แฟนบอล "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คงนอนไม่ค่อยหลับกันสักเท่าไหร่หลังจบเกมเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เพราะทีมรักของพวกเขาบุกไปพ่ายให้กับ เชลซี คาถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไปด้วยสกอร์ 2-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 37 ทำให้สถานการณ์ของทีมจากย่านลอนดอนเหนือยังคงน่าเป็นห่วง และต้องลุ้นเอาตัวรอดจากการตกชั้นในนัดส่งท้ายฤดูกาลที่จะพบกับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์นี้แบบหนีตายกันเลยทีเดียว
ส่วน "สิงห์บลูส์" เชลซี ที่ฟอร์มในช่วงท้ายฤดูกาลเริ่มกลับมาดูดีขึ้น สามารถคว้าสามแต้มสำคัญในบ้านได้สำเร็จ และยังคงมีความหวังที่จะคว้าโควตาไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปในฤดูกาลหน้า ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ เอ็นโซ มาเรสก้า กุนซือชาวอิตาเลียนคนใหม่ของพวกเขาวางไว้ตั้งแต่ต้นซีซั่น
ความสำคัญของเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์

หลายคนอาจมองว่าเกมระหว่างเชลซีกับสเปอร์สที่ผ่านมาในนัดที่ 37 ของฤดูกาลนี้ เป็นแค่ดาร์บี้แมตช์ลอนดอนธรรมดา แต่ความจริงแล้วเกมนี้มีน้ำหนักมหาศาลสำหรับทั้งสองทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "ไก่เดือยทอง" ที่ฤดูกาลนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสรเลยทีเดียว
สเปอร์สต้องการสามแต้มจากเกมนี้เพื่อการันตีว่าพวกเขาจะรอดพ้นจากการตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพ ขณะที่เชลซีก็ต้องการชัยชนะไม่แพ้กัน เพราะถ้าหากพลาดท่าเสียแต้มในเกมนี้ ก็อาจหลุดจากการลุ้นโควตายุโรปได้เลย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ก่อนเกมเริ่ม บรรยากาศบนอัฒจันทร์สแตมฟอร์ด บริดจ์ จะดูคึกคักเป็นพิเศษ แฟนบอลเจ้าบ้านพร้อมส่งเสียงเชียร์อย่างเต็มที่เพื่อเป็นกำลังใจให้ลูกทีม
ฝั่งของ แอนจ์ ปอสเตโคกลู กุนซือชาวออสเตรเลียของสเปอร์ส ก็พยายามจัดทัพให้ดีที่สุด แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วงตลอดทั้งฤดูกาล แต่เขายังคงยึดมั่นในปรัชญาฟุตบอลของตัวเองที่เน้นการเล่นรุกแบบเอาเป็นเอาตาย ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ทีมเสียเปรียบในเกมที่ต้องเล่นแบบรอบคอบ
สำหรับเชลซีที่นำทัพโดย เอ็นโซ มาเรสก้า ฟอร์มในช่วงท้ายฤดูกาลเริ่มกลับมาดูเข้ารูปเข้ารอย แม้จะมีช่วงที่สะดุดไปบ้าง แต่ผู้เล่นในทีมก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำตามแผนการเล่นของกุนซือคนใหม่
เกมรุกดุเดือดในช่วงเปิดเกม
เสียงนกหวีดเปิดเกมดังขึ้นไม่ทันไร ทั้งสองทีมก็เริ่มต้นเกมด้วยจังหวะที่ดุเดือด ต่างฝ่ายต่างพยายามครองบอลและรุกเข้าใส่กันแบบไม่มีใครยอมใคร โดยสเปอร์สเป็นฝ่ายที่ได้โอกาสก่อนในช่วง 10 นาทีแรก เมื่อ มาติส แตล กองหน้าดาวรุ่งของพวกเขา ได้จังหวะโขกบอลเต็มศีรษะจากลูกครอสที่เปิดมาอย่างแม่นยำ น่าเสียดายที่บอลกลับพุ่งไปชนเสาประตูเข้าให้พอดี ทำให้แฟนบอลทีมเยือนถึงกับเอามือกุมหัวด้วยความเสียดาย
