เปิดมาก่อนเลยนะ ถ้าย้อนกลับไปดูบรรยากาศช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2025/26 ผมว่าแฟนผีหลายคนคงไม่กล้าฝันถึงอันดับ 3 หรอก เอาจริงๆ คนส่วนใหญ่แค่อยากให้ทีมจบในโซนยุโรปก็พอใจแล้ว เพราะภาพจำของแมนยูในช่วงหลายปีหลังมันคือความไม่แน่นอน เล่นดีสามนัด แพ้ยับสองนัด แล้วก็วนลูปแบบนี้จนแฟนบอลเหนื่อยใจกันไปหมด
แต่พอฤดูกาลมันจบลงจริงๆ แล้วมานั่งทบทวนภาพรวมทั้งหมด ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นฤดูกาลที่ทำให้ความเชื่อมั่นบางอย่างมันกลับมา ไม่ใช่แค่เรื่องผลงานในตาราง แต่เป็นเรื่องของทิศทาง เรื่องของตัวตนที่ทีมเริ่มจะมีอีกครั้ง บทความนี้ผมจะเล่าในมุมของคนที่ดูเกือบทุกนัด ไล่เรียงไปทีละประเด็น ทั้งคนที่ทำให้เราหลงรัก คนที่ทำให้เรากุมขมับ ช่วงเวลาที่อยากกรี๊ด และช่วงเวลาที่อยากปารีโมท เอาให้ครบทุกอารมณ์ที่คนเชียร์ทีมนี้ต้องเจอ
นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล: บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันร่างทอง
จะเริ่มที่ใครได้ถ้าไม่ใช่กัปตันทีม
พูดตรงๆ ว่าบรูโน่ในฤดูกาลนี้แทบไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ตัวเลข 21 แอสซิสต์มันพูดแทนทุกอย่างไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนมองให้ลึกกว่าตัวเลข คือเส้นทางกว่าจะได้มาซึ่งตัวเลขนั้น เพราะมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดจากการที่เขายืนรอรับบอลแล้วจ่ายสวยๆ อย่างเดียว
ครึ่งฤดูกาลแรก เขาถูกวางให้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางของระบบ 3-4-2-1 ซึ่งสำหรับผมมองว่าเป็นการใช้งานที่กล้าหาญพอสมควร เพราะหลายคนอาจจะกังวลว่าบรูโน่ที่ต้องลงมาเล่นต่ำลง จะเสียพลังในการสร้างสรรค์เกมในพื้นที่อันตรายไปหรือเปล่า แต่ผลที่ออกมามันตรงกันข้ามเลย การที่เขาเริ่มเกมจากตำแหน่งที่ลึกขึ้น ทำให้เขาได้สัมผัสบอลบ่อยขึ้น ได้เป็นคนกำหนดจังหวะของเกมมากขึ้น และที่สำคัญคือมุมมองในการจ่ายบอลของเขามันเปิดกว้างกว่าเดิม
ลองนึกภาพตามนะ เวลาเพลย์เมกเกอร์ยืนสูง คู่แข่งจะประกบง่าย เพราะรู้อยู่แล้วว่าบอลอันตรายต้องออกจากเท้าคนนี้ แต่พอบรูโน่ถอยลงมา การประกบมันยากขึ้นทันที เพราะถ้าตามมาประกบ ก็จะเปิดพื้นที่ด้านบนให้เพื่อนคนอื่นวิ่งสอด แต่ถ้าไม่ตาม เขาก็มีเวลาเงยหน้าหาบอลทะลุช่องสวยๆ ได้สบายๆ มันคือสถานการณ์ที่คู่แข่งแก้ไม่ตก และบรูโน่ก็ฉลาดพอที่จะอ่านเกมตรงนี้ออก
