โดกู โชว์ทั้งเลี้ยงทั้งยิงช่วย เรือ ไล่ล่าแชมป์ พรีเมียร์ลีก

เจเรมี โดกู (Jeremy Doku) เคยพูดไว้เมื่อเดือนก่อนว่า หากเขาต้องการถูกยกไปอยู่ในบทสนทนาของปีกระดับโลก เขาจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนประตูให้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง หรือสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนที่เปลี่ยนจังหวะสำคัญให้กลายเป็นชัยชนะได้ด้วยตัวเองโดยในเวลานี้ผลงานล่าสุดของปีกทีมชาติ เบลเยียม คนนี้ กำลังกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่หลุดจากเส้นทางลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะฟอร์มโดดเด่นในเกมที่ทีมเปิดบ้านเอาชนะ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) 3-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในเกมดังกล่าว โดกู เป็นคนยิงประตูขึ้นนำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังจากใช้ความเร็วและความคล่องตัวตัดจากริมเส้นเข้ากลาง ก่อนปั่นบอลด้วยความมั่นใจเข้าไปอย่างสวยงาม ซึ่งลูกนี้ก็คล้ายกับที่เขายิงได้ในเกมที่พบกับ เอฟเวอร์ตัน ที่จบลงด้วยผลเสมอไป 3-3 และทำให้สถานการณ์การลุ้นแชมป์ของทีมนั้นลำบากอยู่ในเวลานี้ ก่อนหน้านี้เขา โดกู ก็ยิงประตู เซาแธมป์ตันในลักษณะ เดียวกันเป็นประตู ที่ช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เมื่อมองภาพรวม 6 นัดหลังสุด โดกู มีส่วนร่วมกับประตูถึง 7 ครั้ง แบ่งเป็น 5 ประตู และ 2 แอสซิสต์ ซึ่งเท่ากับผลงานรวมที่เขาทำได้ตลอด 24 นัดก่อนหน้านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า เขากำลังพัฒนาจากผู้เล่นสายสร้างสีสัน ไปเป็นผู้เล่นที่ตัดสินผลการแข่งขันได้จริง

เป๊ป ยก โดกูพัฒนาโหดช่วย เรือใบยังอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์ต่อไป

โดกูยิงช่วยเรือใบ 3-0

เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวถึงพัฒนาการของลูกทีมว่า หากนักเตะต้องการเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น เขาต้องสามารถชนะเกมได้ด้วยตัวเอง การเปิดบอลสวย ๆ ให้เพื่อนทำประตูเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับนักเตะระดับสูง เพราะผู้เล่นตัวใหญ่ต้องกล้ารับผิดชอบในจังหวะสำคัญ ต้องยิงประตู และต้องเป็นคนที่พาทีมผ่านช่วงเวลายากลำบาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยังยกตัวอย่างเกมกับ เอฟเวอร์ตัน ว่า ประตูตีเสมอ 3-3 ของ โดกู มาจากเท้าขวา ส่วนอีกประตูในเกมเดียวกันมาจากเท้าซ้าย นั่นแสดงให้เห็นว่าเขากำลังก้าวขึ้นไปอีกระดับ และเริ่มประกาศตัวว่า “ผมคือ เจเรมี โดกู และผมจะเป็นคนชนะเกมให้ทีมเอง” ซึ่งเป็นทัศนคติที่นักเตะระดับท็อปจำเป็นต้องมี หลังเกม โดกู ให้สัมภาษณ์กับ บีบีซี แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ ว่า เขาเป็นนักเตะที่เล่นด้วยสัญชาตญาณอยู่แล้ว วันนี้ทุกอย่างกำลังออกมาดี ประตูเริ่มมา และแม้หลายคนอาจมองว่าเขาเปลี่ยนไป แต่เจ้าตัวยืนยันว่า เขาไม่ได้กลายเป็นนักเตะคนใหม่ เพียงแต่สิ่งที่ทำมาตลอดเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น หลายฝ่ายมองว่า นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ โดกู นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะเขายิงได้ 3 นัดติดต่อกันรวมทุกรายการเป็นครั้งแรกในสีเสื้อ เรือใบสีฟ้า เกมกับ เบรนท์ฟอร์ด เขาสร้างปัญหาให้ ไมเคิล คาโยเด (Michael Kayode) แบ็กขวาของทีมเยือนอย่างหนัก ตลอดทั้งเกม โดกู ใช้ทั้งความเร็ว การหยุดบอลแบบฉับพลัน และการเปลี่ยนทิศทางที่คาดเดายาก เล่นงานแนวรับคู่แข่งจนแทบรับมือไม่ไหว ความจริงเขาเกือบยิงได้ตั้งแต่นาทีแรก ๆ ด้วยซ้ำ แต่ถูก ควิวิน เคลเลเฮอร์ (Caoimhin Kelleher) ป้องกันไว้ได้ แอชลีย์ วิลเลียมส์ (Ashley Williams) อดีตกองหลังทีมชาติ เวลส์ ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์เกมให้ บีบีซี กล่าวว่า นี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดของ เจเรมี โดกู เท่าที่เคยเห็นมา เขามองจากมุมของกองหลังว่า หากต้องเจอกับ โดกู ในฟอร์มแบบนี้ ก็คงไม่แน่ใจว่าจะหยุดเขาอย่างไร เพราะเขาแข็งแกร่งทางร่างกาย ไปได้ทั้งซ้ายและขวา มีอัตราเร่งที่น่ากลัว และยังมีจังหวะชะลอความเร็วที่ทำให้กองหลังเสียจังหวะได้ง่าย วิลเลียมส์ ยังเสริมว่า คาโยเด เป็นผู้เล่นที่เขาให้คะแนนสูง แต่ในเกมนี้ก็ยังรับมือ โดกู ไม่ได้ พร้อมยกให้ปีกของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ฟอร์มดีที่สุดของ พรีเมียร์ลีก ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้าน แดเนียล สเตอร์ริดจ์ (Daniel Sturridge) อดีตกองหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวผ่าน สกาย สปอร์ตส์ ว่า โดกู ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ประตูที่ยิงใส่ เบรนท์ฟอร์ด เป็นการจบสกอร์ที่งดงาม และดูเหมือนว่านี่กำลังกลายเป็นท่าประจำของเขา การฝึกซ้อมซ้ำ ๆ เริ่มแสดงผลออกมาในสนามจริง เขาดูเฉียบคมขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้น และมีความมั่นใจมากขึ้นในพื้นที่อันตราย สเตอร์ริดจ์ มองว่า ความมั่นใจคือหัวใจสำคัญของผู้เล่นเกมรุก หากเริ่มลังเลเมื่ออยู่ในจังหวะตัดสินใจ ก็ยากที่จะสร้างความแตกต่าง แต่ตอนนี้ โดกู ดูเหมือนกำลังคิดว่า “ผมทำได้ ผมยิงได้” และความเชื่อนั้นกำลังผลักดันให้เกมของเขาเติบโตขึ้น

สถิติในเกม เบรนท์ฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำความยอดเยี่ยมของ โดกู ในเวลานี้

สถิติในเกมกับ เบรนท์ฟอร์ด ยังน่าสนใจ เพราะ โดกู กลายเป็นเพียงผู้เล่นคนที่ 3 ใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ที่สร้างโอกาสได้ 6 ครั้งขึ้นไป และเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จ 6 ครั้งขึ้นไปในเกมเดียว ต่อจาก บูกาโย ซากา (Bukayo Saka) และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน (Elliot Anderson) คีธ แอนดรูว์ส (Keith Andrews) ผู้จัดการทีมของทีมคู่แข่งอย่าง เบรนท์ฟอร์ด  ยอมรับว่า โดกู คือความอันตรายที่ทาง แมนฯ ซิตี้ มีและใช้คุกคามลูกทีมของเขา และสุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปอย่างที่เห็น การเลี้ยงจี้เข้าหา รวมถึงการยิงประตู มองเผินๆ เหมือนจะปิดเขาอยู่สุดท้าย โดกู ก็เป็นคนตัดสินเกมนี้อย่างที่ทุกคนได้เห็นโดยประตู โดกู อุทิศให้คุณพ่อของเขาที่จากไปก่อนหน้าเกมนี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางลุ้นแชมป์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่ได้อยู่ในมือของตัวเองทั้งหมด หลายฝ่ายมองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของฤดูกาลอาจอยู่ที่เกมที่ อาร์เซนอล ต้องบุกไปเยือน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์ หากทีมของ มิเกล อาร์เตตา (Mikel Arteta) บุกไปชนะได้ แชมป์ พรีเมียร์ลีก ก็แทบจะอยู่ในมือของพวกเขา เพราะโปรแกรมที่เหลือคือการพบกับ เบิร์นลีย์ ที่ตกชั้นไปแล้ว และปิดท้ายกับ คริสตัล พาเลซ ซึ่งยังต้องไปเล่นรอบชิงชนะเลิศ ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก แต่ถ้า อาร์เซนอล สะดุด เสมอ หรือแพ้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ประตูแห่งความหวังของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเปิดขึ้นอีกครั้ง โดยทีมของ กวาร์ดิโอลา ยังมีโปรแกรมพบกับ คริสตัล พาเลซ , บอร์นมัธ และ แอสตัน วิลลา รออยู่ เมื่อถูกถามว่าจะดูเกมของ อาร์เซนอล หรือไม่ กวาร์ดิโอลา ตอบกับ บีบีซี เรดิโอ 5 ไลฟ์ ว่า พี่สาวของเขาเดินทางมาเยี่ยม และไม่ได้เจอกันมานาน แต่ถ้าเขาอยู่บ้าน แน่นอนว่าจะเปิดดู เพราะเขาชอบฟุตบอล เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) ซึ่งยิงรวมให้สโมสรและทีมชาติครบ 50 ประตู กล่าวว่า นักเตะในทีมไม่ควรคิดถึงเรื่องลุ้นแชมป์มากเกินไป แต่เขายอมรับว่าจะเปิดการแจ้งเตือนในโทรศัพท์เพื่อติดตามผลเกมระหว่าง อาร์เซนอล กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ส่วน กวาร์ดิโอลา ปิดท้ายงานแถลงข่าวหลังเกมด้วยประโยคขำ ๆ ว่า “Come on you Irons” พร้อมทำท่ากางแขนเป็นสัญลักษณ์ของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เหนือศีรษะ เพราะเขารู้ดีว่า หาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องการรักษาความหวังในการลุ้นแชมป์ไว้ พวกเขาจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากทีมของ นูโน เอสปิริโต ซานโต (Nuno Espirito Santo) ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล โดกู อาจไม่ได้เป็นเพียงปีกที่สร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการไล่ล่าแชมป์ พรีเมียร์ลีก และหากประตูของเขายังมาอย่างต่อเนื่อง บางทีคำถามว่าเขาอยู่ในกลุ่มปีกระดับโลกหรือยัง อาจไม่ต้องรอคำตอบนานนัก

อาร์เซนอลกับชัยชนะแบบที่อาจพาพวกเขาไปถึงแชมป์

เกมที่สนาม Amex Stadium ระหว่าง Brighton & Hove Albion และ Arsenal กลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในฤดูกาลนี้ เมื่อทีมของ มิเกล อาร์เตตา คว้าชัยชนะ 1-0 จากประตูตั้งแต่ต้นเกมของ Bukayo Saka

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้อาร์เซนอลนำจ่าฝูงของ Premier League เพิ่มเป็น 7 คะแนน ซึ่งอาจกลายเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาของการลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้

เสียงวิจารณ์เรื่องแท็กติกและ “Dark Arts”

อย่างไรก็ตาม เกมดังกล่าวไม่ได้จบลงด้วยคำชม แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์ โดยเฉพาะจากกุนซือไบรท์ตัน Fabian Hurzeler

เขามองว่าในเกมนี้มีเพียงทีมเดียวที่พยายามเล่นฟุตบอลจริง ๆ และยังวิจารณ์แท็กติกของอาร์เซนอลว่าใช้การถ่วงเวลาและวิธีการที่ไม่สวยงามเพื่อรักษาสกอร์

ขณะที่ฝั่ง Mikel Arteta ก็ออกมาตอบโต้แบบประชดว่าเขาไม่แปลกใจกับคำวิจารณ์ลักษณะนี้ เพราะเกิดขึ้นกับทีมของเขาอยู่บ่อยครั้ง

เกมที่ “ชนะอย่างไม่สวยงาม”

Arsenals victory could potentially

ตัวเลขสถิติสะท้อนภาพของเกมได้ชัดเจน อาร์เซนอลมีค่า xG ในครึ่งแรกเพียง 0.01 และทั้งเกมมีโอกาสยิงตรงกรอบน้อยมาก โดยต้องรอจนถึงนาทีที่ 88 กว่าที่ Kai Havertz จะสร้างโอกาสยิงตรงกรอบครั้งที่สองให้ทีม

ชัยชนะครั้งนี้ยังเป็นครั้งที่ 10 ในฤดูกาลที่อาร์เซนอลชนะด้วยผลต่างเพียงประตูเดียว แสดงให้เห็นถึงสไตล์การเล่นที่เน้นผลการแข่งขันมากกว่าความสวยงาม

เส้นทางสู่แชมป์ที่อาจไม่เป็นที่รัก

แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องวิธีการเล่น แต่ในโลกของการแข่งขัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผลลัพธ์ หากอาร์เซนอลสามารถรักษาฟอร์มแบบนี้ได้จนจบฤดูกาล พวกเขาอาจคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 22 ปี

ในที่สุดแล้ว การลุ้นแชมป์ไม่ใช่เรื่องของความนิยม แต่เป็นเรื่องของความแข็งแกร่ง ความสม่ำเสมอ และความสามารถในการคว้าชัยในวันที่ทีมเล่นได้ไม่ดี ซึ่งอาร์เซนอลกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาทำสิ่งนั้นได้จริง ๆ

การทดลองใหม่ของอาร์เซนอล กับบทบาทหมายเลข 10

ฤดูกาลนี้ Arsenal ต้องเผชิญปัญหานักเตะถอนตัวก่อนแข่งหลายครั้ง และเกมกับวีแกนก็เช่นกัน เมื่อริคคาร์โด คาลาฟิออรีไม่สามารถลงสนามได้ในช่วงวอร์มอัพ ทำให้ Mikel Arteta จำเป็นต้องปรับระบบแบบกะทันหัน
ยิ่งไปกว่านั้น แดนกลางของทีมยังขาดตัวหลักอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด, ไค ฮาแวร์ตซ์ และมิเกล เมริโน ที่บาดเจ็บทั้งหมด ส่งผลให้อาร์เตตาต้องหาทางออกใหม่ในเชิงแท็กติก เพื่อรักษาสมดุลเกมรุกและเกมรับไปพร้อมกัน

การขยับซากาเข้าสู่บทบาทหมายเลข 10

การตัดสินใจสำคัญในเกมนี้คือการขยับ Bukayo Saka จากตำแหน่งปีกเข้าสู่บทบาทหมายเลข 10
ขณะที่ไมล์ส ลูอิส-สเคลลีย์ถูกถอยไปยืนแบ็กซ้าย ซากาถูกมอบหน้าที่เชื่อมเกมรุกจากตรงกลางสนาม เป็นการปรับที่แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ ซึ่งอาร์เตตามักเปลี่ยนตัวแบบตรงตำแหน่ง
นี่อาจเป็นสัญญาณถึง “วิวัฒนาการ” รูปแบบใหม่ของเกมรุกอาร์เซนอล ที่ไม่ได้ยึดติดกับปีกแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว

 บทบาทใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับซากา

การทดลองใหม่ของอาร์เซนอล

แม้ซากาจะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในปีกที่ดีที่สุดในโลก แต่เขาเคยเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางมาแล้วในฤดูกาล 2020 ช่วงล็อกดาวน์ โดยเคยทำแอสซิสต์และยิงชนคานในเกมกับไบรท์ตัน
จุดเด่นของซากาคือการคอนโทรลบอลในพื้นที่แคบ การเลี้ยงหลบแรงกดดัน และการตัดสินใจรวดเร็ว คุณสมบัติเหล่านี้เหมาะกับบทบาทหมายเลข 10 อย่างยิ่ง
แม้ตัวเลขฤดูกาลนี้จะอยู่ที่ 7 ประตู และ 7 แอสซิสต์จาก 33 นัดในทุกรายการ แต่ศักยภาพของเขายังเปิดกว้างต่อการพัฒนาในบทบาทใหม่

สัญญาณถึงทิศทางเกมรุกของอาร์เซนอลในอนาคต

การใช้งานซากาในตำแหน่งหมายเลข 10 ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สะท้อนแนวคิดของอาร์เตตาที่ต้องการความยืดหยุ่นในทีม
หากมิดฟิลด์ตัวหลักกลับมาฟิตสมบูรณ์ ซากาอาจยังคงถูกใช้เป็นปีกเหมือนเดิม แต่เกมนี้แสดงให้เห็นว่าเขามีศักยภาพจะเป็นแกนกลางเกมรุกได้เช่นกัน
นี่อาจเป็นอีกหนึ่งอาวุธใหม่ของอาร์เซนอลในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล และเป็นทางเลือกสำคัญเมื่อทีมต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บหรือคู่แข่งที่อุดเกมริมเส้นอย่างเข้มข้น

อังกฤษ ใกล้สมบูรณ์แบบเมื่อทัพ "สิงโตคำราม" เดินหน้าถล่มประตูแบบไร้ผู้ต้าน

ในช่วงเวลาที่การแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติเข้มข้นขึ้น ทีมชาติ อังกฤษ ภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) กลายเป็นทีมที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในทวีปยุโรป หลังจากโชว์ฟอร์มสุดแกร่งด้วยสถิติชนะรวด 7 นัด ยิงไปถึง 20 ประตู โดยไม่เสียแม้แต่ลูกเดียว ซึ่งถือเป็นผลงานที่ยากจะลอกเลียน และกำลังผลักดันให้ อังกฤษ เข้าใกล้สถิติใหม่ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรปมากขึ้นทุกที แมตช์ตัดสินที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์นี้กับ อัลเบเนีย จะเป็นบททดสอบสำคัญ หาก อังกฤษ คว้าชัยและไม่เสียประตู พวกเขาจะกลายเป็นทีมชาติยุโรปทีมแรกที่ลงเล่นรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกอย่างน้อย 6 นัด และชนะทั้งหมดโดยไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว นับเป็นความสมบูรณ์แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์

เส้นทางลุ้นสถิติโลก  เมื่อ อังกฤษ  เดินหน้าไล่ยิงอย่างเหนือชั้น

saka goal

จากอดีตที่ร้อนแรงจนถึงปัจจุบัน อังกฤษ เคยมีช่วงเวลาที่ต้องดิ้นรนเพื่อไปฟุตบอลโลก แต่ยุคหลังมานี้ รูปแบบการแข่งขันที่พัฒนาขึ้น รวมถึงศักยภาพของนักเตะ ทำให้ อังกฤษ กลายเป็นหนึ่งในทีมที่ผ่านรอบคัดเลือกได้อย่างง่ายดายแทบทุกครั้ง หลังจากพลาดโอกาสไปเล่นฟุตบอลโลกปี 1994 ที่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ก็ไม่เคยพลาดการเข้าร่วมอีกเลย พวกเขายืนหยัดในฐานะทีมใหญ่ของยุโรป และกลายเป็นผู้เข้าร่วมฟุตบอลโลกต่อเนื่องยาวนานถึง 8 สมัยติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทัพ "สิงโตคำราม" ทำในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกปีนี้ ถือเป็นอีกระดับที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านรูปเกม ความดุดัน และความมั่นคงในเกมรับ ซึ่งยอดเยี่ยมจนเกินกว่าที่เคยมีมาในอดีต ในประวัติศาสตร์การแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกของทีมจากยุโรป การชนะรวดทุกนัดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แม้จะไม่นับยุคแรก ๆ ที่ทีมชาติยุโรปลงเล่นเพียงไม่กี่นัดก็ตาม ผู้ที่เคยสร้างสถิติชนะ 100% มีเพียง เยอรมนี (Germany) ในปี 2018, สเปน (Spain), เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) ในปี 2010 และ เยอรมนีตะวันตก (West Germany) ในปี 1982 เท่านั้น

อังกฤษ ในยุคของ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) อาจกลายเป็นทีมถัดไป และอาจทำได้เหนือกว่าด้วยการไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาก่อน นอกจาก อังกฤษ แล้ว ทีมชาติ สเปน ของกุนซือ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ (Luis de la Fuente) ก็ทำผลงานได้ใกล้เคียง โดยชนะรวดและยังไม่เสียประตูเช่นเดียวกัน ส่วน นอร์เวย์ ก็ยังอยู่บนเส้นทางที่อาจปิดรอบคัดเลือกด้วยชัยชนะ 100% อดีตเคยเล่าขานว่า การผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกของ อังกฤษ ไม่เคยง่าย นักเตะต้องสู้สุดใจในหลายยุค ตั้งแต่การต่อสู้ของ เทอร์รี บุตเชอร์ (Terry Butcher) กับใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดในปี 1989 นัดเจอ สวีเดน ไปจนถึงลูกฟรีคิกในตำนานของ เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham) ที่พาทีมตีเสมอ กรีซ ในปี 2001 ช่วยให้ อังกฤษ ตีตั๋วไปเวิลด์คัพแบบลุ้นจนวินาทีสุดท้าย ในปัจจุบัน บรรยากาศแบบนั้นแทบไม่หลงเหลือแล้ว การเข้ารอบกลายเป็นสิ่งที่แฟนบอล “คาดหวัง” มากกว่าจะ “หวาดหวั่น” ผลงานสม่ำเสมอขึ้น และคู่แข่งหลายประเทศก็เริ่มประสบปัญหาผลงานตกต่ำ รวมถึงโครงสร้างลีกที่ผลิตนักเตะได้น้อยลง เมื่อรวมกับการพัฒนาของ พรีเมียร์ลีก ทำให้นักเตะ อังกฤษ มีศักยภาพเหนือกว่าหลายทีมอย่างเห็นได้ชัด

 

ความแข็งแกร่งที่ตัวเลขพิสูจน์ได้  เสียประตูเพียง 10 ลูกในรอบ 16 ปี

หนึ่งในตัวเลขที่บ่งบอกคุณภาพของ อังกฤษ ได้ชัดที่สุด คือสถิติ ไม่แพ้ ในรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก นับตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งตอนนั้นแพ้ให้ ยูเครน 0-1 แต่ก็เป็นแมตช์ที่ไม่ส่งผลอะไร เพราะ อังกฤษ การันตีตั๋วไปฟุตบอลโลกอยู่แล้ว หลังจากนัดนั้น อังกฤษ ลงเล่นรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 38 นัด ไม่แพ้แม้แต่ครั้งเดียว ชนะไปถึง 30 นัด เสมอเพียง 8 เกม ยิงรวม 111 ประตู และเสียเพียง 10 ประตูเท่านั้น เฉลี่ยแล้วพวกเขาเสียหนึ่งประตูทุก ๆ 342 นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่แทบไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในระดับทีมชาติ

เกมรับคือกุญแจสำคัญของทัพสิงโตชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้รักษาประตูหรือแนวรับทุกตำแหน่งที่เล่นกันอย่างมีวินัย รวมถึงการวางระบบของ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ที่เน้นเกมรัดกุมแต่ทรงพลัง และสามารถปรับรูปแบบตามคู่แข่งได้อย่างยอดเยี่ยม อีกหนึ่งบทพิสูจน์รออยู่: อังกฤษ จะไปถึงความสมบูรณ์แบบได้หรือไม่แมตช์สุดท้ายของรอบคัดเลือกที่จะพบกับ อัลเบเนีย คือบทสรุปที่แฟนบอลทั่วโลกจับตา อังกฤษ อาจสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ไม่เพียงแค่ชนะทั้งหมด แต่ยังไม่เสียประตูเลย ซึ่งจะเป็นเครื่องยืนยันถึงพลังของทีมชุดนี้อย่างแท้จริง ความสำเร็จในรอบคัดเลือกอาจไม่ใช่ตัวการันตีว่าทีมจะทำผลงานยอดเยี่ยมในรอบสุดท้ายของ ฟุตบอลโลก 2026 แต่สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า อังกฤษ เดินมาไกล และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ระบบ และคุณภาพของนักเตะสร้างความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งกว่าที่เคยเป็น และคำถามสำคัญที่สุดคือ อังกฤษ ของ โธมัส ทูเคิล จะยังคงแข็งแกร่งแบบไร้ที่ติได้ยาวนานแค่ไหน? คำตอบอาจเริ่มต้นจากแมตช์ต่อไปที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์นี้

อาร์เซนอล ฟอร์มเข้มบุกเฉือนคู่แข่งสุดมัน เก็บสามแต้มสำคัญ

อาร์เซนอล ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่น หลังบุกเฉือนเอาชนะคู่แข่งไปได้อย่างสุดมัน 2-1 ในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อคืนที่ผ่านมา เก็บสามแต้มสำคัญและยังคงไล่จี้จ่าฝูงอย่างต่อเนื่อง

 เปิดเกมดุดัน – มาร์ติเนลลีเบิกร่องเร็ว

เริ่มเกมได้เพียง 14 นาที “เดอะกันเนอร์ส” ก็ออกนำก่อนอย่างรวดเร็วจากจังหวะสวนกลับสุดคม เมื่อ มาร์ติน โอเดการ์ด แทงทะลุช่องให้ กาเบรียล มาร์ติเนลลี หลุดเข้าไปยิงเสียบเสาแรกอย่างเฉียบขาด ส่งให้แฟนบอลทีมเยือนเฮลั่นสนาม

หลังจากนั้นเจ้าบ้านพยายามเปิดเกมบุกโต้ แต่แนวรับของอาร์เซนอลที่มีทั้ง วิลเลียม ซาลิบา และ กาเบรียล มากัลเญส ยืนตำแหน่งกันได้ดี ป้องกันจังหวะอันตรายไว้ได้หลายครั้ง

ครึ่งหลังเดือด – ซาก้ายิงเพิ่ม ก่อนโดนตีตื้น

อาร์เซนอล ฟอร์มเข้มบุกเฉือนคู่แข่งสุดมัน เก็บสามแต้มสำคัญ

ครึ่งหลังเกมเริ่มเปิดแลกมากขึ้น อาร์เซนอลมาได้ประตูนำห่าง 2-0 ในนาทีที่ 57 จากจังหวะที่ บูกาโย ซาก้า ลากตัดเข้ากลางก่อนซัดด้วยซ้ายเต็มข้อ บอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมอย่างสวยงาม

แต่เจ้าบ้านไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ไล่มา 1-2 ในนาทีที่ 72 จากลูกโหม่งของกองหน้าตัวสำรอง ทำให้ช่วงท้ายเกมเต็มไปด้วยความกดดัน

อย่างไรก็ตาม ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า ยังแสดงให้เห็นถึง “หัวจิตหัวใจของทีมลุ้นแชมป์” เมื่อทุกคนช่วยกันไล่บอลอย่างมีวินัย และสามารถรักษาสกอร์นำไว้ได้จนจบเกม

อาร์เตต้ายิ้มพอใจ – ชมลูกทีม “นิ่งและเฉียบขาด”

หลังจบเกม กุนซือชาวสเปนให้สัมภาษณ์ด้วยใบหน้ายิ้มกว้าง

“เรารู้ว่ามันจะเป็นเกมที่ยาก คู่แข่งเล่นได้ดีในบ้าน แต่เด็ก ๆ ของผมแสดงให้เห็นถึงความนิ่ง ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นในระบบของเรา นี่คือสิ่งที่ทีมระดับแชมป์ต้องมี”

อาร์เตต้ายังกล่าวชื่นชมฟอร์มของ ซาก้า และ โอเดการ์ด ว่าเป็น “หัวใจของทีม” ที่คอยสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้ตลอดทั้งเกม

เก็บสามแต้มล้ำค่า ลุ้นแชมป์ต่อเนื่อง

ชัยชนะในเกมนี้ส่งให้อาร์เซนอลเก็บเพิ่มเป็น 24 คะแนน จาก 10 นัด รั้งอันดับ 2 ของตารางพรีเมียร์ลีก ไล่หลังจ่าฝูงเพียงแต้มเดียว

ขณะที่โปรแกรมถัดไป พวกเขาจะเปิดบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี ในศึก “ลอนดอนดาร์บี้” สุดร้อนแรงสุดสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญในการลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้

ทีมชาติอังกฤษเรียกตัวบูกาโย่ ซาก้าคืนทัพ

ข่าวที่แฟนบอลอังกฤษให้ความสนใจมากที่สุดก่อนโปรแกรมทีมชาติเดือนตุลาคม คือการที่ โธมัส ทูเคิ่ล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ตัดสินใจเรียกตัว บูกาโย่ ซาก้า ปีกตัวเก่งจากอาร์เซน่อล กลับคืนสู่ทีมอีกครั้ง หลังจากหายจากอาการบาดเจ็บแฮมสตริงและเพิ่งยิงประตูช่วยสโมสรในเกมยุโรปได้สำเร็จ

แต่ขณะเดียวกัน แฟนบอลก็แปลกใจไม่น้อยเมื่อชื่อของ จู๊ด เบลลิงแฮม, ฟิล โฟเด้น และแจ็ค กรีลิช ไม่ปรากฏในรายชื่อชุดนี้ ซึ่งสร้างคำถามตามมาทันทีว่า นี่คือการทดลองแท็กติกของทูเคิ่ล หรือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายในทีมชาติอังกฤษ?

การกลับมาของซาก้า  ความหวังริมเส้นที่ทีมขาดหาย

ซาก้า วัย 24 ปี ถือเป็นขุมกำลังหลักของอังกฤษมาตลอดหลายปีหลัง แม้ต้องเจอปัญหาอาการบาดเจ็บบ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งที่กลับมา เขามักสร้างความแตกต่างในเกมรุกได้เสมอ

การที่เขาพลาดโปรแกรมเดือนกันยายนทำให้ทีมขาดความหลากหลายริมเส้น แม้อังกฤษยังเก็บชัยชนะเหนืออันดอร์ราและเซอร์เบียได้ แต่ก็เห็นชัดว่าเกมรุกดูตื้อและขาดความสร้างสรรค์ การกลับมาครั้งนี้จึงถือเป็น ปัจจัยบวกอย่างยิ่ง

ซาก้าเพิ่งยิงประตูให้ อาร์เซน่อล ชนะโอลิมเปียกอส 2-0 ในยูโรปาลีก นั่นทำให้ความมั่นใจของเขากลับมาเต็มเปี่ยม ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่อังกฤษต้องการตัวเลือกเกมรุกที่ไว้ใจได้

ทำไม เบลลิงแฮมโฟเด้น และกรีลิช ถึงหลุดโผ?

Bukayo Saka has scored 12

1. จู๊ด เบลลิงแฮม

กองกลางเรอัล มาดริด เพิ่งหายจากการผ่าตัดไหล่ แม้จะกลับมาลงสนามแล้วแต่ยังไม่ฟิตเต็มร้อย ทูเคิ่ลจึงเลือกไม่เสี่ยงเรียกติดทีมชุดนี้ เพราะโปรแกรมยังเหลืออีกมาก และอังกฤษเกือบการันตีเข้ารอบบอลโลกอยู่แล้ว

2. ฟิล โฟเด้น

ดาวเตะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เคยถูกตัดออกจากทีมชาติชุดก่อนเพราะฟอร์มตก แม้ซีซันนี้กลับมาเล่นได้ดีขึ้น แต่ดูเหมือนทูเคิ่ลยังไม่มั่นใจว่าโฟเด้นเหมาะกับระบบของเขาหรือไม่

3. แจ็ค กรีลิช

ในวัย 30 ปี ปัจจุบันเล่นให้เอฟเวอร์ตันแบบยืมตัว และเริ่มกลับมามีผลงานดีขึ้น ทว่าด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดในแนวรุกอังกฤษ และอายุที่มากขึ้น อาจทำให้ทูเคิ่ลมองไปที่ตัวเลือกที่สดใหม่กว่าในระยะยาว


โครงสร้างทีมของทูเคิ่ล การทดลองเพื่ออนาคต

การที่ทูเคิ่ลไม่เรียกนักเตะดังทั้งสามคน สะท้อนว่ากุนซือชาวเยอรมันกำลังทดลอง โครงสร้างทีมใหม่ และต้องการเห็นศักยภาพของผู้เล่นที่มีโอกาสเป็นกำลังหลักในอนาคต เช่น

  • จาร์เรล ควานซาห์ กองหลังไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ที่เข้ามาแทนทิโน่ ลิฟราเมนโต้

  • เอลเลียต แอนเดอร์สัน และ เจด สเปนซ์ ที่ยังคงได้รับโอกาสต่อเนื่อง

  • รูเบน ลอฟตัส-ชีค ที่รักษาตำแหน่งไว้ได้ แม้มีคู่แข่งแย่งชิงหลายราย

นี่แสดงให้เห็นว่าทูเคิ่ลกำลังใช้ช่วงเวลาที่อังกฤษเกือบการันตีเข้ารอบ เพื่อ เปิดพื้นที่ทดลองระบบ และเฟ้นหานักเตะที่เข้ากับแท็กติกของเขา

โปรแกรมสองนัดสำคัญ เวลส์ และลัตเวีย

  • เกมแรก : อังกฤษพบเวลส์ ในเกมกระชับมิตรที่เวมบลีย์ นี่คือโอกาสสำคัญให้ทูเคิ่ลลองระบบใหม่ และเช็กความฟิตของนักเตะบางราย

  • เกมที่สอง : คัดบอลโลกพบลัตเวียที่กรุงริกา หากเก็บชัยชนะได้ อังกฤษจะการันตีว่าต้องการอีกเพียง 2 แต้มจาก 2 นัดสุดท้าย ก็จะตีตั๋วไปฟุตบอลโลก 2026 ทันที

ความกดดันจึงไม่หนักเท่าไร แต่ในแง่แท็กติก นี่คือเกมที่ทีมต้องแสดงให้เห็นว่าการขาดสตาร์ดังบางคนจะไม่ทำให้คุณภาพทีมลดลง

ในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความผิดหวังที่สนามปาร์ก

ในเลกแรกที่เอมิเรตส์ สเตเดียม อาร์เซนอลพ่ายแพ้ต่อเปแอสเช 1-0 . ในเลกที่สองที่ปารีส เปแอสเชขึ้นนำก่อนจากประตูของฟาเบียน รุยซ์ ในนาทีที่ 27 และอัชราฟ ฮาคิมี ในนาทีที่ 72 . อาร์เซนอลตีไข่แตกได้จากบูกาโย ซากา ในนาทีที่ 76 แต่ไม่เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์ .

