คืนวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่สนามสปอติฟาย คัมป์ นู กลายเป็นค่ำคืนที่แฟนบอลกาตาลันจะจดจำไปอีกนาน เมื่อ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า เปิดบ้านไล่ถลุง เรอัล มาดริด คู่อริตลอดกาล 2-0 ในศึก เอล กลาซิโก้ นัดที่ 35 ของลาลีกา สเปน ฤดูกาล 2025-26 ปิดดีลคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสเปนสมัยที่ 29 ในประวัติศาสตร์สโมสรอย่างสมศักดิ์ศรี และเป็นแชมป์ลาลีกาสองสมัยติดต่อกันภายใต้การคุมทีมของ ฮันซี่ ฟลิค กุนซือชาวเยอรมัน ซึ่งเข้ามารับงานในช่วงฤดูร้อนปี 2024 CBSSports.com
สิ่งที่ทำให้ชัยชนะครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้งก็คือ บาร์ซ่า กลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถปิดดีลแชมป์ลาลีกาได้ในเกม เอล กลาซิโก้ โดยตรง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่หาดูไม่ได้บ่อยนัก เพราะตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของศึกชิงดำคู่นี้ มีเพียงไม่กี่หนที่ผลแพ้ชนะของเอล กลาซิโก้ จะตัดสินตำแหน่งจ่าฝูงโดยตรง ครั้งนี้ถือเป็นเพียงครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ที่ผลของแชมป์ลาลีกาถูกตัดสินโดยตรงจากผลของศึก กลาซิโก้ โดยครั้งก่อนหน้านี้คือเมื่อปี 1932 ที่ เรอัล มาดริด เจ้าของแชมป์มากที่สุด 36 สมัย คว้าแชมป์สมัยแรกหลังเสมอกับ บาร์ซ่า Al Jazeera
ประตูชัยทั้งสองลูกในเกมนี้มาจาก มาร์คัส แรชฟอร์ด ปีกอังกฤษที่ย้ายมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เฟร์ราน ตอร์เรส กองหน้าทีมชาติสเปน โดยทั้งคู่ยิงประตูในช่วง 20 นาทีแรกของเกม กดดันให้ "ราชันชุดขาว" ต้องเล่นไล่ตามตลอดทั้งครึ่งแรกอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะปกติแล้วเกมระดับ เอล กลาซิโก้ มักจะเป็นไปอย่างสูสีและตึงเครียดมากกว่านี้
ชัยชนะครั้งนี้ยังทำให้ บาร์ซ่า ทิ้งห่าง เรอัล มาดริด ถึง 14 แต้ม โดยที่เหลือการแข่งขันอีกเพียง 3 นัด ซึ่งหมายความว่าต่อให้ บาร์ซ่า แพ้รวด 3 เกมที่เหลือ และมาดริดชนะรวด 3 เกม ก็ยังไม่สามารถแซงขึ้นมาเป็นแชมป์ได้ ถือเป็นการปิดฉากการลุ้นแชมป์อย่างเด็ดขาดและสมศักดิ์ศรี
บรรยากาศก่อนเกมและความหนักอึ้งของศึกชี้ชะตา

ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น บรรยากาศที่ คัมป์ นู เต็มไปด้วยความคึกคักผสมความตื่นเต้น แฟนบอล "อาซูลกราน่า" ที่เข้ามาเต็มความจุกว่า 62,000 ที่นั่ง ต่างมาพร้อมความหวังว่าจะได้เห็นทีมรักของพวกเขาคว้าแชมป์ในเกมประวัติศาสตร์
ที่จริงแล้ว ก่อนเกมนี้ บาร์ซ่า นำห่าง เรอัล มาดริด อยู่ 11 แต้ม โดยมีโปรแกรมเหลืออีก 4 นัด ทำให้แค่ผลเสมอในเกมนี้ก็เพียงพอที่จะการันตีแชมป์แล้ว แต่ลูกทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ไม่ต้องการคว้าแชมป์แบบครึ่งๆ กลางๆ พวกเขาต้องการล้างแค้นจากที่แพ้ มาดริด ในเกมแรกที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และต้องการประกาศศักดาในฐานะทีมเบอร์หนึ่งของสเปนอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้บรรยากาศก่อนเกมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคือข่าวเศร้าที่มาถึงในช่วงเช้าของวันแข่งขัน เมื่อทางสโมสรประกาศว่า บิดาของ ฮันซี่ ฟลิค กุนซือใหญ่ของทีม ได้เสียชีวิตลง ทำให้เกมที่ควรจะเต็มไปด้วยความสนุกและความคาดหวังกลายเป็นเกมที่หนักอึ้งทางอารมณ์สำหรับทุกคนในทีม นักเตะทั้งสองฝั่งยืนสงบนิ่งหนึ่งนาทีก่อนเกมเริ่มเพื่อไว้อาลัย และทุกคนสวมปลอกแขนสีดำเป็นการแสดงความเคารพ
นอกจากนี้ ก่อนเกมจะเริ่ม ทีม เรอัล มาดริด เองก็มีปัญหาภายในที่กระทบต่อการเตรียมตัว เมื่อมีการเปิดเผยว่า เฟเด้ บัลเบร์เด้ มิดฟิลด์ชาวอุรุกวัย ไม่สามารถลงสนามได้ เนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกับ ออเรเลียง ชูอาเมนี่ เพื่อนร่วมทีมในห้องแต่งตัวระหว่างฝึกซ้อม ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการ และสะท้อนถึงความปั่นป่วนในทีมจ่าฝูง 36 สมัย
ในส่วนของฝั่งเจ้าถิ่น บาร์ซ่า ลงสนามด้วยทีมที่ค่อนข้างแข็งแกร่งครบเครื่อง ขณะที่ "ราชันชุดขาว" ขาดผู้เล่นคนสำคัญอย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป้ ดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศสที่ทำประตูสูงสุดในลีก 24 ประตูจาก 28 เกม ซึ่งเจ้าตัวประสบปัญหาบาดเจ็บ ทำให้ อัลวาโร่ อาร์เบโลอา กุนซือใหม่ที่เข้ามารับช่วงต่อจาก ชาบี อลอนโซ่ ต้องส่ง กอนซาโล่ การ์เซีย ดาวยิงดาวรุ่งลงเล่นแทน
ครึ่งแรกเดือด! บาร์ซ่าระเบิดฟอร์ม ยิง 2 ลูกใน 20 นาที
เกมเริ่มต้นมาเพียงไม่กี่นาที แฟนบอลที่ คัมป์ นู ก็ได้เห็นภาพที่พวกเขาฝันถึงแล้ว นาทีที่ 9 ของการแข่งขัน เมื่อ บาร์ซ่า ได้ลูกฟรีคิกบริเวณนอกกรอบเขตโทษระยะประมาณ 19 หลา มาร์คัส แรชฟอร์ด อาสารับหน้าที่สังหารด้วยตัวเอง เจ้าตัวยืนนิ่งสักครู่ ก่อนวิ่งเข้าหาบอลและซัดด้วยเท้าซ้ายแบบเต็มข้อ ลูกบอลพุ่งโค้งเสียบสามเหลี่ยมประตูเข้าไปอย่างสวยงาม จนแม้แต่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ผู้รักษาประตูร่างยักษ์ของ มาดริด ที่ขึ้นชื่อเรื่องรีเฟล็กซ์อันยอดเยี่ยมก็ทำอะไรไม่ได้
ประตูนี้กลายเป็นช่วงเวลาในฝันของ แรชฟอร์ด ที่ผ่านช่วงเวลายากลำบากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การได้ยิงประตูในเกมใหญ่ระดับ เอล กลาซิโก้ ในจังหวะสำคัญที่จะตัดสินแชมป์ ถือเป็นความสำเร็จส่วนตัวที่น่าจดจำที่สุดในอาชีพ และเป็นการตอบโต้ผู้ที่เคยวิจารณ์เขามาตลอดได้อย่างเจ็บแสบ บรรดาแฟนบอลที่ คัมป์ นู ต่างลุกขึ้นยืนตะโกนชื่อเขาดังกระหึ่ม
สถานการณ์ของ "ราชันชุดขาว" ยังไม่ทันได้ตั้งหลัก ในนาทีที่ 18 หรือไม่ถึง 10 นาทีหลังเสียประตูแรก ก็ต้องเสียอีกลูก จากจังหวะเข้าทำสุดสวยของทีมเจ้าบ้าน ชูเอา กานเซโล่ ผู้เล่นแบ็คขวาที่บุกขึ้นเติมเกมรุก เปิดบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษ ดานี่ โอลโม่ ใช้สมองและจังหวะที่ยอดเยี่ยม เลือกที่จะไข้วเท้าจ่ายย้อนหลังด้วยสันเท้าอย่างสุดเหนือชั้น ส่งให้ เฟร์ราน ตอร์เรส ที่สอดเข้ามาในจังหวะที่สมบูรณ์แบบ ซัดบอลด้วยข้างเท้าขวาเสียบมุมตาข่ายอย่างเฉียบขาด
ประตูที่สองนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของเกมรุก บาร์ซ่า ในยุคของ ฮันซี่ ฟลิค ได้อย่างชัดเจน ทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และความสร้างสรรค์ การที่ โอลโม่ เลือกจ่ายด้วยสันเท้าในจังหวะนั้น แทนที่จะยิงเอง แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่เหนือชั้น ส่วน ตอร์เรส ก็มีความเฉียบขาดในการจบสกอร์ในจังหวะแรก ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
หลังจากเสียสองประตูในเวลาเพียง 20 นาที เรอัล มาดริด รู้ตัวดีว่าต้องเปลี่ยนแผน โค้ช อาร์เบโลอา ที่ยืนตะโกนสั่งการอยู่ข้างสนามพยายามจัดทัพใหม่ ลูกทีมเร่งเกมรุกมากขึ้น พยายามดันสูงและกดบาร์ซ่าให้อยู่ในแดนตัวเอง ในจังหวะที่น่าจะตีตื้นได้คือเมื่อ กอนซาโล่ การ์เซีย ที่ลงเล่นแทน เอ็มบัปเป้ หลุดเข้าไปได้ในแนวรุก แต่กลับยิงเฉียดเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย
ทางด้าน บาร์ซ่า เองยังคงเดินเกมรุกอย่างต่อเนื่อง ในนาทีที่ 38 แรชฟอร์ด มีโอกาสได้ทำประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ หลังหลุดเข้าไปยิงในจังหวะที่ดี แต่บอลไปติดปลายมือของ กูร์กตัวส์ ออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย หากลูกนี้เข้าได้สำเร็จ น่าจะเป็นการปิดฉากเกมอย่างเด็ดขาด แม้ว่ายังไม่ทันเข้าครึ่งหลังก็ตาม
จบครึ่งแรก บาร์ซ่า นำห่าง เรอัล มาดริด 2-0 พร้อมการครอบครองบอลที่เหนือกว่าและการสร้างโอกาสที่อันตรายกว่า แฟนบอลทั้งสนามต่างมั่นใจว่าแชมป์น่าจะอยู่ในมือพวกเขาแน่นอน เหลือเพียงต้องเล่นในครึ่งหลังให้รัดกุมและไม่พลาดเท่านั้น
ครึ่งหลังราชันชุดขาวเร่งเครื่องไล่ตาม แต่ไร้น้ำยาเจาะตาข่าย
ครึ่งหลังเริ่มต้นขึ้น เรอัล มาดริด เปลี่ยนยุทธวิธีและเข้าเกมด้วยความฮึกเหิม พวกเขารู้ดีว่าหากต้องการเลื่อนการลุ้นแชมป์ออกไปอีก ต้องการอย่างน้อยหนึ่งประตูเพื่อให้เกมยังเปิด แต่ปัญหาคือ บาร์ซ่า ก็เล่นเกมรับได้แน่นหนาภายใต้การคุมทีมของ ฟลิค และมีการเล่นกดดันแบบประชิดที่ทำให้นักเตะ มาดริด หาช่องว่างได้ยาก
นาทีที่ 51 เกิดเหตุการณ์ที่หลายคนคิดว่าจะกลายเป็นจุดเปลี่ยน เมื่อมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างนักเตะทั้งสองทีมในจังหวะหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายเข้าไปรุมล้อมกันบริเวณกลางสนาม ก่อนที่ผู้ตัดสินจะใช้เวลาสักครู่ในการคุมสถานการณ์ให้สงบ จังหวะนี้ราฟินญ่า ปีกบราซิเลียนของบาร์ซ่า กับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็คขวาที่เพิ่งย้ายจาก ลิเวอร์พูล มาอยู่กับ มาดริด มีการปะทะคารมและถูกตักเตือนทั้งคู่ ก่อนเกมจะกลับเข้าสู่ปกติ
ในนาทีที่ 63 เรอัล มาดริด เกือบจะได้ประตูตีไข่แตกที่พวกเขาต้องการ เมื่อ จู๊ด เบลลิงแฮม ห้องเครื่องทีมชาติอังกฤษ ซัดบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายของ ฌูอัน การ์เซีย ผู้รักษาประตู บาร์ซ่า แล้ว แต่หลังการตรวจสอบ ผู้ตัดสินตัดสินใจเป่ายกเลิกประตูเพราะเป็นจังหวะล้ำหน้า เบลลิงแฮม แสดงอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เพราะนั่นเป็นโอกาสทองที่จะทำให้เกมยังเปิดอยู่ แต่ก็ต้องยอมรับการตัดสิน
นอกจากนี้ เรอัล มาดริด ยังมีโอกาสจากลูกเตะมุมในจังหวะที่ ชูอาเมนี่ พุ่งขึ้นโขกอย่างแรง แต่ ราฟินญ่า เคลียร์บอลออกไปได้อย่างเฉียบขาด ขณะที่ วินิซิอุส จูเนียร์ ดาวเตะบราซิเลียนพยายามใช้ความเร็วเจาะแนวรับ บาร์ซ่า หลายครั้ง แต่ก็ถูก ฌูอัน การ์เซีย ผู้รักษาประตูคนใหม่ของ บาร์ซ่า เซฟเอาไว้ได้
ในช่วงท้ายเกม บาร์ซ่า เกือบจะเพิ่มประตูที่สามได้อีกครั้ง โดย ตอร์เรส มีโอกาสเหมาแฮตทริกหลังหลุดเข้าไปได้อีก แต่ กูร์กตัวส์ ใช้ขาเซฟไว้ได้สำเร็จ ขณะที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าทีมชาติโปแลนด์ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง ก็มีลูกยิงที่อันตราย แต่ถูกผู้รักษาประตู มาดริด ปฏิเสธไปได้เช่นกัน
เมื่อเสียงนกหวีดยาวจบเกมดังขึ้น แฟนบอลทั้งสนาม คัมป์ นู ระเบิดเสียงเฮกึกก้องทั่วทั้งบาร์เซโลน่า บาร์ซ่า เอาชนะ เรอัล มาดริด 2-0 ปิดดีลคว้าแชมป์ลาลีกาสมัยที่ 29 ในประวัติศาสตร์สโมสรอย่างสมบูรณ์ นักเตะทุกคนวิ่งเข้ามาฉลองในสนาม ฮันซี่ ฟลิค ถูกโยนขึ้นกลางอากาศโดยลูกทีมในจังหวะแห่งความปิติยินดี
ฮันซี่ ฟลิค ฮีโร่นอกสนาม กับวันที่ไม่มีวันลืม
หากจะต้องเลือกบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะครั้งนี้ คงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่า ฮันซี่ ฟลิค กุนซือชาวเยอรมันวัย 61 ปี ที่ต้องลงสนามคุมทีมในวันที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตของเขา หลังจากที่ทราบข่าวการเสียชีวิตของบิดาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกมเริ่ม
หลังเกมจบ ฟลิค ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "วันนี้เป็นวันที่หนักสำหรับผมตั้งแต่ตอนเริ่ม - พ่อของผมเสียชีวิต แต่ทีมของผมยอดเยี่ยมมาก พวกเขาเหมือนครอบครัว" ฟลิค กล่าว เขายังเสริมว่า "พวกเขาทุ่มเททุกอย่างในวันนี้ ผมภูมิใจในแฟนบอลมาก มันเป็นเรื่องน่าทึ่งที่ได้คว้าแชมป์ในสนามแห่งนี้ ในเกม เอล กลาซิโก้ กับ เรอัล มาดริด เพื่อชิงแชมป์ลาลีกา" Al JazeeraAl Jazeera
ภายใต้การคุมทีมของ ฟลิค ตลอดสองฤดูกาลที่ผ่านมา บาร์ซ่า ได้พบกับความสำเร็จที่หลายคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หลังจากที่สโมสรประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ นี่คือถ้วยแชมป์ใหญ่ที่ 4 ของฟลิค กับ บาร์ซ่า รวมทั้ง โกปา เดล เรย์ 2025 และ สแปนิช ซูเปอร์คัพ CBSSports.com
อย่างไรก็ตาม ทีมของฟลิค ยังคงมีจุดที่ต้องพัฒนาในเวทียุโรป ทีมของฟลิคพ่ายแพ้ในรอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก ให้กับ อินเตอร์ มิลาน เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และในรอบ 8 ทีมสุดท้ายให้กับ แอตเลติโก้ มาดริด ในฤดูกาลนี้
แม้ในยุโรปยังไม่สำเร็จ แต่ในสเปนนั้นบาร์ซ่าของฟลิคแทบไม่มีคู่แข่ง การคว้าแชมป์ลีกสองสมัยติดต่อกัน พร้อมแต้มที่ทิ้งห่างคู่แข่งถึง 14 คะแนน บอกถึงความเหนือชั้นได้เป็นอย่างดี และเป็นการสร้างมรดกที่ ฟลิค จะถูกจดจำไปอีกนาน
เส้นทางสู่แชมป์อันแสนหฤโหดของ "อาซูลกราน่า"
หากย้อนกลับไปดูเส้นทางตลอดทั้งฤดูกาล การคว้าแชมป์ของ บาร์ซ่า ครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ตัวเลขแต้มห่างทำให้ดูเหมือน ในความเป็นจริงแล้ว ทีมต้องผ่านอุปสรรคหลายต่อหลายครั้งกว่าจะมาถึงจุดนี้
หลังจากแพ้ มาดริด ในศึก เอล กลาซิโก้ นัดแรกของฤดูกาลที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เมื่อเดือนตุลาคม บาร์ซ่า ตามหลัง โลส บลังโกส อยู่ถึง 5 แต้มในตารางลีก แต่พวกเขากลับมาเป็นจ่าฝูงอีกครั้งในเดือนธันวาคม และทิ้งห่าง 4 แต้มหลังจาก มาดริด ชนะเพียงเกมเดียวจาก 5 นัดในลีก ผลงานที่ย่ำแย่นี้ส่งผลให้ ชาบี อลอนโซ่ โค้ชของมาดริดถูกปลด หลังพ่ายให้บาร์ซ่าในนัดชิงสแปนิช ซูเปอร์โคปา ฟัยนัล ESPN
แต่ความผกผันยังไม่จบ บาร์ซ่า แพ้ เรอัล โซเซียดาด ในเดือนมกราคม และ จิโรน่า ในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ มาดริด กลับมาเป็นจ่าฝูงอีกครั้งหลังชนะรวด 8 นัด สถานการณ์ในช่วงนั้นทำให้แฟนบอล บาร์ซ่า หวาดหวั่นว่าจะเสียแชมป์ที่อยู่ในมือไปอีกครั้ง เหมือนกับฤดูกาลก่อนๆ ที่ทีมเคยพลาดท่าในช่วงโค้งสุดท้าย ESPN
อย่างไรก็ตาม ลูกทีมของ ฟลิค พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่ามีจิตใจของแชมป์ พวกเขากลับมาเล่นได้ดีในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล และค่อยๆ ทิ้งห่างคู่แข่งออกไปทีละน้อย แม้ มาดริด จะลดช่องว่างเหลือ 11 แต้มได้สำเร็จด้วยการชนะ เอสปันญ่อล เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ซึ่งทำให้ บาร์ซ่า ต้องชะลอการฉลองแชมป์ออกไป แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้ง บาร์ซ่า ได้ในที่สุด ESPN
ชัยชนะในเกม เอล กลาซิโก้ ครั้งนี้ ยังเป็นการสานต่อสถิติที่น่าทึ่งของ บาร์ซ่า ในฤดูกาลนี้ที่พวกเขาชนะรวดในบ้านถึง 18 นัดติดต่อกัน ไม่มีทีมไหนสามารถมาขโมยแต้มจาก คัมป์ นู ไปได้ ทำให้สนามแห่งนี้กลายเป็นป้อมปราการที่แท้จริงสำหรับ "เจ้าบุญทุ่ม" และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมรักษาตำแหน่งจ่าฝูงเอาไว้ได้
นักเตะคนสำคัญของ บาร์ซ่า ในฤดูกาลนี้คือ ลามีน ยามาล ดาวรุ่งวัย 18 ปีที่กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่น่าจับตามองที่สุดในโลก ร่วมด้วย เปดรี้ มิดฟิลด์ตัวรุกอัจฉริยะ และ ดานี่ โอลโม่ ที่ย้ายมาจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ก่อนหน้านี้ การได้ มาร์คัส แรชฟอร์ด มาเสริมในช่วงตลาดซื้อขายฤดูร้อนถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของผู้บริหาร เพราะปีกอังกฤษคนนี้ทำผลงานได้ดีเกินคาดและเป็นกำลังสำคัญในเกมรุก
ในขณะเดียวกัน เฟรงกี้ เดอ ยอง มิดฟิลด์ชาวดัตช์ที่หลายคนคิดว่าจะออกจากทีมเมื่อหลายปีก่อน ก็พลิกกลับมาเล่นได้ดีและกลายเป็นส่วนสำคัญของทีม "ตำแหน่งแชมป์นี้พิเศษมากเพราะเราคว้ามาได้ที่บ้านโดยเอาชนะ มาดริด ตอนนี้เราต้องเฉลิมฉลองกับแฟนๆ" เดอ ยอง กล่าวกับ Movistar หลังเกม เขายังเสริมอีกว่า "เราเป็นทีมที่ดีที่สุดในสเปน แน่นอนว่าเราต้องการคว้าแชมป์ แชมเปียนส์ลีก ด้วย นั่นคือเป้าหมาย ปีหน้าเราจะมีโอกาสอีกครั้ง" Al JazeeraAl Jazeera
วิกฤตในห้องแต่งตัวเรอัล มาดริด สู่ฤดูกาลแห่งความล้มเหลว
ในขณะที่ บาร์ซ่า กำลังเฉลิมฉลองแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ บรรยากาศในห้องแต่งตัวของ เรอัล มาดริด กลับเต็มไปด้วยความหดหู่และคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคต ผลการแข่งขันครั้งนี้ทำให้ มาดริด จบฤดูกาลที่สองติดต่อกันโดยไม่ได้แชมป์รายการใดๆ เลย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้สำหรับทีมที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ระดับ "ราชันแห่งยุโรป" ESPN
ฤดูกาลนี้ของ มาดริด เริ่มต้นมาก็มีปัญหา หลังจากที่ คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือชาวอิตาลีที่พา มาดริด คว้าแชมป์มาแล้วมากมาย ตัดสินใจจากทีมไปคุมทีมชาติบราซิลก่อนฟุตบอลโลก 2026 ทำให้บอร์ดบริหารต้องตัดสินใจเร่งด่วน และเลือก ชาบี อลอนโซ่ อดีตนักเตะของทีมที่ประสบความสำเร็จกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เข้ามารับช่วงต่อ
แต่ อลอนโซ่ ก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อผลงานในลีกเริ่มสะดุด ประกอบกับการแพ้ บาร์ซ่า ในนัดชิง สแปนิช ซูเปอร์โคปา ทำให้บอร์ดบริหารตัดสินใจปลดเขาในช่วงกลางฤดูกาล และให้ อัลวาโร่ อาร์เบโลอา อดีตนักเตะของทีมและโค้ชทีมเยาวชน เข้ามารับช่วงต่อแบบรักษาการ
ปัญหายังไม่หมดเพียงเท่านี้ ก่อนเกมเอล กลาซิโก้ ครั้งนี้ มีรายงานเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่าง เฟเด้ บัลเบร์เด้ และ ออเรเลียง ชูอาเมนี่ สองมิดฟิลด์ตัวหลักของทีม ในห้องแต่งตัวระหว่างการฝึกซ้อม ทำให้ บัลเบร์เด้ ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและไม่สามารถลงเล่นในเกมสำคัญได้ เรอัล มาดริด ปรับเงิน บัลเบร์เด้ และ ชูอาเมนี่ จากการชกต่อยในห้องแต่งตัว Al Jazeera
หลังเกม อาร์เบโลอา ออกมาแสดงความยินดีกับ บาร์ซ่า อย่างเป็นทางการ และให้สัมภาษณ์ว่าทีมของเขาจะ "เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้และจะทำงานหนักขึ้น" อย่างไรก็ตาม มีข่าวออกมาว่า อาร์เบโลอา ไม่น่าจะได้คุมทีมต่อในฤดูกาลหน้า และทาง มาดริด กำลังมองหาโค้ชใหม่ที่จะมาฟื้นฟูทีม มีข่าวลือว่า โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตโค้ชของทีม อาจจะกลับมาคุมทีมอีกครั้ง Al JazeeraAl Jazeera
ฤดูกาลหน้าจะเป็นฤดูกาลแห่งการปฏิรูปครั้งใหญ่สำหรับ มาดริด อย่างแน่นอน ทั้งในเรื่องของโค้ช ผู้เล่น และทิศทางของทีม เพราะการจบสองฤดูกาลติดต่อกันโดยไม่ได้แชมป์ใดๆ ถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้
ทั้งนี้ การที่ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ไม่ได้ลงสนามในเกมสำคัญนี้ก็ถูกตั้งคำถามมากมาย ดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศสมี 24 ประตูจาก 28 เกมในลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งทำให้เขาเป็นดาวซัลโวลาลีกา และเขาคือไม้เบื่อไม้เมาของ บาร์ซ่า มาตลอดอาชีพ หลายฝ่ายมองว่าหากเขาได้ลงสนามผลการแข่งขันอาจจะแตกต่างออกไป แต่ฟุตบอลก็คือฟุตบอล สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็คือเกิดขึ้นแล้ว NBC Sports
ความหมายของแชมป์สมัย 29 และก้าวต่อไปของบาร์ซ่า
การคว้าแชมป์ลาลีกาสมัยที่ 29 ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติเท่านั้น แต่มีความหมายลึกซึ้งมากกว่านั้นสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสโมสร บาร์เซโลน่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทีมต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนถึงขั้นที่ต้องขาย "เศษเสี้ยวของอนาคต" เพื่อให้สามารถลงทะเบียนนักเตะใหม่ได้ การได้ ลิโอเนล เมสซี่ ตำนานของสโมสรออกจากทีมไปเมื่อปี 2021 ก็เป็นภาพสะท้อนของวิกฤตที่หนักหน่วง
แต่ภายใต้การนำของ โจน ลาปอร์ตา ประธานสโมสร และโค้ชอย่าง ชาบี เอร์นานเดซ ก่อนจะส่งต่อให้ ฮันซี่ ฟลิค สโมสรค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมา ทั้งในเรื่องของการเงินและผลงานในสนาม จนกลับมาเป็นทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ในสเปนได้อีกครั้ง
ในแง่ของสถิติ บาร์ซ่า ยังมีโอกาสทำลายสถิติของสโมสรในเรื่องของแต้มห่างมากที่สุดในการคว้าแชมป์ลาลีกาในประวัติศาสตร์สโมสร โดยปัจจุบันพวกเขามี 91 แต้ม และห่าง มาดริด อยู่ 14 คะแนน หากในสามนัดสุดท้ายที่เหลือ บาร์ซ่า สามารถเก็บแต้มได้เต็มที่ และ มาดริด พลาดแต้มไปบ้าง ช่องว่างนี้อาจจะขยายออกไปได้อีก ซึ่งเป็นความท้าทายที่น่าสนใจในช่วงสุดท้ายของฤดูกาล
นอกจากนี้ การคว้าแชมป์สองสมัยติดต่อกันยังเป็นเครื่องยืนยันว่า ความสำเร็จในฤดูกาลก่อนหน้านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการทำงานอย่างเป็นระบบและมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ฟลิค พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นโค้ชระดับโลกที่สามารถทำให้ทีมที่ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ กลับมายิ่งใหญ่ได้
สำหรับก้าวต่อไป เป้าหมายของ บาร์ซ่า ในฤดูกาลหน้าน่าจะเป็นการกลับมายืนยันความยิ่งใหญ่ในเวทียุโรปอีกครั้ง "แน่นอนว่าเราต้องการคว้าแชมป์ แชมเปียนส์ลีก ด้วย นั่นคือเป้าหมาย ปีหน้าเราจะมีโอกาสอีกครั้ง" เดอ ยอง กล่าว ซึ่งสะท้อนถึงความทะเยอทะยานของทีม Al Jazeera
การคว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีก ครั้งสุดท้ายของ บาร์ซ่า คือเมื่อปี 2015 ภายใต้การคุมทีมของ ลุยส์ เอ็นริเก้ และกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทีมยังไม่สามารถกลับไปคว้าแชมป์รายการสูงสุดของยุโรปได้อีก ทำให้นี่กลายเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของสโมสรในขณะนี้ และน่าจะเป็นแรงผลักดันให้ทีมทุ่มเงินเสริมทัพในช่วงตลาดซื้อขายฤดูร้อนที่จะถึงนี้
ฤดูกาลหน้าจะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า บาร์ซ่า ของ ฟลิค จะสามารถยกระดับตัวเองไปอีกขั้นได้หรือไม่ และจะสามารถท้าทายทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, บาเยิร์น มิวนิค หรือ อินเตอร์ มิลาน ได้หรือเปล่า แต่อย่างน้อยในเวลานี้ พวกเขาคือราชาแห่งสเปนอย่างไร้ข้อกังขา
บทสรุปและช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลสเปน
ค่ำคืนของวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของสโมสร เอฟซี บาร์เซโลน่า ในฐานะวันที่พวกเขาคว้าแชมป์ลาลีกาสมัยที่ 29 ด้วยชัยชนะเหนือคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เรอัล มาดริด ในเกม เอล กลาซิโก้ ที่บ้านของตัวเอง เป็นภาพแห่งความสำเร็จที่งดงามและสมศักดิ์ศรีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
จากประตูฟรีคิกสุดสวยของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ในนาทีที่ 9 ถึงประตูสุดเฉียบของ เฟร์ราน ตอร์เรส ในนาทีที่ 20 จากภาพแห่งความเศร้าของ ฮันซี่ ฟลิค ถึงรอยยิ้มของแฟนบอลที่ คัมป์ นู จากความสง่างามของ ดานี่ โอลโม่ ในการจ่ายสันเท้าเหนือชั้น ถึงความเป็นทีมเวิร์คที่ลงตัว ทุกอย่างประกอบกันเป็นภาพแห่งชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ
สำหรับ บาร์เซโลน่า นี่คือการตอกย้ำสถานะของพวกเขาในฐานะหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก แม้จะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาบ้าง แต่พวกเขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถกลับมายืนยันความยิ่งใหญ่ได้ การคว้าแชมป์ลีกสองสมัยติดต่อกันภายใต้การคุมทีมของ ฟลิค คือเครื่องยืนยันที่ชัดเจน
สำหรับ เรอัล มาดริด นี่คือบทเรียนที่หนักหน่วงและจะต้องนำไปขบคิดในช่วงปิดฤดูกาล การจบฤดูกาลโดยไม่ได้แชมป์ใดๆ เป็นปีที่สองติดต่อกัน ประกอบกับปัญหาภายในที่เกิดขึ้น ทำให้ทีมต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องของโค้ช นักเตะ และวัฒนธรรมในห้องแต่งตัว เพื่อกลับมาเป็นทีมแชมป์อีกครั้ง
สำหรับวงการฟุตบอลสเปนโดยรวม การที่แชมป์ลาลีกาถูกตัดสินใจในเกม เอล กลาซิโก้ โดยตรง เป็นเรื่องที่หาดูได้ยากมาก และจะถูกพูดถึงไปอีกนาน เป็นการตอกย้ำว่าศึกชี้ชะตาคู่นี้คือเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอลโลก ไม่ใช่แค่ในแง่ของประวัติศาสตร์ ความเป็นคู่ปรับ หรือคุณภาพของผู้เล่นเท่านั้น แต่ในแง่ของความสำคัญต่อตำแหน่งแชมป์ด้วย
แฟนบอล "อาซูลกราน่า" ทั่วโลกต่างเฉลิมฉลองในค่ำคืนนี้ ทั้งในสนาม คัมป์ นู, ในเมืองบาร์เซโลน่า, ในร้านอาหารและบาร์ทั่วทวีปยุโรป ในเอเชีย อเมริกา และทั่วทุกมุมโลก เพลง "Cant del Barça" เพลงประจำสโมสรดังไปทั่ว และคำขวัญ "Més que un club" หรือ "มากกว่าสโมสร" ยังคงเป็นความจริงเสมอ บาร์ซ่า ไม่ใช่แค่ทีมฟุตบอล แต่คือสัญลักษณ์ของแคว้นกาตาลัน คือเอกลักษณ์ คือความภาคภูมิใจของคนหลายล้านคนทั่วโลก
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในความสำเร็จครั้งนี้ คงเป็นเรื่องราวของ ฮันซี่ ฟลิค ที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียบิดาในวันเดียวกับที่เขาพาทีมคว้าแชมป์ มันคือภาพสะท้อนของชีวิตที่มีทั้งความสุขและความเศร้าผสมปนเปกัน เป็นสิ่งที่บอกเราว่าฟุตบอลคือมากกว่าแค่ผลแพ้ชนะ แต่มันคือเรื่องของมนุษย์ ของครอบครัว ของความรักและความผูกพัน
ตอนนี้ บาร์ซ่า เหลือการแข่งขันอีก 3 นัดในฤดูกาล และพวกเขาจะลงสนามด้วยภาระที่เบาลง เพราะแชมป์อยู่ในมือแล้ว ภารกิจต่อไปคือการรักษามาตรฐานและเตรียมตัวสำหรับฤดูกาลใหม่ที่จะมาถึง ในขณะที่แฟนบอลทั่วโลกก็จะรอชมการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั้งในสนามและบนท้องถนนในเมืองบาร์เซโลน่า
นี่คือ บาร์เซโลน่า แชมป์ลาลีกาสมัยที่ 29 ราชาแห่งสเปน และเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในฤดูกาล 2025-26 อย่างไม่มีข้อกังขา ขอแสดงความยินดีกับนักเตะ ทีมงาน และแฟนบอลทุกคนของ "เจ้าบุญทุ่ม" และขอให้ทุกคนได้เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขนี้อย่างเต็มที่ ก่อนที่จะกลับมาท้าทายความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในฤดูกาลหน้าต่อไป