ช่วงเวลานั้นเองที่ทุกคนรู้สึกได้ว่าสเปอร์สมาด้วยใจสู้ พวกเขาเล่นเหมือนกับว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว และต้องการพิสูจน์ว่ายังคงสมควรอยู่ในลีกสูงสุดของอังกฤษ
อีกสามนาทีต่อมา เกมก็พลิกฝ่ายมาเป็นเชลซีที่ได้โอกาสบ้าง คราวนี้เป็น โคล พาลเมอร์ ดาวรุ่งสุดมหัศจรรย์ของทีม ที่บรรจบลูกครอสจากปีกขวาเข้าเต็มข้างเท้า บอลพุ่งฉวัดเฉวียนเหมือนกำลังจะลอดเข้าไปในตาข่ายอย่างแน่นอน แต่ อันโตนิน คินสกี้ ผู้รักษาประตูชาวเช็กของสเปอร์ส โชว์ฟอร์มอันยอดเยี่ยมพุ่งตัวปัดบอลออกไปได้แบบเหลือเชื่อ ทำให้แฟนบอลทั้งสองฝั่งต้องลุกขึ้นยืนปรบมือให้กับเซฟแห่งเกมในจังหวะนั้น
นี่ถือเป็นสิบกว่านาทีแรกที่เปิดเกมได้เร้าใจมาก และเป็นการบ่งบอกว่าเกมนี้จะไม่ใช่เกมที่น่าเบื่อแน่นอน แต่ละทีมมีความตั้งใจที่ชัดเจน และพร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อชัยชนะอย่างเต็มที่
ประตูเปิดเกมสุดงดงามของเอ็นโซ เฟร์นานเดซ
หลังจากที่ทั้งสองทีมต่างพลาดโอกาสกันมาในช่วงเปิดเกม ในที่สุดประตูแรกของเกมก็มาเยือนสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ในนาทีที่ 18 และเป็นประตูที่งดงามจริงๆ จากจังหวะการสวนกลับที่รวดเร็วและเฉียบขาดของเชลซี
จังหวะนั้น เปโดร เนโต้ ปีกชาวโปรตุกีสที่เพิ่งย้ายมาในซัมเมอร์ที่ผ่านมา เป็นคนเริ่มต้นเกมรุก เขาวิ่งฝ่าผู้เล่นสเปอร์สสองสามคนได้อย่างคล่องตัว ก่อนจะปั้นบอลส่งให้กับ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ มิดฟิลด์ทีมชาติอาร์เจนตินาที่กำลังลอยตัวอยู่โล่งๆ บริเวณกลางสนามด้านหน้าเขตโทษ
นี่คือจังหวะที่ทำให้แฟนเชลซีต้องตะลึง เพราะ เฟร์นานเดซ ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาจัดการซัดบอลจากระยะประมาณ 25 หลาทันที ลูกยิงของเขาพุ่งแหวกอากาศไปแบบที่ไม่มีใครสามารถสกัดได้ บอลพุ่งเสียบเข้าตาข่ายอย่างจัง ทำให้คินสกี้ที่พยายามอย่างเต็มที่ก็ยังไม่อาจกอบกู้สถานการณ์ได้
เสียงเฮดังกระหึ่มไปทั่วสแตมฟอร์ด บริดจ์ เฟร์นานเดซ วิ่งไปฉลองกับเพื่อนร่วมทีมอย่างสุดเหวี่ยง นี่คือประตูสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในเกมนี้ และเป็นการตอกย้ำว่าทำไมเขาถึงเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญที่สุดของทีม "สิงห์บลูส์" ในฤดูกาลนี้
หลังจากได้ประตูขึ้นนำ เชลซีก็เริ่มปรับเปลี่ยนแผนการเล่น พวกเขาเล่นแน่นอนขึ้น พยายามรักษาบอลไว้กับเท้า และไม่เปิดช่องว่างให้สเปอร์สได้สวนกลับมากนัก แผนนี้ทำงานได้ดีพอสมควร เพราะจนจบครึ่งแรกสกอร์ก็ยังคงเป็น 1-0 ตามที่เจ้าบ้านต้องการ
ครึ่งหลังที่สเปอร์สดิ้นรนตามตีเสมอ
เริ่มต้นครึ่งหลัง สเปอร์สที่รู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องบุกหาประตูตีเสมอ ก็ส่งทีมขึ้นมาเล่นในแดนเชลซีตั้งแต่ต้น แอนจ์ ปอสเตโคกลู สั่งให้ลูกทีมเร่งเครื่องเล่นแบบเปิดเกม ซึ่งแน่นอนว่าก็เปิดช่องให้เชลซีสวนกลับได้ในหลายจังหวะเช่นกัน
นาทีที่ 55 สเปอร์สได้โอกาสทองที่จะตีเสมอ เมื่อ ริชาร์ลิซอน ศูนย์หน้าชาวบราซิล ลอยตัวขึ้นโขกบอลจากลูกเตะมุมโดยไม่มีคนประกบในระยะใกล้ๆ บอลพุ่งหลุดเสาประตูออกไปแบบที่ทุกคนเห็นแล้วต้องร้องในใจว่า "นี่มันเป็นไปได้ยังไง" เพราะนี่เป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่สเปอร์สจะกลับมาในเกม
ในขณะเดียวกัน เชลซี ก็พยายามเล่นแบบแน่นอน รักษาบอลไว้ที่กลางสนามให้นานที่สุดเพื่อกินเวลา และรอจังหวะสวนกลับเมื่อสเปอร์สเสียบอลในแดนของพวกเขา แต่ในช่วงนี้ก็ยังไม่มีจังหวะไหนที่อันตรายมากพอจะทำเป็นประตูได้
นาทีต่อๆ มา สเปอร์สครองบอลได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับสร้างโอกาสได้ไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเชลซียืนสกัดได้แน่นหนา และผู้เล่นแนวรับของพวกเขาเล่นด้วยสมาธิที่ดี ปอสเตโคกลูเริ่มมีท่าทีกระวนกระวายข้างสนาม และตัดสินใจเปลี่ยนตัวผู้เล่นในช่วงกลางครึ่งหลังเพื่อเพิ่มกำลังในแดนหน้า
แต่ก่อนที่การเปลี่ยนตัวเหล่านั้นจะส่งผลใดๆ เชลซีก็ได้ประตูที่สองที่ทำให้แฟนบอลสเปอร์สเครียดเป็นสองเท่าทันที
ประตูสำคัญของซานโตสที่ตอกย้ำชัยชนะ
นาทีที่ 67 เป็นนาทีที่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมทั้งฤดูกาลของสเปอร์สเลยก็ว่าได้ จังหวะนั้น เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ที่กำลังเล่นได้ดีเยี่ยมในเกมนี้ ก็โชว์ฟอร์มอีกครั้ง คราวนี้เขาเปลี่ยนบทบาทจากผู้ทำประตูมาเป็นผู้สร้างสรรค์เกมแทน
เฟร์นานเดซ ครองบอลในตำแหน่งกลางสนามอย่างมั่นใจ ก่อนจ่ายบอลเฉียบขาดทะลุแนวรับสเปอร์สไปให้กับ ซานโตส ที่ยืนรออยู่บริเวณ 6 หลา ในตำแหน่งที่ไม่มีกองหลังคนไหนประกบอยู่เลย จังหวะนี้ทำให้แฟนบอลสเปอร์สถึงกับร้องอ๊ะ เพราะรู้ทันทีว่าโอกาสนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นประตูแน่นอนแล้ว
ซานโตส ที่อยู่ในตำแหน่งสบายๆ จัดการซัดบอลเข้าประตูไปแบบสบายๆ ผู้รักษาประตูสเปอร์สแทบไม่มีโอกาสได้ขยับเลย บอลลอยข้ามตัวเขาเข้าไปกองที่ก้นตาข่ายอย่างเหลือเชื่อ
เชลซีนำ 2-0 และดูเหมือนว่าเกมจะจบลงแล้ว เพราะการที่สเปอร์สจะต้องยิงสองประตูในเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึง 25 นาที กับแนวรับที่แข็งแกร่งของเชลซีนั้น ดูเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ
แฟนบอลเจ้าบ้านในสแตมฟอร์ด บริดจ์ฉลองกันอย่างสนุกสนาน หลายคนเริ่มร้องเพลงเชียร์ทีมรักของตัวเอง และเริ่มเชื่อมั่นว่าเชลซีจะคว้าชัยชนะในเกมนี้ได้แน่นอน ขณะที่แฟนบอลสเปอร์สที่เดินทางมาให้กำลังใจในวันนั้นต่างเงียบลงไปทันที บางคนถึงกับนั่งกุมหัวด้วยความผิดหวัง
จังหวะตีไข่แตกที่ทำให้ความหวังกลับมา
แม้ว่าสถานการณ์จะดูเลวร้ายมาก แต่สเปอร์สก็ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขายังคงพยายามบุกหาประตูต่อไป โดยรู้ดีว่าทุกประตูที่ทำได้นั้นมีค่ามหาศาลในแง่ของผลต่างประตูที่อาจมีผลต่อการลุ้นหนีตกชั้นในเกมสุดท้าย
นาทีที่ 73 ในที่สุดความพยายามของพวกเขาก็ได้ผล จังหวะนั้น ป๊าบ มาตาร์ ซาร์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งชาวเซเนกัล ที่กำลังเล่นด้วยพลังงานเต็มเปี่ยม จัดการตอกส้นเท้าอย่างฉลาดให้กับ ริชาร์ลิซอน ที่ยืนอยู่โล่งๆ ในบริเวณกรอบเขตโทษ