สิ่งที่ผมประทับใจมากกว่าจำนวนแอสซิสต์ คือความสม่ำเสมอ ฤดูกาลนี้เราไม่เห็นภาพบรูโน่หัวร้อนเหวี่ยงใส่กรรมการจนเสียจังหวะตัวเองบ่อยเหมือนแต่ก่อน เราเห็นผู้นำที่นิ่งขึ้น คุมอารมณ์ได้ดีขึ้น และยังคงเป็นคนที่วิ่งเยอะที่สุดในสนามอยู่เสมอ ความเป็นผู้นำของเขามันไม่ได้มาจากปลอกแขนกัปตัน แต่มันมาจากการที่เขาเป็นคนแรกที่วิ่งไล่บอล และเป็นคนสุดท้ายที่ยอมแพ้ ตรงนี้แหละที่ทำให้นักเตะรุ่นน้องในทีมยึดเขาเป็นแบบอย่างได้จริง
มีคนชอบตั้งคำถามว่าบรูโน่แก่ลงหรือยัง ฟอร์มจะตกเมื่อไหร่ ผมว่าฤดูกาลนี้เขาตอบคำถามนั้นได้ดังพอสมควร เพราะการปรับบทบาทมาเล่นลึกลงมันคือการยืดอายุการเล่นในระดับท็อปของตัวเองด้วยซ้ำ เขาไม่จำเป็นต้องวิ่งระเบิดพลังตลอดเวลาเหมือนตอนเป็นหมายเลขสิบเต็มตัว แต่ใช้สมองและประสบการณ์เข้าแลก ซึ่งมันเวิร์กมากสำหรับนักเตะที่อ่านเกมขาดระดับนี้
นักเตะยอดแย่ประจำฤดูกาล: มานูเอล อูการ์เต้ ลงมาเมื่อไหร่ บรรลัยเมื่อนั้น
มาถึงด้านมืดของฤดูกาลกันบ้าง และผมต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า การที่อูการ์เต้ติดโผนี้ มันไม่ได้แปลว่าเขาเป็นนักเตะที่แย่ในเชิงฝีเท้าจริงๆ
เอาเข้าจริงเขาไม่ใช่คนที่เล่นไม่เป็นเลยนะ พื้นฐานการแย่งบอล การเข้าปะทะ ความดุดันในการเล่นเกมรับ มันก็มีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ปัญหาคือทุกครั้งที่ชื่อของเขาโผล่มาในรายชื่อตัวจริง หรือทุกครั้งที่เขาถูกเปลี่ยนตัวลงมา มันมักจะมีอะไรพังตามมาเสมอ จนกลายเป็นความรู้สึกร่วมของแฟนบอลไปแล้วว่า เห็นอูการ์เต้ลงเมื่อไหร่ ต้องลุ้นเหนื่อยเมื่อนั้น
สิ่งที่น่าเสียดายคือเขาไม่ค่อยได้ลงสนามมากนักด้วยซ้ำ ซึ่งโดยปกติแล้วนักเตะที่ลงน้อย เวลาได้โอกาสควรจะต้องโชว์ฟอร์มให้เต็มที่เพื่อแย่งตำแหน่ง แต่กรณีของอูการ์เต้กลับตรงกันข้าม คือยิ่งได้โอกาสน้อย ฟอร์มยิ่งดูไม่เข้าที่เข้าทาง เหมือนคนที่ไม่เคยได้จังหวะของเกมเลย พอลงไปก็ต้องใช้เวลาปรับตัวนานเกินไป และกว่าจะปรับได้เกมก็มักจะจบไปแล้ว หรือไม่ก็เสียประตูไปก่อนแล้ว
ผมว่าปัญหาส่วนหนึ่งมันอาจจะมาจากระบบที่ใช้ด้วย เพราะในระบบที่ทีมเล่นกันเป็นหลักในฤดูกาลนี้ มันต้องการมิดฟิลด์ที่เล่นบอลได้คล่อง จ่ายบอลออกจากแดนหลังได้ดี และมีส่วนร่วมกับเกมรุก ซึ่งจุดเหล่านี้ไม่ใช่จุดเด่นของอูการ์เต้เท่าไหร่ เขาถนัดงานสกัดงานทำลายมากกว่างานสร้างสรรค์ พอบทบาทที่ทีมต้องการมันสวนทางกับธรรมชาติของตัวเอง ผลงานเลยออกมาไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น
แต่ผมยังไม่อยากฟันธงว่าเขาหมดอนาคตกับทีมนะ เพราะนักเตะประเภทนี้บางทีแค่ต้องการโค้ชที่เข้าใจ ต้องการระบบที่เหมาะสม และต้องการช่วงเวลาที่ได้ลงเล่นต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจ ถ้าองค์ประกอบพวกนี้มันลงตัว เราอาจจะได้เห็นอูการ์เต้คนละคนในฤดูกาลหน้าก็ได้ แต่ ณ ตอนนี้ ในฤดูกาลที่ผ่านมา เขาคือชื่อที่แฟนบอลถอนหายใจทุกครั้งที่เห็น และนั่นคือเหตุผลที่เขาได้ตำแหน่งนี้ไปแบบเลี่ยงไม่ได้
ลบคำสบประมาทแห่งปี: แพทริค ดอร์กู จากแกะดำสู่ขุมพลังปีกซ้าย
ถ้าให้เลือกเรื่องราวที่ทำให้ผมยิ้มได้มากที่สุดในฤดูกาลนี้ ผมขอยกให้การกลับมาเกิดใหม่ของแพทริค ดอร์กู แบบไม่ต้องคิดเลย
ย้อนกลับไป แฟนบอลจำนวนไม่น้อยเคยสาปส่งนักเตะคนนี้ มีเสียงบ่นเต็มไปหมดว่าเล่นไม่ได้เรื่อง ตัดสินใจพลาด เสียบอลในจังหวะสำคัญ จนหลายคนตีตราไปแล้วว่าเป็นการเซ็นสัญญาที่ผิดพลาด เป็นภาระของทีม เป็นนักเตะที่ควรปล่อยออกไปให้พ้นๆ บรรยากาศตอนนั้นมันไม่เป็นใจกับเด็กคนนี้เลยจริงๆ
แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป และผมต้องยกเครดิตก้อนใหญ่ให้กับไมเคิ่ล คาร์ริค คนนี้แหละคือคนที่มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เขาไม่ได้พยายามดัดนิสัยดอร์กูให้กลายเป็นนักเตะที่เขาไม่ได้เป็น แต่เลือกที่จะหาตำแหน่งที่ปลดปล่อยศักยภาพของเขาออกมาได้มากที่สุด นั่นคือตำแหน่งหน้าซ้ายของระบบ 4-2-3-1
การย้ายดอร์กูขึ้นไปเล่นสูงขึ้นในตำแหน่งปีกหรือตัวรุกริมเส้น มันคือการแก้โจทย์ที่ชาญฉลาดมาก เพราะปัญหาเดิมของดอร์กูเวลาเล่นตำแหน่งต่ำกว่านี้ คือเรื่องของการตัดสินใจในเกมรับและการวางตำแหน่ง แต่พอเขาได้ขยับขึ้นไปอยู่ในพื้นที่ที่ได้ใช้ความเร็ว ได้เลี้ยงบอลแบบหนึ่งต่อหนึ่ง และได้โฟกัสกับการทำเกมรุกเป็นหลัก จุดอ่อนของเขามันถูกซ่อนไป ในขณะที่จุดแข็งมันถูกดึงออกมาใช้อย่างเต็มที่
ผลลัพธ์มันคือตัวเลข 4 ประตู 4 แอสซิสต์ ซึ่งสำหรับนักเตะที่เคยถูกแฟนบอลไล่ให้ไปนั่งสำรองถาวร มันคือการตอบโต้ที่สง่างามมาก ตัวเลขนี้อาจจะไม่ได้หวือหวาเท่าดาวยิงตัวเก่ง แต่ในบริบทของคนที่เกือบจะถูกเขี่ยทิ้งไปแล้ว มันคือการพลิกชะตาชีวิตในวงการลูกหนังของตัวเองเลยทีเดียว
สิ่งที่ผมชอบมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือมันสะท้อนให้เห็นว่าบางครั้งปัญหาของนักเตะมันไม่ได้อยู่ที่ตัวนักเตะเสมอไป แต่มันอยู่ที่การถูกวางผิดที่ผิดทาง นักเตะคนเดิม เท้าคู่เดิม สมองคนเดิม แต่พอเอาไปวางถูกตำแหน่ง ผลงานมันต่างกันราวฟ้ากับเหว เรื่องของดอร์กูจึงเป็นบทเรียนที่ดีมากสำหรับการมองนักเตะ ว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใครจากฟอร์มในระบบที่ไม่เหมาะกับเขา
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเชื่อมั่นในตัวคาร์ริคมากขึ้น เพราะโค้ชที่เก่งจริงไม่ใช่แค่คนที่ซื้อนักเตะเก่งมาใช้ แต่คือคนที่ทำให้นักเตะธรรมดากลายเป็นนักเตะที่มีประโยชน์ได้ การปั้นดอร์กูขึ้นมาใหม่คือผลงานชิ้นโบแดงที่พิสูจน์ฝีมือการบริหารคนของเขาได้เป็นอย่างดี
โมเมนต์ยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล: แม็กไกวร์ ฮีโร่ที่แอนฟิลด์
ถ้าพูดถึงช่วงเวลาที่ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงที่สุดในฤดูกาลนี้ คงหนีไม่พ้นจังหวะที่แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำประตูชัยในศึกแดงเดือดที่แอนฟิลด์
ต้องเข้าใจบริบทก่อนว่าเกมที่แอนฟิลด์มันไม่เคยง่ายสำหรับแมนยูเลย มันคือสังเวียนที่เราไปเยือนทีไร มักจะกลับมาพร้อมความช้ำใจเสียส่วนใหญ่ และเกมในฤดูกาลนี้ก็เป็นไปตามสคริปต์ที่คุ้นเคยในช่วงแรก คือเราโดนบุกกระหน่ำ โดนต้อนให้เล่นเกมรับแทบจะตลอดเวลา ความรู้สึกตอนนั้นมันลุ้นจนแทบไม่ได้หายใจ
แล้วพอเรานำไปก่อน เรื่องที่กลัวที่สุดมันก็เกิดขึ้น คือการโดนตีเสมอ และมันเกิดขึ้นในจังหวะที่บั่นทอนกำลังใจมาก เพราะอุตส่าห์ป้องกันมาดีตลอด แต่ก็มาพลาดจนได้ ความรู้สึกตอนโดนตีเสมอในเกมแบบนี้ มันเหมือนโดนดึงพรมออกจากใต้เท้า เพราะคุณรู้ทั้งรู้ว่าโอกาสที่จะโดนยิงแซงมันสูงมาก เมื่อเจ้าบ้านกำลังได้ใจ
แต่แล้วฮีโร่ที่ไม่มีใครคาดคิดก็ปรากฏตัว แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กองหลังที่เคยตกเป็นเป้าโจมตีของคนทั้งประเทศ คือคนที่โขกประตูชัยให้ทีม หลังจากที่เราเพิ่งโดนตีเสมอไปได้ไม่นาน ผมยังจำความรู้สึกตอนบอลเข้าประตูได้เลย มันคือการระเบิดของอารมณ์ที่อัดอั้นมาทั้งเกม จากที่กำลังจะยอมรับผลเสมอ กลายเป็นได้สามแต้มเต็มๆ ในบ้านของคู่ปรับตลอดกาล
สิ่งที่ทำให้โมเมนต์นี้พิเศษกว่าประตูชัยทั่วไป คือคนที่ทำประตูนั่นแหละ แม็กไกวร์ผ่านอะไรมาเยอะมากในเส้นทางอาชีพกับทีมนี้ เขาเคยเป็นตัวตลกในสายตาแฟนบอลฝ่ายตรงข้าม เคยถูกล้อเลียนจนกลายเป็นมีม การที่เขาเป็นคนตัดสินเกมสำคัญระดับนี้ได้ มันคือบทพิสูจน์ว่าความอดทนและการไม่ยอมแพ้ของเขามันมีค่า และมันทำให้ชัยชนะนัดนั้นมีความหมายมากกว่าแค่สามคะแนนในตาราง
โมเมนต์ยอดแย่แห่งฤดูกาล: ฝันร้ายที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค
ถ้ามีโมเมนต์ที่ทำให้ผมอยากกรี๊ดด้วยความสุข ก็ต้องมีโมเมนต์ที่ทำให้ผมอยากกรี๊ดด้วยความแค้นเช่นกัน และจังหวะนั้นเกิดขึ้นที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค
เล่าให้ฟังก่อนว่าสถานการณ์ในเกมนั้นมันควรจะจบลงด้วยดีสำหรับเรา เพราะนิวคาสเซิลเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน ซึ่งโดยหลักการแล้วการเล่นกับทีมที่เหลือผู้เล่นน้อยกว่า เราควรจะเป็นต่อและคุมเกมได้ การได้เปรียบเชิงตัวเลขในสนามมันคือข้อได้เปรียบมหาศาล และแฟนบอลทุกคนก็คาดหวังอย่างน้อยที่สุดคือการเก็บแต้มกลับบ้าน
แต่ฟุตบอลมันโหดร้ายเสมอ และความเจ็บปวดมันมาในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บีบหัวใจที่สุด จังหวะนั้นวิลเลียม โอซูลา ลากบอลเลื้อยตัดเข้ามาในกรอบ แล้วปั่นโค้งด้วยเท้าซ้ายผ่านมือเซนเน่อ ลัมเมนส์ เข้าไปเป็นประตูชัยให้เจ้าบ้าน
ความรู้สึกตอนนั้นมันบรรยายเป็นคำพูดยาก มันคือส่วนผสมของความช็อก ความผิดหวัง และความโมโหที่ปนกันไปหมด เพราะมันไม่ใช่แค่การเสียประตู แต่มันคือการเสียประตูในจังหวะที่ไม่ควรเสีย ในเกมที่เราควรจะได้อะไรกลับบ้านมากกว่านี้ การโดนทีมที่เหลือ 10 คนยิงในช่วงท้ายเกมแบบนี้ มันเจ็บแสบกว่าการแพ้แบบขาดลอยเสียอีก เพราะมันคือแต้มที่หลุดลอยไปจากมือทั้งที่เกือบจะคว้าไว้ได้แล้ว
ผมไม่โทษลัมเมนส์มากนักในจังหวะนั้น เพราะลูกปั่นเข้าเสาไกลแบบนั้นมันแก้ยากจริงๆ สำหรับผู้รักษาประตู แต่สิ่งที่น่าหงุดหงิดคือกระบวนการก่อนหน้านั้น ที่ปล่อยให้คู่แข่งลากบอลเข้ามาถึงในกรอบเขตโทษได้ง่ายเกินไป ในเกมที่เราเป็นต่อเรื่องจำนวนคน เกมรับของเราในช่วงท้ายมันหละหลวมเกินกว่าที่ควรจะเป็น และนั่นคือสิ่งที่ทีมต้องเก็บไปเป็นบทเรียน ว่าการคุมเกมในช่วงเวลาสำคัญมันสำคัญแค่ไหน
เซ็นสัญญายอดเยี่ยม: เซนเน่อ ลัมเมนส์ ความนิ่งหลังเสาที่รอคอย
ถึงแม้ลัมเมนส์จะมีส่วนในโมเมนต์ยอดแย่ที่เพิ่งเล่าไป แต่เมื่อมองภาพรวมตลอดทั้งฤดูกาลแล้ว เขาคือการเซ็นสัญญาที่ผมพอใจที่สุด
ปัญหาในตำแหน่งผู้รักษาประตูของแมนยู มันเป็นเรื่องที่กวนใจแฟนบอลมานานพอสมควร โดยเฉพาะอาการลุ้นระทึกที่มาพร้อมกับอองเดร โอนาน่า ที่หลายครั้งเล่นดีจนน่าทึ่ง แต่อีกหลายครั้งก็พลาดในจังหวะที่ไม่น่าพลาด จนกลายเป็นความไม่มั่นใจที่ส่งต่อไปถึงแนวรับทั้งระบบ การมีนายทวารที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแบบนั้น มันทำให้ทั้งทีมเล่นด้วยความกังวลตลอดเวลา
การเข้ามาของลัมเมนส์จึงเหมือนเป็นการเติมความนิ่งให้กับทีม ผมแซวเล่นๆ ในใจตลอดว่าเด็กคนนี้ทนแรงกดดันและความปวดหัวจากสถานการณ์ผู้รักษาประตูของทีมมาได้ยังไงตั้งนาน เพราะการเข้ามารับช่วงต่อในตำแหน่งที่แฟนบอลจับตามองและเคยมีปัญหามาก่อน มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้เล่นใหม่เลย ต้องใช้ทั้งสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งและความสามารถที่แท้จริง
สิ่งที่ลัมเมนส์ให้กับทีมไม่ใช่แค่การเซฟลูกยิง แต่คือความรู้สึกมั่นคงที่แผ่ออกไปทั่วแนวรับ เมื่อกองหลังรู้ว่าข้างหลังมีคนที่ไว้ใจได้ พวกเขาก็จะเล่นได้อย่างมั่นใจมากขึ้น กล้าดันขึ้นไปเล่นเกมรุก กล้าเล่นบอลออกจากแดนหลัง เพราะรู้ว่าถ้าพลาดก็ยังมีคนคอยอุดหลังให้ ความมั่นคงตรงนี้แหละที่เป็นรากฐานสำคัญของการที่ทีมจบในอันดับสูงได้ เพราะทีมที่ลุ้นแชมป์หรือลุ้นท็อปสามได้ มักจะมีจุดร่วมเหมือนกันคือมีแนวรับและผู้รักษาประตูที่ไว้ใจได้
แม้จะมีพลาดบ้างอย่างเกมที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค แต่นั่นคือเรื่องปกติของนักเตะทุกคน ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสม่ำเสมอตลอดทั้งฤดูกาล และในแง่นั้นลัมเมนส์ทำได้ดีเกินราคาที่จ่ายไปเยอะ เขาคือการลงทุนที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังของทีมได้ตรงจุด
เซ็นสัญญายอดแย่: ไม่มีให้พูดถึง และนั่นคือสัญญาณที่ดี
หัวข้อนี้น่าจะเป็นหัวข้อที่เขียนง่ายที่สุด เพราะคำตอบของผมคือ ไม่มี
และผมอยากให้ทุกคนหยุดคิดสักนิดว่าการที่เราหาการเซ็นสัญญายอดแย่ไม่เจอเลยในฤดูกาลหนึ่ง มันคือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนสำหรับสโมสรแห่งนี้ ย้อนกลับไปหลายปีก่อน แทบทุกฤดูกาลเรามักจะมีนักเตะที่ซื้อมาด้วยราคาแพงลิ่ว แล้วกลายเป็นความผิดพลาดมหันต์ มีชื่อนักเตะมากมายที่กลายเป็นอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวในตลาดซื้อขาย จนแฟนบอลแทบจะทำใจไว้ล่วงหน้าทุกครั้งที่ทีมเซ็นใครเข้ามา
แต่ฤดูกาลนี้มันต่างออกไป การที่ทุกการเซ็นสัญญามันออกดอกออกผล หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้กลายเป็นภาระ มันสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างการบริหารของสโมสร มันบอกว่าคนที่ทำหน้าที่คัดเลือกนักเตะเริ่มจะทำการบ้านมาดีขึ้น เลือกคนที่เหมาะกับระบบ เหมาะกับงบประมาณ และเหมาะกับวัฒนธรรมของทีมจริงๆ ไม่ใช่ซื้อตามกระแสหรือซื้อเพราะชื่อเสียงเหมือนในอดีต
สำหรับผม การไม่มีการเซ็นสัญญายอดแย่ มันมีค่าพอๆ กับการมีการเซ็นสัญญายอดเยี่ยมเลยด้วยซ้ำ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าทีมกำลังเดินมาถูกทาง การสร้างทีมที่ยั่งยืนมันไม่ได้เริ่มจากการทุ่มเงินซื้อซุปตาร์ แต่มันเริ่มจากการบริหารจัดการที่ฉลาดและมีวินัย และฤดูกาลนี้คือหลักฐานชิ้นแรกที่ทำให้ผมเริ่มเชื่อว่าทีมโปรดของเรากำลังกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง
บทสรุปและคะแนนรวม: 8 เต็ม 10 กับฤดูกาลที่เกินคาด
มาถึงช่วงท้ายของการรีวิว ผมขอให้คะแนนฤดูกาลนี้ที่ 8 เต็ม 10
หลายคนอาจจะถามว่าทำไมไม่ให้คะแนนสูงกว่านี้ไปเลย ในเมื่อจบอันดับ 3 ซึ่งถือว่าดีมากแล้ว คำตอบของผมคือ ยังมีจุดที่ต้องพัฒนาอยู่ ทั้งเรื่องความสม่ำเสมอในบางช่วง ปัญหาในเกมรับช่วงท้ายเกมอย่างที่เห็นในเกมนิวคาสเซิล และการบริหารผู้เล่นในเชิงลึกบางตำแหน่ง สิ่งเหล่านี้คือการบ้านที่ทีมต้องเอาไปแก้ในฤดูกาลหน้า ถ้าอยากจะขยับขึ้นไปลุ้นแชมป์จริงจัง
แต่ถ้ามองในแง่ของความคาดหวังก่อนเปิดฤดูกาล ผมยอมรับเลยว่านี่คือผลงานที่เกินคาดไปมาก ก่อนบอลจะเริ่มเตะ ผมว่าน้อยคนนักที่จะกล้าฟันธงว่าแมนยูจะจบในอันดับ 3 ของตารางพรีเมียร์ลีกได้ การได้อันดับนี้มันคือการก้าวกระโดดครั้งสำคัญ และมันคือรากฐานที่ดีสำหรับการต่อยอดในอนาคต
สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดในฤดูกาลนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขอันดับในตาราง แต่คือความรู้สึกว่าทีมเริ่มจะมีตัวตนอีกครั้ง เรามีกัปตันที่เป็นผู้นำตัวจริงอย่างบรูโน่ เรามีเรื่องราวการลบคำสบประมาทที่อบอุ่นหัวใจอย่างดอร์กู เรามีฮีโร่ที่ไม่มีใครคาดคิดอย่างแม็กไกวร์ และเรามีการบริหารจัดการที่เริ่มจะเข้าที่เข้าทาง สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นกำไรที่แท้จริงของฤดูกาล
แน่นอนว่าความเจ็บปวดมันก็ยังมีให้เห็น อย่างเกมที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค ที่ยังคงเป็นภาพที่ผมไม่อยากนึกถึง แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ของการเป็นแฟนบอล มันมีทั้งวันที่เราหัวเราะและวันที่เราร้องไห้ และฤดูกาลนี้มันให้ทั้งสองอย่างกับเราอย่างครบถ้วน
โดยสรุปแล้ว นี่คือฤดูกาลแห่งความหวังที่กลับคืนมา เป็นฤดูกาลที่ทำให้แฟนผีอย่างเรากล้าที่จะฝันอีกครั้ง และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าฤดูกาลหน้า เราจะได้เห็นทีมรักของเราพัฒนาต่อยอดจากรากฐานที่ดีนี้ และทะยานขึ้นไปสูงกว่าเดิม เพราะสำหรับสโมสรแห่งนี้ อันดับ 3 ไม่เคยเป็นเป้าหมายสูงสุด มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการเดินทางกลับสู่จุดที่เราเคยอยู่เท่านั้นเอง