ปฏิกิริยาหลังเกม

มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล กล่าวว่า:

"ผมภูมิใจในตัวผู้เล่นมาก ผมไม่คิดว่าจะมีทีมไหนที่ดีกว่าเราในรายการนี้จากที่ผมเห็น แต่เราก็ต้องตกรอบ" .

เขายังเน้นถึงความสำคัญของการมีผู้เล่นที่สามารถสร้างความแตกต่างในช่วงเวลาสำคัญ และยอมรับว่าทีมต้องพัฒนาต่อไปเพื่อคว้าแชมป์ในอนาคต .

ในขณะเดียวกัน หลุยส์ เอ็นริเก้ ผู้จัดการทีมเปแอสเช กล่าวว่า:

"มิเกล อาร์เตตาเป็นเพื่อนที่ดีของผม แต่ผมไม่เห็นด้วยเลย เราทำประตูได้มากกว่า และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในฟุตบอล"

สถิติและผลงานเด่น

  • อาร์เซนอลสร้างโอกาสทำประตูรวม 4.77 xG ตลอดสองเลก แต่ทำได้เพียงประตูเดียว .

  • จานลุยจิ ดอนนารุมมา ผู้รักษาประตูของเปแอสเช เซฟลูกสำคัญหลายครั้ง รวมถึงการยิงของมาร์ติน โอเดการ์ด และบูกาโย ซากา

  • อุสมาน เดมเบเล ทำสถิติใหม่ด้วยการมีส่วนร่วมกับ 12 ประตู (8 ประตู 4 แอสซิสต์) ในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของผู้เล่นฝรั่งเศสในฤดูกาลเดียว

สรุป

ในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้

แม้อาร์เซนอลจะต้องยุติเส้นทางในแชมเปียนส์ลีก แต่ผลงานของพวกเขาในฤดูกาลนี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาและความสามารถในการแข่งขันในระดับสูงสุดของยุโรป . การตกรอบครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทีมในการเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลหน้า.

สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขันนี้ สามารถรับชมได้ที่วิดีโอด้านล่าง:

อาร์เซนอล 2-1 ฟูแล่ม ซาก้ากลับมาพร้อมประตูแห่งชัยชนะ

อาร์เซนอลเอาชนะฟูแล่มด้วยสกอร์ 2-1 ลดช่องว่างคะแนนกับจ่าฝูงลิเวอร์พูลเหลือเพียง 9 แต้ม บูคาโย ซาก้า กลับมาลงสนามครั้งแรกในรอบ 3 เดือนหลังจากบาดเจ็บและทำประตูได้ ในขณะที่กันเนอร์สต้องสูญเสียกาเบรียล มากาลเญส จากอาการบาดเจ็บในช่วงครึ่งแรก

ซาก้ากลับมาพร้อมประตูแห่งชัยชนะ

Saka-returns-with-winning-goal

บูคาโย ซาก้า ใช้เวลาเพียง 7 นาทีหลังถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในการโหม่งบอลจากลูกเปิดของกาเบรียล มาร์ติเนลลี่ เข้าประตู ท่ามกลางความปลื้มปีติของแฟนบอลอาร์เซนอลที่ได้เห็นฮีโร่ของพวกเขากลับมาลงเล่นอีกครั้งนับตั้งแต่เดือนธันวาคม หลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นขา ซาก้าวิ่งไปที่ม้านั่งสำรองเพื่อกอดทีมแพทย์ของสโมสรระหว่างการเฉลิมฉลอง

ก่อนหน้านั้น มิเกล เมริโน่ ซึ่งถูกจัดให้เล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าได้ทำประตูให้อาร์เซนอลขึ้นนำจากจังหวะจ่ายบอลของอีธาน นวาเนรี เป็นประตูที่ 6 ของเขาจาก 10 เกมล่าสุดทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ อย่างไรก็ตาม ประตูนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กาเบรียลต้องออกจากสนามเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่น่าสงสัยว่าจะพลาดเกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบก่อนรองชนะเลิศนัดแรกกับเรอัล มาดริดในสัปดาห์หน้า

กาเบรียลมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาในระหว่างวิ่งไล่ตามอดาม่า ตราโอเร่ของฟูแล่มและต้องถูกเปลี่ยนตัวออกโดยยาคูบ คีวิออร์ในนาทีที่ 16

"กาบิรู้สึกบางอย่างที่กล้ามเนื้อต้นขาของเขา" อาร์เตต้ายืนยันหลังจบเกม กุนซืออาร์เซนอลกล่าวว่าเขาไม่แน่ใจเกี่ยวกับความรุนแรงของการบาดเจ็บแต่ยอมรับว่าเขา "กังวล" และยังมีข่าวร้ายเพิ่มเติมเมื่อยูร์เรียน ทิมเบอร์ ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงท้ายเกมด้วยปัญหาที่หัวเข่า

ดูเหมือนว่าแนวรับอาร์เซนอล ซึ่งขาดเบน ไวต์ที่พลาดลงสนามเนื่องจากอาการบาดเจ็บเล็กน้อยและริคคาร์โด คาลาฟิโอรี่ ที่บาดเจ็บ จะสามารถรักษาคลีนชีทในช่วงที่กาเบรียลไม่อยู่ แต่โรดริโก มูนิซ ตัวสำรองของฟูแล่ม ทำประตูตีไข่แตกในช่วงทดเวลาบาดเจ็บหลังจากที่เขาพลาดโอกาสทองก่อนหน้านั้นไม่กี่นาที

อาร์เซนอลโล่งใจกับเสียงนกหวีดยาวในตอนจบเกม แต่โดยรวมแล้วพวกเขาครองเกมได้อย่างเหนือชั้น โดยมาร์ติน โอเดการ์ด พลาดโอกาสที่จะทำประตูเพิ่ม เมริโน่มีลูกยิงในครึ่งหลังที่ถูกเคลียร์ออกจากเส้นประตู และทิมเบอร์ทำให้แบร์นด์ เลโน่ ต้องเซฟอย่างยอดเยี่ยม

