เจเรมี โดกู (Jeremy Doku) เคยพูดไว้เมื่อเดือนก่อนว่า หากเขาต้องการถูกยกไปอยู่ในบทสนทนาของปีกระดับโลก เขาจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนประตูให้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง หรือสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนที่เปลี่ยนจังหวะสำคัญให้กลายเป็นชัยชนะได้ด้วยตัวเองโดยในเวลานี้ผลงานล่าสุดของปีกทีมชาติ เบลเยียม คนนี้ กำลังกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่หลุดจากเส้นทางลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะฟอร์มโดดเด่นในเกมที่ทีมเปิดบ้านเอาชนะ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) 3-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในเกมดังกล่าว โดกู เป็นคนยิงประตูขึ้นนำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังจากใช้ความเร็วและความคล่องตัวตัดจากริมเส้นเข้ากลาง ก่อนปั่นบอลด้วยความมั่นใจเข้าไปอย่างสวยงาม ซึ่งลูกนี้ก็คล้ายกับที่เขายิงได้ในเกมที่พบกับ เอฟเวอร์ตัน ที่จบลงด้วยผลเสมอไป 3-3 และทำให้สถานการณ์การลุ้นแชมป์ของทีมนั้นลำบากอยู่ในเวลานี้ ก่อนหน้านี้เขา โดกู ก็ยิงประตู เซาแธมป์ตันในลักษณะ เดียวกันเป็นประตู ที่ช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เมื่อมองภาพรวม 6 นัดหลังสุด โดกู มีส่วนร่วมกับประตูถึง 7 ครั้ง แบ่งเป็น 5 ประตู และ 2 แอสซิสต์ ซึ่งเท่ากับผลงานรวมที่เขาทำได้ตลอด 24 นัดก่อนหน้านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า เขากำลังพัฒนาจากผู้เล่นสายสร้างสีสัน ไปเป็นผู้เล่นที่ตัดสินผลการแข่งขันได้จริง
เป๊ป ยก โดกูพัฒนาโหดช่วย เรือใบยังอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์ต่อไป

เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวถึงพัฒนาการของลูกทีมว่า หากนักเตะต้องการเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น เขาต้องสามารถชนะเกมได้ด้วยตัวเอง การเปิดบอลสวย ๆ ให้เพื่อนทำประตูเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับนักเตะระดับสูง เพราะผู้เล่นตัวใหญ่ต้องกล้ารับผิดชอบในจังหวะสำคัญ ต้องยิงประตู และต้องเป็นคนที่พาทีมผ่านช่วงเวลายากลำบาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยังยกตัวอย่างเกมกับ เอฟเวอร์ตัน ว่า ประตูตีเสมอ 3-3 ของ โดกู มาจากเท้าขวา ส่วนอีกประตูในเกมเดียวกันมาจากเท้าซ้าย นั่นแสดงให้เห็นว่าเขากำลังก้าวขึ้นไปอีกระดับ และเริ่มประกาศตัวว่า “ผมคือ เจเรมี โดกู และผมจะเป็นคนชนะเกมให้ทีมเอง” ซึ่งเป็นทัศนคติที่นักเตะระดับท็อปจำเป็นต้องมี หลังเกม โดกู ให้สัมภาษณ์กับ บีบีซี แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ ว่า เขาเป็นนักเตะที่เล่นด้วยสัญชาตญาณอยู่แล้ว วันนี้ทุกอย่างกำลังออกมาดี ประตูเริ่มมา และแม้หลายคนอาจมองว่าเขาเปลี่ยนไป แต่เจ้าตัวยืนยันว่า เขาไม่ได้กลายเป็นนักเตะคนใหม่ เพียงแต่สิ่งที่ทำมาตลอดเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น หลายฝ่ายมองว่า นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ โดกู นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะเขายิงได้ 3 นัดติดต่อกันรวมทุกรายการเป็นครั้งแรกในสีเสื้อ เรือใบสีฟ้า เกมกับ เบรนท์ฟอร์ด เขาสร้างปัญหาให้ ไมเคิล คาโยเด (Michael Kayode) แบ็กขวาของทีมเยือนอย่างหนัก ตลอดทั้งเกม โดกู ใช้ทั้งความเร็ว การหยุดบอลแบบฉับพลัน และการเปลี่ยนทิศทางที่คาดเดายาก เล่นงานแนวรับคู่แข่งจนแทบรับมือไม่ไหว ความจริงเขาเกือบยิงได้ตั้งแต่นาทีแรก ๆ ด้วยซ้ำ แต่ถูก ควิวิน เคลเลเฮอร์ (Caoimhin Kelleher) ป้องกันไว้ได้ แอชลีย์ วิลเลียมส์ (Ashley Williams) อดีตกองหลังทีมชาติ เวลส์ ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์เกมให้ บีบีซี กล่าวว่า นี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดของ เจเรมี โดกู เท่าที่เคยเห็นมา เขามองจากมุมของกองหลังว่า หากต้องเจอกับ โดกู ในฟอร์มแบบนี้ ก็คงไม่แน่ใจว่าจะหยุดเขาอย่างไร เพราะเขาแข็งแกร่งทางร่างกาย ไปได้ทั้งซ้ายและขวา มีอัตราเร่งที่น่ากลัว และยังมีจังหวะชะลอความเร็วที่ทำให้กองหลังเสียจังหวะได้ง่าย วิลเลียมส์ ยังเสริมว่า คาโยเด เป็นผู้เล่นที่เขาให้คะแนนสูง แต่ในเกมนี้ก็ยังรับมือ โดกู ไม่ได้ พร้อมยกให้ปีกของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ฟอร์มดีที่สุดของ พรีเมียร์ลีก ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้าน แดเนียล สเตอร์ริดจ์ (Daniel Sturridge) อดีตกองหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวผ่าน สกาย สปอร์ตส์ ว่า โดกู ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ประตูที่ยิงใส่ เบรนท์ฟอร์ด เป็นการจบสกอร์ที่งดงาม และดูเหมือนว่านี่กำลังกลายเป็นท่าประจำของเขา การฝึกซ้อมซ้ำ ๆ เริ่มแสดงผลออกมาในสนามจริง เขาดูเฉียบคมขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้น และมีความมั่นใจมากขึ้นในพื้นที่อันตราย สเตอร์ริดจ์ มองว่า ความมั่นใจคือหัวใจสำคัญของผู้เล่นเกมรุก หากเริ่มลังเลเมื่ออยู่ในจังหวะตัดสินใจ ก็ยากที่จะสร้างความแตกต่าง แต่ตอนนี้ โดกู ดูเหมือนกำลังคิดว่า “ผมทำได้ ผมยิงได้” และความเชื่อนั้นกำลังผลักดันให้เกมของเขาเติบโตขึ้น
สถิติในเกม เบรนท์ฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำความยอดเยี่ยมของ โดกู ในเวลานี้
สถิติในเกมกับ เบรนท์ฟอร์ด ยังน่าสนใจ เพราะ โดกู กลายเป็นเพียงผู้เล่นคนที่ 3 ใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ที่สร้างโอกาสได้ 6 ครั้งขึ้นไป และเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จ 6 ครั้งขึ้นไปในเกมเดียว ต่อจาก บูกาโย ซากา (Bukayo Saka) และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน (Elliot Anderson) คีธ แอนดรูว์ส (Keith Andrews) ผู้จัดการทีมของทีมคู่แข่งอย่าง เบรนท์ฟอร์ด ยอมรับว่า โดกู คือความอันตรายที่ทาง แมนฯ ซิตี้ มีและใช้คุกคามลูกทีมของเขา และสุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปอย่างที่เห็น การเลี้ยงจี้เข้าหา รวมถึงการยิงประตู มองเผินๆ เหมือนจะปิดเขาอยู่สุดท้าย โดกู ก็เป็นคนตัดสินเกมนี้อย่างที่ทุกคนได้เห็นโดยประตู โดกู อุทิศให้คุณพ่อของเขาที่จากไปก่อนหน้าเกมนี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางลุ้นแชมป์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่ได้อยู่ในมือของตัวเองทั้งหมด หลายฝ่ายมองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของฤดูกาลอาจอยู่ที่เกมที่ อาร์เซนอล ต้องบุกไปเยือน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์ หากทีมของ มิเกล อาร์เตตา (Mikel Arteta) บุกไปชนะได้ แชมป์ พรีเมียร์ลีก ก็แทบจะอยู่ในมือของพวกเขา เพราะโปรแกรมที่เหลือคือการพบกับ เบิร์นลีย์ ที่ตกชั้นไปแล้ว และปิดท้ายกับ คริสตัล พาเลซ ซึ่งยังต้องไปเล่นรอบชิงชนะเลิศ ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก แต่ถ้า อาร์เซนอล สะดุด เสมอ หรือแพ้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ประตูแห่งความหวังของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเปิดขึ้นอีกครั้ง โดยทีมของ กวาร์ดิโอลา ยังมีโปรแกรมพบกับ คริสตัล พาเลซ , บอร์นมัธ และ แอสตัน วิลลา รออยู่ เมื่อถูกถามว่าจะดูเกมของ อาร์เซนอล หรือไม่ กวาร์ดิโอลา ตอบกับ บีบีซี เรดิโอ 5 ไลฟ์ ว่า พี่สาวของเขาเดินทางมาเยี่ยม และไม่ได้เจอกันมานาน แต่ถ้าเขาอยู่บ้าน แน่นอนว่าจะเปิดดู เพราะเขาชอบฟุตบอล เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) ซึ่งยิงรวมให้สโมสรและทีมชาติครบ 50 ประตู กล่าวว่า นักเตะในทีมไม่ควรคิดถึงเรื่องลุ้นแชมป์มากเกินไป แต่เขายอมรับว่าจะเปิดการแจ้งเตือนในโทรศัพท์เพื่อติดตามผลเกมระหว่าง อาร์เซนอล กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ส่วน กวาร์ดิโอลา ปิดท้ายงานแถลงข่าวหลังเกมด้วยประโยคขำ ๆ ว่า “Come on you Irons” พร้อมทำท่ากางแขนเป็นสัญลักษณ์ของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เหนือศีรษะ เพราะเขารู้ดีว่า หาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องการรักษาความหวังในการลุ้นแชมป์ไว้ พวกเขาจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากทีมของ นูโน เอสปิริโต ซานโต (Nuno Espirito Santo) ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล โดกู อาจไม่ได้เป็นเพียงปีกที่สร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการไล่ล่าแชมป์ พรีเมียร์ลีก และหากประตูของเขายังมาอย่างต่อเนื่อง บางทีคำถามว่าเขาอยู่ในกลุ่มปีกระดับโลกหรือยัง อาจไม่ต้องรอคำตอบนานนัก