ริชาร์ลิซอน ที่พลาดโอกาสไปก่อนหน้านี้ในครึ่งหลัง คราวนี้ไม่ทำให้แฟนบอลของเขาผิดหวัง เขาจัดการส่งบอลเข้าไปกองที่ก้นตาข่ายแบบเย็นๆ ทำให้สเปอร์สไล่ตามมาเป็น 1-2 และความหวังในการตามตีเสมอก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
ประตูนี้เป็นประตูที่สำคัญสำหรับริชาร์ลิซอนเป็นพิเศษ เพราะเขาเองก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วงตลอดฤดูกาลในเรื่องของการทำประตู ดังนั้นการได้ประตูในเกมสำคัญเช่นนี้น่าจะช่วยเรียกความมั่นใจของเขากลับคืนมาได้บ้าง
หลังจากได้ประตู สเปอร์สก็เร่งเครื่องบุกอย่างหนักหน่วงเพื่อหวังตีเสมอให้ได้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ปอสเตโคกลู สั่งให้ลูกทีมเพิ่มจังหวะการเล่น และส่งกองหน้าเข้าไปเพิ่มในแดนหน้า แต่เชลซีก็ตั้งใจเล่นรับอย่างเต็มที่ พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้สเปอร์สสร้างโอกาสได้ง่ายๆ
ช่วงท้ายเกมที่เร้าใจจนนาทีสุดท้าย
สิบกว่านาทีสุดท้ายของเกมเป็นช่วงเวลาที่ทำเอาแฟนบอลทั้งสองฝั่งลุ้นจนแทบจะหายใจไม่ทั่วท้อง สเปอร์สบุกเต็มสูบ เปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษเชลซีอย่างต่อเนื่อง ส่วนเชลซีก็พยายามรักษาผลการแข่งขันไว้ให้ได้
มีหลายจังหวะที่สเปอร์สดูเหมือนจะได้ประตู แต่บางครั้งก็พลาด บางครั้งก็โดนสกัดได้อย่างหวุดหวิด แนวรับของเชลซีนำโดย เลอวี โคลวิลล์ และ มาร์ก กูกู เล่นได้อย่างมีสมาธิ พวกเขาไม่ปล่อยให้ตัวเองหลุดจากตำแหน่ง และพยายามเคลียร์บอลออกจากพื้นที่อันตรายตลอดเวลา
เชลซี ยังพยายามครองบอลในช่วงท้ายเกมเพื่อกินเวลา พวกเขาเล่นบอลกันระหว่างกองหลังและผู้รักษาประตูในจังหวะที่บอลตาย ทำให้สเปอร์สเสียจังหวะในการตามไล่บอล นี่เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันบ่อยในเกมที่ทีมต้องการรักษาผลการแข่งขัน
ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ผู้ตัดสินให้เพิ่มเวลาอีกประมาณ 5 นาที ทำให้สเปอร์สมีเวลามากขึ้นในการพยายามตีเสมอ พวกเขาบุกเต็มสูบ ส่งทั้งกองหลังขึ้นไปร่วมเล่นในแดนเชลซี แต่ก็ยังไม่สามารถหาทางทะลวงแนวรับเจ้าบ้านได้
เสียงนกหวีดยาวดังขึ้นในที่สุด เชลซีคว้าชัยชนะ 2-1 ทำให้แฟนบอลในสแตมฟอร์ด บริดจ์ฉลองกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่ผู้เล่นสเปอร์สหลายคนนั่งคุกเข่าลงบนพื้นสนามด้วยความผิดหวัง พวกเขารู้ดีว่าตอนนี้พวกเขายังไม่ปลอดภัยจากการตกชั้น และต้องลุ้นกันต่อในเกมสุดท้ายของฤดูกาล
ผลงานเด่นและตัวเลขที่น่าสนใจของเกมนี้
ในแง่ของสถิติเกมนี้ เชลซีครองบอลได้มากกว่าเล็กน้อยที่ประมาณ 55% ต่อ 45% แต่ที่น่าสนใจคือเรื่องของลูกยิงเข้ากรอบที่เชลซีทำได้ดีกว่า สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการสร้างโอกาสที่ดีกว่าของทีมเจ้าบ้าน
เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ได้รับการยกย่องให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของเกม ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นทั้งในแง่ของการทำประตูและการแอสซิสต์ เขาคือผู้เล่นที่สร้างความแตกต่างให้กับเกมนี้อย่างแท้จริง นี่ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของเขาในฤดูกาลนี้ และเป็นการตอกย้ำว่าเขาคือมิดฟิลด์ระดับโลกที่เชลซีคุ้มค่ากับการทุ่มเงินซื้อตัวมา
ซานโตส แม้จะได้เพียงประตูเดียวจากตำแหน่งที่ดูง่าย แต่ก็ถือเป็นประตูที่สำคัญมากสำหรับทีม ส่วน เปโดร เนโต้ ก็เล่นได้ดีในตำแหน่งปีก แม้จะไม่ได้ทำประตูหรือแอสซิสต์โดยตรง แต่การเข้าไปสร้างความปั่นป่วนในแดนสเปอร์สของเขาก็มีส่วนสำคัญในการทำประตูแรก
ฝั่งสเปอร์ส ริชาร์ลิซอน ทำประตูตีไข่แตกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นประตูสำคัญในแง่ของการลุ้นหนีตกชั้น เพราะลูกที่ได้คืนมานี้อาจมีผลต่อผลต่างประตูในการคำนวณอันดับสุดท้ายของฤดูกาล ป๊าบ มาตาร์ ซาร์ ก็เล่นได้ดีในตำแหน่งกลางสนาม การตอกส้นแอสซิสต์ให้ริชาร์ลิซอนเป็นจังหวะที่ฉลาดและสร้างสรรค์
อันโตนิน คินสกี้ ผู้รักษาประตูของสเปอร์ส ก็โชว์ฟอร์มได้ดีในหลายจังหวะ แม้จะเสียประตูไปสองลูก แต่ถ้าไม่ใช่เซฟอันยอดเยี่ยมของเขาในจังหวะที่โคล พาลเมอร์ บรรจบบอลในช่วงครึ่งแรก เกมนี้อาจจบลงด้วยสกอร์ที่ขาดกว่านี้ก็ได้
สถานการณ์ตอนนี้และความหวังของทั้งสองทีม
ผลการแข่งขันในเกมนี้ทำให้สถานการณ์ของทั้งสองทีมแตกต่างกันอย่างชัดเจน เชลซี ขยับขึ้นมาในตำแหน่งที่ดีขึ้นในการลุ้นโควตาฟุตบอลถ้วยยุโรปสำหรับฤดูกาลหน้า ไม่ว่าจะเป็นแชมเปี้ยนส์ลีก หรือยูโรปาลีก ขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันของทีมอื่นๆ ในเกมสุดท้าย
สำหรับ เอ็นโซ มาเรสก้า นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของฤดูกาลที่เขาเข้ามาคุมทีม เพราะหากเชลซีสามารถจบฤดูกาลด้วยการได้โควตายุโรป มันจะเป็นการพิสูจน์ว่าทิศทางที่เขานำพาทีมไปนั้นถูกต้อง และเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับฤดูกาลหน้าที่จะมีงานหนักรออยู่
ส่วนสเปอร์ส สถานการณ์ตอนนี้น่าเป็นห่วงมาก พวกเขาต้องเดินทางไปพบกับเวสต์แฮม ในเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่จะเล่นในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งเวสต์แฮม เองก็มีเหตุผลที่จะเล่นเต็มที่ เพราะแม้จะปลอดภัยจากการตกชั้นแล้ว แต่ก็ยังคงอยากจะจบฤดูกาลด้วยผลงานที่ดี
แอนจ์ ปอสเตโคกลู ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมาก เพราะแม้จะมีแฟนบอลส่วนหนึ่งที่ยังสนับสนุนเขา แต่ก็มีอีกหลายคนที่เรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสเปอร์สตกชั้นในเกมสุดท้าย ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ปอสเตโคกลู ยืนยันในการแถลงข่าวหลังเกมว่าเขายังเชื่อมั่นในตัวลูกทีม และเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถเอาตัวรอดได้ในเกมสุดท้าย "เรารู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ดี แต่ผมเชื่อในผู้เล่นของผม พวกเขามีคุณภาพ และพวกเขาจะสู้จนถึงนาทีสุดท้าย" คือสิ่งที่เขากล่าวกับสื่อหลังจบเกม
บทวิเคราะห์เกมและเส้นทางสู่เกมตัดสินชะตา
ถ้ามองในแง่ของแทคติกในเกมนี้ ต้องบอกว่า เอ็นโซ มาเรสก้า วางแผนการเล่นได้ดีกว่า ปอสเตโคกลู อย่างเห็นได้ชัด เชลซีรู้จุดแข็งของตัวเองและใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มที่ พวกเขาให้ความสำคัญกับการสวนกลับที่รวดเร็ว ใช้ความเร็วของผู้เล่นปีกอย่าง เปโดร เนโต้ และโคล พาลเมอร์ ในการสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับสเปอร์ส
ขณะเดียวกัน การที่มี เอ็นโซ เฟร์นานเดซ คอยควบคุมจังหวะเกมที่กลางสนามก็ทำให้เชลซีสามารถสลับการเล่นได้อย่างยืดหยุ่น บางครั้งก็ครองบอลแน่นๆ บางครั้งก็เร่งเครื่องบุกเร็ว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ฝั่งสเปอร์ส แม้จะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะขาดไอเดียในการทะลวงแนวรับเชลซีในเกมนี้ พวกเขาบุกหนัก แต่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ และยังเสียประตูจากความผิดพลาดในการเล่นเกมรับเองด้วย ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาที่สเปอร์สเจออยู่ตลอดทั้งฤดูกาล
สำหรับเกมสุดท้ายที่จะเจอกับเวสต์แฮม สเปอร์สจำเป็นต้องปรับปรุงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเกมรับที่ต้องมีสมาธิมากกว่านี้ และการสร้างโอกาสในเกมรุกที่ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ความกดดันก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เล่นทุกคนต้องรับมือให้ได้ การลงเล่นในเกมที่ชี้ขาดอนาคตของสโมสรไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับผู้เล่นที่ยังอายุน้อยและไม่เคยมีประสบการณ์ในเกมแบบนี้มาก่อน
ส่วนเชลซี เกมสุดท้ายของพวกเขาจะมีความสำคัญไม่แพ้กัน หากต้องการคว้าโควตาฟุตบอลถ้วยยุโรป พวกเขาต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองหลุดจากจังหวะที่ดี ต้องเล่นด้วยสมาธิเดียวกันกับที่แสดงในเกมนี้ และต้องหวังว่าผลการแข่งขันของทีมคู่แข่งจะเป็นไปในทางที่พวกเขาต้องการ
ในแง่ของแฟนบอล นี่คือสุดสัปดาห์ที่จะตึงเครียดและเร้าใจที่สุดของฤดูกาลพรีเมียร์ลีก ทุกแมตช์มีความหมาย ทุกประตูมีค่า และทุกนาทีของเกมจะเต็มไปด้วยอารมณ์ที่เข้มข้น สำหรับแฟนบอลสเปอร์ส คงต้องเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ส่วนแฟนบอลเชลซีก็คงจะลุ้นไปด้วยใจที่เต้นแรงไม่แพ้กัน
สิ่งที่แน่นอนคือ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้กำลังจะปิดฉากลงด้วยความตื่นเต้นจนนาทีสุดท้าย และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร มันจะเป็นเรื่องที่แฟนบอลทั่วโลกจะจดจำไปอีกนานเลยทีเดียว เพราะสเปอร์สที่เป็นทีมระดับท็อปของลีกมาตลอด จู่ๆ กลับต้องมาลุ้นหนีตกชั้นเป็นเรื่องที่แทบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
ตอนนี้ก็ได้แต่รอดูว่าเกมสุดท้ายในวันอาทิตย์นี้ ทั้ง "ไก่เดือยทอง" และ "สิงห์บลูส์" จะสามารถบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้หรือไม่ ทั้งสองทีมต้องเล่นเต็มที่ และต้องหวังว่าโชคจะเข้าข้างพวกเขา เพราะฟุตบอลก็เป็นเช่นนี้ บางครั้งฝีมืออย่างเดียวก็ยังไม่พอ ต้องมีโชคและจังหวะที่ดีด้วยถึงจะประสบความสำเร็จ