ชัยชนะนี้ทำให้อาร์เซนอลลดช่องว่างกับลิเวอร์พูลเหลือเพียง 9 คะแนน ก่อนที่ทีมของอาร์เน่ สล็อต จะเจอกับเอฟเวอร์ตันคู่ปรับร่วมเมืองในวันพุธ ส่วนฟูแล่มยังคงอยู่ในอันดับที่ 8

บาดเจ็บเป็นเงาบดบังค่ำคืนแห่งชัยชนะของอาร์เซนอล

ประตูของซาก้า ซึ่งทำได้จากการสัมผัสบอลเพียงครั้งที่ 5 หลังจากถูกเปลี่ยนตัวลงสนาม 7 นาที สร้างความสุขให้กับแฟนๆ เจ้าบ้าน แต่การถอนตัวของกาเบรียล และทิมเบอร์ในภายหลัง ได้ทิ้งเงามืดเหนือค่ำคืนแห่งชัยชนะของพวกเขา

กาเบรียล ซึ่งความร่วมมือกับวิลเลียม ซาลิบา ได้กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญของอาร์เซนอล ดูหมดหวังขณะที่เขาเดินกะเผลกรอบสนามและลงอุโมงค์ การขาดหายของเขาในเกมกับเรอัล มาดริดจะเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ต่อโอกาสในแชมเปี้ยนส์ลีกของอาร์เซนอล

ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเพียงหนึ่งในอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาหลายครั้งของทีมมิเกล อาร์เตต้า กันเนอร์สหวังว่าอาการบาดเจ็บของกาเบรียลจะไม่รุนแรงเท่ากับของซาก้า ซึ่งพลาดลงสนามไป 3 เดือน และไค ฮาแวร์ตซ์ ซึ่งถูกประกาศว่าพลาดฤดูกาลนี้หลังจากมีปัญหาในเดือนกุมภาพันธ์

อาการบาดเจ็บของซาก้าและฮาแวร์ตซ์ต้องการการผ่าตัด ซึ่งอาร์เซนอลหวังว่าจะหลีกเลี่ยงในกรณีของกาเบรียล แต่แม้แต่การบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาระดับ 1 ซึ่งเป็นเพียงการดึงหรือเคล็ดไม่ใช่การฉีกขาด โดยปกติแล้วหมายถึงการพักฟื้น 2-3 สัปดาห์ ในกรณีของกาเบรียล นั่นจะรวมถึงทั้งสองเกมกับเรอัล มาดริด

การเปลี่ยนตัวออกของทิมเบอร์ หลังจากได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าในครึ่งแรก เพิ่มความกังวลให้กับอาร์เตต้า ซึ่งเสียดายการสูญเสียกองหลังถึง 4 คนในเวลาไม่กี่วัน โดยมีไวต์และคาลาฟิโอรี่ที่ขาดหายไปด้วย

อาร์เตต้ากังวลเรื่องกาเบรียลแต่ดีใจกับซาก้า

มิเกล อาร์เตต้า กุนซืออาร์เซนอล กล่าวกับสกายสปอร์ตส์:

เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของกาเบรียล: "เรากังวลเพราะเขาไม่เคยต้องการออกจากสนาม เขาไม่แน่ใจว่ามันใหญ่แค่ไหนและมันคืออะไรกันแน่ เขารู้สึกบางอย่าง [ที่กล้ามเนื้อต้นขาของเขา] ใช่"

เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของทิมเบอร์: "เขาลำบากมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้และเมื่อวานเขาไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด แต่เราเสียเบน [ไวต์] ไปด้วย ดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างมากที่จะลงเล่น"

เกี่ยวกับการกลับมาของซาก้า: "มันเป็นโอกาสที่ดีที่จะเห็นว่าผู้คนรักเขาและคิดถึงเขามากแค่ไหน เมื่อคุณอยู่ห่าง มันดีที่จะเข้าใจว่าคุณเป็นใคร และการต้อนรับที่เขาได้รับนั้นยอดเยี่ยมมาก"

"เขายกระดับสนามและเขาสมควรได้รับมันเพราะเขาทำสิ่งต่างๆ ทุกวัน เขาเป็นตัวอย่างที่ดี"

เกี่ยวกับการเฉลิมฉลองของซาก้ากับนักกายภาพบำบัด แซม วิลสัน: "มันเป็นสำหรับทีมที่ช่วยเขาระหว่างการฟื้นฟู มันเป็นช่วงเวลาที่ดี"

"มันเกี่ยวกับพลังงานและเมื่อสนามอยู่เบื้องหลังทีมและแสดงการสนับสนุนและให้กำลังใจ มันยกระดับทั้งสถานที่ มันคือสิ่งที่เราต้องการพอดี"

ซิลวา มันไม่ใช่การแสดงผลงานที่ดีจากเรา

มาร์โก ซิลวา หัวหน้าโค้ชฟูแล่ม:

"มันไม่ใช่เกมที่ดีจากเรา อาร์เซนอลสมควรชนะ มันไม่ใช่ครึ่งแรกที่ดีและมันยากเมื่อพวกเขาเข้าควบคุมเกม"

"แม้แต่ใน 10 นาทีแรก เราดูเหมือนไม่ก้าวร้าวพอ ไม่ได้ทำการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง"

"เรามีบอลแต่ไม่มีความก้าวร้าวในการโจมตีที่เราต้องมี ประตูที่สองสร้างผลกระทบอย่างมาก มันชัดเจนว่าเราต้องพยายามหยุดสิ่งนั้น"

"ปฏิกิริยาหลังจากนั้นดี ตัวสำรองมีผลกระทบต่อเกม แต่มันสายไปนิดหน่อย"

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin