ภาษณ์ตอนแถลงข่าวก่อนเกม
คืนนี้แหละครับที่แฟนปืนใหญ่ทั่วโลกรอคอย รอแบบที่บางคนต้องบอกลูกหลานก่อนว่าตัวเองเคยเห็นอาร์เซน่อลเล่นชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่จะมาคืนนี้ของวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพราะนับจากปี 2549 ที่ทีมเคยพ่ายให้กับบาร์ซ่าที่ปารีสแบบเจ็บใจสุดๆ ก็เป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปีเต็มๆ ที่ทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" ไม่เคยเหยียบรอบชิงชนะเลิศของรายการสโมสรยอดเยี่ยมแห่งยุโรปอีกเลย
จนกระทั่งคืนนี้
ปืนใหญ่บุกชนะ แอตเลติโก มาดริด 1-0 ที่บ้านตัวเอง สกอร์รวมสองนัดเป็น 2-1 ผ่านเข้ารอบชิงดำได้สำเร็จ เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี
ภาพแฟนบอลกอดคอกันร้องไห้ในสนามเอมิเรตส์ คนที่นั่งอยู่บนสแตนด์ลุกขึ้นยืนปรบมือนานเป็นนาที บางคนเอามือกุมหน้า บางคนชูหมัดขึ้นฟ้า บางคนเดินไปกอดคนแปลกหน้าที่นั่งข้างๆ บอกตามตรงครับ — ภาพแบบนี้ถ้าใครไม่เคยอินกับฟุตบอลก็คงไม่เข้าใจ แต่สำหรับชาวกันเนอร์ส คืนนี้คือคืนที่รอกันมานาน
มิเกล อาร์เตต้า กุนซือชาวสเปน ทำให้สำเร็จ คนเดียวกับที่เคยเป็นกัปตันทีมในยุคที่ทีมต้องเจ็บปวดจากการตกชั้นจากแชมเปี้ยนส์ ลีก คนเดียวกับที่หลายคนเคยตั้งคำถามว่าจะคุมทีมไหวไหม คืนนี้เขาพาทีมกลับมายืนอยู่บนเวทีสูงสุดของยุโรปได้อีกครั้ง แล้วเหลืออีกแค่ 90 นาทีเท่านั้นที่จะคว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
บรรยากาศก่อนเกม กับความกดดันมหาศาล
ก่อนเกมเริ่ม รอบสนามเอมิเรตส์ คึกคักไม่ต่างจากวันนัดชิงเลย แฟนบอลในชุดสีแดง-ขาวเดินเต็มถนนฮอลโลเวย์ โร้ด ตั้งแต่เที่ยงวัน ผับร้านอาหารทุกแห่งแน่นเอี้ยด เสียงเชียร์ "Norrrth London Forever" ดังกึกก้องไปทั่ว มีคนกางธงอาร์เซน่อลรุ่นเก่าแก่ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยไฮบรี่ บางคนเอารูปอาแซน เวนเกอร์ มาแขวนคอ บางคนใส่เสื้อเบอร์ 14 ของอองรี — ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าแฟนบอลจริงๆ คิดถึงยุครุ่งโรจน์ของทีมแค่ไหน
นัดแรกที่สนาม วันด้า เมโทรโพลิตาโน่ ผลออกมา 1-1 ทำให้นัดสองคืนนี้กลายเป็นเกมตัดสินที่เปิดทุกความเป็นไปได้ ปืนใหญ่ที่ได้กลับมาเล่นบ้านตัวเอง รู้ดีว่าแค่เสมอ 0-0 ก็ผ่านเข้ารอบ แต่อาร์เตต้ายืนยันก่อนเกมชัดๆ ว่าทีมจะออกมาบุก ไม่มีตั้งรับเพื่อรักษาผลแน่นอน
"ผมไม่ได้พาทีมมาถึงตรงนี้ด้วยการกลัว" — คือคำที่อาร์เตต้าให้สัมฝั่งแขกผู้มาเยือน ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ จอมยุทธ์เกมรับชาวอาร์เจนตินา รู้ดีว่าทีมต้องทำประตูให้ได้ การยืนตั้งรับเหมือนเดิมไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะถ้าจบ 0-0 หรือแพ้ 0-1 ก็ตกรอบ ดังนั้นแอต.มาดริดคืนนี้น่าจะมีหน้าตาที่ต่างจากเดิมพอสมควร
อาร์เตต้าส่ง 11 ตัวจริงครบเครื่อง ดาบิด ราย่า เฝ้าเสา วิลเลี่ยม ซาลิบา จับคู่กับ กาเบรียล มากัลไญส์ เป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เดแคลน ไรซ์ ในแดนกลางจูงคู่กับ มิเกล เมริโน่ และ มาร์ติน ซูบิเมนดี้ ส่วนแดนรุก ซาก้า อยู่ทางขวา ทรอสซาร์ทางซ้าย และ วิคตอร์ โยเคเรส กองหน้าตัวเป้า มาร์ติน เออเดการ์ด กัปตันทีม อยู่บนม้านั่งสำรอง รอจังหวะลงมาช่วยทีมตอนสำคัญ
ส่วนแอตฯ มี ยาน โอบลัค กับ อองตวน กรีซมันน์ และ ฮูเลียน อัลวาเรซ เป็นแกนหลักเหมือนเดิม
11 นาทีแห่งความหนาว — แอตฯ ขู่ตั้งแต่ยังไม่อุ่น
นกหวีดเริ่มเกมยังไม่ทันดับเสียง แฟนบอลในสนามก็แทบลืมหายใจไปแล้วครับ
นาทีที่ 11 เท่านั้น แอตเลติโก มาดริด ก็แทบจะได้ประตูขึ้นนำเสียก่อน เมื่อ กรีซมันน์ ที่หักจังหวะจากริมเส้นเข้ามาอย่างเด็ดดวงในแบบฉบับของพ่อมดชาวฝรั่งเศส ก่อนซัดอย่างหนักหน่วงเข้ากลางประตู ดาบิด ราย่า ต้องพุ่งเซฟแบบใส่กันทุกอณู
แต่บอลก็ยังไม่หลุดเขตอันตราย!
มันลอยไปเข้าทาง ฮูเลียน อัลวาเรซ ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ตามมาซ้ำแบบจ่อๆ — ในจังหวะที่หลายคนคิดว่าได้ประตูแน่ๆ — เดแคลน ไรซ์ ก็พุ่งสไลด์มาช่วยบล็อกได้ทัน บอลกระดอนไปโดนตัวอัลวาเรซเองออกหลังกลายเป็นเตะมุม
แฟนบอลในสนามถึงกับยกมือกุมหัวกันยกใหญ่ บางคนหัวเราะ บางคนยังคงถือลมหายใจไว้ แต่ทุกคนรู้ดีว่ารอดมาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด นี่ขนาดเริ่มเกมยังไม่ถึงสิบห้านาทีนะ
มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าคืนนี้ไม่ใช่เกมง่าย แอตฯ มาด้วยใจสู้ ไม่ใช่ทีมที่จะตั้งรับให้ปืนใหญ่บุก พวกเขาวิ่งใส่ ผลักดัน ยึดบอลในแดนเจ้าบ้าน — ผิดจากที่หลายคนคาดเอาไว้ก่อนเกมพอสมควร
ส่วนปืนใหญ่ ดูเหมือนจะตื่นสนามไปนิดนึงในช่วงต้นเกม การส่งบอลผิดเป้ามีให้เห็นบ่อยกว่าปกติ ซาลิบาที่ปกติเล่นเย็นมือก็ดูเครียด แต่ก็ค่อยๆ ปรับตัวได้ ราว 15-20 นาทีให้หลัง ทีมเริ่มเข้าจังหวะของตัวเอง ครองบอลได้มากขึ้น เริ่มกดเกมขึ้นไปฝั่งแอตฯ
ครึ่งแรกที่บีบกันแน่น — โอบลัคยังเก่งเหมือนเดิม
20 นาทีแรกผ่านไปแบบขับเคี่ยวกันยิบ เกมเริ่มเทมาทางอาร์เซน่อลครองบอลมากขึ้นเรื่อยๆ ซาก้าเริ่มได้บอลในตำแหน่งที่ตัวเองชอบ ทรอสซาร์ก็เริ่มแกล้งคู่ต่อสู้ทางซ้าย แต่ปัญหาคือทีมหา "จังหวะจะๆ" เข้าไปยิงแบบโคตรชัดไม่ได้สักที
ระบบป้องกันของซิเมโอเน่ก็ยังเป็นซิเมโอเน่อยู่ดีครับ — ผู้เล่นเสื้อขาว-แดงยืนเรียงแน่นเป็นกำแพง ปิดทุกช่องว่าง แทบไม่ปล่อยให้กองหน้าปืนใหญ่ได้ยืนคนเดียวในกรอบเขตโทษเลย ลูกครอสที่เปิดเข้ามาก็มีคนโหม่งสกัดออกไปได้ทุกครั้ง
นาทีที่ 32 มาร์ติน ซูบิเมนดี้ จ่ายบอลทะลุช่องเข้าให้ ทรอสซาร์ ที่ยืนเตรียมตัวแล้ว แต่บอลยิงออกข้างเสาไปหวุดหวิด นาทีที่ 38 ทรอสซาร์ก็ได้บอลอีกครั้งในระยะใกล้ ซัดแน่นๆ แต่โอบลัค — เจ้าเก่า — ก็ยังยืนเซฟเหมือนเดิม
โอบลัคในวัย 33 ปี ยังเก่งไม่หาย ผู้รักษาประตูชาวสโลวาเกียคนนี้พิสูจน์แล้วว่าทำไมถึงเป็นมือหนึ่งของลาลีกามายาวนานหลายปี
ในมุมของแอตฯ พวกเขาก็พยายามขโมยจังหวะ แต่ผ่านครึ่งแรกได้ไม่ค่อยมีจังหวะอันตรายเท่าไรนัก ส่วนใหญ่ถูกกาเบรียลกับซาลิบาตัดสกัดได้ก่อน ส่วนเดแคลน ไรซ์ ก็เป็นเสาหลักในการแย่งบอล วิ่งทั้งเกมรุกเกมรับ — ตัวนี้แหละครับที่ทำให้อาร์เซน่อลแตกต่างจากปีก่อนๆ
แต่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จาก 35 เป็น 40 จาก 40 เป็น 43 แฟนบอลในสนามเริ่มกระวนกระวาย ถ้าครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-0 ครึ่งหลังก็จะยิ่งยากขึ้น เพราะซิเมโอเน่จะคงระบบรับเข้มข้นกว่าเดิมแน่นอน
นาที 45! — ซาก้าฮีโร่ในจังหวะสำคัญที่สุด
แล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอ
นาทีที่ 45 ก่อนหมดครึ่งแรกพอดี ทุกอย่างเปลี่ยนไป
มันเริ่มจากการเล่นต่อบอลในแดนกลาง ก่อนที่ เลอันโดร ทรอสซาร์ จะลากบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ และตัดสินใจซัดอย่างเต็มแรงเข้ามุมประตู
โอบลัคพุ่งตัว — เซฟได้ — แต่บอลกระดอนออกมา!
แล้วก็เป็นเด็กลอนดอนคนนั้นที่ตามจังหวะมาด้านหลังอย่างเฉียบคม
บูคาโย่ ซาก้า ซัดซ้ำเข้าประตูที่ว่าง
โกลลลลล!!!
เอมิเรตส์ระเบิดครับ ระเบิดจริงๆ ผมไม่ได้พูดเล่น คนที่เคยฟังเสียงเชียร์ในสนามฟุตบอลคงรู้ว่าเสียงแบบไหนคือเสียงที่ "ดังจริงๆ" และคืนนี้เสียงในเอมิเรตส์ดังจนตึกข้างๆ คงสะเทือนไปด้วย ทุกคนลุกขึ้นยืน บางคนกระโดดทับเก้าอี้ แฟนบอลที่ดูจากบ้านที่ไทยเองก็คงตื่นกันทั้งหมู่บ้าน
ซาก้าก้มกราบสนามทันทีหลังทำประตู ก่อนวิ่งไปขอบคุณทรอสซาร์ที่จ่ายให้ เพื่อนร่วมทีมทุกคนวิ่งมารุมกอด อาร์เตต้าที่ข้างสนามชูกำปั้นกระโดดดีใจจนแทบหลุดออกจากเทคนิคอลแอเรีย
เด็กในระบบเยาวชนของสโมสรคนนี้ — เด็กที่โตมากับสีแดง-ขาว — กลายเป็นฮีโร่ในเกมที่สำคัญที่สุดของทีมในรอบสองทศวรรษ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ มันคือชะตาที่เขียนไว้แล้ว
ประตูของซาก้าทำให้สกอร์รวมกลายเป็น 2-1 หมายความว่าแอต.มาดริดต้องบุกหา 2 ประตูในครึ่งหลังเพื่อพลิกกลับมา ซึ่งกับทีมที่ถนัดเกมรับมากกว่าเกมรุก — งานหินมาก
นกหวีดยาวจบครึ่งแรกดังขึ้นไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ปืนใหญ่นำเข้าพักที่ 1-0 และอารมณ์ในห้องแต่งตัวของสองทีมคงต่างกันราวฟ้ากับเหว
ครึ่งหลังที่ตึงเครียดทุกวินาที
ครึ่งหลังเริ่มต้นด้วยภาพแอตฯ ที่ออกมาด้วยพลังที่แตกต่างจากครึ่งแรก ซิเมโอเน่คงไล่ลูกทีมในห้องแต่งตัวจนตื่นแล้วล่ะครับ พวกเขาเล่นบุกใส่ตั้งแต่นกหวีดเปิดเกม
นาทีที่ 55 มาเลย — กรีซมันน์ในระยะนอกกรอบเขตโทษ ตัดสินใจฟาดเสาแรกเต็มเหนี่ยว
บอลพุ่งตรงเสาขวา
ราย่าพุ่งตัว!
เซฟได้!
ราย่าลุกขึ้นชูกำปั้นเชียร์ตัวเองเลย ผู้รักษาประตูชาวสเปนคนนี้แสดงความเป็นมืออาชีพได้อย่างยอดเยี่ยม การเซฟครั้งนี้สำคัญพอๆ กับประตูของซาก้าครับ
หลังจากนั้นแอตฯ ก็ยังคงดันเกมต่อไป ส่งลูกครอส ใช้ลูกตั้งเตะ พยายามทุกวิถีทางที่จะหาประตู แต่กำแพงของซาลิบา-กาเบรียลก็แข็งแกร่งเกินไป ทั้งคู่อ่านจังหวะได้ดี เลือกใช้ตำแหน่งได้เก่ง ตัดสกัดได้ทุกครั้งที่บอลผ่านเข้ามา
ซาลิบาคืนนี้เล่นในระดับที่ทำให้ผมยอมรับเลยว่าเขาคือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ ไม่มีใครเทียบได้ในแง่ของความสงบในการเล่นบอล
ในแดนกลาง เดแคลน ไรซ์ ก็เป็นพี่ใหญ่ที่คุมทีมได้ดีไม่แพ้กัน ตัดบอล วิ่งช่วยตัดเกม จ่ายเปลี่ยนทาง ทุกอย่างที่ต้องทำเขาทำได้หมด
แฟนบอลในสนามตื่นเต้นกันทุกครั้งที่ทีมแย่งบอลคืนได้ ทุกครั้งที่เคลียร์บอลออกจากเขตอันตราย เสียงปรบมือดังสนั่นไปทั่วสนาม
เกมหมากรุกของสองกุนซือ
ราว 60 นาทีพอดี ทั้งสองกุนซือก็เริ่มขยับหมาก
ซิเมโอเน่ส่งสามคนรวด — ราฟาเอล กาวิเซโด้ การ์โดโซ่, อเล็กซานเดอร์ ซอร์ล็อธ และ นาฮูเอล โมลิน่า — เพื่อเพิ่มอาวุธในแนวรุกและเปลี่ยนรูปทรงทีม การเปลี่ยนสามคนพร้อมกันแบบนี้คือสัญญาณว่าจอมยุทธ์ชาวอาร์เจนตินาคนนี้พร้อมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อกู้เกม
แต่อาร์เตต้าไม่ปล่อยให้ซิเมโอเน่ได้เปรียบ ตอบโต้ทันทีด้วยการส่งสามคนของตัวเอง — ปิเอโร่ อินคาปิเอ้ กองหลังจอมเก๋า, มาร์ติน เออเดการ์ด กัปตันทีมที่หายเจ็บ และ โนนิ มาดูเอเก้ ปีกหนุ่ม
การเปลี่ยนของอาร์เตต้าน่าสนใจมากครับ — ลงกองหลังเสริม + กัปตันทีมคุมเกม + ปีกที่มีความเร็วสำหรับเกมโต้กลับ ทุกอย่างถูกคำนวณมาอย่างดี ไม่ได้แค่ "เปลี่ยนเพื่อพักขา"
นี่คือฟุตบอลระดับแชมเปี้ยนส์ ลีก นี่คือการประลองหมากของสองสมองที่เก่งคนละแบบ — ซิเมโอเน่ที่ลุยอบอลรายการนี้มากว่า 14 ปี ปะทะกับ อาร์เตต้า ที่กำลังเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตัวเอง
โอกาสทองที่หลุดมือ — และช่วงท้ายที่หัวใจแทบหลุด
นาทีที่ 66 ปืนใหญ่มีโอกาสปิดเกม
อินคาปิเอ้ที่เพิ่งลงมา เปิดบอลเร็วและยาวจากแดนตัวเอง บอลลอยข้ามแดนกลางไปอย่างสวยงาม ตกลงในระยะที่เหมาะสำหรับวิคตอร์ โยเคเรส ที่อยู่กลางกรอบเขตโทษ
โยเคเรสกระโดด พุ่งโหม่งจ่อๆ จากระยะ 6 หลา
แต่...
บอลเหินข้ามคานออกไปอย่างน่าผิดหวัง
โอ๊ยยยย!
แฟนบอลทั้งสนามเอามือกุมหัวพร้อมกัน หลายคนคิดว่ามันคือประตูที่ 2-0 ที่จะปิดเกมแน่ๆ แต่บอลก็เป็นแบบนี้แหละครับ ดาวยิงระดับโลกอย่างโยเคเรสเองก็ยังพลาดได้
โยเคเรสคุกเข่าลงพื้น มือกุมหน้า เพื่อนร่วมทีมต้องวิ่งมาตบไหล่ปลอบ — ในเกมแบบนี้ ความผิดหวังเดียวอาจกลายเป็นภาระทางจิตใจที่หนักได้
หลังจากนั้นแอตฯ ก็ใช้โอกาสในการขโมยพลังกลับมาบุกอีกครั้ง
นาทีที่ 78 ลูกเตะมุมจากด้านขวา เปิดเข้ากรอบเขตโทษ ซอร์ล็อธสูงตัวกว่าใคร พุ่งโหม่งเต็มแรง
บอลเหินคานออกไปแบบหวุดหวิด
อีกครั้ง! หัวใจแฟนปืนใหญ่หลุดเป็นครั้งที่สองในรอบ 12 นาที
อาร์เตต้าตัดสินใจปรับเกมในช่วงนี้ ดึงทีมให้ถอยลึกขึ้น เน้นรักษาผลมากกว่าบุกหาประตูที่สอง บางคนอาจวิจารณ์ว่าควรบุกต่อ แต่ในเกมที่สำคัญแบบนี้ การเสียประตูเดียวอาจทำให้ตกรอบ ความระมัดระวังจึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง
ในช่วงทดเจ็บ 5 นาที ผู้ตัดสินยกป้ายขึ้นแสดง แฟนบอลในสนามนับถอยหลังกันแล้ว ทุกครั้งที่บอลออกหลังหรือออกข้าง พวกเขาตะโกน "Ole!" พร้อมกันเป็นเสียงเดียว
แอตฯ พยายามครั้งสุดท้ายในนาทีที่ 94 โอบลัคขึ้นมาช่วยทีมในจังหวะลูกเตะมุมเหมือนหนังเอเชี่ยนเกมส์ของเซอร์อเล็กซ์ แต่บอลไม่เข้าใคร ปืนใหญ่เคลียร์ออกได้ มาดูเอเก้พาบอลพาออกไป — แล้วผู้ตัดสินก็เป่านกหวีดยาว
จบเกม
ผู้เล่นปืนใหญ่ทุกคนวิ่งเข้ากอดกัน บางคนคุกเข่าลงพื้น ราย่าวิ่งจากประตูฝั่งตัวเองมาฉลองที่กลางสนาม อาร์เตต้ากระโดดเข้ากอดทีมงาน
ชัยชนะที่เปลี่ยนทุกอย่าง — และวันที่ 30 พฤษภาคมที่บูดาเปสต์
ชัยชนะ 1-0 ในคืนนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในตารางคะแนนครับ มันคือการประกาศกลับมาของยักษ์ใหญ่หลังจากหลับใหลมานาน
ย้อนกลับไปปี 2549 ทีมในยุคเวนเกอร์เข้าชิงครั้งแรกที่กรุงปารีส แต่พ่ายให้บาร์ซ่า 1-2 ในเกมที่ ยอน เลห์มันน์ โดนใบแดงตั้งแต่ครึ่งแรก เป็นความเจ็บปวดที่ฝังใจชาวกันเนอร์สมาตลอด หลายฤดูกาลทีมพยายามจะกลับมา แต่ก็เจอกำแพงที่ผ่านไม่ได้สักที — ทั้งบาเยิร์น ทั้งบาร์ซ่า ทั้งเรอัล มาดริด ผลัดกันมาเชือดปืนใหญ่ในรอบน็อคเอาท์ปีแล้วปีเล่า
ช่วงปี 2560-2563 ทีมตกต่ำสุดๆ ตกชั้นจากแชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นเวลาหลายปี เล่นยูโรปาลีกบ้าง ไม่ได้เล่นถ้วยยุโรปบ้าง แฟนบอลรุ่นใหม่บางคนแทบไม่เคยเห็นทีมรักของพ่อตัวเองเล่นในรายการสูงสุดของยุโรปด้วยซ้ำ
จนกระทั่งอาร์เตต้าเข้ามาในปลายปี 2562
เขาเป็นเหมือนสถาปนิกที่ค่อยๆ สร้างทีมขึ้นมาทีละชิ้น ปีแรกๆ ก็ยังลำบากครับ ทีมยังไม่นิ่ง ผลงานยังขึ้นๆ ลงๆ แฟนบอลบางคนถึงขั้นเรียกร้องให้ปลดเขา แต่บอร์ดสโมสรเชื่อมั่น และอาร์เตต้าก็พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน
ดึงไรซ์มาจากเวสต์แฮม ดึงเออเดการ์ดมาจากเรอัล มาดริด ดึงโยเคเรสมาจากสปอร์ติ้ง — แต่ละการเซ็นสัญญาคือก้าวที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้ทีมพร้อมจะปะทะกับใครก็ได้ในยุโรป
ซาก้า เด็กในระบบเยาวชน ที่อยู่กับสโมสรมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ คือสัญลักษณ์ของการเดินทางครั้งนี้ และการที่เขาเป็นคนทำประตูชัยให้ทีมเข้ารอบชิง — มันก็เหมือนนิยายที่เขียนได้ลงตัวเกินไปบ้าง
หลังเกมอาร์เตต้าให้สัมภาษณ์น้ำตาคลอ "นี่คือคืนที่พิเศษที่สุดในชีวิตผม สำหรับสโมสรนี้ สำหรับแฟนบอลที่รอคอยมานาน เรายังไม่ทำอะไรสำเร็จ ยังเหลืออีกหนึ่งเกม แต่คืนนี้ผมอยากให้ทุกคนได้ฉลองในสิ่งที่เราทำมาด้วยกัน"
ตอนนี้ปืนใหญ่ได้ตั๋วทองเข้ารอบชิงดำของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2025-26 เรียบร้อย รอเจอผู้ชนะระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แชมป์เก่า ที่จะหวดกันคืนพรุ่งนี้
ทั้งสองทีมก็ไม่ใช่เล่นๆ — บาเยิร์นภายใต้กุนซือคนใหม่ในซีซั่นนี้ มาพร้อมขุมกำลังของแฮร์รี่ เคน, จามาล มูเซียลา และ ฟลอเรียน เวียร์ตส์ ส่วน เปเอสเช ของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ก็แข็งโป๊กไม่แพ้กัน เด็มเบเล่, บาร์โกลา, ฌูเอา เนเวส คือผู้เล่นระดับโลกที่เคยทำให้แชมเปี้ยนส์ลีกเป็นของตัวเองมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว
นัดชิงจะจัดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่สนามปุสกาส อารีน่า กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ความจุประมาณ 67,000 ที่นั่ง — เป็นการจัดรอบชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกครั้งแรกที่บูดาเปสต์ในประวัติศาสตร์รายการ
สำหรับอาร์เซน่อล นี่คือโอกาสคว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรปสูงสุดเป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์ 138 ปีของสโมสร แม้จะเคยคว้า แฟร์ส คัพ ในปี 2513 และ คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 2537 มาแล้ว แต่ถ้วยใหญ่ที่สุดของยุโรปยังคงเป็นความฝันที่ไม่เคยทำได้
อีก 24 วันเท่านั้นครับ — แฟนบอลปืนใหญ่ทั่วโลกคงต้องเก็บกระเป๋ากันแล้ว เพราะวันนั้นอาจเป็นวันที่ความฝันที่รอคอยมา 20 ปีกลายเป็นจริง ไม่ใช่แค่เข้าชิง แต่เป็นการคว้าแชมป์เลย
ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร อาร์เซน่อลพิสูจน์แล้วว่าทีมนี้พร้อมจะปะทะกับใครก็ได้ในยุโรป ซาก้า, ไรซ์, ซาลิบา, ราย่า และเพื่อนๆ ทุกคน คือผู้เล่นระดับโลกที่ต่อสู้เพื่อสีเสื้อสโมสรอย่างเต็มหัวใจ
20 ปีของการรอคอยใกล้สิ้นสุดลงแล้ว และความฝันสุดท้ายอยู่ห่างออกไปเพียงอีก 90 นาทีที่กรุงบูดาเปสต์
ขอให้แฟนบอลปืนใหญ่ทั่วโลกได้สมหวังกันสักทีเถอะครับ















