ปืนใหญ่ทะลุชิงดำสมัย 2 อาร์เซน่อล เชือด แอต.มาดริด 1-0

ภาษณ์ตอนแถลงข่าวก่อนเกม

คืนนี้แหละครับที่แฟนปืนใหญ่ทั่วโลกรอคอย รอแบบที่บางคนต้องบอกลูกหลานก่อนว่าตัวเองเคยเห็นอาร์เซน่อลเล่นชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่จะมาคืนนี้ของวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพราะนับจากปี 2549 ที่ทีมเคยพ่ายให้กับบาร์ซ่าที่ปารีสแบบเจ็บใจสุดๆ ก็เป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปีเต็มๆ ที่ทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" ไม่เคยเหยียบรอบชิงชนะเลิศของรายการสโมสรยอดเยี่ยมแห่งยุโรปอีกเลย

จนกระทั่งคืนนี้

ปืนใหญ่บุกชนะ แอตเลติโก มาดริด 1-0 ที่บ้านตัวเอง สกอร์รวมสองนัดเป็น 2-1 ผ่านเข้ารอบชิงดำได้สำเร็จ เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี

ภาพแฟนบอลกอดคอกันร้องไห้ในสนามเอมิเรตส์ คนที่นั่งอยู่บนสแตนด์ลุกขึ้นยืนปรบมือนานเป็นนาที บางคนเอามือกุมหน้า บางคนชูหมัดขึ้นฟ้า บางคนเดินไปกอดคนแปลกหน้าที่นั่งข้างๆ บอกตามตรงครับ — ภาพแบบนี้ถ้าใครไม่เคยอินกับฟุตบอลก็คงไม่เข้าใจ แต่สำหรับชาวกันเนอร์ส คืนนี้คือคืนที่รอกันมานาน

มิเกล อาร์เตต้า กุนซือชาวสเปน ทำให้สำเร็จ คนเดียวกับที่เคยเป็นกัปตันทีมในยุคที่ทีมต้องเจ็บปวดจากการตกชั้นจากแชมเปี้ยนส์ ลีก คนเดียวกับที่หลายคนเคยตั้งคำถามว่าจะคุมทีมไหวไหม คืนนี้เขาพาทีมกลับมายืนอยู่บนเวทีสูงสุดของยุโรปได้อีกครั้ง แล้วเหลืออีกแค่ 90 นาทีเท่านั้นที่จะคว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

บรรยากาศก่อนเกม กับความกดดันมหาศาล

The atmosphere before the game with immense pressure

ก่อนเกมเริ่ม รอบสนามเอมิเรตส์ คึกคักไม่ต่างจากวันนัดชิงเลย แฟนบอลในชุดสีแดง-ขาวเดินเต็มถนนฮอลโลเวย์ โร้ด ตั้งแต่เที่ยงวัน ผับร้านอาหารทุกแห่งแน่นเอี้ยด เสียงเชียร์ "Norrrth London Forever" ดังกึกก้องไปทั่ว มีคนกางธงอาร์เซน่อลรุ่นเก่าแก่ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยไฮบรี่ บางคนเอารูปอาแซน เวนเกอร์ มาแขวนคอ บางคนใส่เสื้อเบอร์ 14 ของอองรี — ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าแฟนบอลจริงๆ คิดถึงยุครุ่งโรจน์ของทีมแค่ไหน

นัดแรกที่สนาม วันด้า เมโทรโพลิตาโน่ ผลออกมา 1-1 ทำให้นัดสองคืนนี้กลายเป็นเกมตัดสินที่เปิดทุกความเป็นไปได้ ปืนใหญ่ที่ได้กลับมาเล่นบ้านตัวเอง รู้ดีว่าแค่เสมอ 0-0 ก็ผ่านเข้ารอบ แต่อาร์เตต้ายืนยันก่อนเกมชัดๆ ว่าทีมจะออกมาบุก ไม่มีตั้งรับเพื่อรักษาผลแน่นอน

"ผมไม่ได้พาทีมมาถึงตรงนี้ด้วยการกลัว" — คือคำที่อาร์เตต้าให้สัมฝั่งแขกผู้มาเยือน ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ จอมยุทธ์เกมรับชาวอาร์เจนตินา รู้ดีว่าทีมต้องทำประตูให้ได้ การยืนตั้งรับเหมือนเดิมไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะถ้าจบ 0-0 หรือแพ้ 0-1 ก็ตกรอบ ดังนั้นแอต.มาดริดคืนนี้น่าจะมีหน้าตาที่ต่างจากเดิมพอสมควร

อาร์เตต้าส่ง 11 ตัวจริงครบเครื่อง ดาบิด ราย่า เฝ้าเสา วิลเลี่ยม ซาลิบา จับคู่กับ กาเบรียล มากัลไญส์ เป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เดแคลน ไรซ์ ในแดนกลางจูงคู่กับ มิเกล เมริโน่ และ มาร์ติน ซูบิเมนดี้ ส่วนแดนรุก ซาก้า อยู่ทางขวา ทรอสซาร์ทางซ้าย และ วิคตอร์ โยเคเรส กองหน้าตัวเป้า มาร์ติน เออเดการ์ด กัปตันทีม อยู่บนม้านั่งสำรอง รอจังหวะลงมาช่วยทีมตอนสำคัญ

ส่วนแอตฯ มี ยาน โอบลัค กับ อองตวน กรีซมันน์ และ ฮูเลียน อัลวาเรซ เป็นแกนหลักเหมือนเดิม

11 นาทีแห่งความหนาว — แอตฯ ขู่ตั้งแต่ยังไม่อุ่น

นกหวีดเริ่มเกมยังไม่ทันดับเสียง แฟนบอลในสนามก็แทบลืมหายใจไปแล้วครับ

นาทีที่ 11 เท่านั้น แอตเลติโก มาดริด ก็แทบจะได้ประตูขึ้นนำเสียก่อน เมื่อ กรีซมันน์ ที่หักจังหวะจากริมเส้นเข้ามาอย่างเด็ดดวงในแบบฉบับของพ่อมดชาวฝรั่งเศส ก่อนซัดอย่างหนักหน่วงเข้ากลางประตู ดาบิด ราย่า ต้องพุ่งเซฟแบบใส่กันทุกอณู

แต่บอลก็ยังไม่หลุดเขตอันตราย!

มันลอยไปเข้าทาง ฮูเลียน อัลวาเรซ ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ตามมาซ้ำแบบจ่อๆ — ในจังหวะที่หลายคนคิดว่าได้ประตูแน่ๆ — เดแคลน ไรซ์ ก็พุ่งสไลด์มาช่วยบล็อกได้ทัน บอลกระดอนไปโดนตัวอัลวาเรซเองออกหลังกลายเป็นเตะมุม

แฟนบอลในสนามถึงกับยกมือกุมหัวกันยกใหญ่ บางคนหัวเราะ บางคนยังคงถือลมหายใจไว้ แต่ทุกคนรู้ดีว่ารอดมาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด นี่ขนาดเริ่มเกมยังไม่ถึงสิบห้านาทีนะ

มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าคืนนี้ไม่ใช่เกมง่าย แอตฯ มาด้วยใจสู้ ไม่ใช่ทีมที่จะตั้งรับให้ปืนใหญ่บุก พวกเขาวิ่งใส่ ผลักดัน ยึดบอลในแดนเจ้าบ้าน — ผิดจากที่หลายคนคาดเอาไว้ก่อนเกมพอสมควร

ส่วนปืนใหญ่ ดูเหมือนจะตื่นสนามไปนิดนึงในช่วงต้นเกม การส่งบอลผิดเป้ามีให้เห็นบ่อยกว่าปกติ ซาลิบาที่ปกติเล่นเย็นมือก็ดูเครียด แต่ก็ค่อยๆ ปรับตัวได้ ราว 15-20 นาทีให้หลัง ทีมเริ่มเข้าจังหวะของตัวเอง ครองบอลได้มากขึ้น เริ่มกดเกมขึ้นไปฝั่งแอตฯ

ครึ่งแรกที่บีบกันแน่น — โอบลัคยังเก่งเหมือนเดิม

20 นาทีแรกผ่านไปแบบขับเคี่ยวกันยิบ เกมเริ่มเทมาทางอาร์เซน่อลครองบอลมากขึ้นเรื่อยๆ ซาก้าเริ่มได้บอลในตำแหน่งที่ตัวเองชอบ ทรอสซาร์ก็เริ่มแกล้งคู่ต่อสู้ทางซ้าย แต่ปัญหาคือทีมหา "จังหวะจะๆ" เข้าไปยิงแบบโคตรชัดไม่ได้สักที

ระบบป้องกันของซิเมโอเน่ก็ยังเป็นซิเมโอเน่อยู่ดีครับ — ผู้เล่นเสื้อขาว-แดงยืนเรียงแน่นเป็นกำแพง ปิดทุกช่องว่าง แทบไม่ปล่อยให้กองหน้าปืนใหญ่ได้ยืนคนเดียวในกรอบเขตโทษเลย ลูกครอสที่เปิดเข้ามาก็มีคนโหม่งสกัดออกไปได้ทุกครั้ง

นาทีที่ 32 มาร์ติน ซูบิเมนดี้ จ่ายบอลทะลุช่องเข้าให้ ทรอสซาร์ ที่ยืนเตรียมตัวแล้ว แต่บอลยิงออกข้างเสาไปหวุดหวิด นาทีที่ 38 ทรอสซาร์ก็ได้บอลอีกครั้งในระยะใกล้ ซัดแน่นๆ แต่โอบลัค — เจ้าเก่า — ก็ยังยืนเซฟเหมือนเดิม

โอบลัคในวัย 33 ปี ยังเก่งไม่หาย ผู้รักษาประตูชาวสโลวาเกียคนนี้พิสูจน์แล้วว่าทำไมถึงเป็นมือหนึ่งของลาลีกามายาวนานหลายปี

ในมุมของแอตฯ พวกเขาก็พยายามขโมยจังหวะ แต่ผ่านครึ่งแรกได้ไม่ค่อยมีจังหวะอันตรายเท่าไรนัก ส่วนใหญ่ถูกกาเบรียลกับซาลิบาตัดสกัดได้ก่อน ส่วนเดแคลน ไรซ์ ก็เป็นเสาหลักในการแย่งบอล วิ่งทั้งเกมรุกเกมรับ — ตัวนี้แหละครับที่ทำให้อาร์เซน่อลแตกต่างจากปีก่อนๆ

แต่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จาก 35 เป็น 40 จาก 40 เป็น 43 แฟนบอลในสนามเริ่มกระวนกระวาย ถ้าครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-0 ครึ่งหลังก็จะยิ่งยากขึ้น เพราะซิเมโอเน่จะคงระบบรับเข้มข้นกว่าเดิมแน่นอน

นาที 45! — ซาก้าฮีโร่ในจังหวะสำคัญที่สุด

แล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอ

นาทีที่ 45 ก่อนหมดครึ่งแรกพอดี ทุกอย่างเปลี่ยนไป

มันเริ่มจากการเล่นต่อบอลในแดนกลาง ก่อนที่ เลอันโดร ทรอสซาร์ จะลากบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ และตัดสินใจซัดอย่างเต็มแรงเข้ามุมประตู

โอบลัคพุ่งตัว — เซฟได้ — แต่บอลกระดอนออกมา!

แล้วก็เป็นเด็กลอนดอนคนนั้นที่ตามจังหวะมาด้านหลังอย่างเฉียบคม

บูคาโย่ ซาก้า ซัดซ้ำเข้าประตูที่ว่าง

โกลลลลล!!!

เอมิเรตส์ระเบิดครับ ระเบิดจริงๆ ผมไม่ได้พูดเล่น คนที่เคยฟังเสียงเชียร์ในสนามฟุตบอลคงรู้ว่าเสียงแบบไหนคือเสียงที่ "ดังจริงๆ" และคืนนี้เสียงในเอมิเรตส์ดังจนตึกข้างๆ คงสะเทือนไปด้วย ทุกคนลุกขึ้นยืน บางคนกระโดดทับเก้าอี้ แฟนบอลที่ดูจากบ้านที่ไทยเองก็คงตื่นกันทั้งหมู่บ้าน

ซาก้าก้มกราบสนามทันทีหลังทำประตู ก่อนวิ่งไปขอบคุณทรอสซาร์ที่จ่ายให้ เพื่อนร่วมทีมทุกคนวิ่งมารุมกอด อาร์เตต้าที่ข้างสนามชูกำปั้นกระโดดดีใจจนแทบหลุดออกจากเทคนิคอลแอเรีย

เด็กในระบบเยาวชนของสโมสรคนนี้ — เด็กที่โตมากับสีแดง-ขาว — กลายเป็นฮีโร่ในเกมที่สำคัญที่สุดของทีมในรอบสองทศวรรษ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ มันคือชะตาที่เขียนไว้แล้ว

ประตูของซาก้าทำให้สกอร์รวมกลายเป็น 2-1 หมายความว่าแอต.มาดริดต้องบุกหา 2 ประตูในครึ่งหลังเพื่อพลิกกลับมา ซึ่งกับทีมที่ถนัดเกมรับมากกว่าเกมรุก — งานหินมาก

นกหวีดยาวจบครึ่งแรกดังขึ้นไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ปืนใหญ่นำเข้าพักที่ 1-0 และอารมณ์ในห้องแต่งตัวของสองทีมคงต่างกันราวฟ้ากับเหว

ครึ่งหลังที่ตึงเครียดทุกวินาที

ครึ่งหลังเริ่มต้นด้วยภาพแอตฯ ที่ออกมาด้วยพลังที่แตกต่างจากครึ่งแรก ซิเมโอเน่คงไล่ลูกทีมในห้องแต่งตัวจนตื่นแล้วล่ะครับ พวกเขาเล่นบุกใส่ตั้งแต่นกหวีดเปิดเกม

นาทีที่ 55 มาเลย — กรีซมันน์ในระยะนอกกรอบเขตโทษ ตัดสินใจฟาดเสาแรกเต็มเหนี่ยว

บอลพุ่งตรงเสาขวา

ราย่าพุ่งตัว!

เซฟได้!

ราย่าลุกขึ้นชูกำปั้นเชียร์ตัวเองเลย ผู้รักษาประตูชาวสเปนคนนี้แสดงความเป็นมืออาชีพได้อย่างยอดเยี่ยม การเซฟครั้งนี้สำคัญพอๆ กับประตูของซาก้าครับ

หลังจากนั้นแอตฯ ก็ยังคงดันเกมต่อไป ส่งลูกครอส ใช้ลูกตั้งเตะ พยายามทุกวิถีทางที่จะหาประตู แต่กำแพงของซาลิบา-กาเบรียลก็แข็งแกร่งเกินไป ทั้งคู่อ่านจังหวะได้ดี เลือกใช้ตำแหน่งได้เก่ง ตัดสกัดได้ทุกครั้งที่บอลผ่านเข้ามา

ซาลิบาคืนนี้เล่นในระดับที่ทำให้ผมยอมรับเลยว่าเขาคือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ ไม่มีใครเทียบได้ในแง่ของความสงบในการเล่นบอล

ในแดนกลาง เดแคลน ไรซ์ ก็เป็นพี่ใหญ่ที่คุมทีมได้ดีไม่แพ้กัน ตัดบอล วิ่งช่วยตัดเกม จ่ายเปลี่ยนทาง ทุกอย่างที่ต้องทำเขาทำได้หมด

แฟนบอลในสนามตื่นเต้นกันทุกครั้งที่ทีมแย่งบอลคืนได้ ทุกครั้งที่เคลียร์บอลออกจากเขตอันตราย เสียงปรบมือดังสนั่นไปทั่วสนาม

เกมหมากรุกของสองกุนซือ

ราว 60 นาทีพอดี ทั้งสองกุนซือก็เริ่มขยับหมาก

ซิเมโอเน่ส่งสามคนรวด — ราฟาเอล กาวิเซโด้ การ์โดโซ่, อเล็กซานเดอร์ ซอร์ล็อธ และ นาฮูเอล โมลิน่า — เพื่อเพิ่มอาวุธในแนวรุกและเปลี่ยนรูปทรงทีม การเปลี่ยนสามคนพร้อมกันแบบนี้คือสัญญาณว่าจอมยุทธ์ชาวอาร์เจนตินาคนนี้พร้อมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อกู้เกม

แต่อาร์เตต้าไม่ปล่อยให้ซิเมโอเน่ได้เปรียบ ตอบโต้ทันทีด้วยการส่งสามคนของตัวเอง — ปิเอโร่ อินคาปิเอ้ กองหลังจอมเก๋า, มาร์ติน เออเดการ์ด กัปตันทีมที่หายเจ็บ และ โนนิ มาดูเอเก้ ปีกหนุ่ม

การเปลี่ยนของอาร์เตต้าน่าสนใจมากครับ — ลงกองหลังเสริม + กัปตันทีมคุมเกม + ปีกที่มีความเร็วสำหรับเกมโต้กลับ ทุกอย่างถูกคำนวณมาอย่างดี ไม่ได้แค่ "เปลี่ยนเพื่อพักขา"

นี่คือฟุตบอลระดับแชมเปี้ยนส์ ลีก นี่คือการประลองหมากของสองสมองที่เก่งคนละแบบ — ซิเมโอเน่ที่ลุยอบอลรายการนี้มากว่า 14 ปี ปะทะกับ อาร์เตต้า ที่กำลังเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตัวเอง

โอกาสทองที่หลุดมือ — และช่วงท้ายที่หัวใจแทบหลุด

นาทีที่ 66 ปืนใหญ่มีโอกาสปิดเกม

อินคาปิเอ้ที่เพิ่งลงมา เปิดบอลเร็วและยาวจากแดนตัวเอง บอลลอยข้ามแดนกลางไปอย่างสวยงาม ตกลงในระยะที่เหมาะสำหรับวิคตอร์ โยเคเรส ที่อยู่กลางกรอบเขตโทษ

โยเคเรสกระโดด พุ่งโหม่งจ่อๆ จากระยะ 6 หลา

แต่...

บอลเหินข้ามคานออกไปอย่างน่าผิดหวัง

โอ๊ยยยย!

แฟนบอลทั้งสนามเอามือกุมหัวพร้อมกัน หลายคนคิดว่ามันคือประตูที่ 2-0 ที่จะปิดเกมแน่ๆ แต่บอลก็เป็นแบบนี้แหละครับ ดาวยิงระดับโลกอย่างโยเคเรสเองก็ยังพลาดได้

โยเคเรสคุกเข่าลงพื้น มือกุมหน้า เพื่อนร่วมทีมต้องวิ่งมาตบไหล่ปลอบ — ในเกมแบบนี้ ความผิดหวังเดียวอาจกลายเป็นภาระทางจิตใจที่หนักได้

หลังจากนั้นแอตฯ ก็ใช้โอกาสในการขโมยพลังกลับมาบุกอีกครั้ง

นาทีที่ 78 ลูกเตะมุมจากด้านขวา เปิดเข้ากรอบเขตโทษ ซอร์ล็อธสูงตัวกว่าใคร พุ่งโหม่งเต็มแรง

บอลเหินคานออกไปแบบหวุดหวิด

อีกครั้ง! หัวใจแฟนปืนใหญ่หลุดเป็นครั้งที่สองในรอบ 12 นาที

อาร์เตต้าตัดสินใจปรับเกมในช่วงนี้ ดึงทีมให้ถอยลึกขึ้น เน้นรักษาผลมากกว่าบุกหาประตูที่สอง บางคนอาจวิจารณ์ว่าควรบุกต่อ แต่ในเกมที่สำคัญแบบนี้ การเสียประตูเดียวอาจทำให้ตกรอบ ความระมัดระวังจึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง

ในช่วงทดเจ็บ 5 นาที ผู้ตัดสินยกป้ายขึ้นแสดง แฟนบอลในสนามนับถอยหลังกันแล้ว ทุกครั้งที่บอลออกหลังหรือออกข้าง พวกเขาตะโกน "Ole!" พร้อมกันเป็นเสียงเดียว

แอตฯ พยายามครั้งสุดท้ายในนาทีที่ 94 โอบลัคขึ้นมาช่วยทีมในจังหวะลูกเตะมุมเหมือนหนังเอเชี่ยนเกมส์ของเซอร์อเล็กซ์ แต่บอลไม่เข้าใคร ปืนใหญ่เคลียร์ออกได้ มาดูเอเก้พาบอลพาออกไป — แล้วผู้ตัดสินก็เป่านกหวีดยาว

จบเกม

ผู้เล่นปืนใหญ่ทุกคนวิ่งเข้ากอดกัน บางคนคุกเข่าลงพื้น ราย่าวิ่งจากประตูฝั่งตัวเองมาฉลองที่กลางสนาม อาร์เตต้ากระโดดเข้ากอดทีมงาน

ชัยชนะที่เปลี่ยนทุกอย่าง — และวันที่ 30 พฤษภาคมที่บูดาเปสต์

ชัยชนะ 1-0 ในคืนนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในตารางคะแนนครับ มันคือการประกาศกลับมาของยักษ์ใหญ่หลังจากหลับใหลมานาน

ย้อนกลับไปปี 2549 ทีมในยุคเวนเกอร์เข้าชิงครั้งแรกที่กรุงปารีส แต่พ่ายให้บาร์ซ่า 1-2 ในเกมที่ ยอน เลห์มันน์ โดนใบแดงตั้งแต่ครึ่งแรก เป็นความเจ็บปวดที่ฝังใจชาวกันเนอร์สมาตลอด หลายฤดูกาลทีมพยายามจะกลับมา แต่ก็เจอกำแพงที่ผ่านไม่ได้สักที — ทั้งบาเยิร์น ทั้งบาร์ซ่า ทั้งเรอัล มาดริด ผลัดกันมาเชือดปืนใหญ่ในรอบน็อคเอาท์ปีแล้วปีเล่า

ช่วงปี 2560-2563 ทีมตกต่ำสุดๆ ตกชั้นจากแชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นเวลาหลายปี เล่นยูโรปาลีกบ้าง ไม่ได้เล่นถ้วยยุโรปบ้าง แฟนบอลรุ่นใหม่บางคนแทบไม่เคยเห็นทีมรักของพ่อตัวเองเล่นในรายการสูงสุดของยุโรปด้วยซ้ำ

จนกระทั่งอาร์เตต้าเข้ามาในปลายปี 2562

เขาเป็นเหมือนสถาปนิกที่ค่อยๆ สร้างทีมขึ้นมาทีละชิ้น ปีแรกๆ ก็ยังลำบากครับ ทีมยังไม่นิ่ง ผลงานยังขึ้นๆ ลงๆ แฟนบอลบางคนถึงขั้นเรียกร้องให้ปลดเขา แต่บอร์ดสโมสรเชื่อมั่น และอาร์เตต้าก็พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน

ดึงไรซ์มาจากเวสต์แฮม ดึงเออเดการ์ดมาจากเรอัล มาดริด ดึงโยเคเรสมาจากสปอร์ติ้ง — แต่ละการเซ็นสัญญาคือก้าวที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้ทีมพร้อมจะปะทะกับใครก็ได้ในยุโรป

ซาก้า เด็กในระบบเยาวชน ที่อยู่กับสโมสรมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ คือสัญลักษณ์ของการเดินทางครั้งนี้ และการที่เขาเป็นคนทำประตูชัยให้ทีมเข้ารอบชิง — มันก็เหมือนนิยายที่เขียนได้ลงตัวเกินไปบ้าง

หลังเกมอาร์เตต้าให้สัมภาษณ์น้ำตาคลอ "นี่คือคืนที่พิเศษที่สุดในชีวิตผม สำหรับสโมสรนี้ สำหรับแฟนบอลที่รอคอยมานาน เรายังไม่ทำอะไรสำเร็จ ยังเหลืออีกหนึ่งเกม แต่คืนนี้ผมอยากให้ทุกคนได้ฉลองในสิ่งที่เราทำมาด้วยกัน"

ตอนนี้ปืนใหญ่ได้ตั๋วทองเข้ารอบชิงดำของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2025-26 เรียบร้อย รอเจอผู้ชนะระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แชมป์เก่า ที่จะหวดกันคืนพรุ่งนี้

ทั้งสองทีมก็ไม่ใช่เล่นๆ — บาเยิร์นภายใต้กุนซือคนใหม่ในซีซั่นนี้ มาพร้อมขุมกำลังของแฮร์รี่ เคน, จามาล มูเซียลา และ ฟลอเรียน เวียร์ตส์ ส่วน เปเอสเช ของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ก็แข็งโป๊กไม่แพ้กัน เด็มเบเล่, บาร์โกลา, ฌูเอา เนเวส คือผู้เล่นระดับโลกที่เคยทำให้แชมเปี้ยนส์ลีกเป็นของตัวเองมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว

นัดชิงจะจัดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่สนามปุสกาส อารีน่า กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ความจุประมาณ 67,000 ที่นั่ง — เป็นการจัดรอบชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกครั้งแรกที่บูดาเปสต์ในประวัติศาสตร์รายการ

สำหรับอาร์เซน่อล นี่คือโอกาสคว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรปสูงสุดเป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์ 138 ปีของสโมสร แม้จะเคยคว้า แฟร์ส คัพ ในปี 2513 และ คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 2537 มาแล้ว แต่ถ้วยใหญ่ที่สุดของยุโรปยังคงเป็นความฝันที่ไม่เคยทำได้

อีก 24 วันเท่านั้นครับ — แฟนบอลปืนใหญ่ทั่วโลกคงต้องเก็บกระเป๋ากันแล้ว เพราะวันนั้นอาจเป็นวันที่ความฝันที่รอคอยมา 20 ปีกลายเป็นจริง ไม่ใช่แค่เข้าชิง แต่เป็นการคว้าแชมป์เลย

ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร อาร์เซน่อลพิสูจน์แล้วว่าทีมนี้พร้อมจะปะทะกับใครก็ได้ในยุโรป ซาก้า, ไรซ์, ซาลิบา, ราย่า และเพื่อนๆ ทุกคน คือผู้เล่นระดับโลกที่ต่อสู้เพื่อสีเสื้อสโมสรอย่างเต็มหัวใจ

20 ปีของการรอคอยใกล้สิ้นสุดลงแล้ว และความฝันสุดท้ายอยู่ห่างออกไปเพียงอีก 90 นาทีที่กรุงบูดาเปสต์

ขอให้แฟนบอลปืนใหญ่ทั่วโลกได้สมหวังกันสักทีเถอะครับ

วิเคราะห์บอล อาร์เซน่อล vs แอตเลติโก มาดริด 5 พฤษภาคม 2569

คืนนี้ที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในกรุงลอนดอน จะเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่แฟนบอลทั่วโลกห้ามกะพริบตา เพราะนี่คือเกมรองชนะเลิศนัดที่สองของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ระหว่างเจ้าถิ่น “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล กับทีมแขก “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่จากแคว้นมาดริดที่บินข้ามทวีปมาถึงเกาะอังกฤษพร้อมความหวังจะเข้าชิงถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรปเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2016 เลกแรกที่สนามเมโทรโปลิตาโน สองทีมเสมอกันไป 1-1 ทำให้สกอร์รวมยังเปิดกว้าง ใครชนะ ใครเข้ารอบ ใครก็ดูตึงไปหมด

แต่ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ ทัพปืนใหญ่ของ มิเกล อาร์เตต้า กุมความได้เปรียบเล็กน้อยอยู่ในมือ ทั้งจากการได้ลงเล่นในรังเหย้า ทั้งจากกระแสฟอร์มที่กำลังร้อนแรงในเวทีลีกสูงสุดอังกฤษ และที่สำคัญคือพวกเขาทำประตูทีมเยือนเอาไว้ได้ในเลกแรก แม้ว่ากฎอเวย์โกลจะถูกยกเลิกไปแล้วก็ตาม แต่ในเชิงจิตวิทยา การที่ตัวเองเคยเจาะตาข่าย ตราหมี ที่บ้านของเขาได้ ย่อมเป็นแรงผลักให้ลูกทีมของอาร์เตต้ามีความมั่นใจล้นเหลือ เกมนี้คือเกมตัดสิน เกมที่ใครพลาดเป็นจบ และเกมที่บอกได้คำเดียวว่า ห้ามพลาดเด็ดขาด

ภาพรวมความสำคัญของเกมตัดสิน

Overview of the importance of the decisive game

อาร์เซน่อลในยุคของอาร์เตต้าเข้าใกล้ความสำเร็จในระดับยุโรปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายสิบปี หลังจากที่เคยพลาดท่าเข้ารอบรองชนะเลิศไปเมื่อสองฤดูกาลก่อน ปีนี้พวกเขามาแบบเอาจริง ทั้งทีมและทั้งสตาฟฟ์ดูเหมือนจะเรียนรู้บทเรียนจากครั้งนั้น และพร้อมที่จะลบล้างคำสาปทุกอย่างที่ครอบครองสโมสรมานาน หลายคนมองว่าเกมคืนนี้คือเกมที่จะวัดใจเด็กๆ ของอาร์เตต้าว่ามีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นทีมแถวหน้าของยุโรปได้จริงไหม

ฝั่งแอตเลติโก มาดริด ภายใต้การคุมทีมของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือผู้เป็นตำนานของสโมสร ก็ไม่ได้น้อยหน้า ตราหมี เคยพลาดแชมป์รายการนี้มาแล้วถึงสองครั้ง ทั้งนัดชิงปี 2014 และ 2016 ที่แพ้ให้กับเรอัล มาดริด ทีมร่วมเมืองไปแบบขมขื่น ฤดูกาลนี้พวกเขามองว่าเป็นโอกาสทองอีกครั้งที่จะคว้าแชมป์ยุโรป โดยเฉพาะเมื่อทีมในมือของซิเมโอเน่ดูสมบูรณ์ที่สุดในรอบหลายปี มีทั้งกองหน้าเฉียบขาดอย่าง ฮูเลียน อัลวาเรซ ที่กำลังร้อนแรง มีทั้งกลางที่แข็งแกร่ง และหลังที่เป็นตำนานความเหนียว

เกมเลกสองแบบนี้สำหรับ ตราหมี คือสมรภูมิที่ถนัดที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ซิเมโอเน่ขึ้นชื่อเรื่องการบริหารเกมแบบ “เปิดประตูบ้านให้แค่นิดเดียวพอ” คือยอมเปิดให้คู่แข่งบุก แต่ปิดประตูให้แน่นที่สุด แล้วรอจังหวะสวนกลับด้วยความเร็วและคมกริบ เกมแบบนี้คือสไตล์ที่หลายทีมใหญ่กลัวที่สุด เพราะมันน่าหงุดหงิด มันบีบให้คุณต้องทำเกมเอง และเมื่อคุณเปิดมา พวกเขาจะเชือดคุณทันที

แต่อย่าลืมว่าทีมของอาร์เตต้าก็ไม่ใช่ทีมธรรมดา พวกเขามีอาวุธหลากหลาย ทั้งบอลกลางอากาศ ทั้งเซ็ตพีซที่อันตรายที่สุดในยุโรป ทั้งแบ็กที่ขึ้นเกมรุกเก่ง และทั้งกองหน้าที่เคลื่อนที่ไปมาให้ปวดหัว ดังนั้นเกมคืนนี้น่าจะเป็นการต่อสู้ทางยุทธวิธีที่สุดอันเข้มข้นที่สุดเกมหนึ่งของฤดูกาล

สถานะปืนใหญ่ก่อนเกมชี้ชะตา

ในด้านของอาร์เซน่อล ข่าวดีล่าสุดคือ บูกาโย่ ซาก้า ดาวเตะวิงขวาคนสำคัญ ที่ลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีกล่าสุดเจอกับ ฟูแล่ม และยิงไป 1 จ่ายอีก 1 ภายในแค่ครึ่งแรก แต่กลับถูก อาร์เตต้า เปลี่ยนตัวออกช่วงพักครึ่งแบบงงๆ จริงๆ แล้วไม่ได้มีอะไรน่ากังวล กุนซือชาวสเปนคนนี้ตั้งใจเอง ที่จะถนอมร่างกายของซาก้าไว้สำหรับเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก คืนนี้ การลงเฉพาะครึ่งแรกแล้วออกพักทำให้เด็กหนุ่มจากเฮล เอนด์ มีร่างกายและจิตใจสดชื่นเต็มที่ พร้อมที่จะออกมาวิ่งใส่แบ็กซ้ายของแอตเลติโก ตลอด 90 นาที

ปัญหาที่อาร์เตต้าต้องคิดหนักคือเรื่องความฟิตของ มาร์ติน โอเดอการ์ด กัปตันทีมชาวนอร์เวย์ และ ไค ฮาแวร์ตซ์ ดาวเตะอเนกประสงค์ชาวเยอรมัน ทั้งคู่ยังมีอาการบาดเจ็บที่ต้องลุ้นความพร้อมจนถึงนาทีสุดท้าย หากทั้งคู่ลงสนามได้จะเป็นข่าวดีอย่างมาก แต่หากต้องนั่งสำรองหรือไม่ติดทีม ตัวเลือกในมือของอาร์เตต้าก็ยังมีให้พลิกแพลงอีกพอสมควร

ข่าวร้ายที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เจอร์เรียน ทิมเบอร์ แบ็กขวาตัวจริงชาวดัตช์ และ มิเกล เมริโน่ มิดฟิลด์ตัวรุกชาวสเปน ทั้งคู่จะอดลงสนามคืนนี้แน่นอน เป็นการสูญเสียที่หนักหน่วงพอสมควร เพราะทิมเบอร์เป็นแบ็กที่เล่นได้ครบเครื่องมาก ทั้งเกมรับและเกมรุก ส่วนเมริโน่ก็เป็นมิดที่มีพลังลูกหัวและการขึ้นไปลุ้นในเซ็ตพีซแบบหายาก

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีที่ทำให้แฟนปืนใหญ่ใจชื้นคือผลงานของ ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี่ ดาวรุ่งวัยใสที่ได้โอกาสลงเป็นตัวจริงในนัดล่าสุดเล่นในตำแหน่งกลาง และทำผลงานออกมาได้น่าประทับใจ จนหลายคนพูดกันว่าเด็กคนนี้ดูพร้อมที่จะรับภาระในเกมใหญ่แบบนี้ แม้คาดว่าในเกมคืนนี้ มาร์ติน ซูบิเมนดี้ มิดฟิลด์ตัวรับชาวสเปนซึ่งได้พักในนัดล่าสุดเต็มที่ น่าจะกลับมาเป็นตัวจริงคู่กับ เดแคลน ไรซ์ มิดฟิลด์ลูกครึ่งไอริชอังกฤษ คู่นี้คือคู่กลางที่มาตรฐานสูงสุดของอาร์เซน่อลในฤดูกาลนี้ และน่าจะเป็นคู่ที่ทำหน้าที่เคลียร์บอลและสกัดการสวนกลับของแอตเลติโกได้ดีที่สุด

ในแนวรับฝั่งซ้าย มีลุ้นว่า ปิเอโร่ อินกาปิเอ้ เซ็นเตอร์แบ็กชาวเอกวาดอร์ที่เพิ่งเซ็นสัญญาเข้ามา จะเบียดแย่งตำแหน่งจาก ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ ในตำแหน่งแบ็กซ้าย ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างกล้าหาญของอาร์เตต้าหากเขาเลือกเช่นนั้น เพราะอินกาปิเอ้มีจุดเด่นที่ความแข็งแกร่งทางร่างกาย เหมาะกับการรับมือกองหน้าแข็งแรงๆ แบบ ฮูเลียน อัลวาเรซ และ อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ ของแอตเลติโก ที่มักจะเป็นภัยคุกคามทางอากาศและการประกบตัวต่อตัว

โดยรวมแล้วทัพปืนใหญ่ดูพร้อมเกือบเต็มร้อย แม้จะมีคนเจ็บออกไปบ้าง แต่ตัวเลือกในทีมยังถือว่าลึก กองหน้าทั้ง กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ปีกซ้าย และ บูกาโย่ ซาก้า ปีกขวา ล้วนอยู่ในฟอร์มที่กำลังพีค ส่วนกองหน้าเป้าจะเป็นใครระหว่าง ฮาแวร์ตซ์ หรือถ้าฟิตไม่ทันก็อาจจะเป็น มิเกล เมริโน่ ปลอม หรือใช้แผน 4-3-3 แบบไร้กองหน้าเป้าตัวจริง ขึ้นอยู่กับการเลือกของกุนซือ

สถานะตราหมีพร้อมล่าตั๋วชิง

ฝั่งแอตเลติโก มาดริด มีข่าวดีหลายอย่างที่ทำให้กองเชียร์ยิ้มได้ก่อนเกมเริ่ม ข่าวดีที่สุดคือเรื่องของ ฮูเลียน อัลวาเรซ กองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ในเลกแรกต้องออกจากสนามเพราะมีอาการบาดเจ็บ ทำเอาแฟนบอลทีมตราหมีนอนไม่หลับไปหลายคืน แต่ผลตรวจล่าสุดยืนยันว่าอาการของอัลวาเรซไม่รุนแรงอย่างที่หวั่นกัน เขาฟิตเต็มร้อย และพร้อมลงเป็นตัวจริงคืนนี้แน่นอน

อัลวาเรซมาในฟอร์มที่ร้อนแรงแบบเลือดออกหู ล่าสุดเขาเพิ่งสร้างสถิติใหม่ในเวทียุโรป กลายเป็นนักเตะอาร์เจนไตน์ที่ทำ 25 ประตูในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการลงเล่นเพียง 41 นัด ทำลายสถิติเดิมของ ลิโอเนล เมสซี่ เพื่อนร่วมชาติและไอดอลของเขาที่ใช้ 42 นัด นี่คือเรื่องที่บอกได้คำเดียวว่าเหลือเชื่อ เพราะการที่จะแซงเมสซี่ในเรื่องอะไรก็ตามมันยากมาก แต่อัลวาเรซทำได้ และเขายังหนุ่มมาก ยังมีเวลาอีกยาวที่จะสร้างสถิติยิ่งใหญ่ต่อไป

นอกจากอัลวาเรซแล้ว ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ยังได้ตัวหลักอีกหลายคนที่ได้พักเต็มที่ในเกมล่าสุด ทั้ง จูเลียโน่ ซิเมโอเน่ ลูกชายของกุนซือที่ตอนนี้กลายเป็นกำลังสำคัญของทีม มาร์กอส ยอเรนเต้ มิดฟิลด์อเนกประสงค์ที่เล่นได้ทุกตำแหน่ง อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ ดาวยิงร่างยักษ์ชาวนอร์เวย์ที่เป็นภัยคุกคามทางอากาศชั้นยอด และ ดาวิด ฮันช์โก้ แบ็กซ้ายชาวสโลวาเกียที่เพิ่งย้ายเข้ามาและกลายเป็นตัวจริงทันที ทั้งสี่คนนี้ได้พักในเกมลาลีกาล่าสุด ซึ่งเป็นการบริหารร่างกายที่ฉลาดของซิเมโอเน่ เพื่อให้ทุกคนสดเต็มที่สำหรับเกมที่ตัดสินอนาคตของฤดูกาล

อีกข่าวดีคือ โฮเซ่ มาเรีย คิเมเนซ เซ็นเตอร์แบ็กชาวอุรุกวัยตัวเก๋า ผ่านความฟิตติดทีมเรียบร้อย ลดความน่ากังวลของกุนซือไปได้อีกหนึ่งระดับ เพราะคิเมเนซคือหนึ่งในกองหลังที่ทรงคุณค่าที่สุดของแอตเลติโก เขามีประสบการณ์เยอะ มีจิตวิทยาในการเล่นเกมใหญ่ และเป็นนักสู้ที่ยอมเจ็บตัวเพื่อทีม

ในแง่ของผู้ที่จะอดเล่นคืนนี้ มีเพียง ปาโบล บาร์ริออส มิดฟิลด์ดาวรุ่ง และ นิโก้ กอนซาเลซ มิดฟิลด์ตัวรุก ที่ต้องพักจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขา ซึ่งถือว่าทีมตราหมีเสียหายไม่หนักเลย เมื่อเทียบกับอาร์เซน่อลที่ต้องเสียทั้งทิมเบอร์และเมริโน่ในส่วนของตัวจริงประจำ

สงครามยุทธวิธีในแดนกลางเป็นกุญแจสำคัญ

ถ้าจะให้วิเคราะห์เชิงยุทธวิธี เกมคืนนี้จะตัดสินกันที่แดนกลางอย่างไม่ต้องสงสัย อาร์เซน่อลภายใต้อาร์เตต้าเล่นในระบบ 4-3-3 ที่มีการเคลื่อนที่ของตัวรุกค่อนข้างซับซ้อน โดยเฉพาะเวลาที่ครองบอล ปีกทั้งสองฝั่งจะตัดเข้าใน แบ็กจะดันขึ้นมาเล่นเป็นตัวริมเส้น และมิดฟิลด์จะหมุนเวียนตำแหน่งกันตลอดเวลา การจะรับมือกับเกมรุกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าประกบไม่ดี จะถูกเจาะจากช่องว่างที่เปิดเองโดยไม่รู้ตัว

แต่ซิเมโอเน่ก็คือซิเมโอเน่ คนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์ของเกมรับในศตวรรษที่ 21 เขาน่าจะส่งทีมลงมาเล่นในระบบ 4-4-2 หรือ 5-3-2 แบบที่เขาถนัด คือบีบให้แดนกลางของอาร์เซน่อลทำงานยากที่สุด ใช้กองหน้าตัวลึกอย่าง อันโตนิโอ กรีซมันน์ ที่ลงเล่นมาตลอดในรอบนี้ คอยตัดเส้นทางบอลของซูบิเมนดี้และไรซ์ ส่วนแดนกลางจะอัดแน่นเพื่อปิดพื้นที่ระหว่างไลน์ ทำให้โอเดอการ์ด (ถ้าลงสนาม) หรือใครก็ตามที่เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรุก ไม่สามารถรับบอลในจุดที่อันตรายได้

นี่คือสมรภูมิทางจิตวิทยา อาร์เซน่อลต้องอดทนในการบุก ต้องไม่รีบร้อน ต้องครองบอลได้นาน และเคลื่อนบอลแบบเฉลียวฉลาด เพื่อที่จะหลอกล่อให้แอตเลติโกเสียระยะการประกบ แล้วค่อยเข้าทำเมื่อมีโอกาสจริงๆ ส่วนแอตเลติโกต้องอดทนเช่นกัน รอจังหวะสวนกลับเร็วๆ ผ่านความเร็วของอัลวาเรซ และความแข็งแกร่งของซอร์ลอธ ที่จะลงมาเป็นคู่หน้าหลังครึ่งหลังของเกมแน่นอนถ้าทีมยังต้องการประตู

อีกจุดที่น่าจับตาคือเรื่องเซ็ตพีซ อาร์เซน่อลเป็นทีมที่ทำประตูจากเซ็ตพีซได้มากที่สุดในยุโรปฤดูกาลนี้ ภายใต้การคุมโค้ชของ นิโคลาส โจเวอร์ โค้ชเซ็ตพีซชาวสเปนผู้กลายเป็นตำนาน ทุกครั้งที่อาร์เซน่อลได้เตะมุมหรือฟรีคิกในแดนคู่แข่ง คุณรู้สึกได้เลยว่ามีโอกาสได้ประตู และคืนนี้ก็คงไม่ต่างกัน อาร์เตต้าน่าจะใช้เซ็ตพีซเป็นอาวุธหลักในการเจาะกองหลังของแอตเลติโกที่มาตัวสูงๆ กันทั้งทีม แต่นั่นไม่ใช่ว่าจะกันลูกเตะมุมที่ดีไซน์มาอย่างประณีตของปืนใหญ่ได้ทั้งหมด

ฮูเลียน อัลวาเรซ vs ดาวิด รายา ดวลเดือดในกรอบเขตโทษ

ดาวเด่นที่ต้องจับตาที่สุดในเกมนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือ ฮูเลียน อัลวาเรซ กองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินา เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่แค่ทำสถิติแซงเมสซี่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก เท่านั้น เขายังมีคุณสมบัติครบทุกอย่างของกองหน้าระดับโลก ทั้งความเร็ว ทั้งทักษะ ทั้งการอ่านเกม ทั้งการจบสกอร์ที่เฉียบขาด และที่สำคัญคือความนิ่งในจังหวะหน้าประตู

อัลวาเรซในเลกแรกแม้จะออกจากสนามก่อนเวลา แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็สร้างความปวดหัวให้กับแนวรับของอาร์เซน่อลตลอดเวลาที่อยู่ในสนาม ความสามารถในการเคลื่อนที่ระหว่างแนวของเขาเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเซ็นเตอร์แบ็ก เพราะถ้าตามไปประกบ จะทิ้งช่องว่างให้คนอื่นเจาะ แต่ถ้าไม่ตาม เขาจะรับบอลในจุดที่อันตราย และพร้อมจะวิ่งเข้าทำทันที

คนที่จะต้องรับมือกับอัลวาเรซโดยตรงคือ วิลเลียม ซาลิบา และ กาเบรียล มากัลเญส คู่เซ็นเตอร์แบ็กที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ทั้งคู่จะต้องเข้าใจกันแบบหลับตา ต้องประสานงานกันได้แบบไร้รอยต่อ เพราะอัลวาเรซจะหาทางใช้ประโยชน์จากทุกความผิดพลาด ทุกการสื่อสารที่ขาดตอน

ขณะเดียวกัน ดาวิด รายา ผู้รักษาประตูชาวสเปน ที่ฤดูกาลนี้ได้รางวัล Golden Glove เป็นปีที่สองติดต่อกัน ก็จะเป็นด่านสุดท้ายที่ต้องคอยเซฟทุกความหวังของตราหมี รายาเป็นโกล์ที่นิ่งและอ่านเกมเก่ง การเล่นเท้าของเขาก็ดี ซึ่งเหมาะกับสไตล์ของอาร์เตต้าที่ต้องการให้โกล์เริ่มเกมจากด้านหลัง คืนนี้รายาอาจจะต้องใช้ทุกความสามารถที่มีในการป้องกันประตูจากการสวนกลับของอัลวาเรซและพรรคพวก

ในทางกลับกัน ยาน โอบลัค ผู้รักษาประตูตำนานของแอตเลติโก ก็คือเขื่อนสุดท้ายที่อาร์เซน่อลจะต้องฝ่าให้ได้ โอบลัคในวัย 33 ปี อาจจะไม่ได้ฟิตเหมือนเมื่อก่อน แต่ประสบการณ์ของเขายังคงเป็นเลิศ การเซฟลูกในจังหวะตัวต่อตัวยังคงเป็นจุดแข็งของเขา ดังนั้นการเอาชนะโอบลัคในเกมใหญ่แบบนี้ อาร์เซน่อลต้องสร้างโอกาสที่ดีจริงๆ ไม่ใช่ลูกครึ่งๆ กลางๆ

ปัจจัยรังเหย้าเอมิเรตส์และพลังกองเชียร์

อย่าประเมินค่าของเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมในคืนแชมเปี้ยนส์ ลีก ต่ำเกินไป แฟนบอลปืนใหญ่ในยามเกมใหญ่แบบนี้จะร้องเพลงตั้งแต่ก่อนเกมเริ่มจนหลังเกมจบ บรรยากาศที่อบอวลด้วยเสียง “ของพวกเรา ของพวกเรา” จากผู้ชมหกหมื่นกว่าคน คือสิ่งที่จะกดดันคู่แข่งได้แบบมหาศาล โดยเฉพาะทีมแบบแอตเลติโกที่มาเล่นในต่างแดน

อาร์เซน่อลในรังเหย้าฤดูกาลนี้ถือว่าทำผลงานได้น่าประทับใจมาก พวกเขาแทบจะไม่แพ้ใครที่บ้าน ยิ่งเป็นเกมยุโรปยิ่งหนักหน่วง สถิติของพวกเขาในรอบน็อกเอาท์ที่เอมิเรตส์ปีนี้คือชนะทุกนัด และยิงประตูได้อย่างน้อยสองลูกในเกือบทุกแมตช์ การครองความเหนือกว่าในรังเหย้าเช่นนี้ จะเป็นปัจจัยหนุนความมั่นใจของลูกทีมอาร์เตต้าได้เป็นอย่างดี

แต่แอตเลติโกก็ไม่ใช่ทีมจะถูกกลัวจากเสียงเชียร์ พวกเขาเคยเล่นในสนามบ้านของทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป และพวกเขาก็เคยพลิกชนะในสนามที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ความเก๋าของผู้เล่นอย่าง คิเมเนซ, กรีซมันน์, และ โคเก้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจังหวะเกม ไม่ให้ลูกทีมรุ่นใหม่หลงไปกับบรรยากาศ

คาดการณ์สิบเอ็ดตัวจริงและรูปแบบการเล่น

จากข้อมูลทั้งหมดที่มี คาดว่าอาร์เซน่อลจะส่งทีมลงในระบบ 4-3-3 โดยมี ดาวิด รายา เป็นผู้รักษาประตู แนวรับสี่คนเป็น ดีคลัน ไรซ์ ในตำแหน่งซูเปอร์มิด หรือถ้าเป็นแบ็กก็จะเป็น ติโม่ มอร์ราโต้ หรือ อูริเอล ต่อด้วย วิลเลียม ซาลิบา และ กาเบรียล มากัลเญส ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กคู่หลัก ปิดท้ายด้วย ปิเอโร่ อินกาปิเอ้ หรือ ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ ในตำแหน่งแบ็กซ้าย

ในแดนกลาง น่าจะเป็น มาร์ติน ซูบิเมนดี้ ที่กลับมาจับคู่กับ เดแคลน ไรซ์ ในตำแหน่งคู่กลางตัวรับ และ มาร์ติน โอเดอการ์ด ถ้าฟิตทัน หรือ ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี่ ในตำแหน่งกลางตัวรุก ส่วนแนวรุกสามคน คาดว่าจะเป็น บูกาโย่ ซาก้า ทางขวา ไค ฮาแวร์ตซ์ (ถ้าฟิต) หรือ มิเกล เมริโน่ ในตำแหน่งเป้า และ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ทางซ้าย

ฝั่งแอตเลติโก ซิเมโอเน่น่าจะเลือกระบบ 4-4-2 หรือ 5-3-2 ที่ถนัด โดยมี ยาน โอบลัค ในแกนรักษาประตู แนวรับสี่หรือห้าคน นำโดย โฮเซ่ คิเมเนซ และ โรบิน เลอ นอร์มองด์ ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ส่วน นาฮูเอล โมลิน่า น่าจะลงเล่นแบ็กขวา และ ดาวิด ฮันช์โก้ ในตำแหน่งแบ็กซ้าย

แดนกลางคาดว่าจะเป็น ปาโบล บาร์ริออส (ถ้าได้ลง) หรือ คอนเนอร์ กัลลาเกอร์ จับคู่ โคเก้ มิดฟิลด์กัปตันทีมตัวเก๋า หรือ มาร์กอส ยอเรนเต้ ที่อาจจะถูกดันมาเล่นแบ็กขวาแทน คู่กองหน้าน่าจะเป็น ฮูเลียน อัลวาเรซ จับคู่กับ อันโตนิโอ กรีซมันน์ ที่จะคอยถอยลงต่ำมาเล่นเป็นตัวจ่ายและตัวสร้างเกม

บทสรุปและการทำนายผล

เกมคืนนี้คือเกมที่ตัดสินอนาคตของทั้งสองสโมสรในฤดูกาลนี้ ใครชนะ คนนั้นได้ตั๋วไปชิงที่บูดาเปสต์ในเดือนถัดไป ใครแพ้ ก็ต้องกลับบ้านพร้อมความผิดหวังและคำถามมากมาย

ในมุมมองของผม อาร์เซน่อลมีโอกาสมากกว่าเล็กน้อย เพราะหนึ่ง พวกเขาเล่นในรังเหย้า สอง ผู้เล่นของพวกเขามีฟอร์มที่ดีกว่าโดยรวม สาม สไตล์การเล่นของพวกเขาในฤดูกาลนี้ดูเหมาะกับการเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งที่ตั้งรับลึก และสี่ พวกเขามีอาวุธเซ็ตพีซที่อันตรายที่สุดในยุโรป

แต่อย่าประเมินแอตเลติโกต่ำเด็ดขาด ทีมของซิเมโอเน่คือทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องการพลิกผลในเกมที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ความเหนียวของกองหลัง ความคมของอัลวาเรซ และความเก๋าของกรีซมันน์ คือสามปัจจัยที่จะทำให้ลุ้นกันเหงื่อตกในทุกๆ นาทีของเกม

คาดการณ์ผลการแข่งขัน ผมขอเดาว่าอาร์เซน่อลจะชนะ 2-1 ในเวลาเก้าสิบนาที ทำให้สกอร์รวมเป็น 3-2 และเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ผู้ทำประตูน่าจะเป็น ซาก้า, มาร์ติเนลลี่ หรือ ฮาแวร์ตซ์ สำหรับอาร์เซน่อล ส่วนฝั่งตราหมีน่าจะมาจากปลายเท้าของ อัลวาเรซ อย่างที่ใครๆ คาดเดาได้

แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง สิ่งที่บอกได้คำเดียวคือเกมคืนนี้จะเป็นความบันเทิงสุดยอดของแฟนบอลทั่วโลก ใครเป็นแฟนปืนใหญ่ก็ขอให้สวดมนต์ ใครเป็นแฟนตราหมีก็ขอให้ใจดีๆ และใครที่เป็นแฟนบอลกลางๆ ก็เตรียมตัวไว้กับเก้าสิบนาทีของเกมคุณภาพระดับโลก

นัดที่หาดูยากเช่นนี้ พลาดไปแล้วเสียดายแน่นอน เปิดทีวี เตรียมขนม นั่งรอบนโซฟา และพร้อมที่จะเชียร์ทีมของคุณให้สุดเสียง เพราะคืนนี้คือคืนที่จะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ของหนึ่งในสองสโมสร และอีกหนึ่งสโมสรจะกลับบ้านด้วยน้ำตา ใครจะเป็นใคร อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเราจะรู้กัน

อาร์เซน่อล บุกเจ๊า แอต.มาดริด 1-1 ตัดเชือก UCL นัดแรก

คืนวันพุธที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าแฟนบอลหลายคนคงนอนไม่หลับเหมือนผมแน่ๆ ครับ เพราะศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ที่ แอตเลติโก มาดริด เปิดบ้านเจอกับ อาร์เซน่อล มันเร้าใจตั้งแต่ต้นจนจบ จบเกมเสมอกันไป 1-1 โดย โยเคเรส ยิงจุดโทษให้ทีมเยือนนำก่อนจะหมดครึ่งแรก ก่อนที่ อัลวาเรซ จะมาตามตีเสมอจากจุดโทษเช่นกันในครึ่งหลัง

ผลเสมอครั้งนี้นอกจากจะทำให้ปืนใหญ่ยังไม่แพ้ใครติดต่อกัน 13 เกมรวดในรายการนี้แล้ว ยังเก็บประตูทีมเยือนติดมือกลับลอนดอนไปลุ้นต่อในนัดสองวันอังคารที่ 5 พฤษภาคมนี้ที่บ้านตัวเองด้วย

บรรยากาศก่อนเกม สองทีมแบกความกดดันมาคนละแบบ

The atmosphere before the game with the pressure on both sides

ก่อนบอลเริ่มเตะ ผมเปิดดูภาพบรรยากาศรอบสนามเอสตาดิโอ เมโตรโปลิตาโน ก็ได้แต่อึ้งกับพลังของแฟนบอลเจ้าถิ่น แน่นเต็มความจุ เสียงเชียร์ดังลั่นตั้งแต่รถบัสยังไม่จอดด้วยซ้ำ ธงแดงขาวโบกสะบัดทั่วอัฒจันทร์ พร้อมเพลงเชียร์ที่ร้องกันไม่หยุด เพราะทุกคนรู้ดีว่านี่คือโอกาสที่พวกเขารอมานานหลายปีแล้ว

ฝั่ง ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ก็จัดทัพแบบมาเล่นกับปอดปืนใหญ่กันเต็มที่ วางแผงกองกลางหนาๆ ส่ง อัลวาเรซ ยืนเป็นหัวหอกตัวต้นชัดเจน เห็นแล้วก็รู้เลยว่าเขาตั้งใจคว้าชัยในบ้านให้ได้ เพราะรู้ดีว่าบุกไปยิงที่เอมิเรตส์มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ส่วน มิเกล อาร์เตต้า กุนซือสายเลือดสเปนของอาร์เซน่อล วางแผนแบบเน้นสมดุลเกมรับ พร้อมสวนกลับเร็ว ส่ง โนนี่ มาดูเอเก้ คู่กับ มาร์ติเนลลี่ ยืนริมเส้นสองข้าง พร้อม โยเคเรส เป็นหัวหอกตัวเป้า เป้าหมายชัดเจนคือไม่อยากเสียประตู และพยายามเก็บประตูเยือนกลับมาให้ได้

นักเตะทั้งสองฝั่งเดินขึ้นสู่สนามด้วยสีหน้าจริงจัง เพลงประจำแชมเปี้ยนส์ ลีก ดังก้องไปทั่วสนาม เสียงตะโกนจากแฟนบอลทั้งสองฝั่งดังกลบกันไปมา นี่คือคืนสำคัญที่จะตัดสินว่าใครจะได้เข้าใกล้ถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรปอีกก้าวหนึ่ง

ครึ่งแรกที่ดุเดือด ปืนใหญ่กระชากนำก่อนเข้าพักด้วยจุดโทษ

หลังเสียงนกหวีดดังขึ้น ผมนึกว่าทั้งสองทีมจะมาเล่นเชิงกันแบบประปรายช่วงต้นเกม ปรากฏว่าผิดคาดครับ อาร์เซน่อล เปิดเกมรุกใส่เจ้าถิ่นแบบไม่เกรงใจตั้งแต่อึดใจแรก โอกาสแรกของเกมเกิดขึ้นในนาที 6 เท่านั้น เมื่อ โนนี่ มาดูเอเก้ ใช้ความเร็วเหลือร้ายตวัดเท้าผ่านผู้เล่นแอตเลติโกได้สองคนรวด ก่อนลากบอลทะลวงไปจนถึงเส้นหลัง เปิดบอลตักเข้ามาเสาไกลให้ มาร์ติเนลลี่ พุ่งโขก แต่ก็โหม่งไม่ถึง บอลตกใส่เท้า อินกาปิเอ้ ปราการหลังเจ้าบ้านที่ตกใจจนสะกิดบอลพลาดออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย แฟนบอลปืนใหญ่ได้แต่ส่งเสียงโอดครวญในจังหวะที่เกือบจะเป็นประตู

จังหวะนั้นเหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้แอตเลติโกตื่นตัว เพราะหลังจากนั้นเจ้าถิ่นเริ่มเรียกความมั่นใจกลับมา นาที 14 เกมรุกของตราหมีก็เกือบเปลี่ยนเกมได้สำเร็จ เมื่อ ฮูเลียน อัลวาเรซ ได้โอกาสจัดการบอลในกรอบเขตโทษ เจ้าตัวไม่รอช้าซัดเปรี้ยงเข้าทำทันที แต่ ดาบิด ราย่า นายทวารชาวสเปนของอาร์เซน่อลทำการเซฟแบบฉับพลันทันด่วน ปัดบอลออกไปจากกรอบประตูได้แบบหวุดหวิด แสดงให้เห็นว่าราย่ามาในฟอร์มที่พร้อมเต็มที่จริงๆ ในเกมนี้

หลังจากนั้นเพียงนาทีเดียว ปืนใหญ่ก็ตอบโต้กลับมาทันที วิคตอร์ โยเคเรส ใช้ร่างกายอันแข็งแกร่งดันบอลไปข้างหน้าและตะลุยพาบอลเกือบถึงเส้นหลังประตูเจ้าบ้าน ก่อนหักหลบและเขี่ยบอลกลับมาให้ มาร์ติน โอเดอการ์ด กัปตันที่ตามขึ้นมาสนับสนุนเกมรุก แต่จังหวะการยิงของกัปตันชาวนอร์เวย์ช้าไปนิด บอลไปติดบล็อกผู้เล่นกองหลังเจ้าถิ่นออกไปเสียก่อน

เกมยังคงดุเดือดและสองทีมต่างผลัดกันบุกผลัดกันรับ จนเข้าสู่นาที 30 จังหวะที่ทำให้แฟนปืนใหญ่ลุกขึ้นยืนเชียร์อีกครั้ง โนนี่ มาดูเอเก้ คนเดิมยังคงเป็นจุดอันตรายของเจ้าถิ่นไม่หยุด คราวนี้เจ้าตัวลากบอลตัดเข้าด้านในจากริมเส้นด้านขวา ก่อนปั่นด้วยเท้าซ้ายแบบสุดเหวี่ยง บอลพุ่งถากเสาประตูออกไปอย่างเฉียดฉิว แค่ไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้นที่เกือบกลายเป็นประตูสุดสวย

แล้วช่วงเวลาที่อาร์เซน่อลรอคอยก็มาถึงในนาที 43 จังหวะที่กลายเป็นประตูเปิดสกอร์เริ่มจากการครองบอลของ มาร์ติน ซูบีเมนดี้ มิดฟิลด์คนใหม่ที่ปรับตัวเข้ากับระบบของอาร์เตต้าได้อย่างยอดเยี่ยม เจ้าตัวจ่ายบอลทะลุช่องไปให้ วิคตอร์ โยเคเรส ที่กำลังพุ่งทะยานเข้าไปในกรอบเขตโทษ ขณะที่หัวหอกชาวสวีเดนกำลังจะยิงประตูนั้นเอง เดวิด ฮันซ์โก้ กองหลังเจ้าถิ่นเข้าทำเกินกำลัง กระแทกตัวโยเคเรสจนล้มลงในเขตโทษอย่างจัง ผู้ตัดสินไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ชี้นิ้วไปที่จุดโทษทันที พร้อมเสียงโห่จากแฟนบอลเจ้าถิ่น

โยเคเรสรับหน้าที่สังหารด้วยตัวเอง เจ้าตัวเดินมาวางบอลแบบใจเย็น ตั้งสมาธิ จ้องประตูฝั่ง ยาน ออบลัก แล้วซัดด้วยเท้าขวาเต็มข้อ บอลพุ่งเข้ามุมประตูแบบหนักหน่วง ออบลักเดาทางถูกแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ บอลผ่านมือเข้าไปนอนในตาข่ายให้ปืนใหญ่ออกนำ 1-0 กลางสนามแอตเลติโก สร้างความฮึกเหิมให้กองทัพปืนใหญ่ที่บุกมาเชียร์ในมุมเล็กๆ ของสนามอย่างสุดเสียง ครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-1 อาร์เซน่อลนำห่างไปก่อน

ครึ่งหลังพลิกผัน ตราหมีไล่ตีเสมอ ก่อนช่วงท้ายเกมตกอยู่ในวิกฤต VAR

พอกลับเข้าสู่ครึ่งหลัง บรรยากาศในสนามเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เจ้าบ้านที่กลับลงสนามมาด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นจากคำสั่งของซิเมโอเน่ ทำเอาแฟนบอลแอตเลติโกฮึดสู้กลับมาอีกครั้ง โอกาสแรกของครึ่งหลังเป็นของเจ้าบ้านในนาที 49 จากลูกฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ เป็น ฮูเลียน อัลวาเรซ ที่รับหน้าที่ยิง ดาวยิงชาวอาร์เจนตินาสับขาวิ่งมาโค้งบอลข้ามกำแพง บอลโค้งเข้าไปอย่างน่าเสียดายข้างตาข่ายด้านนอกแบบเฉียดฉิว ทำเอาแฟนบอลตราหมีในสนามต้องร้องเสียงดังลั่นไปทั้งอัฒจันทร์เลย

อีกเพียงสามนาทีต่อมา อเดโมล่า ลุคแมน ตัวรุกอีกคนของแอตเลติโกก็เกือบเปลี่ยนเกมได้แล้ว เจ้าตัวรับบอลทะลุช่องแล้วหลุดเข้าไปยิงเดี่ยวๆ กับ ดาบิด ราย่า แต่นายทวารชาวสเปนของอาร์เซน่อลก็โชว์ฟอร์มมหัศจรรย์อีกครั้ง พุ่งบล็อกบอลด้วยมือทั้งสองข้างไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม จังหวะถัดมาบอลกระดอนไปยังเท้าของ อองตวน กรีซมันน์ ที่จัดการเก็บบอลในกรอบเขตโทษได้ทันที กรีซมันน์ตั้งหลักแล้วซัดเต็มที่ แต่บอลก็ไปติดบล็อกของ กาเบรียล มากัลเฮส กองหลังตัวกลางของอาร์เซน่อลออกหลังไปอย่างทุลักทุเล อาร์เซน่อลรอดพ้นจังหวะหวาดเสียวมาได้แบบหายใจไม่ออก

แต่แล้วในนาที 55 ก็มาถึงจังหวะที่เปลี่ยนเกมไปอย่างสำคัญ ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจากห้อง VAR ให้ไปดูจอข้างสนาม เป็นจังหวะที่บอลในกรอบเขตโทษของอาร์เซน่อลไปกระแทกเข้าที่แขนของ เบน ไวท์ ฟูลแบ็คทีมเยือน หลังตรวจสอบภาพอย่างละเอียดจากหลายมุมกล้อง ผู้ตัดสินก็ตัดสินใจชี้นิ้วไปที่จุดโทษให้กับเจ้าบ้านทันที สร้างความผิดหวังให้กับนักเตะปืนใหญ่ที่พยายามเข้าไปประท้วงแต่ก็ไม่เป็นผล

ฮูเลียน อัลวาเรซ รับหน้าที่ยิงจุดโทษด้วยตัวเอง ดาวยิงชาวอาร์เจนตินาผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องการสังหารจุดโทษที่แม่นยำมากที่สุดคนหนึ่งในยุโรป เจ้าตัวเดินมาวางบอลอย่างใจเย็น ตั้งสมาธิแล้วซัดเข้ามุมประตูอย่างไม่ลังเล ราย่าที่พุ่งคนละทางก็ไม่สามารถสกัดกั้นได้ บอลเข้าไปนอนในตาข่ายสำเร็จ แอตเลติโก มาดริด ตามตีเสมอเป็น 1-1 พร้อมเสียงร้องตะโกนของแฟนบอลเจ้าถิ่นที่ดังกึกก้องไปทั่วสนาม

หลังได้ประตูตีเสมอ เกมรุกของเจ้าบ้านก็ยิ่งดุดันมากขึ้นไปอีก นาที 63 อองตวน กรีซมันน์ กองหน้าตัวเก๋าชาวฝรั่งเศสของแอตเลติโก ได้โอกาสยิงประตูอย่างเต็มที่ แต่บอลกลับพุ่งไปชนเสาประตูของอาร์เซน่อลออกไปอย่างน่าเสียดาย ทำเอาแฟนบอลทั้งสองฝั่งแทบหัวใจวาย จังหวะต่อมาเพียงไม่กี่วินาที กรีซมันน์ก็ยังไม่หยุดเล่นงานอาร์เซน่อล เจ้าตัวได้โอกาสซัดเต็มที่ที่หน้ากรอบเขตโทษอีกครั้ง แต่คราวนี้บอลไปติดแนวรับสีแดงของอาร์เซน่อลออกหลังไป

เกมเข้าสู่ช่วง 10 นาทีสุดท้ายและความตึงเครียดยิ่งเพิ่มสูงขึ้น อาร์เซน่อลพยายามรักษาผลและหาโอกาสสวนกลับ ขณะที่แอตเลติโกพยายามดันตัวเองขึ้นไปเพื่อจะคว้าประตูชัยให้ได้ในนัดเหย้า กระทั่งในนาที 80 ก็เกิดจังหวะดราม่าครั้งที่สองของเกม ลูกของ บูคาโย่ ซาก้า ที่ส่งบอลไหลเข้าไปในกรอบเขตโทษให้กับ เอเบเรชี่ เอเซ่ เพื่อนร่วมทีมที่วิ่งเข้าไปกำลังจะยิง แต่เจ้าตัวกลับโดนกองหลังเจ้าถิ่นเข้าแซะล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินเป่าให้จุดโทษทีมเยือนทันที สร้างความกังวลใจให้กับเจ้าบ้านอย่างหนัก

แต่แล้วก็ต้องผ่านการตรวจสอบจาก VAR อีกครั้ง ผู้ตัดสินวิ่งไปดูที่จอข้างสนามด้วยตัวเองอย่างละเอียดจากหลายมุมกล้อง ก่อนตัดสินใจกลับคำตัดสินเดิม ไม่ให้จุดโทษอาร์เซน่อล สร้างความผิดหวังให้กับนักเตะและกองเชียร์ของปืนใหญ่อย่างมาก หลายคนเข้าไปประท้วงผู้ตัดสินอย่างหัวเสีย แต่ก็ไม่เป็นผล เกมดำเนินต่อไปและสุดท้ายจบลงด้วยสกอร์ 1-1 ตามที่ทุกฝ่ายคาดเดาไว้ในช่วงนาทีหลัง

ดาบิด ราย่า ฮีโร่เงียบของปืนใหญ่ในค่ำคืนแห่งความเค็มแอตเลติโก

ถ้าถามผมว่าใครคือผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของอาร์เซน่อลในเกมนี้ คำตอบคงไม่พ้นชื่อของ ดาบิด ราย่า แน่นอน นายทวารทีมชาติสเปนคนนี้ลงสนามมาด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่นาทีแรกจนถึงเสียงนกหวีดยาว เจ้าตัวเซฟลูกยิงสำคัญของเจ้าบ้านได้หลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่ลูกของ ฮูเลียน อัลวาเรซ ในนาที 14 ที่หากปล่อยให้เป็นประตูตั้งแต่ตอนนั้น เกมคงออกมาคนละแบบ ไปจนถึงการเซฟลูกหลุดเดี่ยวของ อเดโมล่า ลุคแมน ในครึ่งหลัง ที่ทำให้แฟนบอลปืนใหญ่ต้องเอาคำว่ามหัศจรรย์มาใช้บรรยายฟอร์มของเขา

ราย่าไม่เพียงแต่เซฟลูกยิงเก่งเท่านั้น เจ้าตัวยังเป็นนายทวารที่มีบทบาทในการเริ่มเกมรุกด้วยเท้าของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม การจ่ายบอลออกจากกองหลังของเจ้าตัวมีคุณภาพและความแม่นยำสูง ทำให้อาร์เซน่อลสามารถเริ่มสร้างเกมรุกได้อย่างเป็นระบบจากด้านหลังจนถึงด้านหน้าของสนาม นี่คือคุณสมบัติที่ทำให้นายทวารยุคใหม่แตกต่างจากนายทวารในยุคก่อน และราย่าก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดในยุโรปตอนนี้

ด้านการบัญชาการในแนวหลัง ราย่าก็ทำหน้าที่ของเขาได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน เจ้าตัวคอยตะโกนสั่งเพื่อนร่วมทีมในแนวรับให้ขยับตำแหน่งอย่างถูกต้องอยู่ตลอดเวลา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผลเสมอ 1-1 ที่อาร์เซน่อลได้กลับลอนดอนในครั้งนี้ ส่วนใหญ่ต้องยกเครดิตให้กับฟอร์มอันยอดเยี่ยมของราย่า ที่ทำให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตูเพิ่มในจังหวะคับขันได้หลายครั้ง

นอกจากราย่าแล้ว ผู้เล่นคนอื่นๆ ของอาร์เซน่อลก็ทำผลงานออกมาได้น่าพอใจ โนนี่ มาดูเอเก้ ในตำแหน่งปีกขวา เป็นจุดอันตรายของอาร์เซน่อลตลอดทั้งเกม ความเร็วของเจ้าตัวสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับด้านซ้ายของเจ้าบ้านอย่างมาก ส่วน วิคตอร์ โยเคเรส แม้จะไม่ได้แตะบอลบ่อยครั้งนัก แต่ในจังหวะที่เจ้าตัวได้บอลก็สามารถสร้างความอันตรายให้ตราหมีได้อย่างน่ากลัว และยังเป็นคนยิงจุดโทษเปิดสกอร์ของเกมด้วย

ในแนวรับ กาเบรียล มากัลเฮส และ วิลเลียม ซาลิบา เป็นคู่กลางที่ทำหน้าที่ปกป้องประตูได้อย่างเหนียวแน่น ทั้งสองคนสามารถจัดการกับการบุกของ ฮูเลียน อัลวาเรซ และ อเดโมล่า ลุคแมน ได้อย่างดีตลอดเกม แม้จะมีบางจังหวะที่หลุดให้ฝั่งเจ้าบ้านเข้าทำได้ แต่โดยรวมแล้วเป็นการเล่นที่น่าพอใจมาก

ฝั่งของแอตเลติโก มาดริด ผู้ที่โดดเด่นที่สุดคงเป็น ฮูเลียน อัลวาเรซ ที่นอกจากจะยิงจุดโทษตีเสมอแล้ว ยังเป็นผู้สร้างเกมรุกหลายครั้งให้กับทีม ส่วน อองตวน กรีซมันน์ แม้จะอายุมากขึ้นแต่ก็ยังคงเป็นผู้เล่นที่มีคุณภาพและประสบการณ์สูง เจ้าตัวเกือบยิงประตูได้จากลูกที่ชนเสาในนาที 63 ซึ่งหากเป็นประตูคงจะเปลี่ยนเกมไปอย่างสิ้นเชิง

วิเคราะห์เดือด แอตเลติโก มาดริด พบ อาร์เซน่อล ตัดเชือกเลกแรก

เอาล่ะครับพี่น้อง ในที่สุดก็มาถึงคู่ที่หลายคนรอคอยกันแล้ว ศึกบอลถ้วยใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก คู่นี้เด็ดดวงไม่แพ้คู่ไหน เจ้าบ้านอย่าง แอตเลติโก มาดริด เปิดรังเอสตาดิโอ เมโทรโปลิตาโน่ ต้อนรับการมาเยือนของ อาร์เซน่อล ยอดทีมจากเกาะอังกฤษ คืนวันพุธที่ 29 เมษายน 2569 บอกได้คำเดียวว่าใครพลาดเกมนี้คือเสียดายไปทั้งชีวิต

ที่ผมพูดแบบนี้เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะทั้งสองทีมต่างก็มีอะไรที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ยังไม่เคยลิ้มรสชาติแชมป์บอลถ้วยรายการนี้สักครั้ง ฟังแล้วอาจจะไม่เชื่อหู แต่นี่คือความจริง ฝั่งแอตเลติโกเจ็บปวดที่สุด เพราะเข้าชิงมาตั้งหลายหน แต่ก็ไปไม่ถึงดวงดาวสักครั้ง โดนเพื่อนบ้านอย่างเรอัล มาดริด ขย้ำในรอบชิงไปหลายคำรบ ส่วนปืนใหญ่อาร์เซน่อล เคยเฉียดมาเมื่อปี 2549 ก่อนพ่ายให้บาร์เซโลน่า จากนั้นก็ไม่เคยเข้าใกล้แชมป์อีกเลย

นี่แหละครับคือเหตุผลที่ผมบอกว่าเกมนี้สำคัญสุดๆ ใครก็ตามที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายไปได้ ก็เท่ากับใกล้ปลดล็อกคำสาปของสโมสรไปอีกขั้น ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่อยู่กับเสือคำรามมาเกินสิบกว่าปีเข้าไปแล้ว คงอยากจุมพิตถ้วยหูใหญ่สักครั้งก่อนหมดวาระ ฝั่ง มิเกล อาร์เตต้า ก็ไม่ต่างกัน อยากให้โปรเจกต์ที่ปลุกปั้นมาได้เห็นผลเป็นรูปธรรมสักที

บรรยากาศในรังของเสือคำรามคืนนี้ บอกได้เลยว่าจะร้อนแรงสุดในรอบหลายปี แฟนเจ้าถิ่นที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างเสียงเชียร์กดดันทีมเยือนจนสยองขวัญ มีทีมระดับท็อปของยุโรปไปทำผลงานพังที่นี่มาแล้วเพียบ คำถามคือ อาร์เซน่อลที่ฟอร์มกำลังพีคขีดสุด จะรับมือกับแรงกดดันแบบนี้ได้แค่ไหน นี่คือสิ่งที่น่าติดตาม

เปิดอกคุยเรื่อง แอตเลติโก มาดริด เจ้าถิ่นที่หิวกระหายแชมป์ยุโรปยิ่งกว่าใคร

Let have an open discussion about Atletico Madrid

ขอเริ่มที่ทีมเจ้าบ้านก่อนแล้วกัน แอตเลติโกของกุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ฟอร์มในช่วงท้ายฤดูกาลนี้ต้องบอกตรงๆ ว่าดีขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับช่วงกลางๆ ที่หลายคนเริ่มสงสัยว่าทีมจะไปต่อได้อีกไหม สไตล์การเล่นยังเป็นแบบที่เราคุ้นชิน ตั้งบล็อกต่ำ เน้นเหนียวเกมรับ รอจังหวะออกบอลสวนกลับเร็ว และอาศัยลูกตั้งเตะที่หลายๆ ครั้งกลายเป็นอาวุธชี้ขาดเกมไปได้

อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ซิเมโอเน่เริ่มผ่อนปรนแนวคิดที่เน้นเกมรับสุดโต่งลงมาบ้างแล้ว แอตเลติโกตอนนี้สามารถเปิดเกมบุกได้เป็นชิ้นเป็นอัน ครองบอลในแดนกลางได้ดีขึ้น เล่นกับพื้นได้คล่องตัวขึ้น เพราะมีนักเตะมีระดับอย่าง ฮูเลียน อัลวาเรซ และ อองตวน กรีซมันน์ ที่มีความครีเอทเหลือเฟือ บวกกับ อเล็กซานเดอร์ ซอร์ล็อธ ที่เพิ่งโขกสองประตูในเกมล่าสุด เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในแนวรุก

ปัญหาที่ทำให้ ซิเมโอเน่ ปวดหัวก่อนเกมนี้คือเรื่องผู้เล่นเจ็บค่อนข้างเยอะ คนแรก ปาโบล บาร์ริออส โดนแฮมสตริงกระทบเข้าให้ อาการแบบนี้ไม่ทันแน่นอน ตามมาด้วย โฮเซ่ คิเมเนซ ที่กล้ามเนื้อมีปัญหา ซึ่งสำหรับแนวรับเสือคำราม การเสียคิเมเนซไปคือเรื่องใหญ่มาก เพราะเขาคือเสาหลักที่อ่านเกมเก่งและทำเกมรับให้ดูเหนียวขึ้นเยอะ ทำให้ ซิเมโอเน่ อาจต้องจัดทัพแบบแก้ขัดในแผงหลัง

ที่ยังไม่จบแค่นั้น ยังมี อเดโมล่า ลุคแมน กับ ดาวิด ฮันช์โก้ ที่ต้องลุ้นเช็กความฟิตจนถึงนาทีสุดท้าย โดยเฉพาะ ลุคแมน หากใช้งานได้ก็ดีมาก เพราะเป็นปีกที่ครอสบอลเข้าฝัก เคยอยู่อังกฤษมาก่อน คงรู้ไส้รู้พุงสไตล์การเล่นของอาร์เซน่อลพอควร ส่วน ฮันช์โก้ ถ้าใช้ไม่ได้ ก็จะกระทบโครงสร้างเกมรับฝั่งซ้ายแน่นอน

จุดที่หลายคนกังวลที่สุดคือเรื่องของ ฮูเลียน อัลวาเรซ ที่ตามรายงานบอกว่าเจ้าตัวมีอาการไม่ค่อยสบายตัว เกมล่าสุดนั่งสำรองและไม่ได้ลงสนามด้วยซ้ำ น่าสนใจว่าจะฟิตทันลงเกมตัดเชือกแบบนี้หรือไม่ เพราะ อัลวาเรซ คือคีย์แมนของเสือคำรามในซีซั่นนี้ และเรื่องตลกร้ายคือเจ้าตัวมีข่าวเชื่อมโยงกับอาร์เซน่อลมาตลอดในตลาดซื้อขายที่ผ่านมา การได้เจอกับทีมที่หมายปองตัวเองในเวทียิ่งใหญ่แบบนี้ ก็คงเป็นแรงผลักดันชั้นเยี่ยมเหมือนกันนะ

หากว่าอัลวาเรซเอาไม่อยู่จริงๆ ตัวเลือกแนวรุกก็จะอยู่ที่ กรีซมันน์ ที่อาวุโสและมีประสบการณ์โชกโชน คู่กับ ซอร์ล็อธ ที่ฟอร์มกำลังร้อนระอุ ส่วนกองกลางน่าจะได้เห็น จอห์นนี่ การ์โดโซ่ หรือ โรดริโก้ เมนโดซ่า ลงไปแทน บาร์ริออส โดยจับคู่กับ โกเก้ กัปตันทีมที่ยังเป็นเสาหลัก อีกทางเลือกคือ มาร์กอส ยอเรนเต้ ที่ยืนได้สารพัดตำแหน่ง ทั้งกองกลาง แบ็กขวา หรือแม้แต่ปีก ความหลากหลายแบบนี้แหละที่ ซิเมโอเน่ มักจะใช้ประโยชน์ได้ดี

ตำแหน่งแบ็กขวาที่หลายคนคาดเดากันว่าใครจะได้ออกสตาร์ต ส่วนตัวผมคิดว่า นาอวล โมลิน่า น่าจะมีโอกาสมากกว่า เพราะเป็นตัวจริงที่ใช้งานมาตลอดและเข้าใจระบบเกมของซิเมโอเน่ดีที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่ตัดทิ้งทางเลือก ยอเรนเต้ หากซิเมโอเน่อยากได้ความแข็งแกร่งทางกายภาพมากกว่าความเร็วในการเติมเกมรุก

พลิกดูฝั่งอาร์เซน่อล ปืนใหญ่ในยุคทองของอาร์เตต้า ที่ฟอร์มแรงหนักมาก

มาถึงทีมเยือนกันบ้าง อาร์เซน่อลของ มิเกล อาร์เตต้า ในเวลานี้ ขอยกให้เป็นหนึ่งในทีมที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดในยุโรปก็ไม่ได้พูดเกินไป สิ่งที่อาร์เตต้าปลุกปั้นมาตลอดหลายปีกำลังให้ดอกออกผลให้เห็นชัดๆ เกมของพวกเขามีทั้งความบึกบึนแบบพรีเมียร์ลีก และความละเมียดแบบฟุตบอลยุโรปแผ่นดินใหญ่ผสมกันได้อย่างลงตัว

จุดเด่นที่ทำให้ปืนใหญ่ต่างจากปีก่อนๆ คือการเล่นเป็นทีม ไม่มีใครต้องโดดเด่นกว่าใคร ทุกคนรู้บทบาทตัวเอง การเพรสซิ่งหาบอลก็ทำกันทั้งทีม เกมรับเหนียวแน่น โดยเฉพาะการเริ่มต้นเกมจากแดนหลังที่ทุกคนมั่นใจในการเล่นกับบอลแม้อยู่ในจุดที่อันตราย นี่คือสิ่งที่อาร์เตต้าซึมซับมาจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สมัยเป็นมือขวาที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แต่ก็อย่างที่เกริ่นไป อาร์เซน่อลเองก็เจอปัญหาเรื่องผู้บาดเจ็บไม่แพ้กัน เริ่มจาก มิเกล เมริโน่ และ เจอร์เรียน ทิมเบอร์ ที่ยังไม่หาย การไม่มีทิมเบอร์ลงสนามเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะเขาคือแบ็กขวาที่อาร์เตต้าไว้ใจที่สุด มีพร้อมทั้งความเร็ว ความบึกบึน และเข้าใจเกมยอดเยี่ยม การที่เขาไม่อยู่ในเกมระดับนี้ส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด

มาดูคนต่อไป ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ ที่อาจฟิตไม่ทันอีกเช่นกัน ก็หมายความว่าตัวเลือกในแนวรับของอาร์เซน่อลจะลดลงไปอีก ในขณะเดียวกัน ไค ฮาแวร์ตซ์ เอเบเรชี เอเซ่ และ มาร์ติน ซูบีเมนดี้ ก็ต้องรอประเมินอาการกันก่อน หลังถูกเปลี่ยนตัวออกในเกมพบ นิวคาสเซิ่ล ในศึกพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมา

ข่าวที่ทำให้แฟนปืนใจชื้นบ้างคือ เอเซ่ ซึ่งเป็นพระเอกประตูชัยในเกมเดียวกัน ออกมายืนยันด้วยปากตัวเองว่า “ไม่มีปัญหา” และที่ถูกเปลี่ยนตัวออกเป็นเพราะอาร์เตต้าไม่อยากเสี่ยงเท่านั้น คงไม่อยากใช้งานหนักก่อนเกมใหญ่แบบนี้ ตัดสินใจฉลาดมาก เพราะหากเสีย เอเซ่ ก่อนเกมรองชนะเลิศ คงจะแย่กว่านี้อีก

ในตำแหน่งหน้าเป้า หาก ฮาแวร์ตซ์ ฟิตไม่ทัน ก็มีลุ้น วิคตอร์ โยเคเรส ที่เพิ่งย้ายมาเสริมในซีซั่นนี้ลงยืนแทน ขอบอกว่าโยเคเรสเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะรูปแบบการเล่นเข้ากับสไตล์อาร์เซน่อลได้ดีกว่าที่หลายคนคิด เป็นกองหน้าที่วิ่งเข้าหาบอลและดึงพื้นที่ให้เพื่อนได้ดี อาจไม่ใช่เป้านิ่งในกรอบเขตโทษแบบกองหน้าโบราณ แต่เคลื่อนที่คล่องและจบสกอร์ได้แม่น

ริมเส้นข้างกัน อาร์เตต้าน่าจะตัดสินใจระหว่าง กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ กับ เลอันโดร ทรอสซาร์ ในการลงเล่นฝั่งซ้าย ทั้งคู่มีคุณสมบัติต่างกัน มาร์ติเนลลี่จะดีในเกมสวนกลับด้วยความเร็วที่จัดจ้าน ส่วนทรอสซาร์เล่นแบบฉลาด มีจังหวะเข้าทำที่นวลเนียน ส่วนตัวเลือกฝั่งขวาน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะ บูคาโย่ ซาก้า เพิ่งกลับมาฟิตหลังเจ็บไปยาวนาน

ซาก้ากลับมาในเกมล่าสุดด้วยการนั่งสำรอง และสร้างอิมแพกต์ได้ในทันที แสดงให้เห็นว่าคลาสของยอดนักเตะนั้นเป็นเรื่องที่ปลอมไม่ได้ การที่เขามีโอกาสออกสตาร์ตครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งเดือนในเกมแบบนี้ ก็เป็นเรื่องที่ทั้งดีและน่ากังวล ดีเพราะอาร์เซน่อลจะได้เกมรุกริมเส้นที่ดีที่สุดของตัวเองคืนมา แต่กังวลตรงที่ถ้าเขายังไม่ฟิตเต็มร้อย อาจกระทบในระยะยาวได้ การตัดสินใจของอาร์เตต้าในประเด็นนี้สำคัญมาก

โครงสร้างทีมหลักที่เหลือไม่น่ามีเปลี่ยนแปลงเยอะ แนวรับยังเป็นคู่ของ วิลเลียม ซาลิบ้า กับ กาเบรียล มากัลเญส ที่ขึ้นแท่นคู่กลางที่ดีที่สุดคู่หนึ่งของยุโรปในเวลานี้ ส่วนแดนกลาง หากซูบีเมนดี้พร้อม ก็จะกลับมายืนเป็นเสาหลักในการเซ็ตจังหวะเกม การปรากฏตัวของเขาในเกมนี้จำเป็นมาก เพราะเป็นคนที่ควบคุมจังหวะของทีมได้ดีที่สุด

เรื่องผู้บาดเจ็บที่อาจเปลี่ยนหน้าตาเกมนี้ไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

หากจะให้วิเคราะห์เกมนี้ลงลึกขึ้นไปอีก เรื่องผู้บาดเจ็บคือเรื่องที่จะส่งผลต่อผลแมตช์มากที่สุด เพราะทั้งสองทีมมีตัวหลักที่อาจไม่ได้ลงสนาม ซึ่งจะทำให้รูปเกมเปลี่ยนไปเยอะ

ฝั่งแอตเลติโก ถ้าทั้ง บาร์ริออส และ คิเมเนซ พลาดลงสนามตามคาด แดนกลางและแดนรับของพวกเขาจะอ่อนลงไปพอตัว โดยเฉพาะการขาด คิเมเนซ ในเกมที่ต้องเจอกับนักเตะแนวรุกระดับโลกของอาร์เซน่อล ทั้งซาก้า มาร์ติเนลลี่ ทรอสซาร์ ที่ล้วนแต่กดดันเกมรับได้แสบ

แต่ที่ใหญ่กว่านั้นคือเรื่องของอัลวาเรซ ลองนึกภาพดูซิว่าหากดาวยิงทัพฟ้าขาวคนนี้ลงไม่ได้ หรือลงแต่ไม่ฟิตเต็มร้อย เกมรุกของแอตเลติโกจะเหลืออะไร ใช่ครับ ก็ยังมี กรีซมันน์ ที่เก๋าและ ซอร์ล็อธ ที่ฟอร์มดี แต่ อัลวาเรซ คือนักเตะที่สามารถสร้างความต่างได้ทุกขณะจิต ไม่ว่าจะการยิงไกล การเลี้ยงเข้ากรอบ หรือการเปิดบอลให้เพื่อน เขาคือทุกอย่างของแอตเลติโกในเวลานี้

ฝั่งอาร์เซน่อล ปัญหาใหญ่สุดคือเรื่องของทิมเบอร์ที่ไม่ได้ลงเล่นแน่ๆ หมายความว่าอาร์เตต้าต้องหาแบ็กขวามาแทน ทางเลือกที่มีอยู่คงเป็น เบน ไวท์ ที่กลับมาเล่นในตำแหน่งถนัดเดิม ไวท์เคยพิสูจน์ฝีเท้ามาแล้วในจุดนี้ แต่จุดอ่อนคือเรื่องการเติมเกมรุกที่ไม่ดุดันเท่าทิมเบอร์ ซึ่งกระทบความหลากหลายของเกมรุกปืนใหญ่ได้

หากเอเซ่ลงเล่นได้ตามที่เจ้าตัวการันตี ก็เป็นข่าวดีมาก เพราะเป็นนักเตะที่ทำลายเกมรับเสือคำรามได้ ด้วยการเลี้ยงบอลแบบชาร์ปและการเล่นในจังหวะระหว่างแนว ความเร็วในจังหวะตัวต่อตัวของเอเซ่ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ของแอตเลติโก

อีกเรื่องที่อยากชี้คือ ทั้งสองทีมเพิ่งผ่านเกมหนักในลีกมา การจัดการสภาพร่างกายและจิตใจของนักเตะคือเรื่องสำคัญพอๆ กับเกมรุกเกมรับ กุนซือคนไหนที่จัดการเรื่องนี้ได้ดีกว่า ก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบในเลกแรก ไม่ต้องสงสัย

เกมแท็คติกของสองกุนซือ ใครจะเหนือกว่าใคร?

มาถึงเรื่องที่น่าสนใจที่สุดของการวิเคราะห์เกมนี้ คือเรื่องแท็คติกของกุนซือทั้งสองคน ซิเมโอเน่ คือปรมาจารย์ในการตั้งบล็อกต่ำและเล่นเกมรับเหนียวๆ ส่วน อาร์เตต้า คือคนที่ขึ้นชื่อเรื่องการครอบครองบอลและเพรสซิ่งสูง สองสไตล์ที่ตรงข้ามแบบนี้ปะทะกัน ขอบอกว่ามันส์เกินบรรยาย

จากการดูเกมของซิเมโอเน่มาตลอด ผมเดาว่าในเกมเปิดบ้านนัดแรกแบบนี้ เขาน่าจะเลือกใช้แท็คติกแบบระวัง เพราะรู้ดีว่าอาร์เซน่อลในเวลานี้เก่งจนไม่อาจไปเปิดสุดด้วยได้ การตั้งบล็อกในแดนกลางและรอจังหวะออกบอลสวนกลับ น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด โดยอาศัยความเร็วของอัลวาเรซ (ถ้าฟิต) ในการเจาะเกมรับปืนใหญ่ที่บางทีตั้งแนวสูงเกินไป

แท็คติกอีกอย่างที่ซิเมโอเน่น่าจะใช้คือการเล่นแบบเสียบบอลร่วงในจังหวะที่ไม่ได้ครองบอล กดดันให้นักเตะอาร์เซน่อลเสียบอลในแดนตัวเอง แล้วใช้จังหวะนั้นบุกแบบฟ้าผ่า ลูกตั้งเตะคืออาวุธสำคัญอีกอย่าง เพราะแอตเลติโกมีนักเตะตัวสูงและบึกบึนหลายคน ทั้งซอร์ล็อธ และกองหลังที่ขึ้นเล่นลูกกลางอากาศได้ดี

มาฝั่งอาร์เตต้ากันบ้าง น่าจะมาด้วยแผนที่กล้าครอบครองบอล ไม่ปล่อยให้แอตเลติโกตั้งเกมได้ง่ายๆ การเพรสซิ่งสูงเป็นสิ่งที่เขาต้องทำให้ได้ผลในเกมนี้ เพราะหากปล่อยให้นักเตะแอตเลติโกเซ็ตเกมในแดนกลางได้สบายๆ พวกเขาจะเปิดเกมไปสู่อัลวาเรซและกรีซมันน์ได้เร็วมาก ซึ่งจะอันตรายมากๆ

อีกจุดที่อาร์เตต้าน่าจะเน้นคือการเล่นริมเส้น ทั้งซาก้าฝั่งขวา และมาร์ติเนลลี่หรือทรอสซาร์ฝั่งซ้าย เกมริมเส้นของอาร์เซน่อลในซีซั่นนี้คมจัด โดยเฉพาะการครอสจากเส้นชิดเข้ากลาง ถ้าโยเคเรสยืนหน้าเป้า ก็จะเป็นเป้าให้เปิดได้ดีในกรอบเขตโทษ

แต่ที่ท้าทายของอาร์เตต้าคือเรื่องการรับมือกับเกมรับเหนียวๆ ของแอตเลติโก ทีมของซิเมโอเน่ขึ้นชื่อเรื่องการตั้งบล็อกที่แน่นจนยากจะเจาะ และอาศัยจังหวะออกบอลสวนกลับเล่นงานคู่แข่ง อาร์เซน่อลต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี โดยเฉพาะการรักษาตำแหน่งของกองหลังเมื่อขึ้นไปบุก ห้ามให้แอตเลติโกได้พื้นที่หลังแนวรับเด็ดขาด

การจัดทัพในแดนกลางก็จะเป็นเรื่องน่าจับตา ซิเมโอเน่จะใช้กองกลางที่แข็งแกร่งทางพละกำลังเพื่อตัดเกมของอาร์เซน่อล ส่วนอาร์เตต้าจะใช้กองกลางที่ครอบครองบอลและกระจายเกมได้ดี การปะทะกันในโซนนี้คือจุดชี้ขาดเกม

คีย์แมนของทั้งสองฝั่งที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษในนัดนี้

มาดูกันว่าใครจะเป็นคีย์แมนของเกมนี้บ้าง ฝั่งแอตเลติโก คนแรกที่นึกถึงต้องเป็น ฮูเลียน อัลวาเรซ (ถ้าฟิต) ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินาคนนี้คือนักเตะที่เปลี่ยนเกมได้ในเสี้ยววินาที สกิลรอบด้าน เลี้ยงเก่ง ยิงแม่น เปิดบอลแม่น และวิ่งหาตำแหน่งฉลาด การที่เขามีข่าวเชื่อมโยงกับอาร์เซน่อลในตลาดซื้อขาย ก็จะเป็นแรงผลักดันเพิ่มเติมให้เจ้าตัวต้องโชว์ฟอร์มดีที่สุด

อีกคนคือ อองตวน กรีซมันน์ ซีนิเออร์เม จัดเลย แม้อายุจะเริ่มมากแล้ว แต่ทักษะและประสบการณ์ยังคงน่ากลัวมาก เขาคือคนที่จะต่อบอลแล้วจ่ายช่องสังหารให้เพื่อน หรือยิงเองในจังหวะคลัทช์ บอลตั้งเตะของเขายังคมเหมือนเดิม

ฝั่งกองกลาง โกเก้ คือกัปตันที่จะนำทีม การยืนตำแหน่งและการตัดบอลฉลาดของเขาคือสิ่งสำคัญ ส่วนกองหลัง หากคิเมเนซลงไม่ได้ ก็คงเป็นคู่ของ โรบิน เลอ นอร์ม็อง กับ ฮันช์โก้ (ถ้าฟิต) ที่ต้องแบกหน้าที่หนักในการสกัดเกมรุกอาร์เซน่อล

ผู้รักษาประตูอย่าง ยาน โอบลัค ก็ยังเป็นนายทวารระดับโลกที่ไว้ใจได้ในจังหวะวันออนวัน คาดว่าเขาจะมีงานหนักเข้าให้ในเกมนี้แน่นอน

มาฝั่งอาร์เซน่อลกันบ้าง คนแรกที่ต้องพูดถึงคือ บูคาโย่ ซาก้า หากเขาออกสตาร์ตและฟิตเต็มร้อย จะเป็นภัยคุกคามมหาศาลของแอตเลติโก ซาก้าเก่งทั้งการเลี้ยง การยิง และการครอส การเจอเขาในเกมแบบนี้คือสิ่งที่กองหลังเสือคำรามต้องระวังที่สุด

มาร์ติน โอเดการ์ด กัปตันทีม คือคีย์แมนอีกคน เขาคือสมองของทีมที่จะคุมจังหวะเกมและสร้างโอกาสจากแดนสาม ถ้าโอเดการ์ดได้พื้นที่เล่นบอล อาร์เซน่อลจะอันตรายเป็นทวีคูณ

ในแนวรุก หากโยเคเรสยืนตัวจริง เขาคือคนที่ต้องโชว์ฟอร์มให้สุดฝีมือ ที่อาร์เซน่อลเสริมเขามาในซีซั่นนี้ก็เพื่อเกมระดับนี้แหละ ส่วนถ้าฮาแวร์ตซ์ฟิต เขาเป็นทั้งกองหน้าและกองกลางในตัวคนเดียว ความหลากหลายของฮาแวร์ตซ์จะทำให้แอตเลติโกอ่านเกมยาก

แดนกลาง เดแคลน ไรซ์ คือตัวสำคัญที่สุดในการรักษาบาลานซ์ของทีม การวิ่งและการตัดบอลของเขาคือสิ่งที่ทำให้อาร์เซน่อลแน่นในเกมรับและไหลในเกมรุก ส่วนแดนหลัง วิลเลียม ซาลิบ้า กับ กาเบรียล มากัลเญส คือคู่กลางที่อุ่นใจสุด

ผู้รักษาประตู ดาบิด รายา ก็ทำผลงานได้ดีในซีซั่นนี้ การเซฟลูกหวุดหวิดของเขาในจังหวะคับขัน คือสิ่งที่อาร์เซน่อลต้องการอย่างมากในเกมนี้

ส่อง 11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงประจัญบาน

มาดูรายชื่อ 11 ตัวจริงที่คาดว่าจะได้ลงสนามของทั้งสองทีม โดยอ้างอิงจากข้อมูลผู้บาดเจ็บและฟอร์มล่าสุด

ฝั่งแอตเลติโก มาดริด คาดว่าจะใช้แผน 4-4-2 ตามถนัด มี โอบลัค เป็นนายทวาร แนวรับสี่คนน่าจะเป็น โมลิน่า แบ็กขวา คู่กลาง เลอ นอร์ม็อง กับ ฮันช์โก้ (ถ้าฟิต) หรือไม่ก็ ลีโน่ แบ็กซ้าย แดนกลางสี่คน อาจมี ยอเรนเต้ หรือ การ์โดโซ่ คู่กับ โกเก้ ในแดนกลางตรง ส่วนริมเส้นจะเป็น ซามูเอล ลีโน่ ฝั่งซ้าย และ จิอูลิอาโน่ ซิเมโอเน่ ฝั่งขวา ส่วนแนวรุกคู่กันระหว่าง อัลวาเรซ (ถ้าฟิต) กับ กรีซมันน์ ถ้าอัลวาเรซลงไม่ได้ จะเป็น ซอร์ล็อธ มาคู่ กรีซมันน์ แทน

ฝั่งอาร์เซน่อล คาดว่าจะใช้แผน 4-3-3 เอกลักษณ์ของทีม โดยมี รายา เป็นผู้รักษาประตู กองหลังสี่คนคือ ไวท์ แบ็กขวาแทนทิมเบอร์ ซาลิบ้า มากัลเญส เป็นคู่กลาง และ มายล์ส ลูอิส-สเกลลี่ หรือ คิเวียร์ แบ็กซ้าย แดนกลางสามคนคือ ซูบีเมนดี้ (ถ้าฟิต) เป็นเบรกเกอร์ เดแคลน ไรซ์ และ โอเดการ์ด เป็นกองกลางตัวรุก แนวรุกสามคนคือ ซาก้า ฝั่งขวา โยเคเรสหรือฮาแวร์ตซ์ ยืนเป้า และ มาร์ติเนลลี่หรือทรอสซาร์ ฝั่งซ้าย

แต่ทั้งหมดที่ว่ามานี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกุนซือทั้งคู่ในนาทีสุดท้าย ฟุตบอลระดับนี้บางทีการเลือกตัวเซอร์ไพรส์ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะกุนซือต่างก็ต้องการสร้างเอฟเฟกต์เซอร์ไพรส์ใส่คู่แข่ง

บทสรุปและการฟันธงของผมในเลกแรกที่หลายคนรอ

มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ขอสรุปและฟันธงเกมนี้ให้พี่น้องฟัง เกมระหว่าง แอตเลติโก มาดริด เจอ อาร์เซน่อล ในเลกแรกของรอบรองชนะเลิศนี้ ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเกมที่สูสีที่สุดเกมหนึ่งในรอบนี้ก็ว่าได้ ทั้งสองทีมมีคุณภาพใกล้เคียงกัน มีกุนซือชั้นยอดด้วยกันทั้งคู่ และต่างก็มีไฟในการคว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรกของสโมสร

ปัจจัยที่จะตัดสินผลเกมในความเห็นของผม เริ่มจากเรื่องผู้บาดเจ็บ ฝั่งใดที่จัดทัพได้ดีกว่า ดึงตัวหลักลงสนามได้มากกว่า ก็จะมีโอกาสที่ดีกว่า โดยเฉพาะกรณีของอัลวาเรซ ที่ถ้าฟิตและลงเล่นได้ จะเปลี่ยนหน้าตาเกมรุกของแอตเลติโกอย่างชัดเจน

ปัจจัยที่สองคือเรื่องบรรยากาศในสนามเอสตาดิโอ เมโทรโปลิตาโน่ ที่จะร้อนแรงแน่นอน อาร์เซน่อลต้องเตรียมตัวรับมือกับแรงกดดันแบบนี้ให้ดี เพราะแฟนแอตเลติโกขึ้นชื่อเรื่องสร้างบรรยากาศกดดันคู่แข่งจนสยอง ทีมเยือนระดับโลกหลายทีมเคยมาพลาดที่นี่มาแล้ว

ปัจจัยที่สามคือเรื่องของความฟิตและการบริหารเกม อาร์เซน่อลผ่านเกมพรีเมียร์ลีกที่หนักหน่วงกับนิวคาสเซิ่ลมา ความสดของนักเตะอาจไม่เต็มร้อย ขณะที่แอตเลติโกในลาลีกาก็ไม่ได้ผ่อนหนักเช่นกัน

จากการวิเคราะห์ทั้งหมด ส่วนตัวผมคิดว่าเกมเลกแรกนี้น่าจะออกมาแบบสูสี เปิดเกมไม่ได้บุกเร้าใจตั้งแต่ต้น ทั้งสองฝ่ายน่าจะเล่นกันแบบระวัง ไม่อยากเสียประตูในบ้านสำหรับแอตเลติโก และไม่อยากเสียเปรียบสำหรับอาร์เซน่อลที่ต้องไปเล่นเลกที่สองในบ้าน

ผมขอฟันธงผลเกมนี้น่าจะจบที่สกอร์ 1-1 หรือ 0-0 ก็เป็นไปได้ ไม่น่ามีฝ่ายใดได้สกอร์ห่างขาด เพราะคุณภาพและฟอร์มของทั้งคู่ในเวลานี้ใกล้กันมาก ผู้ที่จะหัวเราะทีหลังคือผู้ที่จัดการเกมเลกที่สองได้ดีกว่า

แต่ถ้าให้ผมเลือกฝั่งที่จะมีโอกาสมากกว่าในเลกแรกนี้ ส่วนตัวเทไปทาง อาร์เซน่อล นิดหน่อย เพราะฟอร์มภาพรวมในซีซั่นนี้สม่ำเสมอกว่า ระบบเกมหลากหลายกว่า และมีนักเตะคุณภาพในตำแหน่งสำคัญพร้อมกว่า แม้จะเสียทิมเบอร์ไป แต่ความแน่นของทีมก็ยังประมาทไม่ได้ ขอเทใจให้ปืนใหญ่ขโมยแต้มกลับลอนดอนได้ในเลกแรกนี้

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในฟุตบอลระดับนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน หากแอตเลติโกเล่นได้ตามแผนของซิเมโอเน่ ใช้บรรยากาศในบ้านและประสบการณ์ของผู้เล่นรุ่นใหญ่ ก็มีโอกาสคว้าชัยเช่นกัน เกมนี้คงต้องดูกันยาวๆ ห้ามกระพริบตา ห้ามเข้าห้องน้ำ เพราะอาจพลาดประตูสำคัญที่อาจเปลี่ยนชะตาของทั้งสองทีมไปตลอดกาล

สำหรับแฟนบอลที่จะดูเกมนี้คืนวันที่ 29 เมษายน 2569 เตรียมป๊อปคอร์น เตรียมเครื่องดื่ม นั่งติดจอกันให้พร้อม เพราะนี่คือศึกระดับมาสเตอร์พีซที่จะวัดกันด้วยทุกองค์ประกอบของเกมฟุตบอลสมัยใหม่ ใครจะคว้าตั๋วเข้ารอบชิงไปเขียนประวัติศาสตร์ คืนนี้รู้กันแน่นอนครับ

บาร์เซโลน่า 0-2 แอตเลติโก มาดริด นัดแรก UCL รอบ 8 ทีม

คัมป์ นู เคยเป็นสนามที่ทีมเยือนหลายต่อหลายทีมต้องสยบยอมกลับบ้านมือเปล่า แต่คืนวันพุธที่ 8 เมษายน 2569 กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อ แอตเลติโก มาดริด เดินทางมาพิสูจน์ตัวเองบนสนามของคู่อริร่วมชาติอย่าง บาร์เซโลน่า ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก

การพบกันของสองสโมสรยักษ์ใหญ่จากลาลีกา สเปน ในเวทีระดับทวีปยุโรปไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะทั้งคู่ต่างมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและทรงเกียรติในฟุตบอลโลก ความคาดหวังจากแฟนบอลทั่วโลกจึงพุ่งสูงขึ้นทันทีที่ผลการจับฉลากออกมา และยิ่งน่าจับตามองมากขึ้นไปอีก เมื่อย้อนไปดูสถิติล่าสุดในลีกก็พบว่า แอตเลติโก มาดริด เพิ่งบุกไปเอาชนะ บาร์เซโลน่า ที่รังของตัวเองมาได้ด้วยสกอร์ 2-1 ความมั่นใจของ "ตราหมี" จึงเต็มเปี่ยมก่อนเกมนี้จะเริ่มขึ้น

ฝั่ง บาร์เซโลน่า เองก็ไม่ได้ย่อท้อ พวกเขาเป็นเจ้าของสนามและมีแฟนบอลหลายหมื่นคนหนุนหลัง การเตรียมพร้อมของทั้งสองทีมก่อนเกมถือว่าอยู่ในระดับที่พร้อมสูงสุด บรรยากาศในสนามเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคึกคัก ทุกคนต่างรอดูว่าใครจะเป็นฝ่ายครองเกมและพาตัวเองออกไปจากบ้านด้วยความได้เปรียบก่อน

การเปิดเกมและโมเมนตัมครึ่งแรก

The opening of the game and the momentum in the first half

นัดนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือดตั้งแต่นาทีแรก ทั้งสองทีมต่างไม่ยอมกัน และการแลกหมัดในช่วงต้นของเกมทำให้ผู้ชมทั้งในสนามและหน้าจอตื่นเต้นไปด้วยกัน

ในนาทีที่ 18 บาร์เซโลน่าเกือบได้ฉลองประตูขึ้นนำก่อน เมื่อ ลามีน ยามาล ดาวรุ่งอัจฉริยะของทีมสามารถหลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษของฝ่ายตรงข้ามได้ และปาดบอลมาทางเสาไกลให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่รอรับอยู่ยิงฝังอย่างสวยงาม แต่ความปีติยินดีของแฟนบอลบาร์เซโลน่าต้องดับลงทันที เมื่อผู้ตัดสินตัดสินใจเป่านกหวีดหยุดการเล่น โดยชี้ว่า ยามาล อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก่อนที่บอลจะถูกส่งมาให้ ประตูในนาทีนั้นจึงถูกยกเลิกไปอย่างเป็นทางการ

แม้ว่าช่วงแรกของเกมจะไม่มีประตูเกิดขึ้น แต่ทั้งสองทีมก็สร้างสีสันและโอกาสพอสมควร การกดดันของ แอตเลติโก มาดริด ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มส่งผลให้บาร์เซโลน่าเริ่มเล่นได้ยากขึ้น และแล้วจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมก็มาถึงในช่วงท้ายครึ่งแรก

จุดพลิกผันสำคัญ ใบแดง เปา คูบาซี่

เหตุการณ์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าของเกมทั้งหมดเกิดขึ้นในนาทีที่ 42 เมื่อ เปา คูบาซี่ กองหลังของ บาร์เซโลน่า เข้าฟาวล์ จูเลียโน่ ซิเมโอเน่ ในสถานการณ์ที่เรียกว่าเป็นตัวสุดท้าย หมายความว่าหากไม่มีการฟาวล์นั้น ผู้เล่นของ แอตเลติโก มาดริด จะได้วิ่งสู่ประตูแบบตัวต่อตัวกับผู้รักษาประตู

ในตอนแรก ผู้ตัดสินในสนามชักใบเหลืองออกมาให้ คูบาซี่ ก่อน แต่หลังจากได้รับการแนะนำให้ไปตรวจสอบกับระบบ VAR อีกครั้ง เมื่อดูภาพซ้ำอย่างละเอียดแล้ว ผู้ตัดสินก็ตัดสินใจเปลี่ยนใบเหลืองเป็นใบแดงทันที ส่งผลให้ คูบาซี่ ต้องเดินออกจากสนามก่อนเวลา และ บาร์เซโลน่า ต้องเล่นด้วยจำนวนผู้เล่นที่น้อยกว่าคู่แข่งถึงหนึ่งคนตั้งแต่ช่วงท้ายครึ่งแรก

สถานการณ์ที่ลำบากนี้ยิ่งหนักขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อการเล่นดำเนินต่อไป เพราะจากจังหวะฟรีคิกที่ แอตเลติโก มาดริด ได้รับต่อเนื่องกันนั้น ฮูเลียน อัลวาเรซ กองหน้าชาวอาร์เจนตินา ก้าวขึ้นมารับหน้าที่ผู้ยิง และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยการโค้งบอลข้ามกำแพงผู้เล่นได้อย่างแม่นยำและพุ่งเข้าสู่มุมสามเหลี่ยมของประตูได้อย่างสวยงามที่สุด

ประตูในนาทีนั้นของ อัลวาเรซ คือทั้งประตูแรกของเกมและคือประตูที่ทำลายขวัญของแฟนบอลบาร์เซโลน่าในสนามไปในคราวเดียวกัน แอตเลติโก มาดริด พาตัวเองขึ้นมานำ 1-0 ก่อนสัญญาณหมดครึ่งแรกจะดังขึ้น

ครึ่งหลัง  บาร์ซ่าสู้ต่อ แต่ "ตราหมี" ปิดเกมได้

แม้จะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบทั้งในแง่จำนวนผู้เล่นและในแง่สกอร์ แต่ บาร์เซโลน่า ก็ไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ หัวหน้าโค้ชและผู้เล่นในสนามปรับแผนในช่วงพักครึ่ง และออกมาสู้อีกครั้งในครึ่งหลังด้วยความมุ่งมั่น

ในนาทีที่ 53 บาร์เซโลน่าเกือบได้ทำให้เกมตื่นเต้นขึ้น เมื่อ มาร์คัส แรชฟอร์ด ก้าวขึ้นมายิงฟรีคิกได้อย่างงดงาม บอลที่ออกจากเท้าของเขาพุ่งข้ามกำแพงผู้เล่นและมุ่งตรงไปยังมุมประตูอย่างน่ากลัว แต่ ฮวน มุสโซ่ ผู้รักษาประตูของ แอตเลติโก มาดริด ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการกระโดดปัดบอลออกไปได้ทัน แม้ว่าบอลจะไปกระทบคานประตูก็ตาม เสียงถอนหายใจดังกึกก้องจากอัฒจันทร์ที่เต็มไปด้วยแฟนบอลบาร์เซโลน่า

ทว่าชะตากรรมของเกมนี้ถูกปิดตายลงในนาทีที่ 71 เมื่อ แอตเลติโก มาดริด สร้างโอกาสได้อย่างสวยงามจากด้านซ้ายของสนาม มัตเตโอ รุจเจรี่ วิ่งขึ้นไปอย่างมีจังหวะและรับช่วงต่อก่อนจะครอสบอลอย่างแม่นยำมาที่เสาแรก และ อเล็กซานเดอร์ ซอร์ล็อธ กองหน้าร่างใหญ่ที่รอรับอยู่ก็ไม่พลาด ดีดหัวบอลส่งเข้าประตูอย่างสบายๆ ทำให้ แอตเลติโก มาดริด ขยายความได้เปรียบเป็น 2-0

หลังจากนั้น บาร์เซโลน่า พยายามอย่างเต็มที่เพื่อพลิกสถานการณ์และอย่างน้อยก็ทำประตูตีไข่แตกให้ได้สักลูก แต่แนวรับของ แอตเลติโก มาดริด ที่จัดระบบดีและมีประสบการณ์สูงก็ทำหน้าที่ได้อย่างมั่นคง ปิดประตูรับได้ทุกช่องทาง จนนาทีสุดท้ายก็ผ่านไปโดยไม่มีประตูเพิ่มเติม

บทสรุปและการมองไปข้างหน้า

เมื่อเสียงสัญญาณหมดเวลาดังขึ้น แอตเลติโก มาดริด คือฝ่ายที่เดินออกจาก คัมป์ นู ด้วยรอยยิ้ม ผลการแข่งขัน 2-0 ที่พวกเขาทำได้บนสนามเยือนถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะนอกจากจะเอาชนะได้แล้ว ยังรักษาสถิติไม่เสียประตูอีกด้วย ซึ่งหมายความว่าในนัดสอง บาร์เซโลน่า จะต้องทำประตูให้ได้อย่างน้อย 3 ลูก โดยที่ไม่เสียประตูตอบแม้แต่ลูกเดียว ถึงจะผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้

สำหรับ บาร์เซโลน่า งานข้างหน้าหนักมาก การต้องไปเล่นที่รัง "ตราหมี" ในฐานะทีมเยือน พร้อมกับแบกรับภาระที่ต้องทำสกอร์กลับอย่างน้อย 3-0 นั้นแทบจะเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้สำหรับทีมส่วนใหญ่ แต่ในฟุตบอล สิ่งที่เป็นไปไม่ได้บางครั้งก็เกิดขึ้นได้

นัดที่สองระหว่างทั้งสองทีมจะจัดขึ้นในคืนวันอังคารที่ 14 เมษายน ที่รังเหย้าของ แอตเลติโก มาดริด โดยทั้งแฟนบอลสองฝ่ายและคนรักฟุตบอลทั่วโลกต่างจับตารอดูว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นหรือไม่ หรือ "ตราหมี" จะปิดฉากเรื่องราวและเดินหน้าต่อไปสู่รอบรองชนะเลิศของศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

อนาคตของ เอล โชโล่ กับทีมตราหมีจะเอายังไงต่อไปหลังผ่านมาแล้ว 14 ปี

หลังจากอยู่กับสโมสร ทีมตราหมี แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid )  มานานกว่า 14 ปี อนาคตของ เอล โชโล่ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญของวงการฟุตบอลยุโรปในเวลานี้ นับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมในปี 2011 กุนซือชาวอาร์เจนตินารายนี้ได้พลิกโฉมทีมจากสโมสรที่ฟอร์มไม่สม่ำเสมอ ให้กลายเป็นทีมแกร่งที่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่อย่าง Real Madrid และ Barcelona ได้อย่างสูสี อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปยาวนาน ความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในสโมสรและในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ ทำให้คำถามเกี่ยวกับอนาคตของเขากลับมาอีกครั้ง ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในเดือนธันวาคม 2011 ซึ่งในเวลานั้น แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid )  กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ ทีมเพิ่งตกรอบฟุตบอลถ้วยรายการ โคปา เดอ เรย์ ( Copa del Rey ) จากน้ำมือของทีมระดับดิวิชันสาม และอยู่อันดับ 10 ของลาลีกา ตามหลังจ่าฝูงอยู่ถึง 21 คะแนน เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีอนาคตใดๆ แต่เพียงฤดูกาลแรก เขาพาทีมคว้าแชมป์ ยูโรป้าลีก (UEFA Europa League ) ได้ทันที ก่อนจะต่อยอดด้วยแชมป์  ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ (UEFA Super Cup) และ โคปา เดอ เรย์ ( Copa del Rey ) ในฤดูกาลถัดมา

ความสำเร็จที่ เอล โชโล่ มอบให้ทีมตราหมี คือสิ่งที่จับต้องได้และกลายเป็นสัญญาผูกขาดของเขา

ตราหมี ซิมิโอเน่

จุดสูงสุดเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อเขาพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกา สเปนครั้งแรกในรอบ 18 ปีได้สำเร็จ และกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในปี 2021 ทำลายการผูกขาดของ ทีมดังทั้ง เรอัล มาดริด ( Real Madrid ) และ บาร์เซโลน่า ( Barcelona ) ผลงานของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่( Diego Simeone ) กับ แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid )  ถือว่าโดดเด่นอย่างยิ่ง เขาคุมทีมไปแล้วมากกว่า 786 นัด ชนะ 465 นัด เสมอ 170 นัด และแพ้ 151 นัด ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกุนซือที่คุมทีมยาวนานที่สุดในโลกฟุตบอล นอกจากนี้ ตั้งแต่ฤดูกาล 2013–14 เป็นต้นมา แอตฯ มาดริด (Atletico Madrid )  สามารถผ่านเข้าไปเล่นใน UEFA Champions League ได้ทุกฤดูกาล และเคยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศถึงสองครั้ง แม้จะแพ้ให้กับ เรอัล มาดริด ( Real Madrid ) อย่างน่าเสียดายในปี 2014 และ 2016 แฟนบอลอย่าง กุยเยโม่ เมย่า ( Guillermo Myela ) กล่าวไว้ว่า “แอตฯ มาดริด ( Atletico Madrid ) เปลี่ยนจากทีมที่ถูกมองว่าโชคร้าย เป็นทีมที่สามารถต่อกรกับ บาร์เซโลน่า ( Barcelona ) และ เรอัล มาดริด ( Real Madrid ) ได้อย่างไม่กลัวใคร” และเช่นนี้เองที่ทำให้ความผูกพันระหว่างตัวของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่( Diego Simeone ) กับแฟนบอลของทีมตราหมี แน่บแน่นอย่างยากที่ใครแยกได้ ตัวของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่( Diego Simeone ) นั้น เปรียบเสมือนเป็น สัญลักษณ์ ของทีมไปโดยปริยาย แฟนบอลทั้งหลายต่างยินดี และกล่าวถึงชายผู้นี้ว่า เป็นผู้นำจิตวิญญาณ มาสู่ทีมดังแห่งเมืองหลวง และสามารถที่จะก้าวขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจอย่าง ราชันชุดขาว และ เจ้าบุญทุ่ม (ในเวลานั้น) อย่าง บาร์เซโลน่า ได้แบบเท่าเทียม แต่ทว่าหลังจากเวลาอันยาวนานของเขากับทีมตราหมี ดำเนินล่วงเลยมาเรื่อยๆ จนเวลานี้ 14 ปีเข้าไปแล้ว ก็เริ่มมีคำถามเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แท็คติกที่โดนวิจารณ์ ของ เอล โชโล เริ่มสร้างกระแสคำถามมากมาย ให้กับแฟนบอลตราหมี

แม้จะประสบความสำเร็จมากมาย แต่ในช่วงปี 2022–23 เริ่มมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับแท็กติกของเขา ผลงานที่ไม่มีแชมป์ และการตกรอบยุโรปเร็ว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าแนวทางการเล่นของเขาเริ่มถูกจับทางได้หรือไม่ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) เคยกล่าวไว้ว่า “ผมทุ่มเททุกอย่างให้กับสโมสรแห่งนี้ และจะทำต่อไปจนถึงวันสุดท้าย” อย่างไรก็ตาม เขายังเปิดเผยว่าอยากไปคุมทีม อินเตอร์ มิลาน (Inter Milan ) ทีมดังแดนมักกะโรนีในอนาคต ซึ่งทีมงูใหญ่นั้นก็เป็นอดีตทีมเก่าของเขาในสมัยที่ยังโลดแล่นอยู่บนผืนหญ้า แฟนบอล Atletico Madrid ( Atletico Madrid ) เริ่มแบ่งออกเป็นสองมุมมอง

ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ ( Diego Simeone ) ควรอยู่ต่อ และควรเป็นคนตัดสินใจอนาคตของตัวเอง ดานี่ รุยส์ ( Dani Ruiz ) กล่าวว่า “เขาสมควรอยู่ต่อให้นานเท่าที่เขาต้องการ”

ขณะที่ ฮาเวียร์ เดล อาร์โน่ ( Javier del Amo ) ก็เห็นด้วยว่า “Simeone รู้ดีที่สุดว่าอะไรเหมาะสมกับตัวเขา” แต่ในอีกมุมหนึ่งแฟนบอลอย่าง กุยเยโม่ เมย่า ( Guillermo Myela ) มองว่าความสัมพันธ์นี้อาจถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เขาเปรียบเทียบว่าเหมือน “ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ” ที่แม้ยังรัก แต่การแยกทางอาจดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องแท็กติกฟุตบอลสมัยใหม่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และโค้ชหลายทีมสามารถแก้เกมของ Simeone ได้มากขึ้น แนวทางเกมรับที่เคยเป็นจุดแข็ง อาจไม่ตอบโจทย์ฟุตบอลยุคใหม่ที่เน้นเกมรุกและการครองบอล แฟนบอลบางส่วนเชื่อว่าทีมจำเป็นต้องปรับตัว หากต้องการกลับไปลุ้นแชมป์อย่างจริงจัง แม้ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่  ( Diego Simeone ) จะยังมีสัญญาถึงปี 2027 แต่อนาคตของเขายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เขาคือกุนซือที่เปลี่ยน แอตเลติโก มาดริด ( Atletico Madrid ) ไปตลอดกาล แต่ในโลกฟุตบอลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คำถามสำคัญคือ “ควรเดินหน้าต่อ หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง?” สำหรับตอนนี้ ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับผลงานในสนาม และบางที คำตอบที่แท้จริงอาจจะถูกตัดสินจากเกมสำคัญที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่สัปดาห์นี้

แฮร์รี เรดแนปป์ ชี้วิกฤต สเปอร์ส ตอนนี้หนักเกินกว่าจะ ยอมรับได้

สถานการณ์ของสโมสร ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในฤดูกาลนี้กำลังตกอยู่ในช่วงวิกฤตอย่างหนัก จนทำให้อดีตผู้จัดการทีมระดับตำนานของสโมสรอย่าง แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ต้องออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานของทีมในยุคการคุมทีมของ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) กุนซือวัย 79 ปี ซึ่งเคยคุมทีม ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในช่วงปี 2008 ถึง 2012 เปิดเผยว่า สิ่งที่เขาเห็นในเกมล่าสุดของทีมทำให้เขารู้สึกตกใจอย่างมาก และยอมรับว่าไม่เคยเห็นสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับทีมมาก่อน ความคิดเห็นของ แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) เกิดขึ้นในช่วงที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) กำลังเผชิญกับฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ และต้องเตรียมบุกไปเยือน ลิเวอร์พูล (Liverpool) ในศึก พรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่สนาม แอนฟิลด์ (Anfield)

การเข้ามาของ อิกอร์ ทูดอร์ และความคาดหวังของแฟนบอล

หลังจากสโมสรตัดสินใจปลดผู้จัดการทีมชาว เดนมาร์ก (Denmark) อย่าง โธมัส แฟรงค์ (Thomas Frank) ออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ได้แต่งตั้ง อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) เข้ามารับหน้าที่ผู้จัดการทีมชั่วคราวจนจบฤดูกาล การแต่งตั้งกุนซือชาว โครเอเชีย (Croatia) รายนี้สร้างความคาดหวังให้กับแฟนบอลจำนวนมาก เนื่องจากเขาเคยมีประสบการณ์คุมทีมระดับสูง รวมถึงการทำงานกับสโมสรยักษ์ใหญ่ของ ประเทศ อิตาลี (Italy) อย่าง ยูเวนตุส (Juventus) อย่างไรก็ตาม ผลงานของทีมหลังจากที่ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) เข้ามารับตำแหน่งกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทีมต้องพบกับความพ่ายแพ้ติดต่อกันถึง 4 นัด

โดยคู่แข่งที่สามารถเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ได้ ได้แก่

  •         อาร์เซน่อล (Arsenal)
  •         ฟูแล่ม (Fulham)
  •         คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace)
  •         แอตเลติโก มาดริด (Atletico Madrid)

ผลงานดังกล่าวทำให้สถานการณ์ของทีมในฤดูกาลนี้ยิ่งเลวร้ายลง และทำให้แฟนบอลจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับทิศทางของสโมสร

เกมที่ แอต มาดริด จุดชนวนคำวิจารณ์ถาโถม

คิดนส์กี้ วิคาริโอ้

หนึ่งในเกมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการแข่งขันกับ แอตเลติโก มาดริด (Atletico Madrid) ที่สนาม วานด้า เมโทรโปลิตาโน (Wanda Metropolitano) ในเกมดังกล่าว ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ และตกเป็นฝ่ายตามหลังถึง 3-0 ภายในเวลาเพียง 15 นาทีแรก สถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อผู้รักษาประตูดาวรุ่งของทีมอย่าง อันโตนิน คินสกี้ (Antonin Kinsky) ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามในนาทีที่ 17 การตัดสินใจของ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ที่ส่ง กูลเยลโม่ วิคาริโอ (Guglielmo Vicario) ลงมาแทน กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ผู้เล่นหลายคนของทีมเดินตาม อันโตนิน คินสกี้ (Antonin Kinsky) ลงอุโมงค์หลังจากเขาถูกเปลี่ยนตัวออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดภายในทีม แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) เปิดเผยความรู้สึกของเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเกมนั้นว่า “ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อน จากสิ่งที่เกิดขึ้นที่ กรุง มาดริด (Madrid) ในคืนนั้น” “ผมรู้สึกแย่แทน อันโตนิน คินสกี้ (Antonin Kinsky) จริง ๆ”เขายอมรับว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในเกมนั้นเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้รักษาประตูดาวรุ่งรายนี้ “มันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับเด็กคนหนึ่ง และผมหวังว่าเขาจะมีคนดี ๆ อยู่รอบตัวเขา” แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพจิตใจของนักเตะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) เขามองว่าความมั่นใจของทีมในเวลานี้อาจอยู่ในระดับต่ำที่สุดแล้ว “นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับ สเปอร์ส (Spurs) พวกเขาไม่สามารถแพ้แบบยับเยินอีกได้ เพราะดูเหมือนว่าความมั่นใจของทีมกำลังตกลงไปถึงจุดต่ำสุด” ก่อนเกมที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) จะต้องไปเยือน ลิเวอร์พูล (Liverpool) ที่สนาม แอนฟิลด์ (Anfield) แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสของทั้งสองทีม แม้ว่าเขาจะยอมรับว่า ลิเวอร์พูล (Liverpool) ภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน่ สล็อต (Arne Slot) ก็มีฟอร์มที่ไม่แน่นอนในบางช่วงของฤดูกาล เขากล่าวว่า “มันเป็นเกมที่ทำนายยาก ลิเวอร์พูล (Liverpool) เองก็เล่นได้ไม่ดีนักในเกมที่ อิสตันบูล (Istanbul)” อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการแพ้ 1-0 ในสนามแห่งนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้าย “การแพ้ 1-0 ที่สนามนั้นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ และผมยังคิดว่าพวกเขามีโอกาสผ่านเข้ารอบ” แม้จะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับฟอร์มของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) แต่ แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ยังเชื่อว่าทีมจาก เมอร์ซีย์ไซด์ (Merseyside) มีศักยภาพมากพอที่จะเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ได้ เขากล่าวว่า “ในเวลาเดียวกัน ฤดูกาลนี้ของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ก็มีหลายผลการแข่งขันที่คาดไม่ถึง” “ใครจะคิดว่าพวกเขาจะแพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (Wolverhampton Wanderers) ได้” อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเกมที่กำลังจะเกิดขึ้น เขายังคงให้ ลิเวอร์พูล (Liverpool) เป็นฝ่ายได้เปรียบ เมื่อถูกถามถึงการคาดการณ์ผลการแข่งขัน แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ตอบอย่างชัดเจน “ผมให้ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ชนะ 2-0” เขายังพูดถึงผู้เล่นที่น่าจับตามองในเกมนี้ด้วย “คนที่ต้องจับตาดูคือ ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ (Florian Wirtz)” ดาวเตะชาว เยอรมนี (Germany) ทำผลงานได้ไม่สม่ำเสมอในเกมที่ อิสตันบูล (Istanbul) และ แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) มองว่า ลิเวอร์พูล (Liverpool) ต้องการผลงานที่ดีกว่านี้จากเขา คำทำนายของ แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ที่มองว่า ลิเวอร์พูล (Liverpool) จะสามารถเก็บคลีนชีตได้ อาจสะท้อนถึงมุมมองของเขาที่มีต่อเกมรุกของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในช่วงหลายเกมที่ผ่านมา ทีมประสบปัญหาในการสร้างโอกาสทำประตู และฟอร์มการเล่นโดยรวมยังขาดความต่อเนื่อง หากทีมยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ การบุกไปเยือน แอนฟิลด์ (Anfield) อาจกลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่ยากลำบาก สถานการณ์ของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาล การเข้ามาของ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลงานของทีมได้อย่างที่แฟนบอลคาดหวัง ขณะที่อดีตกุนซือของทีมอย่าง แฮร์รี เรดแนปป์ (Harry Redknapp) ก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพทีมในเวลานี้ เกมกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ที่สนาม แอนฟิลด์ (Anfield) อาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) เพราะหากทีมยังคงพ่ายแพ้ต่อไป ความกดดันต่อ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) และอนาคตของทีมในฤดูกาลนี้ อาจยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

“ร้องไห้หรือสู้ต่อ” ทูดอร์ ปลุกใจ สเปอร์ส ฝ่าวิกฤตหนีตกชั้น พรีเมียร์ลีก

สถานการณ์ของสโมสร ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ในฤดูกาลนี้กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของทีม หลังผลงานย่ำแย่อย่างต่อเนื่องใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ทำให้ทีมต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการตกชั้นจากลีกสูงสุดของ ประเทศ อังกฤษ (England) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1977 ผู้จัดการทีมชั่วคราวของสโมสรอย่าง อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า นักเตะของทีมมีทางเลือกเพียงสองทางเท่านั้นในเวลานี้ นั่นคือ “ร้องไห้” หรือ “ลุกขึ้นสู้” เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของทีม อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) วัย 47 ปี เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ หลังจากสโมสรตัดสินใจแยกทางกับอดีตผู้จัดการทีมอย่าง โธมัส แฟรงค์ (Thomas Frank) อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของกุนซือชาว โครเอเชีย (Croatia) ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลงานของทีมได้อย่างที่แฟนบอลคาดหวัง นับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีม สเปอร์ส (Spurs) ต้องพบกับความพ่ายแพ้ถึง 4 นัดติดต่อกัน โดยในจำนวนนี้มีถึง 3 นัดที่เกิดขึ้นใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฟอร์มการเล่นที่ตกต่ำอย่างหนัก ทำให้ทีมขยับเข้าใกล้โซนตกชั้นอย่างน่ากังวล และในเวลานี้พวกเขามีคะแนนเหนือทีมในสามอันดับสุดท้ายเพียง 1 คะแนนเท่านั้น

ภารกิจยากก่อนบุกเยือน ลิเวอร์พูล

ทูดอร์ คุมซ้อมก่อนเยือนหงส์

สถานการณ์ของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อโปรแกรมต่อไปของพวกเขาคือการบุกไปเยือนแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล (Liverpool) ที่สนาม แอนฟิลด์ (Anfield) ในศึก พรีเมียร์ลีก (Premier League) การไปเยือนสนามแห่งนี้ถือเป็นงานหนักสำหรับ สเปอร์ส (Spurs) อย่างยิ่ง เพราะใน 4 เกมหลังสุดที่พวกเขาเล่นที่ แอนฟิลด์ (Anfield) ทีมเสียประตูไปถึง 17 ลูกในทุกรายการ หากทีมยังไม่สามารถหยุดผลงานที่ย่ำแย่ได้ ความเสี่ยงในการตกชั้นก็อาจกลายเป็นความจริง ก่อนหน้าที่จะต้องไปเยือน ลิเวอร์พูล (Liverpool) ทีมเพิ่งเผชิญกับความพ่ายแพ้ที่เลวร้ายในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) เมื่อพวกเขาแพ้ แอตเลติโก มาดริด (Atletico Madrid) ด้วยสกอร์ 5-2

เกมดังกล่าวกลายเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของฤดูกาล เมื่อทีมตกเป็นฝ่ายตามหลัง 4-0 ภายในเวลาเพียง 22 นาทีแรกของการแข่งขัน หลังจบเกม อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ยอมรับว่าสถานการณ์ของทีมในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขากล่าวกับสื่อว่า“มันไม่ใช่สถานการณ์ที่ง่ายเลย ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ง่ายสำหรับสโมสร นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ”

ทางเลือกของทีม ร้องไห้หรือสู้ต่อไป กับเส้นทางที่เหลืออยู่

อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ใช้คำพูดที่ชัดเจนเพื่อกระตุ้นนักเตะของทีม เขากล่าวว่า “ในชีวิตทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมองของเรา คุณสามารถเลือกที่จะร้องไห้ หรือคุณสามารถเลือกที่จะต่อสู้ได้” “คุณจะเป็นเหยื่อของสถานการณ์ หรือจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนมัน นั่นคือสิ่งที่ผมบอกกับนักเตะ” ผู้จัดการทีมชาว โครเอเชีย (Croatia) ยังใช้การเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย “ขวดน้ำอาจดูเหมือนครึ่งหนึ่งว่าง หรือครึ่งหนึ่งเต็มก็ได้ แต่ตอนนี้สำหรับเรา มันมีหลายอย่างที่ว่างเปล่า” แม้จะยอมรับว่าทีมกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน แต่เขายังเชื่อว่า ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะไม่อยู่กับทีมไปตลอด “ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะผ่านไป คนที่ใช้โอกาสนี้เพื่อพัฒนาตัวเอง และลุกขึ้นสู้ จะกลายเป็นนักเตะและคนที่ดีขึ้น”หนึ่งในเหตุผลที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) เลือกแต่งตั้ง อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) คือผลงานที่ดีของเขาในระยะสั้นกับหลายสโมสรในอดีต

รวมถึงช่วงเวลาที่เขาทำงานกับสโมสรยักษ์ใหญ่ของ ประเทศ อิตาลี (Italy) อย่าง ยูเวนตุส (Juventus) แต่จนถึงตอนนี้ การเข้ามาของเขายังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ ในความเป็นจริง ทีมแพ้ติดต่อกันถึง 6 นัดในทุกรายการ และไม่ได้ชนะใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) มาตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม บริษัทเจ้าของสโมสรอย่าง เอนิค (ENIC) ออกมายืนยันว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) จะยังคงอยู่ในมือของฝ่ายบริหารฟุตบอลของสโมสร

นั่นหมายความว่า ในตอนนี้เขายังได้รับโอกาสในการพาทีมฝ่าวิกฤตครั้งนี้ เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์ของสโมสร ทูดอร์ (Igor Tudor) กล่าวว่า “มันเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน” “ช่วงที่ผ่านมา มีคนพูดถึงปัญหาของสโมสรมากมาย เหมือนกับว่าไม่มีใครสามารถเปลี่ยนอะไรได้” “แต่ผมบอกกับนักเตะตรงกันข้าม เราคือทีม เราคือสตาฟฟ์ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกเรา” หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเกมกับ แอตเลติโก มาดริด (Atletico Madrid) คือการเปลี่ยนตัวผู้รักษาประตูดาวรุ่งอย่าง อันโตนิน คินสกี้ (Antonin Kinsky) ออกจากสนามเพียง 17 นาทีหลังเริ่มเกม เกมดังกล่าวเป็นการประเดิมสนามใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) ของเขากับทีม การตัดสินใจของ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่เขายืนยันว่า ผู้รักษาประตูรายนี้ยังมีอนาคตกับทีม “เขาจะได้ลงเล่นอีกแน่นอน” “วันถัดมาเขากลับมาซ้อม และมีทัศนคติที่ดีมาก” อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) คือรายชื่อผู้เล่นบาดเจ็บจำนวนมาก

ก่อนเกมพบ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ทีมมีผู้เล่นชุดใหญ่ถึง 13 คนที่ไม่สามารถลงสนามได้

นักเตะสำคัญที่ไม่พร้อมลงเล่น ได้แก่

  •         คริสเตียน โรเมโร (Cristian Romero)
  •         เจา ปาลินญ่า (Joao Palhinha)
  •         อีฟส์ บิสซูม่า (Yves Bissouma)
  •         คอเนอร์ กัลลาเกอร์ (Conor Gallagher)

นอกจากนี้ยังมีนักเตะที่บาดเจ็บระยะยาว เช่น

  •         เจมส์ แมดดิสัน (James Maddison)
  •         เดยัน คูลูเซฟสกี้ (Dejan Kulusevski)
  •         โรดริโก เบนตันคูร์ (Rodrigo Bentancur)
  •         โมฮัมเหม็ด คูดุส (Mohammed Kudus)

ขณะที่ มิคกี้ ฟาน เดอ เวน (Micky van de Ven) ก็ต้องติดโทษแบนจากใบแดงในเกมกับ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace)

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) อาจต้องใช้คู่เซ็นเตอร์แบ็กอย่าง

  •         เควิน ดันโซ (Kevin Danso)
  •         ราดู ดรากูซิน (Radu Dragusin)

ในเกมสำคัญกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ซึ่งเป็นการทดสอบที่ยากมากสำหรับทีม แม้ว่าสถานการณ์ของทีมจะย่ำแย่ แต่ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) ยืนยันว่าเขาจะไม่ยอมแพ้ ที่สนามฝึกซ้อมของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) เขาแสดงให้เห็นถึงท่าทีที่พร้อมสู้ เขาบอกกับนักเตะอย่างชัดเจนว่า อย่าคิดว่าโลกกำลังต่อต้านพวกเขา และอย่าคิดว่าทีมกำลังถูกคำสาปหรือ “มนต์ดำ” ข้อความหลักของเขาคือ “อย่าทำตัวเหมือนเป็นเหยื่อ” แม้สถานการณ์จะยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อมีผู้เล่นบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ ทูดอร์ (Igor Tudor) ต้องการให้นักเตะของทีมลุกขึ้นสู้ ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของฤดูกาล ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการหนีตกชั้นจาก พรีเมียร์ลีก (Premier League) แม้ฟอร์มของทีมจะย่ำแย่ ผู้เล่นบาดเจ็บจำนวนมาก และโปรแกรมการแข่งขันที่ยากลำบาก แต่ อิกอร์ ทูดอร์ (Igor Tudor) เชื่อว่าทีมยังมีทางเลือก นั่นคือ การยอมแพ้ต่อสถานการณ์ หรือการลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงมัน และสำหรับเขา คำตอบมีเพียงทางเดียวเท่านั้น ต้องสู้ต่อไป.

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin