo Walcott) อดีตกองหน้า อาร์เซน่อล ก็มองว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) ไม่ควรออกมาพูดต่อหน้ากล้อง เพราะประเด็นละเอียดอ่อนเกินกว่าจะให้ความเห็นแบบรีบร้อน ในเวลาต่อมา วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) โพสต์ข้อความผ่าน อินสตาแกรม เพื่อประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า คนเหยียดเชื้อชาติมักเป็นคนขี้ขลาด และต้องซ่อนตัวอยู่หลังคนอื่นเพื่อแสดงความอ่อนแอของตัวเอง เขายังบอกด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับชีวิตของเขา หรือชีวิตของเพื่อนร่วมทีม เพราะที่ผ่านมาเขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ลักษณะนี้หลายครั้ง เมื่อ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) กำลังจะกลายเป็นกุนซือของ เรอัล มาดริด อีกครั้ง คำถามสำคัญคือ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) จะรู้สึกอย่างไรกับการต้องทำงานภายใต้ผู้จัดการทีมที่เคยวิจารณ์เขาต่อสาธารณะ แม้ในด้านฟุตบอล มูรินโญ่ (Jose Mourinho) เป็นโค้ชที่มีประสบการณ์สูง และเคยประสบความสำเร็จกับนักเตะระดับโลกมากมาย แต่ความสัมพันธ์กับ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) อาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญของเขา

สัญญาของ วินิซิอุส ที่กำลังจะหมดลง กับผลกระทบจากการมาของ มูรินโญ่

อนาคตของ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) กับ เรอัล มาดริด ยังไม่ชัดเจน แม้สัญญาของเขาจะมีถึงปี 2027 แต่การเจรจาต่อสัญญาฉบับใหม่มีรายงานว่าชะลอตัวลง เนื่องจากยังมีความเห็นต่างเรื่องค่าเหนื่อยและสถานะภายในทีม วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ต้องการได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในซูเปอร์สตาร์สูงสุดของสโมสร โดยเฉพาะหลังจากเขาแบกทีมมาเป็นเวลาหลายปีก่อนการมาถึงของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappe) อย่างไรก็ตาม เรอัล มาดริด ภายใต้การบริหารของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ (Florentino Perez) มักมีแนวทางชัดเจนเรื่องโครงสร้างค่าเหนื่อย สโมสรไม่ต้องการให้ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งทำลายสมดุลทางการเงินของทีมง่าย ๆ นี่จึงเป็นจุดที่อาจทำให้การเจรจายืดเยื้อ แม้ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) จะเคยพูดต่อสาธารณะว่า เรอัล มาดริด คือสโมสรในฝัน และเขาหวังจะอยู่กับทีมไปอีกหลายปี หาก วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ทำผลงานได้ดีใน ฟุตบอลโลก กับ ทีมชาติ บราซิล สถานะของเขาในการต่อรองกับ เรอัล มาดริด ก็อาจแข็งแกร่งขึ้น แต่สุดท้าย ปัจจัยสำคัญอาจไม่ได้อยู่แค่เรื่องเงินหรือสัญญาเท่านั้น ความไว้ใจ ความเข้าใจ และการสนับสนุนจากผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง มูรินโญ่ (Jose Mourinho) อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด สำหรับ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) หากเขาต้องการประสบความสำเร็จในยุคใหม่ของ เรอัล มาดริด เขาจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ให้ได้ เขาต้องแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมปกป้องนักเตะของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในประเด็นการเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรถูกมองข้ามหรืออธิบายด้วยเหตุผลเรื่องการยั่วยุในสนาม ฤดูกาลหน้าจึงอาจเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาทั้งสำหรับ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) และ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) หากทั้งคู่สามารถปรับความเข้าใจ และสร้างเป้าหมายร่วมกันได้ เรอัล มาดริด อาจได้เห็นการผสมผสานระหว่างกุนซือจอมแท็กติกกับแนวรุกระดับโลก แต่หากความสัมพันธ์เริ่มต้นด้วยความไม่ไว้วางใจ อนาคตของ วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Junior) ในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ก็อาจกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้มาก.

เชลซี 2-1 สเปอร์ส ไก่เดือยทองยังไม่ปลอดภัย ลุ้นหนีตกชั้น

แฟนบอล "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คงนอนไม่ค่อยหลับกันสักเท่าไหร่หลังจบเกมเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เพราะทีมรักของพวกเขาบุกไปพ่ายให้กับ เชลซี คาถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไปด้วยสกอร์ 2-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 37 ทำให้สถานการณ์ของทีมจากย่านลอนดอนเหนือยังคงน่าเป็นห่วง และต้องลุ้นเอาตัวรอดจากการตกชั้นในนัดส่งท้ายฤดูกาลที่จะพบกับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์นี้แบบหนีตายกันเลยทีเดียว

ส่วน "สิงห์บลูส์" เชลซี ที่ฟอร์มในช่วงท้ายฤดูกาลเริ่มกลับมาดูดีขึ้น สามารถคว้าสามแต้มสำคัญในบ้านได้สำเร็จ และยังคงมีความหวังที่จะคว้าโควตาไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปในฤดูกาลหน้า ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ เอ็นโซ มาเรสก้า กุนซือชาวอิตาเลียนคนใหม่ของพวกเขาวางไว้ตั้งแต่ต้นซีซั่น

ความสำคัญของเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์

The significance of games at Stamford Bridge

หลายคนอาจมองว่าเกมระหว่างเชลซีกับสเปอร์สที่ผ่านมาในนัดที่ 37 ของฤดูกาลนี้ เป็นแค่ดาร์บี้แมตช์ลอนดอนธรรมดา แต่ความจริงแล้วเกมนี้มีน้ำหนักมหาศาลสำหรับทั้งสองทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "ไก่เดือยทอง" ที่ฤดูกาลนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสรเลยทีเดียว

สเปอร์สต้องการสามแต้มจากเกมนี้เพื่อการันตีว่าพวกเขาจะรอดพ้นจากการตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพ ขณะที่เชลซีก็ต้องการชัยชนะไม่แพ้กัน เพราะถ้าหากพลาดท่าเสียแต้มในเกมนี้ ก็อาจหลุดจากการลุ้นโควตายุโรปได้เลย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ก่อนเกมเริ่ม บรรยากาศบนอัฒจันทร์สแตมฟอร์ด บริดจ์ จะดูคึกคักเป็นพิเศษ แฟนบอลเจ้าบ้านพร้อมส่งเสียงเชียร์อย่างเต็มที่เพื่อเป็นกำลังใจให้ลูกทีม

ฝั่งของ แอนจ์ ปอสเตโคกลู กุนซือชาวออสเตรเลียของสเปอร์ส ก็พยายามจัดทัพให้ดีที่สุด แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วงตลอดทั้งฤดูกาล แต่เขายังคงยึดมั่นในปรัชญาฟุตบอลของตัวเองที่เน้นการเล่นรุกแบบเอาเป็นเอาตาย ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ทีมเสียเปรียบในเกมที่ต้องเล่นแบบรอบคอบ

สำหรับเชลซีที่นำทัพโดย เอ็นโซ มาเรสก้า ฟอร์มในช่วงท้ายฤดูกาลเริ่มกลับมาดูเข้ารูปเข้ารอย แม้จะมีช่วงที่สะดุดไปบ้าง แต่ผู้เล่นในทีมก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำตามแผนการเล่นของกุนซือคนใหม่

เกมรุกดุเดือดในช่วงเปิดเกม

เสียงนกหวีดเปิดเกมดังขึ้นไม่ทันไร ทั้งสองทีมก็เริ่มต้นเกมด้วยจังหวะที่ดุเดือด ต่างฝ่ายต่างพยายามครองบอลและรุกเข้าใส่กันแบบไม่มีใครยอมใคร โดยสเปอร์สเป็นฝ่ายที่ได้โอกาสก่อนในช่วง 10 นาทีแรก เมื่อ มาติส แตล กองหน้าดาวรุ่งของพวกเขา ได้จังหวะโขกบอลเต็มศีรษะจากลูกครอสที่เปิดมาอย่างแม่นยำ น่าเสียดายที่บอลกลับพุ่งไปชนเสาประตูเข้าให้พอดี ทำให้แฟนบอลทีมเยือนถึงกับเอามือกุมหัวด้วยความเสียดาย

ช่วงเวลานั้นเองที่ทุกคนรู้สึกได้ว่าสเปอร์สมาด้วยใจสู้ พวกเขาเล่นเหมือนกับว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว และต้องการพิสูจน์ว่ายังคงสมควรอยู่ในลีกสูงสุดของอังกฤษ

อีกสามนาทีต่อมา เกมก็พลิกฝ่ายมาเป็นเชลซีที่ได้โอกาสบ้าง คราวนี้เป็น โคล พาลเมอร์ ดาวรุ่งสุดมหัศจรรย์ของทีม ที่บรรจบลูกครอสจากปีกขวาเข้าเต็มข้างเท้า บอลพุ่งฉวัดเฉวียนเหมือนกำลังจะลอดเข้าไปในตาข่ายอย่างแน่นอน แต่ อันโตนิน คินสกี้ ผู้รักษาประตูชาวเช็กของสเปอร์ส โชว์ฟอร์มอันยอดเยี่ยมพุ่งตัวปัดบอลออกไปได้แบบเหลือเชื่อ ทำให้แฟนบอลทั้งสองฝั่งต้องลุกขึ้นยืนปรบมือให้กับเซฟแห่งเกมในจังหวะนั้น

นี่ถือเป็นสิบกว่านาทีแรกที่เปิดเกมได้เร้าใจมาก และเป็นการบ่งบอกว่าเกมนี้จะไม่ใช่เกมที่น่าเบื่อแน่นอน แต่ละทีมมีความตั้งใจที่ชัดเจน และพร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อชัยชนะอย่างเต็มที่

ประตูเปิดเกมสุดงดงามของเอ็นโซ เฟร์นานเดซ

หลังจากที่ทั้งสองทีมต่างพลาดโอกาสกันมาในช่วงเปิดเกม ในที่สุดประตูแรกของเกมก็มาเยือนสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ในนาทีที่ 18 และเป็นประตูที่งดงามจริงๆ จากจังหวะการสวนกลับที่รวดเร็วและเฉียบขาดของเชลซี

จังหวะนั้น เปโดร เนโต้ ปีกชาวโปรตุกีสที่เพิ่งย้ายมาในซัมเมอร์ที่ผ่านมา เป็นคนเริ่มต้นเกมรุก เขาวิ่งฝ่าผู้เล่นสเปอร์สสองสามคนได้อย่างคล่องตัว ก่อนจะปั้นบอลส่งให้กับ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ มิดฟิลด์ทีมชาติอาร์เจนตินาที่กำลังลอยตัวอยู่โล่งๆ บริเวณกลางสนามด้านหน้าเขตโทษ

นี่คือจังหวะที่ทำให้แฟนเชลซีต้องตะลึง เพราะ เฟร์นานเดซ ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาจัดการซัดบอลจากระยะประมาณ 25 หลาทันที ลูกยิงของเขาพุ่งแหวกอากาศไปแบบที่ไม่มีใครสามารถสกัดได้ บอลพุ่งเสียบเข้าตาข่ายอย่างจัง ทำให้คินสกี้ที่พยายามอย่างเต็มที่ก็ยังไม่อาจกอบกู้สถานการณ์ได้

เสียงเฮดังกระหึ่มไปทั่วสแตมฟอร์ด บริดจ์ เฟร์นานเดซ วิ่งไปฉลองกับเพื่อนร่วมทีมอย่างสุดเหวี่ยง นี่คือประตูสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในเกมนี้ และเป็นการตอกย้ำว่าทำไมเขาถึงเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญที่สุดของทีม "สิงห์บลูส์" ในฤดูกาลนี้

หลังจากได้ประตูขึ้นนำ เชลซีก็เริ่มปรับเปลี่ยนแผนการเล่น พวกเขาเล่นแน่นอนขึ้น พยายามรักษาบอลไว้กับเท้า และไม่เปิดช่องว่างให้สเปอร์สได้สวนกลับมากนัก แผนนี้ทำงานได้ดีพอสมควร เพราะจนจบครึ่งแรกสกอร์ก็ยังคงเป็น 1-0 ตามที่เจ้าบ้านต้องการ

ครึ่งหลังที่สเปอร์สดิ้นรนตามตีเสมอ

เริ่มต้นครึ่งหลัง สเปอร์สที่รู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องบุกหาประตูตีเสมอ ก็ส่งทีมขึ้นมาเล่นในแดนเชลซีตั้งแต่ต้น แอนจ์ ปอสเตโคกลู สั่งให้ลูกทีมเร่งเครื่องเล่นแบบเปิดเกม ซึ่งแน่นอนว่าก็เปิดช่องให้เชลซีสวนกลับได้ในหลายจังหวะเช่นกัน

นาทีที่ 55 สเปอร์สได้โอกาสทองที่จะตีเสมอ เมื่อ ริชาร์ลิซอน ศูนย์หน้าชาวบราซิล ลอยตัวขึ้นโขกบอลจากลูกเตะมุมโดยไม่มีคนประกบในระยะใกล้ๆ บอลพุ่งหลุดเสาประตูออกไปแบบที่ทุกคนเห็นแล้วต้องร้องในใจว่า "นี่มันเป็นไปได้ยังไง" เพราะนี่เป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่สเปอร์สจะกลับมาในเกม

ในขณะเดียวกัน เชลซี ก็พยายามเล่นแบบแน่นอน รักษาบอลไว้ที่กลางสนามให้นานที่สุดเพื่อกินเวลา และรอจังหวะสวนกลับเมื่อสเปอร์สเสียบอลในแดนของพวกเขา แต่ในช่วงนี้ก็ยังไม่มีจังหวะไหนที่อันตรายมากพอจะทำเป็นประตูได้

นาทีต่อๆ มา สเปอร์สครองบอลได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับสร้างโอกาสได้ไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเชลซียืนสกัดได้แน่นหนา และผู้เล่นแนวรับของพวกเขาเล่นด้วยสมาธิที่ดี ปอสเตโคกลูเริ่มมีท่าทีกระวนกระวายข้างสนาม และตัดสินใจเปลี่ยนตัวผู้เล่นในช่วงกลางครึ่งหลังเพื่อเพิ่มกำลังในแดนหน้า

แต่ก่อนที่การเปลี่ยนตัวเหล่านั้นจะส่งผลใดๆ เชลซีก็ได้ประตูที่สองที่ทำให้แฟนบอลสเปอร์สเครียดเป็นสองเท่าทันที

ประตูสำคัญของซานโตสที่ตอกย้ำชัยชนะ

นาทีที่ 67 เป็นนาทีที่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมทั้งฤดูกาลของสเปอร์สเลยก็ว่าได้ จังหวะนั้น เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ที่กำลังเล่นได้ดีเยี่ยมในเกมนี้ ก็โชว์ฟอร์มอีกครั้ง คราวนี้เขาเปลี่ยนบทบาทจากผู้ทำประตูมาเป็นผู้สร้างสรรค์เกมแทน

เฟร์นานเดซ ครองบอลในตำแหน่งกลางสนามอย่างมั่นใจ ก่อนจ่ายบอลเฉียบขาดทะลุแนวรับสเปอร์สไปให้กับ ซานโตส ที่ยืนรออยู่บริเวณ 6 หลา ในตำแหน่งที่ไม่มีกองหลังคนไหนประกบอยู่เลย จังหวะนี้ทำให้แฟนบอลสเปอร์สถึงกับร้องอ๊ะ เพราะรู้ทันทีว่าโอกาสนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นประตูแน่นอนแล้ว

ซานโตส ที่อยู่ในตำแหน่งสบายๆ จัดการซัดบอลเข้าประตูไปแบบสบายๆ ผู้รักษาประตูสเปอร์สแทบไม่มีโอกาสได้ขยับเลย บอลลอยข้ามตัวเขาเข้าไปกองที่ก้นตาข่ายอย่างเหลือเชื่อ

เชลซีนำ 2-0 และดูเหมือนว่าเกมจะจบลงแล้ว เพราะการที่สเปอร์สจะต้องยิงสองประตูในเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึง 25 นาที กับแนวรับที่แข็งแกร่งของเชลซีนั้น ดูเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ

แฟนบอลเจ้าบ้านในสแตมฟอร์ด บริดจ์ฉลองกันอย่างสนุกสนาน หลายคนเริ่มร้องเพลงเชียร์ทีมรักของตัวเอง และเริ่มเชื่อมั่นว่าเชลซีจะคว้าชัยชนะในเกมนี้ได้แน่นอน ขณะที่แฟนบอลสเปอร์สที่เดินทางมาให้กำลังใจในวันนั้นต่างเงียบลงไปทันที บางคนถึงกับนั่งกุมหัวด้วยความผิดหวัง

จังหวะตีไข่แตกที่ทำให้ความหวังกลับมา

แม้ว่าสถานการณ์จะดูเลวร้ายมาก แต่สเปอร์สก็ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขายังคงพยายามบุกหาประตูต่อไป โดยรู้ดีว่าทุกประตูที่ทำได้นั้นมีค่ามหาศาลในแง่ของผลต่างประตูที่อาจมีผลต่อการลุ้นหนีตกชั้นในเกมสุดท้าย

นาทีที่ 73 ในที่สุดความพยายามของพวกเขาก็ได้ผล จังหวะนั้น ป๊าบ มาตาร์ ซาร์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งชาวเซเนกัล ที่กำลังเล่นด้วยพลังงานเต็มเปี่ยม จัดการตอกส้นเท้าอย่างฉลาดให้กับ ริชาร์ลิซอน ที่ยืนอยู่โล่งๆ ในบริเวณกรอบเขตโทษ

ริชาร์ลิซอน ที่พลาดโอกาสไปก่อนหน้านี้ในครึ่งหลัง คราวนี้ไม่ทำให้แฟนบอลของเขาผิดหวัง เขาจัดการส่งบอลเข้าไปกองที่ก้นตาข่ายแบบเย็นๆ ทำให้สเปอร์สไล่ตามมาเป็น 1-2 และความหวังในการตามตีเสมอก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

ประตูนี้เป็นประตูที่สำคัญสำหรับริชาร์ลิซอนเป็นพิเศษ เพราะเขาเองก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วงตลอดฤดูกาลในเรื่องของการทำประตู ดังนั้นการได้ประตูในเกมสำคัญเช่นนี้น่าจะช่วยเรียกความมั่นใจของเขากลับคืนมาได้บ้าง

หลังจากได้ประตู สเปอร์สก็เร่งเครื่องบุกอย่างหนักหน่วงเพื่อหวังตีเสมอให้ได้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ปอสเตโคกลู สั่งให้ลูกทีมเพิ่มจังหวะการเล่น และส่งกองหน้าเข้าไปเพิ่มในแดนหน้า แต่เชลซีก็ตั้งใจเล่นรับอย่างเต็มที่ พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้สเปอร์สสร้างโอกาสได้ง่ายๆ

ช่วงท้ายเกมที่เร้าใจจนนาทีสุดท้าย

สิบกว่านาทีสุดท้ายของเกมเป็นช่วงเวลาที่ทำเอาแฟนบอลทั้งสองฝั่งลุ้นจนแทบจะหายใจไม่ทั่วท้อง สเปอร์สบุกเต็มสูบ เปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษเชลซีอย่างต่อเนื่อง ส่วนเชลซีก็พยายามรักษาผลการแข่งขันไว้ให้ได้

มีหลายจังหวะที่สเปอร์สดูเหมือนจะได้ประตู แต่บางครั้งก็พลาด บางครั้งก็โดนสกัดได้อย่างหวุดหวิด แนวรับของเชลซีนำโดย เลอวี โคลวิลล์ และ มาร์ก กูกู เล่นได้อย่างมีสมาธิ พวกเขาไม่ปล่อยให้ตัวเองหลุดจากตำแหน่ง และพยายามเคลียร์บอลออกจากพื้นที่อันตรายตลอดเวลา

เชลซี ยังพยายามครองบอลในช่วงท้ายเกมเพื่อกินเวลา พวกเขาเล่นบอลกันระหว่างกองหลังและผู้รักษาประตูในจังหวะที่บอลตาย ทำให้สเปอร์สเสียจังหวะในการตามไล่บอล นี่เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันบ่อยในเกมที่ทีมต้องการรักษาผลการแข่งขัน

ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ผู้ตัดสินให้เพิ่มเวลาอีกประมาณ 5 นาที ทำให้สเปอร์สมีเวลามากขึ้นในการพยายามตีเสมอ พวกเขาบุกเต็มสูบ ส่งทั้งกองหลังขึ้นไปร่วมเล่นในแดนเชลซี แต่ก็ยังไม่สามารถหาทางทะลวงแนวรับเจ้าบ้านได้

เสียงนกหวีดยาวดังขึ้นในที่สุด เชลซีคว้าชัยชนะ 2-1 ทำให้แฟนบอลในสแตมฟอร์ด บริดจ์ฉลองกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่ผู้เล่นสเปอร์สหลายคนนั่งคุกเข่าลงบนพื้นสนามด้วยความผิดหวัง พวกเขารู้ดีว่าตอนนี้พวกเขายังไม่ปลอดภัยจากการตกชั้น และต้องลุ้นกันต่อในเกมสุดท้ายของฤดูกาล

ผลงานเด่นและตัวเลขที่น่าสนใจของเกมนี้

ในแง่ของสถิติเกมนี้ เชลซีครองบอลได้มากกว่าเล็กน้อยที่ประมาณ 55% ต่อ 45% แต่ที่น่าสนใจคือเรื่องของลูกยิงเข้ากรอบที่เชลซีทำได้ดีกว่า สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการสร้างโอกาสที่ดีกว่าของทีมเจ้าบ้าน

เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ได้รับการยกย่องให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของเกม ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นทั้งในแง่ของการทำประตูและการแอสซิสต์ เขาคือผู้เล่นที่สร้างความแตกต่างให้กับเกมนี้อย่างแท้จริง นี่ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของเขาในฤดูกาลนี้ และเป็นการตอกย้ำว่าเขาคือมิดฟิลด์ระดับโลกที่เชลซีคุ้มค่ากับการทุ่มเงินซื้อตัวมา

ซานโตส แม้จะได้เพียงประตูเดียวจากตำแหน่งที่ดูง่าย แต่ก็ถือเป็นประตูที่สำคัญมากสำหรับทีม ส่วน เปโดร เนโต้ ก็เล่นได้ดีในตำแหน่งปีก แม้จะไม่ได้ทำประตูหรือแอสซิสต์โดยตรง แต่การเข้าไปสร้างความปั่นป่วนในแดนสเปอร์สของเขาก็มีส่วนสำคัญในการทำประตูแรก

ฝั่งสเปอร์ส ริชาร์ลิซอน ทำประตูตีไข่แตกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นประตูสำคัญในแง่ของการลุ้นหนีตกชั้น เพราะลูกที่ได้คืนมานี้อาจมีผลต่อผลต่างประตูในการคำนวณอันดับสุดท้ายของฤดูกาล ป๊าบ มาตาร์ ซาร์ ก็เล่นได้ดีในตำแหน่งกลางสนาม การตอกส้นแอสซิสต์ให้ริชาร์ลิซอนเป็นจังหวะที่ฉลาดและสร้างสรรค์

อันโตนิน คินสกี้ ผู้รักษาประตูของสเปอร์ส ก็โชว์ฟอร์มได้ดีในหลายจังหวะ แม้จะเสียประตูไปสองลูก แต่ถ้าไม่ใช่เซฟอันยอดเยี่ยมของเขาในจังหวะที่โคล พาลเมอร์ บรรจบบอลในช่วงครึ่งแรก เกมนี้อาจจบลงด้วยสกอร์ที่ขาดกว่านี้ก็ได้

สถานการณ์ตอนนี้และความหวังของทั้งสองทีม

ผลการแข่งขันในเกมนี้ทำให้สถานการณ์ของทั้งสองทีมแตกต่างกันอย่างชัดเจน เชลซี ขยับขึ้นมาในตำแหน่งที่ดีขึ้นในการลุ้นโควตาฟุตบอลถ้วยยุโรปสำหรับฤดูกาลหน้า ไม่ว่าจะเป็นแชมเปี้ยนส์ลีก หรือยูโรปาลีก ขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันของทีมอื่นๆ ในเกมสุดท้าย

สำหรับ เอ็นโซ มาเรสก้า นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของฤดูกาลที่เขาเข้ามาคุมทีม เพราะหากเชลซีสามารถจบฤดูกาลด้วยการได้โควตายุโรป มันจะเป็นการพิสูจน์ว่าทิศทางที่เขานำพาทีมไปนั้นถูกต้อง และเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับฤดูกาลหน้าที่จะมีงานหนักรออยู่

ส่วนสเปอร์ส สถานการณ์ตอนนี้น่าเป็นห่วงมาก พวกเขาต้องเดินทางไปพบกับเวสต์แฮม ในเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่จะเล่นในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งเวสต์แฮม เองก็มีเหตุผลที่จะเล่นเต็มที่ เพราะแม้จะปลอดภัยจากการตกชั้นแล้ว แต่ก็ยังคงอยากจะจบฤดูกาลด้วยผลงานที่ดี

แอนจ์ ปอสเตโคกลู ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมาก เพราะแม้จะมีแฟนบอลส่วนหนึ่งที่ยังสนับสนุนเขา แต่ก็มีอีกหลายคนที่เรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสเปอร์สตกชั้นในเกมสุดท้าย ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ปอสเตโคกลู ยืนยันในการแถลงข่าวหลังเกมว่าเขายังเชื่อมั่นในตัวลูกทีม และเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถเอาตัวรอดได้ในเกมสุดท้าย "เรารู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ดี แต่ผมเชื่อในผู้เล่นของผม พวกเขามีคุณภาพ และพวกเขาจะสู้จนถึงนาทีสุดท้าย" คือสิ่งที่เขากล่าวกับสื่อหลังจบเกม

บทวิเคราะห์เกมและเส้นทางสู่เกมตัดสินชะตา

ถ้ามองในแง่ของแทคติกในเกมนี้ ต้องบอกว่า เอ็นโซ มาเรสก้า วางแผนการเล่นได้ดีกว่า ปอสเตโคกลู อย่างเห็นได้ชัด เชลซีรู้จุดแข็งของตัวเองและใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มที่ พวกเขาให้ความสำคัญกับการสวนกลับที่รวดเร็ว ใช้ความเร็วของผู้เล่นปีกอย่าง เปโดร เนโต้ และโคล พาลเมอร์ ในการสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับสเปอร์ส

ขณะเดียวกัน การที่มี เอ็นโซ เฟร์นานเดซ คอยควบคุมจังหวะเกมที่กลางสนามก็ทำให้เชลซีสามารถสลับการเล่นได้อย่างยืดหยุ่น บางครั้งก็ครองบอลแน่นๆ บางครั้งก็เร่งเครื่องบุกเร็ว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ฝั่งสเปอร์ส แม้จะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะขาดไอเดียในการทะลวงแนวรับเชลซีในเกมนี้ พวกเขาบุกหนัก แต่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ และยังเสียประตูจากความผิดพลาดในการเล่นเกมรับเองด้วย ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาที่สเปอร์สเจออยู่ตลอดทั้งฤดูกาล

สำหรับเกมสุดท้ายที่จะเจอกับเวสต์แฮม สเปอร์สจำเป็นต้องปรับปรุงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเกมรับที่ต้องมีสมาธิมากกว่านี้ และการสร้างโอกาสในเกมรุกที่ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ความกดดันก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เล่นทุกคนต้องรับมือให้ได้ การลงเล่นในเกมที่ชี้ขาดอนาคตของสโมสรไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับผู้เล่นที่ยังอายุน้อยและไม่เคยมีประสบการณ์ในเกมแบบนี้มาก่อน

ส่วนเชลซี เกมสุดท้ายของพวกเขาจะมีความสำคัญไม่แพ้กัน หากต้องการคว้าโควตาฟุตบอลถ้วยยุโรป พวกเขาต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองหลุดจากจังหวะที่ดี ต้องเล่นด้วยสมาธิเดียวกันกับที่แสดงในเกมนี้ และต้องหวังว่าผลการแข่งขันของทีมคู่แข่งจะเป็นไปในทางที่พวกเขาต้องการ

ในแง่ของแฟนบอล นี่คือสุดสัปดาห์ที่จะตึงเครียดและเร้าใจที่สุดของฤดูกาลพรีเมียร์ลีก ทุกแมตช์มีความหมาย ทุกประตูมีค่า และทุกนาทีของเกมจะเต็มไปด้วยอารมณ์ที่เข้มข้น สำหรับแฟนบอลสเปอร์ส คงต้องเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ส่วนแฟนบอลเชลซีก็คงจะลุ้นไปด้วยใจที่เต้นแรงไม่แพ้กัน

สิ่งที่แน่นอนคือ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้กำลังจะปิดฉากลงด้วยความตื่นเต้นจนนาทีสุดท้าย และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร มันจะเป็นเรื่องที่แฟนบอลทั่วโลกจะจดจำไปอีกนานเลยทีเดียว เพราะสเปอร์สที่เป็นทีมระดับท็อปของลีกมาตลอด จู่ๆ กลับต้องมาลุ้นหนีตกชั้นเป็นเรื่องที่แทบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

ตอนนี้ก็ได้แต่รอดูว่าเกมสุดท้ายในวันอาทิตย์นี้ ทั้ง "ไก่เดือยทอง" และ "สิงห์บลูส์" จะสามารถบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้หรือไม่ ทั้งสองทีมต้องเล่นเต็มที่ และต้องหวังว่าโชคจะเข้าข้างพวกเขา เพราะฟุตบอลก็เป็นเช่นนี้ บางครั้งฝีมืออย่างเดียวก็ยังไม่พอ ต้องมีโชคและจังหวะที่ดีด้วยถึงจะประสบความสำเร็จ

เชลซี แต่งตั้ง อลอนโซ่ คุมทีมยาว 4 ปี เป้าหมาย แชมป์อีกครั้ง

เชลซี (Chelsea) ประกาศแต่งตั้ง ชาบี อลอนโซ่ (Xabi Alonso) อดีตกองกลาง ลิเวอร์พูล (Liverpool) เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่อย่างเป็นทางการ ด้วยสัญญา 4 ปี โดยจะเริ่มงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป การมาถึงของกุนซือชาว สเปน (Spain) รายนี้ ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของสโมสร หลังจากทีมต้องเผชิญกับฤดูกาลที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งผลงานในสนาม การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกุนซือ และแรงกดดันจากแฟนบอลที่ต้องการเห็นทีมกลับมาแข่งขันในระดับสูงอีกครั้ง อลอนโซ่ (Alonso) วัย 44 ปี กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับ เชลซี (Chelsea) หลังจากแยกทางกับ เรอัล มาดริด (Real Madrid) ด้วยความยินยอมร่วมกันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้เขาจะทำงานกับทีมยักษ์ใหญ่แห่ง สเปน (Spain) ได้ไม่ถึง 8 เดือน จากสัญญาเดิม 3 ปี แต่ชื่อเสียงและผลงานก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะช่วงเวลาคุม ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (Bayer Leverkusen) ทำให้เขายังคงเป็นหนึ่งในกุนซือรุ่นใหม่ที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในยุโรป ก่อนหน้านี้ อลอนโซ่ (Alonso) ใช้เวลาประมาณ 3 ปี ในการคุม ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (Bayer Leverkusen) และสามารถสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา (Bundesliga) เป็นครั้งแรกของสโมสรในปี 2024 พร้อมทั้งคว้าแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล (German Cup) ได้อีกหนึ่งรายการ ความสำเร็จดังกล่าวทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นกุนซือที่มีทั้งความเข้าใจเกมสูง วางแท็กติกได้ละเอียด และสามารถยกระดับนักเตะให้เล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น

ชาบี อลอนโซ่ รับตนภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรใหญ่ทีมนึงของโลก

อลอนโซ่ คุม สิงห์ 4 ปี

การยืนยันแต่งตั้ง อลอนโซ่ (Alonso) เกิดขึ้นหลังเกมที่ เชลซี (Chelsea) แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ (FA Cup) เมื่อวันที่ผ่านมา แต่มีการยืนยันว่าก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยและทุกอย่างก็เป็นแง่บวกไปก่อนแล้ว ทั้งนี้ฤดูกาลนี้ เชลซี มีการเปลี่ยนแปลงกุนซือมาแล้วสองราย ได้แก่ เอ็นโซ่ มาเรสก้า (Enzo Maresca) และ เลียม โรซิเนียร์ (Liam Rosenior) ส่วน คาลัม แม็คฟาร์เลน (Calum McFarlane) ที่เวลานี้ยังคงทำหน้าที่กุนซือชั่วคราวเท่านั้น และจะคุมทีมต่อใน 2 นัดสุดท้ายของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) สำหรับการแต่งตั้งครั้งนี้ เป็นการวางตำแหน่งเป็น ผู้จัดการทีม มีอำนาจเต็ม มิใช่ เฮดโค้ช แต่อย่างใด หลังได้รับการแต่งตั้ง อลอนโซ่ (Alonso) กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า เชลซี (Chelsea) คือหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกฟุตบอล และการได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมของสโมสรแห่งนี้ถือเป็นเกียรติอย่างมาก เขายังเปิดเผยว่า จากการพูดคุยกับกลุ่มเจ้าของทีมและฝ่ายบริหารด้านกีฬา ทำให้เขามั่นใจว่าทุกฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการสร้างทีมที่สามารถแข่งขันในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง และกลับไปไล่ล่าความสำเร็จอีกครั้ง อลอนโซ่ (Alonso) ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในทีม เชลซี (Chelsea) มีนักเตะพรสวรรค์สูงหลายคน และสโมสรแห่งนี้ยังมีศักยภาพอีกมาก เขามองว่าหน้าที่สำคัญของเขาคือการนำทีมไปข้างหน้า สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เหมาะสม เพิ่มความแข็งแกร่งทั้งด้านแท็กติกและสภาพจิตใจ รวมถึงพาทีมกลับไปคว้าแชมป์ให้ได้ในอนาคต คำพูดของเขาสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริง และความพร้อมในการรับมือกับความคาดหวังมหาศาลจากแฟนบอล ในฐานะนักเตะ อลอนโซ่ (Alonso) เคยสร้างชื่อใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) กับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เป็นเวลา 5 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) ปี 2005 ซึ่งเป็นหนึ่งในค่ำคืนประวัติศาสตร์ของสโมสร นอกจากนั้น เขายังเคยค้าแข้งกับ เรอัล โซเซียดาด (Real Sociedad), เรอัล มาดริด (Real Madrid) และ บาเยิร์น มิวนิค (Bayern Munich) โดยตลอดเส้นทางอาชีพ เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นกองกลางที่อ่านเกมยอดเยี่ยม จ่ายบอลแม่นยำ และควบคุมจังหวะของทีมได้อย่างเหนือชั้น ในระดับทีมชาติ อลอนโซ่ (Alonso) ลงเล่นให้ สเปน (Spain) ทั้งหมด 114 นัด พร้อมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก (World Cup) ปี 2010 และแชมป์ ยูโร (European Championship) อีก 2 สมัย ประสบการณ์จากการอยู่ในทีมระดับแชมป์โลกและกา ผ่านการแข่งขันระดับสูงมากมาย ทำให้เขามีภาพลักษณ์ของผู้นำที่มีความเข้าใจทั้งเรื่องแท็กติก วินัย และแรงกดดันในห้องแต่งตัว

สื่อเผย อลอนโซ่ สนจอยสิงห์ ตั้งแต่เริ่มคุยครั้งแรกพร้อมย้ายมาลอนดอน

รายงานระบุว่า อลอนโซ่ (Alonso) เปิดกว้างต่อการย้ายมาใช้ชีวิตใน ลอนดอน (London) และสนใจงานกับ เชลซี (Chelsea) ตั้งแต่ช่วงต้นของการเจรจา แม้ในช่วงแรกจะมีความกังวลเกี่ยวกับโครงการบริหารทีมของ บลูโค (BlueCo) ที่เคยถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่สุดท้ายข้อสงสัยเหล่านั้นได้รับการคลี่คลาย และทำให้การเจรจาเดินหน้าไปในทิศทางบวก กุนซือชาว สเปน (Spain) พร้อมกลับมาทำงานกับสโมสรระดับสูงอีกครั้ง หลังออกจาก เรอัล มาดริด (Real Madrid) มาเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ก่อนหน้านี้ อลอนโซ่ (Alonso) ยังเคยตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) โดยเฉพาะในช่วงที่ อาร์เน่อ สล็อต (Arne Slot) ถูกกดดันอย่างหนักจากผลงานที่น่าผิดหวัง อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว เชลซี (Chelsea) กลายเป็นทีมที่สามารถปิดดีลได้สำเร็จ และเชื่อว่าสไตล์การทำทีมของ อลอนโซ่ (Alonso) จะเหมาะกับกลุ่มนักเตะพลังหนุ่มที่มีอยู่ในทีม งานของ อลอนโซ่ (Alonso) ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ เชลซี (Chelsea) กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังจากฤดูกาลนี้มีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมหลายครั้ง บรรยากาศภายในทีมถูกตั้งคำถามอย่างหนัก นักเตะบางรายถูกวิจารณ์ว่าแสดงท่าทีไม่เต็มที่ ขณะที่ มาร์ค กูกูเรย่า (Marc Cucurella) และ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ (Enzo Fernandez) เคยให้สัมภาษณ์ในภาษาของตัวเองในลักษณะที่ถูกมองว่าเปิดเผยความไม่พอใจต่อทิศทางของสโมสร สิ่งที่ เชลซี (Chelsea) คาดหวังจาก อลอนโซ่ (Alonso) คือบุคลิกความเป็นผู้นำ ความน่าเชื่อถือจากเส้นทางนักเตะระดับโลก และความสามารถด้านแท็กติกที่เคยพิสูจน์มาแล้ว เขาจะต้องปลุกพลังของทีมให้กลับมาอีกครั้ง สร้างความเชื่อมั่นในหมู่นักเตะ และทำให้แฟนบอลเชื่อว่าสโมสรยังสามารถกลับไปสู่มาตรฐานเดิมได้ เป้าหมายสำคัญคือการกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League) และกลับมาคว้าแชมป์รายการใหญ่ให้ได้ อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้อาจเริ่มต้นโดยไม่มีฟุตบอลยุโรปเป็นแรงดึงดูด เพราะปัจจุบัน เชลซี (Chelsea) รั้งอันดับ 9 ของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) และต้องจบอย่างน้อยอันดับ 8 เพื่อคว้าสิทธิ์ไปเล่น ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ลีก (UEFA Conference League) หลังจากพลาดโอกาสไปเล่น ยูฟ่า ยูโรปาลีก (UEFA Europa League) จากการแพ้ในนัดชิง เอฟเอ คัพ (FA Cup) โดยรวมแล้ว การแต่งตั้ง ชาบี อลอนโซ่ (Xabi Alonso) ถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของ เชลซี (Chelsea) สโมสรไม่ได้ต้องการเพียงกุนซือที่มีชื่อเสียง แต่ต้องการผู้นำที่สามารถสร้างระบบ สร้างวัฒนธรรม และนำความมั่นคงกลับคืนมา หลังผ่านช่วงเวลาที่วุ่นวาย หาก อลอนโซ่ (Alonso) สามารถถ่ายทอดแนวคิดฟุตบอลของตัวเอง และดึงศักยภาพของนักเตะออกมาได้เต็มที่ ยุคใหม่ของ เชลซี (Chelsea) อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาท้าทายความสำเร็จอีกครั้งในเวที อังกฤษ (England) และยุโรป (Europe) อย่างแท้จริง

เลิกวนเวียนสักที เชลซี ต้องกล้าเปิดทางให้ อลอนโซ่ คุมเกม

ช่วงนี้วงการบอลยุโรปร้อนแรงไม่แพ้ดาร์บี้แมตช์ใหญ่ ๆ เลย พอชื่อของ ชาบี อลอนโซ่ โผล่ขึ้นมาเป็นตัวเก็งเบอร์หนึ่งที่จะถูกดึงเข้าไปนั่งเก้าอี้กุนซือ เชลซี ในซีซั่นหน้า งานนี้ไม่ใช่ข่าวลือลอย ๆ นะครับ มันมีน้ำหนักของจริง แฟนสิงห์บลูส์หลายคนคงลุ้นกันจนตัวงอ บทความนี้ผมจะพาไปเจาะให้ลึกว่าทำไม "คุณชาย" คนนี้ถึงเข้ากับสิงห์บลูส์ได้แบบไม่น่าเชื่อ และที่สำคัญสุด ๆ คือถึงเวลาแล้วที่บอร์ดบริหารจะต้องเลิกทำตัวแบบเดิม ๆ ที่เอาแต่จ้างโค้ชหุ่นเชิด ก่อนสโมสรเก่าแก่แห่งนี้จะดิ่งลึกไปกว่าที่เป็นอยู่

อลอนโซ่ผงาดเต็งหนึ่ง รับเผือกร้อนสแตมฟอร์ดบริดจ์

Xabi Alonso is the leading candidate to take on the challenging role at Stamford Bridge

มาว่ากันเรื่องที่ทุกคนกำลังจับตาอยู่ตอนนี้ก่อน ชาบี อลอนโซ่ ถูกบรรดาเซียนพนันบอลทั่วยุโรปจัดให้เป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งที่จะเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนต่อไปของ เชลซี ด้วยอัตราต่อรองต่ำเตี้ยติดดินแค่ 1-1 เท่านั้นเอง ตัวเลขแบบนี้บอกอะไรเราหลายอย่างเลยนะ มันไม่ใช่แค่ลมพัดผ่าน แต่มันหนักแน่นพอที่จะทำให้แฟนบอลที่รักสโมสรนี้เริ่มกระดิกหูฟังกันอย่างจริงจัง

แน่นอนล่ะครับ เก้าอี้กุนซือสิงห์บลูส์มันก็เหมือนเผือกร้อน ๆ ที่ใครจับก็พร้อมจะลวกมือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นนายใหญ่หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันมาแล้วนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ โธมัส ทูเคิ่ล ที่พาทีมไปคว้าแชมป์ใหญ่แท้ ๆ แล้วก็ยังโดนปลดอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง ตามด้วยอีกหลายชื่อที่เข้ามาแล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว เก้าอี้ตัวนี้จึงไม่ใช่แค่ดึงดูดด้วยชื่อเสียงและเงินเดือนมหาศาล แต่มันยังพ่วงมาด้วยความกดดันบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก ดังนั้นการที่ชายชาวสเปนคนนี้กล้าขยับเข้ามาใกล้ ๆ ก็ต้องบอกเลยว่าใจถึงไม่เบา

ส่วนอีกชื่อที่ถูกจับมาประกบเทียบกับเขาก็คือ อันโดนี่ อิราโอล่า เพื่อนร่วมชาติ คนหลังนี้กำลังจะแยกทางกับ บอร์นมัธ หลังจบฤดูกาลปัจจุบัน ผลงานสองปีที่เขาคุมเชอร์รี่ส์ก็ต้องบอกตามตรงว่าไม่ธรรมดาเลย พาทีมเล็ก ๆ ขึ้นมาแข่งกับทีมใหญ่ได้แบบไม่กลัวเกรง สไตล์เกมรุกถาโถมแบบหายใจไม่ทันของอิราโอล่ามีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้หลายสโมสรอยากได้ตัว แต่ถ้าให้เทียบกันกระดูกต่อกระดูก ก็เชื่อว่าน้ำหนักของอลอนโซ่ยังเหนือกว่าอยู่หลายขุม

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอัตราต่อรองนะครับ แต่มันสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของฝ่ายบริหารเชลซียุคนี้ด้วย พวกเขามีโจทย์ใหญ่ที่ต้องตอบให้ได้คือทำยังไงให้ทีมกลับไปอยู่ในจุดที่ควรจะอยู่ นั่นคือลุ้นแชมป์ใหญ่ทั้งในประเทศและในยุโรป การเลือกคนเข้ามาคุมงานครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาธรรมดา ๆ แต่มันคือการกำหนดทิศทางของสโมสรในอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า และจากชื่อชั้นกับโปรไฟล์ที่อลอนโซ่มี เขาคือคนที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดในเวลานี้แหละ

อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ก็มีหลายทีมยักษ์ใหญ่จ้องจะคว้าคุณชายชาวสเปนคนนี้ ทั้ง เรอัล มาดริด ที่ถูกจับโยงตลอด รวมถึง ไบเอิร์น มิวนิค ที่เกือบคว้าตัวสำเร็จไปแล้วในซีซั่นก่อน แต่สุดท้ายเขากลับเลือกอยู่กับเลเวอร์คูเซ่นต่อ ตอนนี้พอกระแสกลับมาแรงอีกหน บวกกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในหลาย ๆ ทีม หน้าต่างโอกาสของเชลซีก็เลยเปิดกว้างกว่าเดิมเยอะ

โปรไฟล์ระดับอ๋อง เหตุผลที่แฟนสิงห์บลูส์ต้องหลงรัก

ถ้าพูดเรื่องฝีมือล้วน ๆ ระหว่างอลอนโซ่กับอิราโอล่า ก็ต้องยอมรับว่าทั้งคู่พอฟัดพอเหวี่ยงกันในแง่ความสามารถคุมเกม แต่พอลองยกโปรไฟล์ของทั้งสองคนมาวางเทียบกันบนโต๊ะแล้ว แฟนบอลสิงห์บลูส์น่าจะเอียงไปทางกุนซือชาวสเปนวัย 44 ปี ที่ชื่อ ชาบี อลอนโซ่ มากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลย

เหตุผลแรกคือเรื่องชื่อเสียงและบารมีที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเตะอาชีพ อลอนโซ่ไม่ใช่นักฟุตบอลธรรมดา ๆ นะครับ เขาคือหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในยุคของเขาเลย ผ่านสนามแชมเปี้ยนส์ลีกระดับลึก ๆ มาแล้วมากมาย คว้าแชมป์โลกและแชมป์ยุโรปกับทีมชาติสเปนในยุคทอง สวมเสื้อของลิเวอร์พูล เรอัล มาดริด และไบเอิร์น มิวนิค ทุกสโมสรที่เขาเคยอยู่ล้วนเป็นทีมระดับยักษ์ใหญ่ที่มีแรงกดดันมหาศาล สิ่งเหล่านี้สร้างให้เขามีบารมีในห้องแต่งตัวมากกว่าโค้ชอายุน้อยทั่ว ๆ ไป

สิ่งที่นักเตะระดับโลกหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันคือ ความเคารพที่มีต่อโค้ชสร้างขึ้นได้จากสองช่องทาง หนึ่งคือผลงานในฐานะผู้จัดการทีม สองคือเส้นทางที่เคยผ่านมาในฐานะนักเตะ และอลอนโซ่มีครบทั้งสองอย่าง เวลาเขาเดินเข้าไปในห้องแต่งตัวเพื่อพูดกับนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ของเชลซี ไม่ว่าจะเป็น โคล พาลเมอร์ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ หรือคนอื่น ๆ พวกเขาจะรับฟังด้วยความเคารพ ไม่ใช่เพราะหน้าตา แต่เพราะรู้ดีว่าคนที่กำลังพูดอยู่ตรงหน้าเป็นใคร ทำอะไรมาบ้าง

เหตุผลที่สองคือผลงานในฐานะกุนซือที่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ การพา ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น คว้าแชมป์บุนเดสลีกาแบบไร้พ่ายตลอดทั้งฤดูกาล ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็ทำได้นะครับ มันต้องอาศัยมากกว่าโชค มันต้องอาศัยระบบการเล่น การจัดการห้องแต่งตัว ความสามารถในการอ่านเกมจากข้างสนาม รวมถึงการบริหารแผนการในระยะยาวตลอดทั้งซีซั่น เลเวอร์คูเซ่นยุคก่อนหน้าเขาเป็นทีมที่ได้ฉายาว่า "เนเวอร์คูเซ่น" เพราะแพ้ในนัดสำคัญแทบทุกครั้ง แต่ในมือของอลอนโซ่ พวกเขาเปลี่ยนเป็นแชมป์ที่แข็งแกร่งและเล่นสนุกที่สุดทีมหนึ่ง

ระบบการเล่นที่อลอนโซ่ใช้ในเลเวอร์คูเซ่นยังเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์เกมทั่วยุโรปต่างยกย่องกัน การใช้แผน 3-4-3 หรือ 3-4-2-1 ที่ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามคู่แข่งและสถานการณ์ การกดดันคู่แข่งในแดนสูง การใช้วิงแบ็คที่กว้างเพื่อสร้างความได้เปรียบทางพื้นที่ การให้กองกลางตัวต่ำคอยควบคุมจังหวะเกม ทุกอย่างถูกออกแบบมาอย่างละเอียดและพิถีพิถัน ซึ่งระบบพวกนี้สามารถเอามาประยุกต์ใช้กับนักเตะของเชลซีในชุดปัจจุบันได้แทบจะทันที

อีกจุดที่ทำให้แฟน ๆ น่าจะหลงรักคือเรื่องรสนิยมในการเล่น ฟุตบอลของอลอนโซ่ดูสนุก น่าตื่นเต้น มีจังหวะรุกที่หลากหลาย ไม่ได้น่าเบื่อแบบที่หลายทีมในยุคนี้พยายามเน้นความปลอดภัยจนเสียอรรถรส แฟนบอลเชลซีที่เคยลิ้มรสฟุตบอลแบบมัวรินโญ่หรือคอนเต้ในยุครุ่งเรือง น่าจะหาความฟินแบบใหม่ ๆ ได้จากอลอนโซ่อย่างไม่ขาดตอน

ในเรื่องบุคลิกส่วนตัว อลอนโซ่ยังเป็นคนที่มีคลาส พูดจาฉะฉาน มีวาทศิลป์ และจัดการกับสื่อมวลชนได้อย่างชาญฉลาด เขาไม่ใช่โค้ชประเภทที่ชอบดราม่าหน้ากล้อง ไม่ใช่คนที่จะออกมาด่านักเตะตัวเองผ่านสื่อ และไม่ใช่คนที่จะสร้างความวุ่นวายโดยไม่จำเป็น ลักษณะแบบนี้คือสิ่งที่เชลซีต้องการในเวลานี้อย่างยิ่งเลยล่ะ หลังจากผ่านยุคของการเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวายมาอย่างต่อเนื่อง สโมสรต้องการความนิ่ง ความมั่นคง และคนที่จะมาเป็นเสาหลักให้ทุกคนยึดเหนี่ยว

ปมในใจคนหงส์แดง แต่โอกาสที่ลิเวอร์พูลอาจมาไม่ทันการ

ถ้าจะมีอุปสรรคชิ้นเดียวที่อาจขวางทางเชลซีจากการคว้าตัวอลอนโซ่ ก็ต้องบอกว่าน่าจะเป็นเรื่องอดีตและความผูกพันส่วนตัวของเขาที่มีต่อ ลิเวอร์พูล นี่คือสโมสรที่เขาเคยลงเล่นในฐานะนักเตะระหว่างปี 2004 ถึง 2009 ช่วงเวลาห้าปีที่นั่นทำให้เขาคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกในปี 2005 ที่อิสตันบูล ซึ่งเป็นค่ำคืนที่ทุกคนยังจดจำได้ดี เขายังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ และเป็นหนึ่งในนักเตะคนโปรดของแฟน ๆ ที่นั่นแบบไม่มีข้อสงสัย

ด้วยความที่เคยเป็นเด็กหงส์แดงมาก่อน เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าในส่วนลึก ๆ ของจิตใจ อลอนโซ่อาจจะอยากกลับไปคุมทีมเก่ามากกว่าจะไปอยู่ที่อื่น มันคือความรู้สึกแบบคนที่จากบ้านไปนานแล้ว แต่ในใจยังคิดถึงบ้านอยู่เสมอ ถ้าได้กลับไปเป็นพ่อบ้านที่บ้านหลังเดิมที่เคยเติบโต มันคงเป็นเรื่องที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับชีวิตการเป็นโค้ชของเขา และมีรายงานจากสื่อสเปนหลายแห่งก่อนหน้านี้ระบุว่าครอบครัวเขาก็ยังผูกพันกับเมืองลิเวอร์พูลอยู่ไม่น้อย

ทว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับฝั่งหงส์แดงคือ เบื้องบนของสโมสรในยุคปัจจุบันให้การสนับสนุน อาร์เน่อ ชล๊อต กุนซือชาวดัตช์อย่างเต็มที่ และต้องการให้เขาคุมทีมต่อในซีซั่นถัดไปแบบไม่มีเงื่อนไข นี่คือสิ่งที่บีบให้อลอนโซ่ต้องตัดสินใจอย่างยากลำบาก คือเขาจะรอคอยโอกาสที่อาจมาหรือไม่มาก็ได้ในอนาคต หรือจะคว้าโอกาสที่อยู่ตรงหน้าซึ่งมั่นคงและชัดเจนกว่าเอาไว้ก่อน

จากมุมมองของคนที่อยู่ในวงการมานาน ผมเชื่อว่าถ้าเชลซีกล้ายื่นข้อเสนอที่น่าสนใจจริง ๆ ทั้งในแง่เงินเดือน อำนาจในการตัดสินใจ และวิสัยทัศน์ของสโมสร อลอนโซ่ก็คงไม่นั่งรอลิเวอร์พูลแน่ ๆ เพราะการเป็นโค้ชมีอายุของมัน คุณไม่สามารถรอตำแหน่งที่อาจว่างหรือไม่ว่างได้เป็นเวลาหลายปี วันเวลาที่ผ่านไปคือความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสในการพัฒนาตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น การเข้ามาคุมเชลซียังถือเป็นความท้าทายในระดับที่สูงกว่าหลายเท่า เชลซีเวลานี้คือทีมที่มีนักเตะมูลค่าหลายร้อยล้านปอนด์ ในเวลาเดียวกันก็เป็นทีมที่มีปัญหาเรื่องการจัดการในห้องแต่งตัว ปัญหาเรื่องระบบการเล่น ปัญหาเรื่องการคัดเลือกผู้เล่น ทุกอย่างคือโจทย์ที่ท้าทาย ถ้าเขาสามารถพาเชลซีกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง ชื่อของเขาจะถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกแบบเต็มภาคภูมิ

ส่วนความสัมพันธ์กับลิเวอร์พูลและแฟน ๆ ที่นั่น ก็เชื่อว่าจะไม่ขาดสะบั้นแม้เขาจะเลือกไปคุมคู่แข่ง เพราะในวงการฟุตบอลยุคใหม่ การที่อดีตนักเตะของทีมหนึ่งไปคุมอีกทีมหนึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเสมอ การที่อลอนโซ่ไปเชลซีจึงไม่ใช่การหักหลังที่ใครจะมาตำหนิเขาได้ มันคือเรื่องของอาชีพและการพัฒนาตัวเองล้วน ๆ

คุณชายกับสิงห์บลูส์ ส่วนผสมที่ลงตัวกว่าที่คิด

เมื่อมองอย่างละเอียดและรอบด้านแล้ว ต้องบอกเลยว่า ชาบี อลอนโซ่ กับ เชลซี น่าจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวกันอย่างน่าประหลาดใจ มันเหมือนเป็นการจับคู่ที่ทั้งสองฝ่ายมีสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการอยู่พอดี เป็นการเติมเต็มกันและกันแบบที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นในวงการลูกหนัง

ข้อแรกที่ต้องพูดถึงคือเรื่องระบบและรูปแบบการเล่นของเชลซี สโมสรนี้ไม่ได้มีปรัชญาฟุตบอลที่ตายตัวแบบบาร์เซโลน่าหรืออาร์เซน่อล ที่ยึดติดกับสไตล์การเล่นแบบใดแบบหนึ่งมาตลอด เชลซีคือสโมสรที่ปรับเปลี่ยนไปตามปรัชญาของกุนซือคนที่เข้ามาคุมในแต่ละยุค สมัยที่ โชเซ่ มัวรินโญ่ คุมในยุครุ่งเรืองช่วงปี 2004-2007 ก็ใช้แผน 4-3-3 ที่เน้นเกมรับเหนียวแน่นและการสวนกลับเร็ว สมัย คาร์โล อันเชล็อตติ ก็ปรับมาเป็น 4-3-3 ในแบบของอิตาเลียน

แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือยุคของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในซีซั่น 2016/17 ด้วยแผน 3-4-3 อันโด่งดัง การปรับแผนการเล่นในช่วงต้นซีซั่นที่ทำให้ทีมพลิกกลับมาเป็นแชมป์ในที่สุด เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการที่เชลซีพร้อมจะเปิดรับระบบใหม่ ๆ จากกุนซือคนใหม่ ๆ และนี่คือจุดที่อลอนโซ่จะเข้ามาเสริมต่อได้อย่างไร้รอยต่อ เพราะระบบ 3-4-3 หรือ 3-4-2-1 ที่เขาใช้กับเลเวอร์คูเซ่นมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องโครงสร้าง

ข้อที่สองที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องอายุเฉลี่ยของนักเตะในชุดปัจจุบัน เชลซีในยุคเจ้าของชุดใหม่ได้ดำเนินนโยบายเซ็นสัญญาผู้เล่นอายุน้อยจำนวนมาก อายุเฉลี่ยของนักเตะในทีมจึงต่ำที่สุดทีมหนึ่งในบรรดาทีมใหญ่ของพรีเมียร์ลีก ข้อดีของการมีนักเตะอายุน้อยคือพวกเขายังเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ พร้อมจะทำตามคำสั่งของกุนซือคนใหม่อย่างไม่มีอิดออด ไม่เหมือนนักเตะที่อายุมากแล้วซึ่งมักมีอีโก้และความคิดของตัวเองที่ยากจะเปลี่ยนแปลง

อลอนโซ่เคยพิสูจน์มาแล้วที่เลเวอร์คูเซ่นว่าเขาเก่งในการพัฒนานักเตะดาวรุ่งให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ที่กลายเป็นหนึ่งในกองกลางตัวรุกที่ดีที่สุดในยุโรป เจเรมี่ ฟริมปง วิงแบ็คที่กลายเป็นทรัพย์สินมีค่า เปียโร อินคาเปียเอ๋ กองหลังตัวรับที่พัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดด ทั้งหมดนี้คือผลงานของอลอนโซ่ ลองนึกภาพดูสิว่าเขาจะสามารถพัฒนานักเตะอย่าง โคล พาลเมอร์ ลีวาย โคลวิลล์ มาร์ค กูฮิ หรือนักเตะดาวรุ่งคนอื่น ๆ ของเชลซีได้แค่ไหน

ข้อที่สามคือเรื่องวัฒนธรรมในห้องแต่งตัว เชลซีเวลานี้ต้องการคนที่จะมาเป็นผู้นำที่มีบารมีและสามารถสร้างเอกภาพในทีมได้ ห้องแต่งตัวที่มีดาวเตะระดับโลกหลายคนจากหลายชาติ ต้องการกุนซือที่พูดภาษาฟุตบอลในระดับสูง สามารถสื่อสารกับทุกคนได้ในระดับที่ลึกซึ้ง อลอนโซ่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ทุกข้อ เขาพูดภาษาสเปนได้ในฐานะภาษาแม่ ภาษาอังกฤษได้คล่องจากที่เคยอยู่ลิเวอร์พูล ภาษาเยอรมันได้ดีจากการอยู่ไบเอิร์นและเลเวอร์คูเซ่น ทำให้เขาสื่อสารกับนักเตะส่วนใหญ่ในห้องแต่งตัวได้แบบไม่มีอุปสรรค

ข้อที่สี่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของแฟนบอล แฟน ๆ ของเชลซีในยุคใหม่ต้องการเห็นทีมเล่นฟุตบอลที่ดูดี ที่มีอัตลักษณ์ ที่ชนะแล้วได้ความภาคภูมิใจ ไม่ใช่ทีมที่ชนะแบบไร้รสชาติหรือทีมที่แพ้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย อลอนโซ่จะมาเติมเต็มในส่วนนี้ ฟุตบอลของเขาดูดี เล่นด้วยความเข้าใจ และที่สำคัญคือชนะอย่างมีอัตลักษณ์ การได้กลับมาเชียร์ทีมที่เล่นแบบมีหัวใจอีกครั้งจะเป็นสิ่งที่แฟน ๆ ตั้งตารอเป็นอย่างมาก

เลิกขี่ม้าเลียบค่าย ถึงเวลาให้อิสระโค้ชเต็มที่

มาถึงประเด็นสุดท้ายที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดและเป็นหัวใจหลักของเรื่องราวทั้งหมดนี้ เชลซี ในยุคปัจจุบันจัดเป็นทีมระดับพญายักษ์ตามมาตรฐานของวงการลูกหนังโลก เจ้าของทีมก็จัดอยู่ในประเภทโคตรมหาเศรษฐีที่ทุ่มเงินซื้อนักเตะอย่างไม่อั้น แต่สิ่งที่ชัดเจนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือพวกเขาไม่ค่อยรู้ประวัติของสโมสร และไม่เข้าใจวัฒนธรรมที่เจ้าของเดิมอย่าง โรมัน อับราโมวิช ได้สร้างและติดตั้งเอาไว้สักเท่าไหร่นัก

วัฒนธรรมที่ว่านี้คืออะไร มันคือวัฒนธรรมของการเป็นทีมที่ใครก็กลัว เป็นทีมที่ลงสนามแล้วคู่แข่งต้องสะดุ้ง เป็นทีมที่มีระเบียบวินัย มีจิตวิญญาณนักสู้ และที่สำคัญคือมีกุนซือที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ในสนาม ในยุคที่เชลซีรุ่งเรืองที่สุด ไม่ว่าจะเป็นยุค มัวรินโญ่ ยุค อันเชล็อตติ หรือยุค คอนเต้ ทุกคนล้วนเป็นกุนซือที่มีบารมีและมีอำนาจในการบริหารจัดการทีมในแบบของตัวเอง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมาภายใต้เจ้าของชุดปัจจุบันคือ การพยายามจ้างโค้ชที่อยู่ในโอวาทของตัวเองอย่างเดียว เป็นโค้ชที่เข้ามาทำหน้าที่แค่ในวันแข่งและในสนามซ้อม แต่ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการซื้อ-ขายตัวผู้เล่นเลย การตัดสินใจเกี่ยวกับการเสริมทัพถูกผูกขาดอยู่ในมือของทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลและฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิดมหันต์และเป็นสาเหตุหลักของปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ลองคิดดูง่าย ๆ ครับ ถ้าคุณเป็นกุนซือ คุณมีแผนการเล่น คุณมีระบบ คุณรู้ว่าคุณต้องการนักเตะแบบไหนมาเติมเต็มในตำแหน่งใด แต่คุณกลับไม่มีอำนาจในการเลือกซื้อนักเตะที่คุณต้องการ คุณต้องทำงานกับนักเตะที่ฝ่ายบริหารซื้อเข้ามาให้โดยที่คุณไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลย แบบนี้จะให้คุณทำผลงานได้ดีได้ยังไง มันเหมือนกับการบังคับให้คุณวาดรูปด้วยสีที่คนอื่นเลือกให้ ทั้ง ๆ ที่คุณรู้ว่าสีไหนเหมาะกับผลงานของคุณมากกว่ากัน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเชลซีในรอบไม่กี่ปีถึงไม่สามารถสร้างความต่อเนื่องในผลงานได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนกุนซือไปกี่คนก็ตาม ทูเคิ่ลที่เคยพาทีมคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกก็ยังถูกปลด แฟรงก์ แลมพาร์ด ในตำนานของสโมสรก็ไม่รอด เกรแฮม พ็อตเตอร์ ที่นำเข้ามาด้วยความหวังก็ล้มเหลว มอริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่มีประสบการณ์ก็ไปไม่รอด รวมถึงคนต่อมาที่ผลงานก็ไม่ได้ดีมากพอ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะกุนซือเหล่านี้ฝีมือแย่ แต่เพราะระบบที่สโมสรวางไว้มันบิดเบี้ยว

ทางออกที่ถูกต้องคือ ถ้าเลือกที่จะจ้างกุนซือระดับอ๋องอย่างคุณชายชาบี อลอนโซ่ เข้ามา ก็ต้องให้อิสระในการทำงานกับเขาแบบเต็มร้อย ต้องอนุมัติงบประมาณให้เขานำไปช็อปปิ้งผู้เล่นที่เขาต้องการมาเสริมทัพได้ตามใจชอบ ภายในกรอบที่กำหนดไว้แน่นอน นี่คือวิธีการบริหารแบบที่ทุกสโมสรใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในยุโรปใช้ ตั้งแต่เรอัล มาดริด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จนถึงไบเอิร์น มิวนิค

การให้อิสระนี้ไม่ใช่การปล่อยให้กุนซือทำอะไรก็ได้แบบไร้ทิศทาง แต่เป็นการสร้างความรับผิดชอบในระดับที่เหมาะสม ถ้าให้อำนาจในการตัดสินใจ ก็ต้องให้รับผิดชอบกับผลที่ออกมา ถ้าทำได้ดีก็ได้รับการยกย่อง ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับ มันคือการบริหารแบบมืออาชีพที่ฝ่ายบริหารต้องไว้ใจผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ไม่ใช่การพยายามควบคุมทุกอย่างจากบนตึกที่ไม่ได้ลงมาสัมผัสสนามจริง ๆ

ถ้าเชลซีกล้าที่จะเปลี่ยนวิธีคิดในจุดนี้ และให้อลอนโซ่ได้ทำงานในแบบที่เขาเชื่อมั่นและถนัด การกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งของสิงห์บลูส์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมเลย เรามีนักเตะที่มีคุณภาพ มีเงินทุน มีโครงสร้างสโมสรที่พร้อม สิ่งที่ขาดอย่างเดียวคือกุนซือที่เหมาะสมและการให้อำนาจที่ถูกต้องเท่านั้น

หวังว่าฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันจะมองเห็นถึงปัญหาที่แท้จริงและพร้อมจะแก้ไขมันอย่างถูกวิธีในครั้งนี้ การคว้าตัวอลอนโซ่อย่างเดียวไม่พอ ต้องคว้าตัวเขามาพร้อมกับการมอบความเชื่อมั่นและอิสระในการทำงานด้วย เมื่อนั้นแหละ เชลซี ถึงจะมีโอกาสกลับไปเป็นพญายักษ์ที่ใครก็เกรงกลัวได้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่แค่ทีมที่มีชื่อใหญ่แต่ผลงานไม่ตรงปกแบบในตอนนี้ เพราะการเป็นสิงห์ตัวจริงต้องมีทั้งกรงเล็บที่แหลมคม สมองที่ฉลาด และโอกาสที่จะใช้ทั้งสองอย่างนั้นได้อย่างเต็มที่ในป่าใหญ่ที่ชื่อพรีเมียร์ลีกแห่งนี้

เสียงโห่ที่ แอนฟิลด์ สะท้อนศรัทธาที่สูญหายต่อ สล็อต อีกครั้ง

หาก อาร์เน สล็อต (Arne Slot) ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ เขาจำเป็นต้องตระหนักให้เร็วที่สุดว่า แฟนบอลในสนาม แอนฟิลด์ ต้องการเห็นพลังงาน ความกระตือรือร้น และความเข้มข้นจาก ลิเวอร์พูล (Liverpool)อย่างสม่ำเสมอ นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องผลการแข่งขันเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ร่วม ตัวตน และมาตรฐานที่สโมสรแห่งนี้สร้างขึ้นมายาวนาน ตลอดฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ภายใต้การคุมทีมของ สล็อต มักขาดประกายบางอย่างเมื่อลงเล่นในบ้าน พวกเขาไม่สามารถสร้างจังหวะที่ปลุกเสียงเชียร์จากแฟนบอลได้มากพอ และที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อทีมขึ้นนำแล้ว กลับไม่สามารถปิดเกมหรือกดดันคู่แข่งให้หมดโอกาสกลับมาได้ เกมล่าสุดกับ เชลซี เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจน ลิเวอร์พูล (Liverpool) ได้ประตูขึ้นนำตั้งแต่ต้นเกม และเมื่อพิจารณาว่าคู่แข่งอย่าง เชลซี ภายใต้การนำของ คาลัม แม็คฟาร์เลน (Calum McFarlane) แพ้มาแล้ว 6 นัดติดต่อกันใน พรีเมียร์ลีก นี่ควรเป็นช่วงเวลาที่เจ้าบ้านใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการครองเกม บดขยี้คู่แข่ง และเก็บชัยชนะสำคัญให้ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ลิเวอร์พูล ปล่อยให้ เชลซี (Chelsea)ซึ่งกำลังฟอร์มตก ได้โอกาสกลับเข้าสู่เกมอีกครั้ง จังหวะการเล่นของเจ้าบ้านค่อย ๆ ลดความดุดันลง ความมั่นใจเริ่มหายไป และสุดท้าย เอ็นโซ เฟร์นานเดซ (Enzo Fernandez) ก็ยิงประตูตีเสมอให้ทีมเยือนได้สำเร็จ

หลังจบเกม สล็อต ออกมาพูดถึงเจตนาของเขาที่ไม่ต้องลดความเข้มข้นในเกมลง

สล็อทเปลี่นริโอ โดนโห่

หลังเกม สล็อต อธิบายว่า การปรับแท็กติกในช่วงพักครึ่งช่วยให้ ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายครองเกมได้มากขึ้นในครึ่งหลัง และทีมก็มีโอกาสใกล้เคียงที่จะทำประตูอีก 2 ครั้ง เขายืนยันว่า ไม่เคยสั่งให้นักเตะถอยลงไปรับหรือหยุดเพรสซิ่ง หากภาพที่ออกมาดูเหมือนทีมลดความเข้มข้นลง นั่นไม่ใช่เจตนาของเขาเลยอย่างไรก็ตาม ตัวเลขไม่โกหก ประตูตีเสมอของ เชลซี ทำให้ ลิเวอร์พูล เสียไปแล้ว 9 คะแนนจากสถานการณ์ที่เป็นฝ่ายขึ้นนำในเกม พรีเมียร์ลีก ที่ แอนฟิลด์ ฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นสถิติแย่ที่สุดในบ้านนับตั้งแต่ฤดูกาล 2015-16 ช่วงเวลาที่ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส (Brendan Rodgers) ในยุคของ คล็อปป์ ลิเวอร์พูล เคยมีประโยคสำคัญที่ เป๊ป ไลน์เดอร์ส (Pep Lijnders) ผู้ช่วยผู้จัดการทีม ใช้อธิบายตัวตนของทีมว่า “ตัวตนของเราคือความเข้มข้น” ประโยคนี้กลายเป็นภาพจำของ ลิเวอร์พูล ชุดนั้น ทีมที่วิ่งไม่มีหมด เพรสซิ่งดุดัน และเล่นด้วยพลังที่ทำให้ แอนฟิลด์ กลายเป็นสนามที่คู่แข่งไม่อยากมาเยือน แน่นอนว่า สล็อต ไม่ได้ถูกดึงเข้ามาเพื่อเลียนแบบ คล็อปป์ เขาควรมีแนวทางของตัวเอง และมีสิทธิ์สร้างทีมในแบบที่ตัวเองเชื่อ แต่ปัญหาคือ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ยังดูไม่มีตัวตนที่ชัดเจน พวกเขาไม่ได้ดุดันเหมือนเดิม ไม่ได้ควบคุมเกมอย่างเด็ดขาด และไม่ได้แสดงให้เห็นว่าทีมนี้ต้องการเล่นฟุตบอลแบบใดกันแน่ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) วิเคราะห์ผ่านรายการ แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ ว่า ลิเวอร์พูล เริ่มเกมได้ค่อนข้างดีและได้ประตูนำ แต่หลังจากนั้น เชลซี กลับเป็นทีมที่เล่นได้ดีกว่า พวกเขาสร้างปัญหาให้ ลิเวอร์พูล หลายครั้ง โดยเฉพาะจังหวะวิ่งสอดขึ้นไปด้านหลังของ มาร์ก กูกูเรยา (Marc Cucurella) รูนีย์ ยังชี้ว่า แฟนบอลในสนามเริ่มแสดงความกังวล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับแฟน ลิเวอร์พูล บ่อยนัก สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากฤดูกาลที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง รวมถึงการใช้เงินเสริมทีมจำนวนมาก แต่ผลงานในสนามกลับยังไม่ตอบโจทย์

เสียงโห่ที่ แอนฟิลด์ ในยุคของ สล็อต ครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก และมันสะท้อนบางอย่างออกมา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของฤดูกาลที่เสียงโห่ดังขึ้นหลังจบเกม แม้ ลิเวอร์พูล จะไม่ได้แพ้ก็ตาม ความไม่พอใจบนโลกออนไลน์อาจเป็นเรื่องปกติของฟุตบอลยุคปัจจุบัน แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือ แฟนบอลที่เข้าไปชมเกมในสนามก็เริ่มแสดงความผิดหวังออกมาอย่างชัดเจนเช่นกัน สล็อต ยอมรับกับ ทีเอ็นที สปอร์ตส์ ว่า เสียงโห่น่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ทีมไม่ชนะ และเขาเข้าใจดีว่าแฟนบอลย่อมผิดหวังเมื่อ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้ เพราะมาตรฐานของสโมสรแห่งนี้สูงมาก ด้าน ไรอัน กราเฟนแบร์ก (Ryan Gravenberch) กองกลางของ ลิเวอร์พูล กล่าวว่า ทีมยังต้องการแรงสนับสนุนจากแฟนบอล เขายอมรับว่าทีมไม่ชนะ แต่ก็ไม่คิดว่านักเตะสมควรได้รับปฏิกิริยาแบบนั้น เขามองว่าเมื่อแฟนบอลหนุนหลังในครึ่งหลัง ทีมสามารถเพรสซิ่งได้ดีขึ้น และหวังว่าใน 2 เกมถัดไป เสียงโห่ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เมื่อถูกถามในงานแถลงข่าวหลังเกมว่า รู้สึกอย่างไรกับเสียงโห่ สล็อต พยายามหาคำพูดเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนกล่าวว่า เขาอยากมอบสิ่งที่ดีกว่านี้ให้แฟนบอล แต่ในตอนนี้ทีมยังไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ เขายืนยันว่า ลิเวอร์พูล ยังสามารถเป็นทีมที่ครองบอลได้ดี และเขาอยากให้แฟนบอลมีเหตุผลมากขึ้นที่จะรู้สึกบวกและมีความสุขกับทีม อีกหนึ่งจังหวะที่สะท้อนความไม่พอใจของแฟนบอลเกิดขึ้นในนาทีที่ 67 เมื่อ สล็อต ตัดสินใจเปลี่ยน ริโอ งูโมฮา (Rio Ngumoha) ออกจากสนาม เสียงโห่ในจังหวะนั้นอาจดังยิ่งกว่าเสียงโห่หลังจบเกมด้วยซ้ำ เพราะดาวรุ่งวัย 17 ปี เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สร้างอันตรายให้ ลิเวอร์พูล ได้มากที่สุด และยังเป็นคนทำแอสซิสต์ในเกมนี้ หลังจากนั้น สล็อต ชี้แจงว่า งูโมฮา มีอาการตะคริว และเขาเข้าใจดีว่าหากเปลี่ยนผู้เล่นที่กำลังเล่นดีออก แฟนบอลย่อมไม่พอใจ แต่การตัดสินใจนั้นไม่ได้เกิดจากความต้องการของเขาโดยตรง เขายังอธิบายว่า งูโมฮา เป็นผู้เล่นที่ดี แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะเล่นต่อในสภาพร่างกายเหลือเพียง 50 หรือ 60 เปอร์เซ็นต์ แล้วสามารถสร้างความแตกต่างได้ ในช่วงท้ายเกม เฟเดริโก เคียซา (Federico Chiesa) ถูกส่งลงมาในนาทีที่ 77 ซึ่งถือว่าเร็วกว่าหลายครั้งในฤดูกาลนี้ แต่เขาก็ไม่ได้สร้างผลกระทบมากไปกว่า โคดี้ กัคโป (Cody Gakpo) ผู้เล่นที่ถูกเปลี่ยนออก แม้ เคียซา จะมีเพลงเชียร์จากแฟนบอล แอนฟิลด์ แต่อนาคตของเขากับทีมก็ยังดูไม่แน่นอน และมีโอกาสสูงที่จะย้ายออกในช่วงซัมเมอร์ ช่วงซัมเมอร์นี้จึงอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญของ ลิเวอร์พูล อย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมดูเป็นสิ่งจำเป็น และเรื่องนี้คงชัดเจนต่อ ริชาร์ด ฮิวจ์ส (Richard Hughes) ผู้อำนวยการกีฬาของสโมสร ซึ่งอยู่ที่ แอนฟิลด์ ในเกมดังกล่าวด้วย ฝ่ายบริหารของ ลิเวอร์พูล ย่อมรู้ดีว่า หากทีมต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ให้สำเร็จ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการซื้อผู้เล่นเพิ่ม แต่ต้องสร้างรูปแบบฟุตบอลที่แฟนบอลรู้สึกเชื่อมโยงและสนุกไปกับมันได้อีกครั้ง สล็อต ยืนยันด้วยความมั่นใจว่า เขาเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ลิเวอร์พูล จะเป็นทีมที่แตกต่างออกไปในฤดูกาลหน้า หากสโมสรสามารถมีช่วงซัมเมอร์ตามที่ต้องการ คำพูดดังกล่าวสะท้อนความมั่นใจของชายที่เชื่อว่า เขาจะยังเป็นผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล เมื่อถึงเดือนสิงหาคม แต่ก่อนจะถึงวันนั้น สล็อต ต้องตอบคำถามใหญ่ให้ได้ก่อนว่า ลิเวอร์พูล ของเขาคือทีมแบบไหนกันแน่ เพราะสำหรับแฟนบอล แอนฟิลด์ การไม่แพ้อาจยังไม่พอ หากทีมขาดพลัง ขาดความเข้มข้น และขาดตัวตนที่ทำให้พวกเขารู้สึกภูมิใจเหมือนที่เคยเป็นมา

ลีดส์ เกือบการันตีอยู่รอดพร้อมเพิ่มแรงกดดันทีมหนีตกชั้นอื่น

โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน (Dominic Calvert-Lewin) แทบจะยังฉลองประตูไม่ทันจบ เสียงเชียร์ของแฟนบอล ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ก็ระเบิดขึ้นทั่วสนาม เอลแลนด์ โร้ด (Elland Road) เพื่อย้ำความเชื่อว่า ทีมรักของพวกเขากำลังจะอยู่รอดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ต่อไปอีกหนึ่งฤดูกาล กองหน้าทีมชาติ อังกฤษ (England) รายนี้ ฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของ มาร์ติน ดูบราฟก้า (Martin Dubravka) ยิงประตูที่สามให้กับทีม ในเกมที่เอาชนะ เบิร์นลีย์ (Burnley) ซึ่งตกชั้นไปแล้วได้สำเร็จ ส่งผลให้แฟนบอลเจ้าถิ่นเริ่มร้องเพลง “เราจะอยู่รอด” ดังกึกก้องทั่วสนาม ชัยชนะ 3-1 ในนัดนี้ ทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 14 ของตาราง และแทบจะการันตีได้แล้วว่า พวกเขาจะยังคงโลดแล่นในลีกสูงสุดของ อังกฤษ (England) ต่อไปในฤดูกาลหน้า

หลังจบเกม อีธาน อัมปาดู (Ethan Ampadu) กองหลังของทีม เปิดเผยว่า ทีมกำลังอยู่ใน “ตำแหน่งที่แข็งแกร่ง” ก่อนเข้าสู่ 3 นัดสุดท้ายของฤดูกาล เขากล่าวกับ สกาย สปอร์ตส์ (Sky Sports) ว่า “ก่อนเกมเราพูดกันว่า ยังไม่เคยชนะ เบิร์นลีย์ (Burnley) ได้เลย เราต้องการล้างแค้น และเก็บแต้มให้ถึง 43 คะแนน” “เราคิดว่าเราวางตัวเองไว้ในจุดที่ดีมากแล้ว กับอีก 3 เกมที่เหลือ เราอยากให้แฟนบอลได้มีความสุขในช่วงวันหยุดยาว และหวังว่าจะเก็บผลการแข่งขันดี ๆ ได้อีก” บรรยากาศของแฟนบอล ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) เต็มไปด้วยความสุขในช่วงวันหยุด แต่คำถามสำคัญคือ พวกเขาจะต้องรออีกนานแค่ไหน กว่าจะ “รอดตกชั้นแบบคณิตศาสตร์”

 

ลีดส์ ตามสถานการณ์พร้อมวิเคราะห์ตัวเลขแล้ว ปลอดภัยแล้วหรือยัง

ลีดส์ เบิร์นลีย์ 3-1

แม้สถานการณ์จะดูดีมาก แต่ในทางทฤษฎี ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ยังต้องทำงานต่อเพื่อการันตีการอยู่รอด หลังเอาชนะ เบิร์นลีย์ (Burnley) พวกเขามีคะแนนนำหน้าอันดับ 18 อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) อยู่ 9 คะแนน และมีอันดับเหนือกว่า 4 อันดับ อย่างไรก็ตาม ทีมด้านล่างอย่าง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United), น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) และ สเปอร์ส (Spurs) ต่างมีเกมในมือมากกว่าแต่ถึงอย่างนั้น สเปอร์ส (Spurs) ก็สามารถเก็บแต้มได้สูงสุดเพียง 46 คะแนนเท่านั้น นั่นหมายความว่า หาก ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) เอาชนะ สเปอร์ส (Spurs) ได้ในวันที่ 11 พฤษภาคม พวกเขาจะการันตีการอยู่รอดทันที ข่าวดีอีกอย่างคือ ในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ยังไม่เคยมีทีมใดตกชั้นด้วยคะแนน 43 คะแนนขึ้นไป นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของทีมอันดับ 18 อยู่ที่ 34.5 คะแนน ซึ่งแปลว่า เพียง 35 คะแนนก็เพียงพอสำหรับการอยู่รอดในหลายฤดูกาล และในช่วง 5 ปีหลัง ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 29.6 คะแนนเท่านั้น สจ๊วร์ต ดัลลัส (Stuart Dallas) อดีตกองกลางของทีม กล่าวกับ สกาย สปอร์ตส์ (Sky Sports) ว่า “นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มากของ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United)” “แม้ตอนนี้จะดูเหมือนไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ความกดดันมันมีอยู่เสมอ”

 

การเปลี่ยนเพียงครั้งเดียว กลายเป็นการเปลี่ยนฤดูกาลนี้ไปโดยสิ้นเชิง

 

หาก ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) อยู่รอดได้สำเร็จ แฟนบอลส่วนใหญ่อาจมองไปที่ชัยชนะเหนือทีมหนีตกชั้นอย่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน (Wolves), เบิร์นลีย์ (Burnley) และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) แต่สำหรับผู้จัดการทีม ดาเนียล ฟาร์เคอ (Daniel Farke) จุดเปลี่ยนอาจไม่ใช่เกมเหล่านั้น เขาอาจมองไปที่เกมแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) 2-3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน

ในเกมนั้น ฟิล โฟเด้น (Phil Foden) และ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล (Josko Gvardiol) ยิงให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) นำ 2-0 ตั้งแต่ต้นเกม แต่ ฟาร์เคอ (Daniel Farke) ตัดสินใจเปลี่ยนเกม ด้วยการส่ง โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน (Dominic Calvert-Lewin) และ ยาก้า บิโยล (Jaka Bijol) ลงสนาม พร้อมเปลี่ยนระบบจาก 4-3-3 เป็น 3-5-2 แผนนี้ทำให้ทีมมีผู้เล่นแดนกลางมากขึ้น และช่วยสนับสนุนเกมรุกได้ดีขึ้น แม้สุดท้ายจะโดนประตูชัยช่วงท้ายเกม แต่รูปแบบการเล่นใหม่ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว หลังจากนั้น ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) เก็บ 4 คะแนนจาก 2 เกม กับ เชลซี (Chelsea) และ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เจมี่ เร้ดแนปป์ (Jamie Redknapp) กล่าวว่า “ตอนนั้นเขาอยู่ภายใต้แรงกดดันสูงมาก มีข่าวว่าอาจโดนปลด” “แม้จะแพ้ แต่วันนั้นเขาเปลี่ยนระบบ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของผลงานที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ” ตั้งแต่เดือนธันวาคม ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) แพ้เพียง 4 จาก 19 เกม ซึ่งถือเป็นผลงานอันดับ 9 ของลีก และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ ฟาร์เคอ (Daniel Farke) พาทีมรอดตกชั้นใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) หลังเคยล้มเหลวกับ นอริช ซิตี้ (Norwich City) ชัยชนะของ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) ทำให้ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (Newcastle United) หล่นไปอยู่อันดับ 15 หลังแพ้ 4 นัดรวด แม้จะยังต้องเจอกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) แต่พวกเขาอาจต้องการเพียงแต้มเดียวเพื่ออยู่รอด แม้ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) จะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีมาก และแทบจะรอดตกชั้นแล้ว แต่ในทางคณิตศาสตร์ พวกเขายังต้องการอีกหนึ่งชัยชนะเพื่อปิดจ็อบอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม จากสถิติที่ผ่านมา และฟอร์มการเล่นในช่วงหลัง ทำให้โอกาสตกชั้นของพวกเขาแทบเป็นศูนย์ ในขณะที่ทีมอื่น ๆ อย่าง สเปอร์ส (Spurs), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (West Ham United) และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) ยังคงต้องลุ้นกันแบบนัดต่อนัด ศึกหนีตกชั้น พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฤดูกาลนี้ จึงยังคงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และแรงกดดันจนถึงวินาทีสุดท้าย

ทำไมการแบนของ มิคไฮโล มูดริก ถูกเก็บเป็นความลับ

เมื่อข่าวเกี่ยวกับ มิคไฮโล มูดริก (Mykhailo Mudryk) ปีกของ เชลซี (Chelsea) ได้ยื่นอุทธรณ์โทษแบน 4 ปี จากคดีใช้สารต้องห้ามถูกเปิดเผยออกมา แฟนฟุตบอลจำนวนมากต่างตั้งคำถามทันทีว่า “เขาถูกแบนตั้งแต่เมื่อไหร่?” เพราะก่อนหน้านี้ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (Football Association - FA) ไม่เคยประกาศเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ ข่าวดังกล่าวเพิ่งถูกเปิดเผย เนื่องจาก ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา (Court of Arbitration for Sport - CAS) ได้แจ้งว่า มูดริก (Mykhailo Mudryk) ได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว จึงทำให้เรื่องนี้กลายเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง รายงานจาก บีบีซี สปอร์ต (BBC Sport) ระบุว่า มูดริก (Mykhailo Mudryk) ถูก สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ลงโทษแบนตั้งแต่เดือน มกราคม แต่มีเพียงคนใกล้ชิด และบุคลากรบางส่วนในสโมสร เชลซี (Chelsea) เท่านั้นที่รับรู้เรื่องนี้ เหตุผลสำคัญคือ ระบบต่อต้านสารกระตุ้นของ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) มีนโยบาย “ความลับสูงสุด” ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสาร การสอบสวน ไปจนถึงการปรึกษาทางกฎหมาย จะดำเนินการแบบปิดทั้งหมด เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของนักกีฬา องค์กร ยูเค แอนตี้ โด๊ปปิ้ง (UK Anti-Doping - UKAD) ทำงานร่วมกับ FA ในกระบวนการนี้ แตกต่างจากกีฬาหลายประเภท ที่มักจะประกาศการแบนชั่วคราวต่อสาธารณะทันที แต่ในฟุตบอลอังกฤษ ข้อมูลจะถูกเปิดเผยก็ต่อเมื่อกระบวนการทั้งหมดสิ้นสุด รวมถึงการอุทธรณ์ แม้ FA จะไม่เปิดเผยสารต้องห้ามที่พบในร่างกายของ มูดริก (Mykhailo Mudryk) อย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลจาก บีบีซี สปอร์ต (BBC Sport) ระบุว่า เป็นสาร “เมลโดเนียม” (Meldonium) สารชนิดนี้ช่วยเพิ่มความสามารถด้านระบบหายใจ และความอึดของร่างกาย ซึ่งถูกห้ามใช้โดย องค์การต่อต้านสารต้องห้ามโลก (World Anti-Doping Agency - WADA) ตั้งแต่ปี 2016 มีรายงานว่า มูดริก (Mykhailo Mudryk) อาจได้รับสารนี้ระหว่างการรับใช้ทีมชาติ ยูเครน (Ukraine) อย่างไรก็ตาม สมาคมฟุตบอลยูเครน (Ukrainian FA - UAF) ได้ออกมาชี้แจงว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีนี้ และไม่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขการรักษาความลับ จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า มูดริก (Mykhailo Mudryk) รับสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร

สถานะของ มูดริก กับ เชลซี และโอกาสกลับมาในอนาคต

มูดริกกับโทษแบน

มูดริก (Mykhailo Mudryk) ถูกแบนชั่วคราวมาแล้วกว่า 16 เดือน ทำให้เขาไม่สามารถลงสนามให้ เชลซี (Chelsea) หรือทีมชาติ ยูเครน (Ukraine) ได้ เขายังมีสัญญากับสโมสรจนถึงปี 2031 หลังย้ายมาด้วยค่าตัวประมาณ 61 ล้านปอนด์ ในปี 2022หากโทษแบน 4 ปีถูกยืนยันโดย CAS เขาจะสามารถกลับมาลงสนามได้อีกครั้งประมาณปลายปี 2028 แต่หากมีการลดโทษ เขาอาจกลับมาเล่นได้เร็วกว่านั้น โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดเชื่อว่า อาจได้เห็นเขากลับมาในฤดูกาลหน้า ในด้านสโมสร เชลซี (Chelsea) มีสิทธิ์ยกเลิกสัญญา เนื่องจากการโดนแบนถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขสัญญา หรืออีกทางหนึ่ง สโมสรอาจเลือกเก็บตัวนักเตะไว้ และรอให้พ้นโทษก่อนนำกลับมาใช้งาน เกมสุดท้ายของ มูดริก (Mykhailo Mudryk) กับ เชลซี (Chelsea) คือวันที่ 28 พฤศจิกายน 2024 หลังจากนั้น เขาไม่สามารถลงแข่งขัน หรือแม้แต่ฝึกซ้อมร่วมกับทีมได้ ปัจจุบัน เขาฝึกซ้อมแบบส่วนตัวใน กรุงลอนดอน (London) โดยมีโค้ชส่วนตัว และใช้สนามของ อักซ์บริดจ์ เอฟซี (Uxbridge FC) รวมถึงมีการจ้างผู้รักษาประตูมาช่วยฝึกซ้อม แม้จะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก แต่คนใกล้ชิดยืนยันว่า เขายังมีสภาพร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรงดี

บทบาทของ ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา และขั้นตอนต่อไป

มูดริก (Mykhailo Mudryk) ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา (CAS) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ CAS ตั้งอยู่ที่ เมืองโลซานน์ (Lausanne) ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) และถือเป็นศาลสูงสุดของวงการกีฬาโลกคณะอนุญาโตตุลาการ 3 คน จะทำการพิจารณาคดีใหม่ทั้งหมด โดยสามารถตัดสินได้ 3 รูปแบบ คือ ยืนโทษเดิม , ยกเลิกโทษ  หรือปรับลดโทษ  กระบวนการทั้งหมดจะดำเนินการแบบปิด และอาจมีการเรียกพยานมาให้ข้อมูล กรณีของ พอล ป็อกบา (Paul Pogba) อดีตนักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) และ ยูเวนตุส (Juventus) ก็เคยถูกแบน 4 ปี ก่อนที่ CAS จะลดเหลือ 18 เดือน โดยเขาใช้ทีมกฎหมายเดียวกับ มูดริก (Mykhailo Mudryk) คือ Morgan Sports Law กรณีของ มูดริก (Mykhailo Mudryk) ถือเป็นหนึ่งในคดีที่ซับซ้อน และถูกจับตามองมากที่สุดในวงการฟุตบอลยุคปัจจุบัน การที่โทษแบนถูกเก็บเป็นความลับ แสดงให้เห็นถึงนโยบายด้านความเป็นส่วนตัวของ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์ต่อ CAS เรื่องทั้งหมดก็ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ อนาคตของ มูดริก (Mykhailo Mudryk) ยังคงไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับคำตัดสินของ CAS ว่าจะยืนโทษ ลดโทษ หรือยกเลิกโทษไม่ว่าอย่างไร นี่คือบทเรียนสำคัญในโลกฟุตบอล ที่สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎระเบียบ และผลกระทบที่อาจเปลี่ยนเส้นทางอาชีพของนักเตะได้อย่างสิ้นเชิง เชื่อว่ายังมีแฟนบอลหลายๆ คนที่หวังจะอยากเห็น มูดริก (Mykhailo Mudryk) กลับมาเล่นบนสนามหญ้าอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในสีเสื้อของ เชลซี หรือไม่ก็ตาม

ไบรท์ตัน 3-0 เชลซี นางนวลเปิดบ้านยำแหลก สิงห์บลูส์ดิ่งเหว

คืนวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 สนาม เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม เมืองไบรท์ตัน คึกคักเป็นพิเศษ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เกมลีกธรรมดาที่จะตัดสินว่าใครได้สามแต้มกลับบ้าน แต่มันคือเกมที่จะชี้ชะตาว่าใครจะได้ยืนอยู่บนเส้นทางสู่แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า

ก่อนเตะนัดนี้ เชลซี นั่งอยู่อันดับ 6 ในตาราง พรีเมียร์ลีก ด้วยคะแนน 48 แต้ม ในขณะที่ ไบรท์ตัน ตามหลังอยู่แค่แต้มเดียวที่อันดับ 9 ด้วย 47 แต้ม ความต่างที่น้อยนิดแค่นี้เองทำให้เกมนี้กลายเป็นเกม "ชีวิตหรือความตาย" สำหรับทั้งสองทีม เพราะถ้า ไบรท์ตัน ชนะ พวกเขาจะแซงขึ้นไปนั่งอันดับ 6 แทนได้ทันที และยังคงมีลุ้นทำให้ตัวเองผ่านเข้าไปเล่นในเวทีใหญ่ที่สุดของสโมสรฟุตบอลยุโรปได้

เหตุผลที่เกมนี้ต้องถูกจัดขึ้นก่อนกำหนดนั้นเป็นเพราะ เชลซี มีภารกิจ เอฟเอ คัพ รอคอยอยู่ในช่วงสุดสัปดาห์ ทางลีกจึงเลื่อนเกมนี้มาเตะล่วงหน้า ซึ่งก็ทำให้ สิงห์บลูส์ ต้องแบกรับความกดดันสองทาง ทั้งในถ้วยและในลีก

ฟอร์มของทั้งสองทีมก่อนเกมนี้ก็ชี้ทิศทางไม่ต่างกันมากนัก เชลซี กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มตกต่ำอย่างหนัก แพ้ในลีกมาแล้วถึง 4 นัดติดต่อกัน และที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือพวกเขายิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลยในช่วงเวลานั้น ส่วน ไบรท์ตัน ภายใต้การนำของกุนซือที่กำลังสร้างความเชื่อมั่นให้กับทีมอยู่ในช่วงขาขึ้น เล่นฟุตบอลสนุกตา กดดันสูง และอันตรายในแดนหน้าอย่างต่อเนื่อง

ประตูสายฟ้าแลบในนาทีแรก กรอสส์และคาดิโอลูทำงาน

A lightning-fast goal in the first minute thanks to the work of Gross and Kadiolu

เกมเพิ่งเริ่มต้นได้แค่ 3 นาที ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่บอกเลยว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่ยาวนานมากสำหรับแฟนบอล สิงห์บลูส์

จุดเริ่มต้นของประตูมาจากฝีเท้าของ พาสคาล กรอสส์ กองกลางตัวเก๋าของ ไบรท์ตัน ที่เปิดบอลยาวมาทางเสาไกล ส่งให้ คาโอรุ มิโตมะ ปีกซ้ายชาวญี่ปุ่นวิ่งมาลุ้น แต่บอลพุ่งผ่านไปเร็วเกินไป โรเบิร์ต ซานเชซ ผู้รักษาประตูของ เชลซี ออกมาตีบอลออกไป แต่กลับส่งให้ถึงมุมที่ทำให้เจ้าบ้านได้เตะมุม

จากลูกเตะมุมที่ตามมา กรอสส์ เปิดบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษ บอลพุ่งมาโดนนักเตะฝ่ายรับ สิงห์บลูส์ สกัดออกไปแต่บอลดันไปตกถึงเท้าของ เฟอร์ดี้ คาดิโอลู แบ็กซ้ายของ ไบรท์ตัน ที่เข้ามาในตำแหน่งที่เหมาะเจาะ เขาไม่รอช้า ยิงปืนเข้าไปอย่างแม่นยำ ตาข่ายสั่น ไบรท์ตัน นำ 1-0 ในเวลาเพียง 3 นาทีของเกม

ประตูในนาทีต้นเกมแบบนี้ไม่เพียงแต่สร้างคะแนนนำบนกระดาน แต่มันยังสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าบ้านและกดจิตใจทีมเยือนไปในเวลาเดียวกัน เชลซี ที่มาพร้อมกับฟอร์มที่ไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งตกอยู่ในสภาวะที่ยากขึ้นไปอีก เพราะต้องออกมาไล่ตีเสมอตั้งแต่แรก ซึ่งสวนทางกับสไตล์การเล่นที่พวกเขาถนัด

ครึ่งแรกที่ชี้ชะตา เชลซีเป็นรองทุกด้าน

หลังจากเสียประตูตั้งแต่ต้น เชลซี พยายามจะเก็บสติและหาทางกลับมาครองเกมให้ได้ แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นใจ เพราะ ไบรท์ตัน ยังคงกดดันอย่างต่อเนื่องและเกือบทำให้ทีมเยือนเสียประตูที่สองในนาทีที่ 18

เหตุการณ์ที่เกือบทำให้ทุกอย่างจบเร็วขึ้นมาจากความผิดพลาดของ โรเบิร์ต ซานเชซ เองอีกครั้ง ผู้รักษาประตูชาวสเปนพยายามบิวอัพจากหลังด้วยการเตะบอลสั้นออกมา แต่กลับเตะบอลผิดทิศทางจนบอลไปตกอยู่ที่เท้าของ คาร์ลอส บาเลบ้า กองกลางของเจ้าบ้านที่ยืนอยู่กลางแดน บาเลบ้า ไม่รอช้า ปาดบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษและส่งให้ รุตแตร์ เข้ามายิงหน้าประตูโล่งๆ แต่น่าเสียดายที่นักเตะรายนี้ยิงเบาเกินไป ทำให้แนวรับ สิงห์บลูส์ วิ่งกลับมาเคลียร์ออกไปได้ทันก่อนที่บอลจะข้ามเส้น

ถ้าประตูนั้นเข้า เกมอาจจะจบตั้งแต่ครึ่งแรกก็ได้ แต่ถึงแม้ว่าจะรอดมาได้ในครั้งนั้น เชลซี ก็ยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันจาก ไบรท์ตัน ตลอดเวลา นักเตะฝั่งเจ้าบ้านเคลื่อนที่ได้คล่องตัวกว่า กดสูงกว่า และสร้างโอกาสได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

จบครึ่งแรก ไบรท์ตัน นำ 1-0 โดยที่ เชลซี มีโอกาสยิงประตูเพียงหนเดียวและยังยิงไม่ตรงกรอบด้วยซ้ำ ตัวเลขสถิติในครึ่งแรกบ่งบอกถึงความแตกต่างของสองทีมได้อย่างชัดเจน ทั้งการครองบอล การยิง และการกดดัน ล้วนเป็นฝ่ายเจ้าบ้านทั้งสิ้น

ช่วงพักครึ่ง กุนซือของ เชลซี คงต้องทำงานหนักในห้องแต่งตัว เพราะทีมต้องการบางอย่างที่มากกว่าคำพูดสร้างกำลังใจ พวกเขาต้องการแผนใหม่ นักเตะที่กล้าเดินหน้า และที่สำคัญที่สุดคือต้องการประตูเพื่อให้เกมกลับมาเปิดอีกครั้ง

การ์นาโช่ทำบอลหลุด รุตแตร์ไหลให้ฮินเชลวู้ดปิดประตู

เปิดครึ่งหลังมา เชลซี พยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นและส่ง อเลฮานโดร การ์นาโช่ ตัวสำรองลงมาเพิ่มพลังในแดนหน้า หวังว่าความเร็วและความคล่องตัวของเขาจะช่วยสร้างโอกาสได้มากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามกับที่หวัง

นาทีที่ 56 การ์นาโช่ เสียบอลในตำแหน่งที่อันตรายมาก เจ้าบ้านรีบสวนกลับอย่างรวดเร็ว จอร์จินโย่ รุตแตร์ กองหน้าของ ไบรท์ตัน เก็บบอลในแดนหน้าได้และเริ่มเลี้ยงพาขึ้นมา ก่อนที่จะสังเกตเห็น แจ็ค ฮินเชลวู้ด เพื่อนร่วมทีมที่เติมขึ้นมาจากกองกลางในเวลาที่เหมาะเจาะ รุตแตร์ ส่งบอลให้อย่างฉลาด และ ฮินเชลวู้ด ไม่พลาดโอกาส เขายิงบอลผ่าน โรเบิร์ต ซานเชซ เข้าไปได้อย่างสวยงาม

2-0 และเกมก็ปิดแทบสนิทสำหรับ เชลซี ในเวลานั้น

ประตูนี้มีนัยสำคัญมากกว่าแค่การขยายความนำ มันยิ่งทำให้ สิงห์บลูส์ ต้องรีบไล่ตีเสมอสองประตู ซึ่งสำหรับทีมที่ไม่สามารถยิงประตูคู่แข่งได้มาสี่นัดติดต่อกัน นั่นฟังดูเป็นภารกิจที่เกือบเป็นไปไม่ได้เลยในสถานการณ์นั้น

เชลซี พยายามดิ้นรน กุนซือส่งตัวสำรองลงมาอีกหลายคนในความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ แต่ ไบรท์ตัน เล่นอย่างชาญฉลาดในการบริหารเกม พวกเขาไม่ได้หยุดกดดัน แต่กดจังหวะได้เป็นอย่างดี ไม่เปิดช่องให้ทีมเยือนสร้างจังหวะอันตรายได้เลย

เวลเบ็คตัวสำรองปิดฉากย้ำชัยช่วงทดเจ็บ

เกมแทบจะจบแล้วในทางปฏิบัติ แต่ ไบรท์ตัน ยังไม่หยุดแค่นั้น พวกเขาต้องการปิดฉากให้สวยงามและส่งสารที่ชัดเจนไปยังทีมอื่นๆ ในตาราง

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+2 แดนนี่ เวลเบ็ค กองหน้าอาวุโสที่ลงมาจากม้านั่งสำรอง พิสูจน์ให้เห็นว่าประสบการณ์ยังคงมีค่าในฟุตบอลอาชีพ เขาจบเกมได้อย่างเรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพ ซัดบอลเข้าตาข่ายได้เป็นประตูที่สามของเกม

3-0 สัญญาณหวูดหมดเวลาดังขึ้น ฝูงชนในสนามเอเม็กซ์ ระเบิดเสียงดังขึ้นอีกครั้ง และ นางนวล ก็เฉลิมฉลองกับชัยชนะที่มีความหมายมากกว่าแค่ผลการแข่งขันสามแต้ม

สำหรับ เวลเบ็ค นักเตะวัยเก๋าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการฟุตบอลมายาวนาน ประตูนี้คือรางวัลของความอดทน และยังเป็นสัญลักษณ์ที่ดีว่าความลึกของทีมในม้านั่งสำรองของ ไบรท์ตัน นั้นน่าเกรงขามไม่น้อย

ตารางคะแนนพลิก ไบรท์ตันแซงขึ้นที่ 6 ลุ้น UCL

ผลการแข่งขัน 3-0 เป็นใจให้กับ ไบรท์ตัน อย่างสมบูรณ์แบบ และส่งผลให้ตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก ต้องเปลี่ยนโฉมหน้าทันที

ไบรท์ตัน กวาดสามแต้มจากเกมนี้ ทำให้คะแนนรวมพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 50 แต้ม และก้าวขึ้นมานั่งในอันดับ 6 ของตาราง พรีเมียร์ลีก อย่างเป็นทางการ ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขายืนอยู่ในโซนที่มีสิทธิ์ลุ้นตั๋วไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าได้ หากทีมที่อยู่เหนือพวกเขาในตารางสะดุดขา

ในทางกลับกัน เชลซี ที่เสียแต้มในเกมนี้ ทำให้คะแนนหยุดอยู่ที่ 48 แต้ม และหล่นลงมาอยู่อันดับ 7 ทันที ห่างจากโซนแชมเปี้ยนส์ ลีก ออกไปอีก และยิ่งเกมเหลืออยู่น้อยลง โอกาสที่พวกเขาจะไต่ขึ้นไปถึงจุดนั้นก็ยิ่งริบหรี่ลงทุกที

สถานการณ์ของ ไบรท์ตัน นั้นน่าตื่นเต้นมากขึ้นทุกสัปดาห์ เพราะนับตั้งแต่กุนซือเข้ามาปรับระบบและสร้างทีมใหม่ พวกเขาเล่นได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฟุตบอลที่เล่นมีความคมชัดทั้งในแดนรับและแดนรุก และนักเตะทุกคนในทีมเข้าใจบทบาทของตัวเองเป็นอย่างดี การที่จะได้ตั๋วไป UCL นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว

วิกฤตสิงห์บลูส์ แพ้ 5 นัดติดไม่มีสกอร์

ถ้าจะพูดถึง เชลซี ในช่วงนี้ คงต้องใช้คำว่า "วิกฤต" อย่างไม่มีข้อกังขา เพราะความพ่ายแพ้ในคืนนี้ไม่ใช่แค่แพ้เกมหนึ่ง แต่มันคือนัดที่ห้าติดต่อกันในลีกที่พวกเขาต้องกลับบ้านมือเปล่า และที่น่าตกใจกว่านั้นคือตลอดระยะเวลา 5 นัดนั้น พวกเขาไม่สามารถยิงประตูคู่แข่งได้แม้แต่ลูกเดียว

ลองคิดดูว่านั่นคือสถิติที่น่าตกใจแค่ไหนสำหรับสโมสรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งขันในระดับสูงสุด ทีมที่มีนักเตะราคาแพงในทุกตำแหน่ง ทีมที่ลงทุนในตลาดซื้อขายนักเตะมากที่สุดทีมหนึ่งในยุโรปช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับไม่สามารถยิงประตูได้แม้แต่ลูกเดียวในห้าเกมรวดกัน

สาเหตุของปัญหาดูเหมือนจะไม่ได้มาจากสิ่งใดสิ่งเดียว แต่เป็นการรวมกันของหลายปัจจัย ตั้งแต่ความไม่แน่นอนของแนวรุก ปัญหาในการสร้างเกมจากแดนหลัง การตัดสินใจที่ผิดพลาดในโอกาสสำคัญ ไปจนถึงจิตใจที่หนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเกมแล้วเกมเล่าผ่านไปโดยที่สกอร์ไม่เปิด

ในเกมนี้ โรเบิร์ต ซานเชซ ผู้รักษาประตูที่เคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดในลีก กลับกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เขาทำผิดพลาดสองครั้งในครึ่งแรกเพียงครึ่งเดียว และโชคดีที่ครั้งแรกไม่กลายเป็นประตู แต่ความมั่นใจที่หายไปของเขานั้นสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะโดยรวมของทีมได้เป็นอย่างดี

การ์นาโช่ ที่ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองเพื่อเปลี่ยนแปลงเกม กลับกลายมาเป็นต้นเหตุของประตูที่สองของ ไบรท์ตัน อีก นั่นคือสิ่งที่บอกได้ว่าทีมกำลังอยู่ในช่วงที่ทุกอย่างไม่เป็นใจ แม้แต่ตัวสำรองที่ถูกส่งลงมาเพื่อช่วยเหลือก็ยังทำให้สถานการณ์แย่ลงได้

ในแง่ของการลุ้น UCL ตอนนี้ต้องบอกตรงๆ ว่ายากมาก เชลซี ยังเหลือเกมอีกหลายนัดในฤดูกาลนี้ แต่ถ้าพวกเขายังไม่สามารถยิงประตูได้ แม้แต่การอยู่ในอันดับ 7 ก็ยังอาจเป็นเรื่องยากในอนาคต หากทีมอื่นๆ ในตารางเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

บทสรุปและมองไปข้างหน้า

คืนที่ เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม คืนวันอังคารนี้จะถูกจดจำในฐานะหนึ่งในคืนที่ดีที่สุดของ ไบรท์ตัน ในฤดูกาลนี้ นางนวล แสดงให้ทุกคนเห็นว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในลีกนี้แค่เพื่อเอาตัวรอด แต่พวกเขามาเพื่อแข่งขันและยึดที่นั่งในโซนยุโรปอย่างจริงจัง

ฟุตบอลที่ ไบรท์ตัน เล่นในคืนนี้มีความสมบูรณ์แบบในหลายแง่มุม ทั้งการกดสูงที่ทำให้คู่แข่งไม่สามารถสร้างเกมได้ การใช้พื้นที่ในแดนหน้าอย่างชาญฉลาด การเชื่อมเกมระหว่างแดนกลางและแดนหน้าที่ลื่นไหล และที่สำคัญที่สุดคือความเข้มแข็งทางจิตใจที่ไม่ยอมหยุดแม้จะนำอยู่สองประตูแล้วก็ตาม

สำหรับ ไบรท์ตัน การเดินหน้าต่อจากนี้ยังคงท้าทาย เพราะทีมในตารางลีกต่างก็ต้องการแต้มเหมือนกัน แต่ด้วยฟอร์มที่แสดงให้เห็นในคืนนี้ แฟนบอล นางนวล มีสิทธิ์ฝันถึงการได้เห็นสีน้ำเงินและขาวโบกสะบัดในเวที แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

ในทางกลับกัน เชลซี ต้องตั้งสติและแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ไม่มีเวลาให้ค่อยๆ ปรับแล้ว เพราะฤดูกาลกำลังจะสิ้นสุด และทุกเกมที่เหลือคือเกมชีวิตสำหรับพวกเขา คำถามที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะได้ไป UCL หรือเปล่า แต่คือพวกเขาจะพบทางออกจากวิกฤตฟอร์มที่เลวร้ายที่สุดในฤดูกาลนี้ได้อย่างไร

ฟุตบอลคือกีฬาที่โหดร้ายและงดงามในเวลาเดียวกัน สำหรับ ไบรท์ตัน คืนนี้คือความงดงาม สำหรับ เชลซี คืนนี้คือบทเรียนที่เจ็บปวด และทั้งสองทีมจะต้องใช้ประสบการณ์จากคืนนี้เพื่อกำหนดทิศทางในช่วงท้ายของฤดูกาลที่กำลังจะถึง

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin