เจมส์ มิลเนอร์ ปิดฉาก 24 ปีพรีเมียร์ลีกพร้อมสถิติที่ยิ่งใหญ่

เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อดีตกองกลางทีมชาติ อังกฤษ ประกาศอำลาวงการฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการ หลังผ่านเส้นทางค้าแข้งที่ยาวนาน และน่าจดจำใน พรีเมียร์ลีก ถึง 24 ปี การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากหนึ่งในอาชีพนักฟุตบอลที่มั่นคงที่สุดของยุคสมัยใหม่ เพราะเขาไม่เพียงเป็นนักเตะที่อยู่ในระดับสูงมาอย่างยาวนาน แต่ยังเป็นตัวอย่างของความเป็นมืออาชีพ ความทุ่มเท และวินัยที่หลายคนยกย่อง ดาวเตะวัย 40 ปี เพิ่งหมดสัญญากับ ไบรท์ตัน หลังใช้เวลา 3 ฤดูกาลสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งกับสโมสรแห่งนี้ แม้ในช่วงท้ายอาชีพ เขาต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บ และสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม แต่ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ยังสามารถกลับมาลงสนามได้ และมีส่วนร่วมกับทีมจนถึงช่วงสุดท้ายของเส้นทางอาชีพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจนักสู้ของเขาอย่างชัดเจน ตลอดเส้นทางในลีกสูงสุดของ อังกฤษ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ลงเล่นให้กับ 6 สโมสร ได้แก่ ลีดส์ ยูไนเต็ด, นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, แอสตัน วิลลา, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล และ ไบรท์ตัน โดยแต่ละช่วงเวลาล้วนมีความหมายต่อการเติบโตของเขาในฐานะนักฟุตบอล เขาเริ่มต้นจากเด็กหนุ่มพรสวรรค์สูง ก่อนพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง และเป็นที่ไว้วางใจของผู้จัดการทีมหลายคน

เริ่มต้นจาก ลีดส์ หลังจากนั้น ก็สร้างชื่อจนเป็นตำนาน

มิลเนอร์ ลีดส์ ยูไนเต็ด

จุดเริ่มต้นของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) เกิดขึ้นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด สโมสรที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็ก เขาประเดิมสนามใน พรีเมียร์ลีก เมื่อเดือน พฤศจิกายน ปี 2002 ด้วยวัยเพียง 16 ปี และในเวลานั้นเขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะอายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นในลีกสูงสุดของ อังกฤษ เพียงเดือนถัดมา เขายังสร้างชื่อด้วยการกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ใน พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นสถิติที่ทำให้ชื่อของเขาเริ่มถูกพูดถึงในวงกว้างตั้งแต่อายุยังน้อย แม้เวลาผ่านไป สถิติดังกล่าวจะถูกทำลาย และปัจจุบัน เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อยู่ในอันดับ 3 ของผู้ทำประตูอายุน้อยที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ตามหลัง แม็กซ์ ดาวแมน (Max Dowman) และ เจมส์ วอห์น (James Vaughan) แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่าง คือเขาไม่ได้เป็นเพียงดาวรุ่งที่โด่งดังชั่วคราว เขาสามารถยืนระยะในระดับสูงได้ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ และกลายเป็นนักเตะที่มีจำนวนการลงสนามมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก หลังจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด ตกชั้นสู่ แชมเปียนชิพ ในปี 2004 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมประสบการณ์ของเขา เขาได้ลงเล่นในสโมสรใหญ่ที่มีแฟนบอลเหนียวแน่น และต้องเผชิญทั้งความคาดหวัง แรงกดดัน และการแข่งขันภายในทีม สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเติบโตมากขึ้น ทั้งในด้านฝีเท้าและสภาพจิตใจ ต่อมา เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป แอสตัน วิลลา ในปี 2008 และช่วงเวลานี้ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของอาชีพ เขาได้รับบทบาทที่โดดเด่นมากขึ้น และแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นริมเส้นหรือดาวรุ่งความเร็วสูงเท่านั้น แต่ยังสามารถขยับเข้ามาเล่นในแดนกลาง ใช้พลังงาน ความขยัน และความเข้าใจเกมช่วยทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟอร์มของเขากับ แอสตัน วิลลา ทำให้ได้รับโอกาสติดทีมชาติ อังกฤษ และประเดิมสนามในปี 2009 เส้นทางทีมชาติของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) จบลงด้วยจำนวนการลงเล่น 61 นัด เขาเคยเป็นตัวแทนของ อังกฤษ ในศึก ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 ครั้ง และ ฟุตบอลโลก 2 ครั้ง แม้เขาอาจไม่ใช่นักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในทีมชาติ แต่บทบาทของเขามีความสำคัญอย่างมาก เพราะเขาเป็นผู้เล่นที่พร้อมทำงานหนักเพื่อทีม เล่นตามแท็กติกได้ดี และสามารถช่วยปรับสมดุลของทีมในเกมใหญ่ได้

เริ่มต้นประสบความสำเร็จ กับ แมนฯ ซิตี้ ก่อนย้ายมาเปรี้ยงที่ ลิเวอร์พูล

ปี 2010 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายสู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสโมสร เขาช่วยทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 2 สมัยในปี 2012 และ 2014 โดยเฉพาะแชมป์ปี 2012 ที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในยุค พรีเมียร์ลีก และเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของสโมสรในเวลาต่อมา

แม้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเต็มไปด้วยนักเตะชื่อดังมากมาย แต่ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ก็ยังมีพื้นที่ของตัวเองเสมอ ด้วยความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นกองกลาง ริมเส้น ฟูลแบ็ก หรือบทบาทสนับสนุนเกมรับ เขาเป็นนักเตะที่ผู้จัดการทีมสามารถเลือกใช้งานได้ในสถานการณ์หลากหลาย และเป็นคนที่มักทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องการแสงสปอตไลต์มากนัก ในปี 2015 เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ย้ายไป ลิเวอร์พูล และใช้เวลา 8 ฤดูกาลที่ แอนฟิลด์ ช่วงเวลานี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของทีมยุค เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เขาลงสนามให้ ลิเวอร์พูล 332 นัด ยิงได้ 26 ประตู และมีส่วนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความมุ่งมั่นภายในทีม ด้วยประสบการณ์ ความเป็นผู้นำ และทัศนคติแบบมืออาชีพ 

ความสำเร็จสูงสุดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) กับ ลิเวอร์พูล คือการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปี 2019 และแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในปี 2020 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกของ ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ปี 1990 ความสำเร็จนี้มีความหมายอย่างมากต่อแฟนบอล ลิเวอร์พูล ทั่วโลก และเขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ช่วยผลักดันทีมให้ไปถึงเป้าหมายสำคัญนั้น นอกจากแชมป์ พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก แล้ว เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ยังเคยคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ กับทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักเตะที่มีความสำเร็จอย่างครบถ้วนทั้งในระดับประเทศและระดับยุโรป อีกทั้งยังมีบทบาทในทีมชั้นนำหลายยุคหลายสมัย ช่วงท้ายอาชีพกับ ไบรท์ตัน เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) อาจไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องเท่าช่วงพีค แต่เขายังคงมีคุณค่าต่อทีมในแง่ประสบการณ์และความเป็นผู้นำ ฤดูกาล 2024–25 เขาต้องเจออาการบาดเจ็บจนพลาดลงเล่นเป็นส่วนใหญ่ แต่ในฤดูกาล 2025-26 เขากลับมาลงสนามได้ 22 นัดในทุกรายการ และมีส่วนร่วมกับ ไบรท์ตัน ในการคว้าสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร การลงสนามนัดสุดท้ายของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ใน พรีเมียร์ลีก ทำให้เขาปิดฉากสถิติไว้ที่ 658 นัด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยิ่งใหญ่ และสะท้อนความสม่ำเสมอตลอด 24 ปีอย่างแท้จริง สำหรับนักฟุตบอลอาชีพ การรักษาระดับให้อยู่ใน พรีเมียร์ลีก ได้นานขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทั้งร่างกายที่แข็งแกร่ง วินัยในการดูแลตัวเอง ความสามารถในการปรับตัว และความมุ่งมั่นที่ไม่ลดลงตามอายุ 

ในแถลงการณ์อำลา เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) ระบุว่า เขารู้สึกโชคดีที่ได้ผ่านช่วงเวลามากมายในฟุตบอล ทั้งการต่อสู้หนีตกชั้น การคว้าแชมป์ การเล่นในเวทียุโรป และการเป็นตัวแทนของ อังกฤษ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ แต่สิ่งที่เขาจะจดจำมากที่สุด คือผู้คนและมิตรภาพที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางฟุตบอล คำพูดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเขา ฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของถ้วยแชมป์หรือสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ความทรงจำ และโอกาสที่เปลี่ยนชีวิต เขาย้ำว่า ฟุตบอลมอบสิ่งต่าง ๆ ให้มากกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้ และเขารู้สึกขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป เส้นทางของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) คือภาพสะท้อนของนักฟุตบอลที่อาจไม่ได้โดดเด่นที่สุดในแง่ลีลาหรือชื่อเสียงส่วนตัว แต่เป็นคนที่ทีมใหญ่ทุกทีมต้องการ เขาเล่นด้วยความรับผิดชอบ ทำงานหนักเพื่อทีม และรักษามาตรฐานของตัวเองอย่างน่าทึ่งตลอดเวลาหลายปี การประกาศแขวนสตั๊ดของ เจมส์ มิลเนอร์ (James Milner) จึงไม่ใช่เพียงการอำลาของนักเตะคนหนึ่ง แต่เป็นการปิดฉากของตำนาน พรีเมียร์ลีก ผู้ฝากร่องรอยไว้ในหลายสโมสร หลายทัวร์นาเมนต์ และหลายช่วงเวลาสำคัญของฟุตบอล อังกฤษ ชื่อของเขาจะถูกจดจำในฐานะเจ้าของสถิติ ผู้เล่นสารพัดประโยชน์ และนักเตะมืออาชีพตัวจริงที่ยืนระยะได้อย่างน่าชื่นชมตลอด 24 ปี.

 

น้ำตาของกวาร์ดิโอล่า และบทสุดท้ายที่โลกจะจดจำตลอดไป

มีบางช่วงเวลาในฟุตบอลที่ตัดข้ามทุกอย่างไปถึงแก่นของความเป็นมนุษย์ ที่ความสำเร็จ ชื่อเสียง และทุกสิ่งที่สร้างมาตลอดชีวิตถูกทิ้งไว้เบื้องหลังชั่วขณะ และสิ่งที่เหลืออยู่คือแค่ความรู้สึกที่ดิบและแท้จริงที่สุด

วันที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ลงนั่งบนม้านั่งผู้จัดการทีมเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะบอสของแมนเชสเตอร์ ซิตี้คือวันแบบนั้น และในนาทีที่ 59 ของเกม เมื่อป้ายหมายเลข 20 ของ เบร์นาร์โด ซิลวา ถูกยกขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ผู้ตัดสินที่สี่ ชายที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับฟุตบอลอังกฤษมาสิบปีก็พังทลายลงในที่สุด

ซิลวาและการอำลาที่จุดชนวนทุกสิ่ง

ก่อนที่กวาร์ดิโอล่าจะร้องไห้ ซิลวาเป็นคนร้องก่อน และนั่นคือสิ่งที่เปิดประตูให้อารมณ์ของกวาร์ดิโอล่าไหลออกมาด้วย

เบร์นาร์โด ซิลวา คือผู้เล่นที่เป็นมากกว่านักเตะคนหนึ่งในทีม เขาคือตัวแทนของทุกสิ่งที่กวาร์ดิโอล่าต้องการให้ผู้เล่นเป็น ทั้งในแง่ทักษะ ความทุ่มเท ความฉลาด และความรักที่มีต่อเกม และการที่ชายคนนี้เดินออกจากสนามด้วยน้ำตาในเกมสุดท้ายของกวาร์ดิโอล่านั้นพูดแทนคำพูดได้หลายพันคำ

สิบปีในเสี้ยววินาที

Guardiolas tears and the final chapter the world

ภาพการโอบกันระหว่างกวาร์ดิโอล่าและซิลวาบนเส้นข้างสนามนั้นไม่ได้แค่บันทึกความรู้สึกในวันนั้น แต่มันบันทึกทุกสิ่งที่สองคนนี้ผ่านมาด้วยกันในช่วงเวลาสิบปีที่พวกเขาอยู่ที่อีแทฮัด

ทุกชัยชนะและทุกความพ่ายแพ้ ทุกช่วงเวลาที่สุขและทุกช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทุกการตัดสินใจในห้องแต่งตัวที่ไม่มีใครอื่นรู้ และทุกการสนทนาระหว่างโค้ชกับผู้เล่นที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้ซิตี้กลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษยุคนั้น ทั้งหมดนั้นอยู่ในการโอบกันชั่วขณะนั้น

กวาร์ดิโอล่าเช็ดหน้าด้วยเสื้อยืดสีขาวของตัวเองและพยายามกลับมาสู่สภาวะปกติ เพราะยังมีเกมที่ต้องดูและทีมที่ต้องนำ แต่ทุกคนในสนามและทุกคนที่ดูจากหน้าจอรู้ดีว่าสิ่งที่เห็นในนาทีนั้นคือความจริงที่แท้จริงของชายคนนี้

ผลเกมที่ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป

แอสตัน วิลล่าคือฝ่ายที่ชนะในเกมนั้น และพวกเขามาพร้อมกับพลังงานและความมั่นใจจากการคว้าแชมป์ยูโรปา ลีกในวันพุธ ซิตี้แพ้ และในฤดูกาลปกติ การแพ้เกมสุดท้ายของฤดูกาลอาจทิ้งความรู้สึกขมขื่นไว้บ้าง

แต่ในวันนั้น เสียงนกหวีดสุดท้ายไม่ได้บอกว่าใครแพ้หรือใครชนะ มันบอกแค่ว่ายุคสมัยหนึ่งสิ้นสุดลงแล้วอย่างเป็นทางการ และผลของเกมก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายในทันทีเมื่อเทียบกับน้ำหนักของสิ่งที่กำลังจบลง

แฟนบอลซิตี้ในอัฒจันทร์รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ร้องไห้เพราะทีมแพ้ แต่เพราะพวกเขากำลังบอกลาผู้ชายที่พาพวกเขาไปสู่จุดสูงสุดที่แฟนบอลซิตี้คนไหนไม่เคยฝันว่าจะได้เห็นในช่วงชีวิตของพวกเขา

คำพูดสุดท้ายของชายที่ไม่ต้องการพูดมาก

กวาร์ดิโอล่าพยายามหาคำมาอธิบายความรู้สึกของวันนั้น แต่ชายที่มักมีคำพูดที่ฉลาดและลึกซึ้งเสมอกลับพบว่าครั้งนี้ยากกว่าปกติ

"บทนี้จะอยู่ที่นี่ตลอดไป" เขากล่าวสั้นๆ และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะพูดได้ เพราะบางช่วงเวลาไม่ต้องการคำอธิบายที่ยาวเหยียด

เขายังพูดถึงซิลวาและบทเรียนเกี่ยวกับอารมณ์ที่เขาได้รับจากการเห็นซิลวาร้องไห้ก่อนเกม "ถ้าอยากร้องก็ร้อง ถ้าอยากหัวเราะก็หัวเราะ อารมณ์ความรู้สึก คุณต้องแสดงมันออกมา ผมไม่ร้องไห้ แต่เมื่อผมเห็นคนอื่นร้องไห้ ผมก็ร้องไห้ด้วย"

เอเมรี่ รักษาสัญญา และแอสตัน วิลล่า คือราชาแห่งยุโรปอีกครั้ง

ในวงการฟุตบอล คำพูดของผู้จัดการทีมในวันแรกที่รับตำแหน่งมักถูกมองด้วยความระแวดระวัง เพราะหลายครั้งที่คำสัญญาเหล่านั้นจางหายไปพร้อมกับผลลัพธ์ที่ไม่เป็นดังหวัง และในที่สุดผู้จัดการทีมก็จากไปพร้อมกับคำพูดที่ไม่เคยถูกทำให้เป็นจริง

แต่เมื่อ อูนัย เอเมรี่ เดินเข้ามาที่วิลล่า พาร์คเมื่อสามปีครึ่งที่แล้วและบอกว่าเขามาที่นี่เพื่อคว้าถ้วยรางวัล แฟนบอลของแอสตัน วิลล่าคงรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแตกต่างออกไป และในคืนวันพุธที่อิสตันบูล ประเทศตุรกี ชายชาวสเปนคนนั้นก็พิสูจน์ว่าคำพูดของเขาไม่ใช่แค่คำพูด

แอสตัน วิลล่า ชนะ ไฟรบวร์ก 3-0 ในรอบชิงชนะเลิศยูโรปา ลีก และ จอห์น แม็คกินน์ กัปตันทีมชูถ้วยขึ้นสู่ท้องฟ้า เขียนชื่อของสโมสรลงในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรปอีกครั้ง หลังจากที่รอคอยมาอย่างยาวนาน

กลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่โคจรมาพบกัน

สิ่งที่ทำให้ชัยชนะในคืนนั้นมีมิติที่ลึกกว่าแค่ผลของเกมคือการที่มันเชื่อมต่อสองยุคสมัยของสโมสรเข้าหากันในแบบที่ไม่มีใครวางแผนได้

ในสนามที่อิสตันบูล มีชายเก้าคนที่นั่งดูการแข่งขันในฐานะแขกพิเศษ และพวกเขาไม่ได้มาในฐานะแฟนบอลธรรมดา แต่ในฐานะวีรบุรุษของปี 1982 ผู้ที่เคยทำสิ่งยิ่งใหญ่ให้กับสโมสรนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อแอสตัน วิลล่าคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ที่รอตเตอร์ดัมด้วยการเอาชนะบาเยิร์น มิวนิค

ประตูที่เขียนประวัติศาสตร์

Emery kept his promise

เกมรอบชิงชนะเลิศไม่ได้เป็นเกมที่ทำให้ใครลุ้นตัวโก่งตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะวิลล่าแสดงให้เห็นตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าพวกเขามาด้วยความมั่นใจและเตรียมพร้อมมาอย่างดี

ทีเลมันส์คือคนแรกที่เปิดฉากด้วยการยิงสุดสวย ลูกที่ออกมานั้นไม่ใช่แค่ประตู แต่เป็นงานศิลปะที่แสดงให้เห็นว่ากองกลางชาวเบลเยียมคนนี้อยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิต และเขาเลือกคืนที่สำคัญที่สุดในฤดูกาลมาระเบิดมันออกมา

เอเมรี่และบันทึกที่ไม่มีใครเทียบได้

สำหรับ อูนัย เอเมรี่ คืนนี้ไม่ใช่แค่แชมป์ยูโรปา ลีกสมัยที่ห้า แต่เป็นการยืนยันสิ่งที่หลายคนในวงการรู้ดีอยู่แล้วว่าในการแข่งขันนี้ เขาคือผู้จัดการทีมที่ไม่มีใครเทียบได้

สี่สมัยก่อนหน้านี้กับสามสโมสรที่แตกต่างกันคือสถิติที่ทำให้เขากลายเป็นเจ้าของสถิติในการแข่งขันอยู่แล้ว และตอนนี้เขาเพิ่มอีกหนึ่งสมัยกับสโมสรที่สี่ ทำให้บันทึกของเขาในยูโรปา ลีกเป็นหกรอบชิงชนะเลิศและห้าแชมป์ ตัวเลขที่ไม่น่าจะมีใครมาทำลายได้ในเร็ววัน

มรดกที่จะอยู่ไปอีกหลายทศวรรษ

ชัยชนะในคืนนั้นไม่ได้แค่เพิ่มถ้วยรางวัลในตู้ของแอสตัน วิลล่า แต่มันเปลี่ยนสถานะของสโมสรในแผนที่ฟุตบอลยุโรปอย่างถาวร เพราะนับจากนี้ไป เมื่อใดก็ตามที่มีการพูดถึงสโมสรที่คว้าแชมป์ยูโรปา ลีก ชื่อของแอสตัน วิลล่าจะอยู่ในรายชื่อนั้น

สำหรับเอเมรี่เองและสำหรับแผนการที่เขาวางไว้ตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้ามา ชัยชนะนี้คือการพิสูจน์ว่าสโมสรที่ไม่ได้ถือว่าใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ไม่ได้มีงบประมาณมากที่สุด และไม่ได้มีประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างในยุคใหม่นี้ ก็สามารถแข่งขันและชนะในระดับสูงสุดของยุโรปได้ ถ้ามีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและมีความอดทนพอที่จะสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาทีละขั้น

แอสตัน วิลล่า ถล่ม ไฟร์บวร์ก 3-0 ผงาดแชมป์ยูโรปา ลีก สมัยแรก

จบลงแล้วกับค่ำคืนที่แฟนบอลเมืองเบอร์มิงแฮมรอคอยมานานแสนนาน แอสตัน วิลล่า เล่นแบบไม่ให้โอกาสคู่แข่งได้หายใจ ไล่ถล่ม ไฟร์บวร์ก ทีมแกร่งจากเยอรมนีขาดลอย 3-0 ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2025-26 ปิดดีลคว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จ

เกมตัดสินแชมป์ฟาดแข้งกันที่สนามตูพราส สเตเดี้ยม รังเหย้าของเบซิคตัส ในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อค่ำคืนวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศในสนามร้อนระอุตั้งแต่ก่อนเกม แฟนบอลทั้งสองฝั่งขนกันมาเต็มอัฒจันทร์ เสียงร้องเพลงเชียร์ดังกระหึ่มสลับกันไปมาไม่มีหยุด

ที่น่าทึ่งกว่าตัวสกอร์ก็คือ ถ้วยใบนี้ตกเป็นของทีมจากเกาะอังกฤษสองปีซ้อนแล้ว ปีก่อนเป็นคิวของท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ปีนี้ก็มาถึงทีของวิลล่า บอกอะไรไม่ได้นอกจากว่าฟุตบอลพรีเมียร์ลีกยังคงครองความเป็นเจ้าในเวทียุโรปอยู่ดี

แต่สิ่งที่ทำให้แฟนวิลล่ากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ คือนี่เป็นแชมป์เมเจอร์แรกของทีมในรอบ 30 ปีเต็ม ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้ชูถ้วยคือลีก คัพ เมื่อปี 1996 โน่น สามทศวรรษกับการรอคอย สำหรับสโมสรที่เคยยิ่งใหญ่ระดับนี้ มันนานเกินไป และนั่นแหละที่ทำให้ค่ำคืนนี้มีความหมายมากกว่าแค่ถ้วยรางวัลใบหนึ่ง

เปิดเกมร้อนแรง สองทีมผลัดกันบุกตั้งแต่นาทีต้น

The game started with intense action with both teams taking turns attacking from the very beginning

นกหวีดดังปุ๊บ ทั้งคู่ก็งัดข้อกันทันที ไม่มีใครยอมใคร แต่ดูแล้ววิลล่ามาด้วยความกระหายมากกว่า บุกใส่คู่แข่งแบบไม่ยั้ง อ่านออกเลยว่าทีมของเอเมรี่เตรียมตัวมาดีและพร้อมเล่นเกมใหญ่

นาทีที่ 3 เท่านั้น สิงห์ผงาดเกือบได้นำแล้ว มอร์แกน โรเจอร์ส จอมเทคนิคของทีมจัดการซัดเต็มแรงเข้าหน้าประตู แต่ โนอาห์ อาตูโบลู นายทวารหนุ่มของไฟร์บวร์กพุ่งปัดออกไปได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด แฟนวิลล่าได้แต่กุมหัวเสียดาย

เสียโอกาสไป ไฟร์บวร์กก็ค่อยๆ ตั้งหลักได้และโต้กลับมาบ้าง นาทีที่ 17 ทีมเยอรมันได้ลุ้นจากลูกฟรีคิกโยนยาวเข้ากรอบเขตโทษ แนวรับวิลล่าสกัดไม่ขาด บอลเด้งมาเข้าทาง นิโคลัส ฮอฟเลอร์ ที่หวดตามน้ำทันที โชคยังดีที่บอลหลุดกรอบออกไปแบบหวุดหวิด

ช่วงต้นจนถึงกลางครึ่งแรก เกมสูสีพอตัว สลับกันมีโอกาสไปมา แต่ก็ยังไม่มีใครเจาะเข้าได้ การต่อสู้ในแดนกลางดุเดือดเป็นพิเศษ ต่างฝ่ายต่างแย่งบอลและพยายามคุมจังหวะเกมให้เป็นของตัวเอง

ตีเลอมันส์วอลเลย์เปิดสกอร์ บวนเดียซัดสวยปิดครึ่งแรก 2-0

ความคมของวิลล่ามาโผล่เอาช่วงท้ายครึ่งแรก นาทีที่ 41 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนของเกมทั้งหมด จากจังหวะต่อบอลที่เรียกได้ว่าสวยเป๊ะทุกจังหวะ

เริ่มจากโรเจอร์สได้บอลแล้วเปิดลึกไปเสาไกลแบบแม่นยำ จังหวะเดียวกันนั้น ยูริ ตีเลอมันส์ ก็วิ่งสอดเข้ามาพอดิบพอดี แล้วก็วอลเลย์แบบไม่ต้องจับ บอลพุ่งเสียบซุกก้นตาข่ายไปอย่างสวยงาม วิลล่าออกนำ 1-0 ท่ามกลางเสียงเฮสนั่นของกองเชียร์

ได้นำแล้วก็ยิ่งฮึกเหิม วิลล่าเดินหน้าหาลูกที่สองต่อทันที และก็ได้สมใจช่วงทดเจ็บนาทีที่ 45+3 คราวนี้ จอห์น แม็คกินน์ กัปตันเลือดสกอตไหลบอลให้ เอมิเลียโน่ บวนเดีย ที่ฟอร์มกำลังพีค

บวนเดียรับบอลแล้วโชว์ของเลย ลากตัดเข้ากลางสนาม ก่อนปั่นด้วยซ้ายข้างที่ถนัด บอลโค้งเบียดเสาเข้าไปแบบเหนือชั้น ผู้รักษาประตูได้แต่มองตามตาปริบๆ เป็นประตูระดับเวิลด์คลาสที่ตอกย้ำคลาสของเจ้าตัว และทำให้ครึ่งแรกจบลงที่ 2-0

สองลูกในครึ่งแรกถือว่าได้เปรียบมหาศาล นอกจากความมั่นใจที่พุ่งทะลุเพดานแล้ว ยังบีบให้ไฟร์บวร์กต้องเปิดหน้าออกมาเล่นในครึ่งหลัง ซึ่งก็จะยิ่งเปิดช่องให้สิงห์ผงาดสวนกลับได้สบายขึ้นไปอีก

โรเจอร์สซัดปิดกล่อง 3-0 การันตีแชมป์เด็ดขาด

ครึ่งหลัง ไฟร์บวร์กจำเป็นต้องบุก เพราะตามอยู่สองลูกไม่มีทางเลือกอื่น แต่ยิ่งดันขึ้นมา แนวหลังก็ยิ่งโหว่ และนั่นแหละคือสิ่งที่วิลล่ารออยู่

นาทีที่ 58 จบเกมกันตรงนี้เลย วิลล่าได้ประตูที่สามขึ้นนำ 3-0 จากการประสานงานของบวนเดียอีกครั้ง คราวนี้รับบทคนจ่าย ปาดบอลเลียดมาเสาแรกแบบแม่นเป๊ะ โรเจอร์สที่พุ่งชาร์จเข้ามาก็จัดการซัดเข้าไปแบบไม่เหลือ ปิดประตูลุ้นของไฟร์บวร์กไปโดยปริยาย

ลูกนี้คือปิดกล่องของจริง เพราะตามหลังสามลูกตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง โอกาสที่ไฟร์บวร์กจะตามตีเสมอแทบเป็นศูนย์ แฟนวิลล่าเริ่มเฮฉลองกันตั้งแต่นาทีนั้น เพราะรู้แล้วว่าถ้วยเป็นของทีมรักแน่นอน

สำหรับโรเจอร์ส ลูกนี้คือรางวัลของความขยันตลอดเกม ทั้งจ่ายให้ตีเลอมันส์ในประตูแรก แล้วยังมาปิดท้ายด้วยตัวเอง เล่นได้คุ้มค่าตัวสุดๆ คู่ควรกับคำชมทุกประการ

ช่วงที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม วิลล่าเลือกคุมเกมรักษาสกอร์ ส่วนไฟร์บวร์กพยายามเท่าไหร่ก็เจาะไม่เข้า จนผู้ตัดสินเป่าหมดเวลา จบเกมด้วยชัยชนะงดงาม 3-0 ของแอสตัน วิลล่า

เอเมรี่จารึกตำนาน ผู้จัดการคนแรกคว้ายูโรปา ลีก 5 สมัย

เรื่องที่ฮือฮาที่สุดของค่ำคืนนี้คงหนีไม่พ้นความสำเร็จส่วนตัวของ อูไน เอเมรี่ กุนซือชาวสเปน ที่จารึกชื่อตัวเองลงประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรปด้วยการเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่คว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ได้ถึง 5 สมัย เป็นสถิติที่คงยากจะมีใครมาทำลายได้ในเร็ววัน

ที่เจ๋งกว่านั้นคือ เขาคว้าทั้ง 5 สมัยกับสโมสรที่ต่างกันถึง 3 ทีม เริ่มจากยุคทองที่เซบีย่า ที่เจ้าตัวสร้างทีมแกร่งคว้าแชมป์ติดๆ กันหลายสมัย ตามด้วยบียาร์เรอัล ทีมเรือดำน้ำสีเหลือง และมาปิดท้ายด้วยแอสตัน วิลล่า ในค่ำคืนนี้ ตอกย้ำว่าเขาคือเซียนของรายการนี้ตัวจริง

การที่วิลล่าได้เอเมรี่มาคุมถือว่าตัดสินใจถูกจริงๆ เพราะนับจากวันที่เจ้าตัวเข้ามา ทีมก็ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ จากที่เคยลุ้นหนีตกชั้น กลายเป็นทีมที่ลุ้นเข้ายุโรป และตอนนี้คว้าแชมป์ยุโรปได้แล้ว เป็นบทพิสูจน์วิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่กล้าทุ่มดึงตัวเขามา

อีกฝั่งหนึ่ง สำหรับ "จิ้งจอกแห่งป่าดำ" ไฟร์บวร์ก ค่ำคืนนี้คงขมขื่นน่าดู เพราะเป็นการเข้าชิงฟุตบอลยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แล้วก็ต้องอกหักชวดแชมป์เมเจอร์ใบแรกไปอย่างน่าเสียดาย แต่เอาเข้าจริง การที่ทีมขนาดกลางจากเยอรมนีเดินทางมาถึงรอบชิงได้ก็ถือว่าน่าภูมิใจแล้วในระดับหนึ่ง

30 ปีของการรอคอยที่จบลง ความหมายต่อสโมสรและแฟนบอล

ชัยชนะคืนนี้มีความหมายลึกซึ้งกับทุกคนที่รักวิลล่า เพราะการรอคอยถ้วยเมเจอร์ที่ยาวนานถึง 30 ปีได้จบลงอย่างเป็นทางการ สำหรับสโมสรที่เคยยิ่งใหญ่และเป็นทีมชั้นนำของอังกฤษ การแห้งแล้งถ้วยมานานขนาดนี้มันกัดกินใจแฟนบอลมาตลอด

ย้อนไปดูประวัติ วิลล่าเคยเป็นทีมระดับท็อปของยุโรป เคยคว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ ที่ปัจจุบันก็คือแชมเปี้ยนส์ ลีก มาแล้วในยุค 80 ซึ่งเป็นความสำเร็จสูงสุดของฟุตบอลสโมสร แต่หลังจากนั้นทีมก็ค่อยๆ ห่างจากความสำเร็จ จนแชมป์ล่าสุดก่อนหน้านี้ต้องย้อนไปถึงลีก คัพ ปี 1996

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แฟนวิลล่าผ่านช่วงเวลายากลำบากมาเยอะ ทั้งลุ้นหนีตกชั้น ทั้งเคยร่วงไปเล่นลีกรองมาแล้ว แต่ด้วยเม็ดเงินจากผู้บริหารชุดใหม่ที่ลงทุนอย่างจริงจัง บวกกับการได้กุนซือเก๋าอย่างเอเมรี่ ทีมก็ค่อยๆ ฟื้นคืนความยิ่งใหญ่กลับมาทีละก้าว

แชมป์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัล แต่เป็นสัญญาณการกลับมาของยักษ์หลับ และเป็นการประกาศให้โลกฟุตบอลรู้ว่าวิลล่ากลับมาเป็นทีมที่ต้องจับตามองอีกครั้งแล้ว แฟนบอลทั้งรุ่นเก่าที่เคยเห็นยุคทอง และรุ่นใหม่ที่เพิ่งมารัก ต่างก็มีความสุขกับช่วงเวลานี้ร่วมกัน

นอกจากความภูมิใจแล้ว แชมป์ยูโรปา ลีก ยังพ่วงสิทธิประโยชน์สำคัญมาด้วย นั่นคือตั๋วเข้าเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าแบบอัตโนมัติ ซึ่งหมายถึงเงินก้อนโตและโอกาสดึงนักเตะระดับโลกเข้าทีม เป็นการต่อยอดความสำเร็จไปสู่อนาคตที่สดใส

ลุ้นโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมปิดฤดูกาลที่เอติฮัด

เพิ่งคว้าแชมป์ยุโรปสดๆ ร้อนๆ แต่วิลล่ายังไม่มีเวลาพักฉลองได้นาน เพราะยังมีงานสำคัญรออยู่ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดปิดฤดูกาล ที่ต้องบุกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคมนี้ ซึ่งสำคัญไม่แพ้เกมชิงแชมป์ที่เพิ่งผ่านมา

ความสำคัญอยู่ที่การลุ้นอันดับในตาราง ถ้าวิลล่าจบฤดูกาลในอันดับ 5 ได้ จะเกิดเหตุการณ์พิเศษขึ้น คือทีมที่จบอันดับ 6 ของพรีเมียร์ลีกจะได้โควตาพิเศษไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ทันที ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่วิลล่าได้ตั๋วยุโรปจากการคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก อยู่แล้ว

สถานการณ์แบบนี้ทำให้เกมนัดสุดท้ายของวิลล่าน่าสนใจขึ้นไปอีก เพราะนอกจากลุ้นอันดับตัวเองแล้ว ผลยังกระทบทีมอื่นที่ลุ้นโควตายุโรปด้วย แต่การไปเยือนแมนฯ ซิตี้ ที่เอติฮัดก็ไม่ใช่งานง่าย เพราะทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังคงเป็นหนึ่งในทีมที่แกร่งที่สุดในลีก

ถึงอย่างนั้น การเพิ่งคว้าแชมป์ยุโรปก็น่าจะเป็นแรงฮึดและเติมความมั่นใจให้นักเตะได้ดี ขวัญกำลังใจของทีมตอนนี้คงพุ่งสุดขีด ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เก็บผลงานดีๆ ได้ แม้จะเจอคู่แข่งหินก็ตาม

สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องสภาพร่างกาย เพราะเพิ่งทุ่มแรงเล่นเกมชิงแชมป์มาเต็มที่ แล้วต้องมาลงเกมลีกสำคัญในอีกไม่กี่วัน ความล้าอาจเป็นปัญหาได้ เอเมรี่คงต้องบริหารทีมอย่างชาญฉลาด ทั้งการหมุนเวียนตัวผู้เล่นและการวางแผนเกมให้พอดีกับสถานการณ์

บทสรุปแห่งความสำเร็จและก้าวต่อไปของสิงห์ผงาด

มองภาพรวมของค่ำคืนประวัติศาสตร์นี้ ต้องยอมรับว่าวิลล่าเล่นดีและคู่ควรกับแชมป์จริงๆ พวกเขาโชว์ความเป็นทีมที่มีคุณภาพในทุกตำแหน่ง ตั้งแต่นายทวาร แนวรับที่เหนียวจนเก็บคลีนชีต กองกลางที่คุมเกมอยู่หมัด ไปจนถึงแนวรุกที่เฉียบคมและทำประตูได้ในจังหวะคอขาดบาดตาย

นักเตะที่โดดเด่นมีหลายคน โดยเฉพาะมอร์แกน โรเจอร์ส ที่มีเอี่ยวสองประตู ทั้งจ่ายทั้งยิง เอมิเลียโน่ บวนเดีย ที่ทั้งซัดทั้งแอสซิสต์ได้สุดยอด รวมถึงยูริ ตีเลอมันส์ กับลูกวอลเลย์เปิดสกอร์อันงดงาม ทุกคนมีส่วนพาทีมไปถึงชัยชนะคืนนี้

แชมป์ครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองรอบใหม่ของวิลล่า เพราะการได้กลับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก จะเปิดทางให้สโมสรพัฒนาทีมให้แกร่งขึ้น ทั้งดึงดูดนักเตะระดับท็อปและสร้างรายได้ที่มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การลงทุนเพื่อความสำเร็จในอนาคต

สำหรับแฟนวิลล่าทั่วโลก คืนนี้คงเป็นคืนที่จดจำไปตลอดชีวิต การได้เห็นทีมรักคว้าแชมป์ยุโรปหลังรอมา 30 ปี เป็นความสุขที่หาอะไรมาเทียบได้ยาก น้ำตาแห่งความดีใจคงไหลพรากบนใบหน้าแฟนบอลหลายคน ทั้งในสนามที่อิสตันบูลและหน้าจอทีวีทั่วโลก

และตอนนี้ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่เกมปิดฤดูกาลที่เอติฮัด ซึ่งจะเป็นบทสรุปสุดท้ายของฤดูกาลอันน่าจดจำ ไม่ว่าผลจะออกมายังไง วิลล่าก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่าพวกเขากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และพร้อมก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ใหญ่กว่าเดิมในซีซั่นต่อๆ ไป เส้นทางของสิงห์ผงาดยังไม่จบ และแฟนบอลทุกคนก็พร้อมเดินไปกับทีมรักในทุกย่างก้าว

เอเมรี่ ตนรู้สึกผิดและอยากขอโทษ เอลเลียตต์ กับดีลที่ล้มเหลว ที่วิลล่า

สถานการณ์ของ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) กับ แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการ พรีเมียร์ลีก (Premier League) หลังจาก อูไน เอเมรี่ (Unai Emery) ผู้จัดการทีมชาว สเปน ออกมายอมรับว่า ดีลยืมตัวครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าอึดอัด และถึงขั้นใช้คำว่า “น่าอับอายสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง” เพราะนักเตะไม่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ย้ายมาด้วยความคาดหวังสูง และมีเป้าหมายสำคัญต่อเส้นทางอาชีพของตัวเอง ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) ย้ายจาก ลิเวอร์พูล (Liverpool) มาร่วมทีม แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ด้วยสัญญายืมตัวตลอดฤดูกาล โดยดีลนี้มีเงื่อนไขสำคัญซ่อนอยู่ นั่นคือ แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) จะต้องซื้อขาดนักเตะในราคา 35 ล้านปอนด์ หากเขาลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ครบ 10 นัด อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงกลับแตกต่างจากภาพที่หลายคนคาดไว้ เพราะจนถึงตอนนี้ เขาได้ลงเล่นในลีกเพียง 4 นัด และมีเวลารวมในสนามแค่ 109 นาทีเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) แทบไม่ได้เป็นส่วนสำคัญในแผนการทำทีมของ อูไน เอเมรี่ (Unai Emery) ตลอดฤดูกาลนี้ การย้ายทีมที่ควรจะเป็นโอกาสในการสร้างความต่อเนื่อง กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่สูญเปล่า โดยเฉพาะสำหรับนักเตะวัย 23 ปี ที่กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการพัฒนาฝีเท้า และต้องการลงสนามอย่างสม่ำเสมอเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

จากความหวังที่จะได้พิสูจน์ตนเอง พร้อมเวลาในการลงเล่น สู่การไม่มีชื่อที่ วิลล่า

ดีลล้มเหลว เอลเลียตต์ วิลล่า

เดิมที ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) ย้ายมา แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ด้วยความหวังว่าจะได้โอกาสลงเล่นมากขึ้น หลังจากไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงกับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ได้อย่างถาวร การเข้าร่วมทีมที่มีโปรเจกต์ชัดเจน และกำลังแข่งขันในระดับสูงอย่าง แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) จึงดูเหมือนเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามแผน อูไน เอเมรี่ (Unai Emery) ยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดของเขาทุกวัน และเขารู้สึกว่าต้องขอโทษ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คำพูดของเขาแสดงให้เห็นว่า ผู้จัดการทีมเองก็เข้าใจดีว่า นักเตะเสียโอกาสสำคัญไปไม่น้อย ขณะเดียวกัน เขายังระบุว่า ทั้ง แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) และ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ต่างมีส่วนรับผิดชอบกับเรื่องนี้ ประเด็นที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น คือเงื่อนไขบังคับซื้อขาด 35 ล้านปอนด์ หาก ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) ลงเล่นครบ 10 นัดในลีก เงื่อนไขนี้อาจมีผลต่อการตัดสินใจใช้งานนักเตะ เพราะหาก แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ไม่ต้องการซื้อขาด หรือยังไม่มั่นใจในบทบาทของเขา การส่งลงสนามเพิ่มก็อาจทำให้สโมสรต้องรับภาระทางการเงินตามสัญญา แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) เคยต้องการส่ง ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) กลับไปยัง ลิเวอร์พูล (Liverpool) ในเดือนมกราคม แต่ทั้งสองสโมสรไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ นั่นทำให้นักเตะต้องอยู่กับทีมต่อไป แม้จะไม่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ สถานการณ์ลักษณะนี้ถือว่ายากสำหรับทุกฝ่าย เพราะนักเตะไม่ได้ประโยชน์ สโมสรที่ยืมตัวมาก็ไม่ได้ใช้งานเต็มที่ และต้นสังกัดอย่าง ลิเวอร์พูล (Liverpool) ก็ไม่สามารถเห็นพัฒนาการของนักเตะได้ตามต้องการ ในเชิงอาชีพ นี่คือช่วงเวลาที่น่าผิดหวังสำหรับ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) อย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งประสบความสำเร็จกับทีมชาติ อังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี หลังช่วยทีมคว้าแชมป์ ยูโร 2025 (Euro 2025) พร้อมคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ จากผลงานยิง 5 ประตู ความสำเร็จนั้นควรจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยผลักดันเขาไปสู่ระดับสูงขึ้น

จากดาวเด่นใน ยูโร 2025 ยู 21 สู่นักเตะที่ถูกลืม หลังออกจากหงส์

หนึ่งในเป้าหมายของ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) ในการย้ายมา แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) คือการเพิ่มโอกาสก้าวขึ้นสู่ทีมชาติ อังกฤษ ชุดใหญ่ ก่อนการแข่งขัน ฟุตบอลโลก (World Cup) การได้ลงเล่นสม่ำเสมอใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดสายตาของทีมงานทีมชาติ แต่เมื่อเขาแทบไม่ได้ลงสนาม โอกาสดังกล่าวก็ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพื่อนร่วมทีมชุด ยูโร 2025 (Euro 2025) อย่าง เอลเลียต แอนเดอร์สัน (Elliot Anderson) กลับเดินหน้าได้อย่างโดดเด่น โดยติดทีมชาติ อังกฤษ ชุดใหญ่ไปแล้ว 7 นัด และกลายเป็นผู้เล่นที่ได้รับความไว้วางใจภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ความแตกต่างนี้ยิ่งตอกย้ำว่า การได้ลงสนามในระดับสโมสรมีผลโดยตรงต่อโอกาสในทีมชาติ สำหรับ ลิเวอร์พูล (Liverpool) สถานการณ์ของ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน แม้เขาจะยังเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์ มีเทคนิคดี และเคยแสดงให้เห็นศักยภาพในหลายช่วงเวลา แต่อนาคตของเขาที่ แอนฟิลด์ (Anfield) ดูไม่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่า เขาไม่น่าจะอยู่ในแผนระยะยาวของ อาร์เน่อ สล็อต (Arne Slot) ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน หาก ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) ไม่ได้กลับไปเป็นส่วนสำคัญของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) การย้ายทีมแบบถาวรอาจเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด เขายังคงได้รับความสนใจจากหลายสโมสร ทั้งใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) และยุโรป ซึ่งหมายความว่า ยังมีทีมจำนวนไม่น้อยที่มองเห็นคุณภาพของเขา เพียงแต่เขาต้องเลือกเส้นทางที่ทำให้ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง และเหมาะกับสไตล์การเล่นของตัวเอง เกมที่ ลิเวอร์พูล (Liverpool) ต้องบุกไปเยือน แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ในวันศุกร์ ยิ่งทำให้เรื่องนี้ถูกจับตามองมากขึ้น เพราะ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) จะไม่สามารถลงเล่นพบกับต้นสังกัดแม่ของตัวเองได้ ขณะเดียวกัน เกมนี้ยังมีเดิมพันสูงมาก เพราะผู้ชนะจะได้สิทธิ์ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก (Champions League) ฤดูกาลหน้า ในภาพรวม ดีลยืมตัวของ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) กับ แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) จึงกลายเป็นตัวอย่างของการย้ายทีมที่วางแผนมาอย่างมีความหวัง แต่จบลงด้วยความผิดหวัง นักเตะไม่ได้ลงสนาม สโมสรไม่ได้ใช้ศักยภาพของผู้เล่นอย่างเต็มที่ และทุกฝ่ายต้องกลับไปทบทวนการตัดสินใจของตัวเอง คำพูดของ อูไน เอเมรี่ (Unai Emery) อาจฟังดูแรง แต่ก็สะท้อนความจริงของสถานการณ์ได้ดี เพราะสำหรับนักฟุตบอลอายุน้อยที่ต้องการเติบโต การเสียเวลาไปหนึ่งฤดูกาลโดยแทบไม่ได้ลงเล่น อาจส่งผลต่อทั้งความมั่นใจ พัฒนาการ และโอกาสในทีมชาติ สุดท้ายแล้ว อนาคตของ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (Harvey Elliott) จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในช่วงซัมเมอร์ เขาจำเป็นต้องหาสโมสรที่เชื่อมั่นในตัวเขาจริง ๆ และพร้อมมอบเวลาในสนามอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ฤดูกาลนี้จะเป็นช่วงเวลาที่น่าผิดหวัง แต่ด้วยอายุเพียง 23 ปี เขายังมีเวลามากพอที่จะฟื้นเส้นทางอาชีพ กลับมาพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง และเปลี่ยนความผิดหวังครั้งนี้ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

แอสตัน วิลล่า ถลุงฟอเรสต์ยับ 4-0 ทะลุเข้าชิงยูโรปา ลีก

ค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่สนามวิลล่า พาร์ค กลายเป็นคืนแห่งการปลดปล่อยของแฟนบอล "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า อย่างแท้จริง หลังจากที่ทีมรักของพวกเขาถล่ม น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ คู่ปรับร่วมพรีเมียร์ลีกแบบไม่ไว้หน้า 4-0 ในศึกฟุตบอลยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง ทำให้รวมผลสองนัดพลิกชนะ 4-1 ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อย่างยิ่งใหญ่ และจะเข้าไปดวลกับ ไฟรบวร์ก ทีมจากบุนเดสลีกาเยอรมัน เพื่อชิงแชมป์ยุโรปที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้

นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะธรรมดา แต่เป็นการพลิกสถานการณ์อันน่าทึ่ง เพราะนัดแรกที่ ซิตี้ กราวด์ เมื่อสัปดาห์ก่อน วิลล่า เพิ่งจะเป็นฝ่ายปราชัย 0-1 จากจุดโทษของ คริส วู้ด กองหน้าทีมชาตินิวซีแลนด์ ทำให้ก่อนเกมนัดสอง หลายฝ่ายมองว่าโอกาสของทีมจากเบอร์มิงแฮมไม่ได้สวยหรูนัก ฟอเรสต์ ถือไพ่เหนือกว่า แต่ใต้ร่มเงาแสงไฟวิลล่า พาร์ค ทุกอย่างกลับด้านอย่างสิ้นเชิง

บรรยากาศนัดชี้ชะตาที่วิลล่า พาร์ค

The atmosphere at the crucial match at Villa Park

ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น สนามวิลล่า พาร์ค ที่จุผู้ชมได้กว่า 42,000 ที่นั่ง อัดแน่นไปด้วยแฟนบอลเสื้อสีคลาเรตและสีฟ้าสว่าง ซึ่งเดินทางมาเชียร์ทีมรักอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเย็น เปลวไฟที่จุดขึ้นรอบสนาม เสียงร้องเพลงประจำสโมสรที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ และธงผืนใหญ่ที่กางพาดผ่านอัฒจันทร์ ล้วนสะท้อนความหมายของเกมนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะนี่คือ 90 นาทีที่จะตัดสินว่าทีมจะได้สัมผัสรอบชิงชนะเลิศถ้วยยุโรปครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษหรือไม่

อูไน เอเมรี่ ผู้จัดการทีมชาวสเปนของวิลล่า ตัดสินใจส่ง โอลลี่ วัตกินส์ กองหน้าตัวเป้าทีมชาติอังกฤษ ลงสนามแม้จะมีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะจากเกมก่อนหน้า โดยให้ลงเล่นพร้อมพันผ้าพันแผลรอบศีรษะ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของผู้เล่นรายนี้ในแผนการเล่น ส่วนแดนกลางได้ จอห์น แม็คกินน์ กัปตันทีมชาวสกอตแลนด์ที่ลุยทุกศึกในฤดูกาลนี้ ทำหน้าที่เป็นแกนหลักร่วมกับ ยูริ ติเลมานส์ และ อามาดู โอนานา ขณะที่ เอมิเลียโน่ บวนเดีย ปีกชาวอาร์เจนติน่ามือเก่าของทีม ได้รับโอกาสกลับมายืนสตาร์ตติ้ง

ฟากฟอเรสต์ภายใต้การคุมทีมของ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ก็ส่งทัพชุดเต็มลงสนาม นำโดย คริส วู้ด ฮีโร่จากนัดแรก, มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ ในตำแหน่งหมายเลข 10 และมีกองหลังตัวเก๋าอย่าง นิโคล่า มิเลนโควิช, มูริลโล่ และ มัตซ์ เซลส์ ใต้คาน เกมนี้ฟอเรสต์เพียงแค่รักษาผลรวมไม่ให้แพ้เกินสองประตูก็พอจะผ่านเข้ารอบ พวกเขาตั้งใจมาเล่นเกมรับเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เตรียมเกมโต้กลับเอาไว้ใช้ในจังหวะที่เป็นไปได้

ผู้ตัดสินกลางในเกมนี้คือ คลีเมนต์ ตูร์แปง จากฝรั่งเศส ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในเกมนี้อย่างที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในจังหวะตัดสินจุดโทษช่วงครึ่งหลังที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนของเกม

เสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่อัดแน่นด้วยความคาดหวัง แฟนบอลเจ้าถิ่นไม่ยอมนั่ง พวกเขายืนเชียร์ตั้งแต่นาทีแรก ส่งพลังลงไปสู่นักเตะในสนามทุกอย่างที่ทำได้

ครึ่งแรก วัตกินส์เบิกประตูแห่งความหวัง

ตั้งแต่นาทีแรก วิลล่า ขนทัพออกบุกอย่างไม่ยั้ง พวกเขารู้ดีว่าต้องยิงประตูออกให้ได้ก่อน เพื่อสร้างแรงกดดันให้ฝั่งตรงข้ามต้องเปิดเกมขึ้นมาเล่น แผนการเล่นของ เอเมรี่ ชัดเจนคือเล่นเพรสซิ่งสูง บีบให้ฟอเรสต์เสียบอลในแดนตัวเอง และโจมตีจากริมเส้นทั้งสองข้างผ่าน ลูคัส ดีญ และ มัตตี้ แคช

ช่วง 20 นาทีแรก วิลล่า ครองบอลได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่ยังไม่สามารถเจาะแนวรับฟอเรสต์ที่ตั้งกำแพงห้าคนได้ มอร์แกน โรเจอร์ส มีจังหวะหลุดเข้าไปยิงครั้งหนึ่งที่นาทีที่ 12 แต่ มัตซ์ เซลส์ ผู้รักษาประตูทีมเยือนเซฟไว้ได้ จากนั้นก็เป็น โอลลี่ วัตกินส์ ที่หลุดเข้าไปโหม่งบอลในเขตโทษ แต่บอลกลับเฉียดเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

แฟนบอลเริ่มลุ้นและวิตก เพราะหากครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-0 แรงกดดันจะยิ่งทบทวีในครึ่งหลัง แต่แล้วในนาทีที่ 36 ความอดทนของพวกเขาก็ได้รับผลตอบแทน เมื่อ เอมิเลียโน่ บวนเดีย ปีกชาวอาร์เจนติน่า ใช้สัมผัสบอลครั้งเดียวเปิดบอลทะลุช่องอย่างคมกริบให้ โอลลี่ วัตกินส์ หลุดเข้าไปแบบตัวต่อตัวกับ เซลส์ และกองหน้ารายนี้ก็ไม่พลาด ใช้ปลายเท้าซ้ายแยงผ่านมือผู้รักษาประตูทีมเยือนเข้าไปเซย์กู้ดบาย 1-0

ทั้งสนามระเบิดเสียงเชียร์ดังกึกก้อง วัตกินส์ ที่พันผ้าพันแผลทั้งศีรษะวิ่งไปฉลองที่หน้าอัฒจันทร์โฮลท์ เอนด์ ก่อนถูกเพื่อนร่วมทีมรุมกอด นี่คือประตูที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะตีเสมอผลรวมเป็น 1-1 แล้ว ยังเปลี่ยนโมเมนตัมของเกมไปอย่างสิ้นเชิง ฟอเรสต์ที่หวังใช้ความสบายใจจากการนำมาตั้งรับ ตอนนี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมด

ก่อนหมดครึ่งแรก วิลล่า ยังเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่อง ใต้แสงไฟสปอตไลท์ที่สาดส่อง ทุกการบุกของพวกเขาเหมือนคลื่นซัดสาดเข้าหาแนวรับฝั่งตรงข้ามไม่หยุดหย่อน บวนเดีย ยังมีจังหวะยิงไกลที่บอลเฉียดเสาออกไป ขณะที่ ติเลมานส์ ก็ลองยิงเข้ากรอบแต่ เซลส์ ปัดบอลออกหลังได้ทัน ก่อนผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดครึ่งแรก สกอร์ในสนาม 1-0 แต่ผลรวมยังเสมอกัน 1-1

ครึ่งหลังถล่มไม่ยั้ง บวนเดียซัดจุดโทษ

ช่วงพักครึ่งกลายเป็นเวลาทองของ อูไน เอเมรี่ ในการพูดคุยกับลูกทีม ผู้จัดการทีมที่คว้าแชมป์ยูโรปา ลีกมาแล้วถึง 4 สมัย คงไม่มีอะไรต้องสอนเรื่องการพลิกสถานการณ์มากนัก สิ่งที่เขาต้องการคือทำให้ลูกทีมเชื่อมั่นว่าหากเดินหน้าต่อในจังหวะนี้ ประตูที่สองและสามจะตามมาแน่นอน

นาทีที่ 55 วิลล่า ได้ลูกเตะมุมจากปีกขวา บวนเดีย เปิดบอลโด่งเข้าไปในเขตโทษ บอลลอยข้ามผู้เล่นหลายคน และในจังหวะที่ เปา ตอร์เรส กองหลังชาวสเปน กระโดดขึ้นชิงบอล นิโคล่า มิเลนโควิช เซ็นเตอร์แบ็กฟอเรสต์ ใช้แขนคล้องคอและดึงตัวลงมาในเขตโทษอย่างชัดเจน

ในตอนแรกผู้ตัดสิน ตูร์แปง ปล่อยเกมให้เล่นต่อไป แฟนบอลเจ้าถิ่นโห่ร้องประท้วงเป็นเสียงเดียวกัน จนกระทั่งห้อง VAR ส่งสัญญาณเรียกผู้ตัดสินกลางไปดูภาพช้าข้างสนาม หลังจากใช้เวลาตรวจสอบประมาณสองนาที ตูร์แปง ก็ชี้นิ้วไปที่จุดโทษ พร้อมควักใบเหลืองให้ มิเลนโควิช ทันที เสียงเชียร์ดังกึกก้องกลบเสียงประท้วงของผู้เล่นฟอเรสต์ที่พยายามเข้ามาคัดค้านอย่างไร้ผล

ผู้รับหน้าที่สังหารคือ เอมิเลียโน่ บวนเดีย ปีกที่เพิ่งจ่ายบอลให้ประตูแรก เขาวางบอลด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถอยหลังออกไปไม่กี่ก้าว ก่อนวิ่งเข้าไปซัดเปรี้ยงด้วยเท้าขวาเข้ามุมขวาบนของประตู เซลส์ พุ่งไปคนละทาง บอลเสียบเสาตาข่ายดังกระหึ่ม วิลล่า นำห่าง 2-0 และที่สำคัญที่สุดคือ ผลรวมเปลี่ยนเป็น 2-1 พลิกขึ้นนำคู่ต่อสู้เป็นครั้งแรกของซีรีส์

บวนเดีย วิ่งไปฉลองหน้าอัฒจันทร์ฝั่งโฮลท์ เอนด์ ชูสองมือเหนือศีรษะ ก่อนปาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่ออกจากใบหน้า เขาเป็นนักเตะที่ผ่านช่วงเวลายากลำบากมาตลอดสองฤดูกาลที่แล้ว จากการบาดเจ็บไม้กางเขนและการพักรักษาตัวยาวนาน การกลับมาทำสองประตูในเกมสำคัญเช่นนี้จึงมีความหมายเกินกว่าจะบรรยายได้

หลังจากประตูที่สอง ฟอเรสต์ ที่จำเป็นต้องยิงสองประตูขึ้นไปจึงจะผ่านรอบ ก็ต้องเปิดเกมรุกขึ้น แต่นั่นกลับเข้าทาง วิลล่า ที่เล่นเกมสวนกลับได้คมกว่า พื้นที่หลังกองกลางของฟอเรสต์เริ่มเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ และทุกครั้งที่ วัตกินส์, โรเจอร์ส หรือ บวนเดีย ได้บอล เกมรุกของวิลล่าก็ดูเหมือนจะมีคำตอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แม็คกินน์ดับเบิ้ลในสามนาที ปิดเกมขาดลอย

ความสนุกแท้จริงเริ่มต้นในนาทีที่ 77 จากจังหวะที่ มัตตี้ แคช เปิดบอลจากริมเส้นขวา บอลลอยเข้าไปในเขตโทษพอดีกับการเข้ามาของ โอลลี่ วัตกินส์ ที่ใช้อกตวัดบอลลงให้ จอห์น แม็คกินน์ ที่ตามวิ่งเข้ามาจากด้านหลังอย่างพอเหมาะพอดี กัปตันทีมชาวสกอตติชเก็บบอลลงพื้นแล้วซัดด้วยเท้าซ้ายอย่างไม่ลังเล บอลพุ่งเสียดฟ้าหญ้าเข้ามุมเสาแรกแบบที่ เซลส์ ทำอะไรไม่ได้ 3-0 และผลรวมพุ่งทะลุเป็น 3-1

ฟอเรสต์ ตกอยู่ในสภาพหมดสภาพอย่างเห็นได้ชัด ผู้เล่นหลายคนยืนเอามือกุมหัวด้วยความผิดหวัง ขณะที่บนอัฒจันทร์ฝั่งทีมเยือน แฟนบอลบางคนเริ่มทยอยเดินออกจากสนาม เพราะรู้แล้วว่าไม่มีปาฏิหาริย์ใดจะกลับมาได้

แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด สามนาทีต่อมา ในนาทีที่ 80 มอร์แกน โรเจอร์ส กองกลางดาวรุ่งวัย 23 ปี เลี้ยงบอลฉีกเข้ามาจากปีกขวา ผ่านผู้เล่นฟอเรสต์ไปสองคน ก่อนแตะบอลให้ จอห์น แม็คกินน์ ที่กลับมายืนรออยู่หน้าเขตโทษ คราวนี้กัปตันทีมไม่รีรอ เขายิงด้วยเท้าขวาแบบยกข้อบอลเข้าเสาสองอย่างนิ่มนวล บอลพุ่งเข้าตาข่ายอีกครั้ง 4-0 ในเกม และ 4-1 รวมผลสองนัด

จอห์น แม็คกินน์ คนที่กว่าจะรอวันนี้มาถึงต้องผ่านเส้นทางอันยาวนาน เขาวิ่งฉลองพร้อมตะโกนเสียงดังลั่น ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มและน้ำตาในเวลาเดียวกัน เพื่อนร่วมทีมรุมเข้ามากอดเขาแน่น ก่อนที่ทุกคนจะหันไปโบกมือให้แฟนบอลที่กรีดร้องด้วยความปีติบนอัฒจันทร์

หลังเกมจบ แม็คกินน์ ให้สัมภาษณ์ทาง TNT Sports ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาพูดถึงความกดดันก่อนเกมที่หนักหน่วงกว่าทุกครั้ง แต่ก็เป็นการแสดงที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของวิลล่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา กัปตันทีมยังพูดด้วยว่า โอกาสในการเข้าชิงรอบสุดท้ายของถ้วยยุโรปไม่ได้มาบ่อยๆ และในวัย 31 ปี นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตการค้าแข้งของเขาที่จะได้ยกถ้วยใบใหญ่ระดับนี้

ช่วงสิบนาทีสุดท้าย วิลล่า ยังคงครองเกมโดยสมบูรณ์ ผู้เล่นสำรองอย่าง เลออน เบลีย์ และ มาร์โก้ อาเซนซิโอ ลงมาเสริม ทำให้เกมไหลลื่นจนถึงเสียงนกหวีดยาวที่ดังขึ้นในนาทีที่ 90+4 และนั่นคือสัญญาณของการเฉลิมฉลองอย่างเต็มที่

อูไน เอเมรี่ จอมปั้นยูโรปา ลีกผู้ไม่เคยพ่าย

ชายผู้ยืนอยู่ข้างสนามในชุดสูทสีดำตลอดเก้าสิบนาที พร้อมท่าทางสงบเยือกเย็น คือบุคคลที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ อูไน เอเมรี่ ผู้จัดการทีมวัย 54 ปีชาวสเปน ไม่ได้รับฉายาว่า "ราชาแห่งยูโรปา ลีก" โดยเปล่าประโยชน์ เขาคว้าแชมป์ถ้วยใบนี้มาแล้วถึง 4 สมัยตลอดอาชีพ โดย 3 สมัยติดต่อกันกับ เซบีย่า ในช่วงปี 2014, 2015 และ 2016 และอีกหนึ่งสมัยกับ บียาร์เรอัล ในปี 2021

หากนับรวมการพา อาร์เซน่อล เข้าชิงในปี 2019 เอเมรี่ คือผู้จัดการทีมที่เข้าชิงรอบสุดท้ายถ้วยยุโรปาลีกบ่อยที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ก็มีเพียงปีเดียวเท่านั้นที่เขาพลาดถ้วยไป (ปีที่อาร์เซน่อลแพ้เชลซีในรอบชิง) ในนัดอื่นๆ เขาแทบไม่เคยพลาด ยิ่งเข้าใกล้นัดชิงเท่าไหร่ ทีมของเอเมรี่ก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้นเท่านั้น

ความสามารถพิเศษของเขาคือการเตรียมเกมและจัดการทีมในเวทียุโรป โดยเฉพาะการแก้เกมหลังจากที่เพลี่ยงพล้ำในนัดแรก แทบทุกฤดูกาลที่เขาคุมทีมในศึกนี้ จะมีจังหวะที่ทีมพลิกสถานการณ์กลับมาได้อย่างน่าทึ่ง และนัดนี้กับฟอเรสต์ก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์

หลังเกมจบ เอเมรี่ ให้สัมภาษณ์ด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ขอบคุณลูกทีมที่ทุ่มเทเต็มที่ตามแผน และยกย่องแฟนบอลวิลล่า พาร์ค ที่ส่งพลังให้ทีมไม่ขาด เขายังย้ำว่ายังเหลืออีกก้าวหนึ่งเท่านั้นที่จะคว้าถ้วยมาครอง และทีมจะเตรียมตัวอย่างเต็มที่เพื่อนัดชิงที่อิสตันบูล

แฟนบอลวิลล่าจะรู้สึกขอบคุณเอเมรี่ที่นำพาทีมจากอันดับกลางตารางลีก กลับสู่ความรุ่งโรจน์ในเวทียุโรปอีกครั้ง ตั้งแต่เขาเข้ามารับงานในปี 2022 เขาค่อยๆ เปลี่ยนทีมให้กลายเป็นยอดทีมที่เล่นได้สนุกตา มีรูปแบบ และมีความเชื่อมั่น และในวัย 31 ปีอย่าง แม็คกินน์ ก็พูดเองว่ามีโอกาสไม่บ่อยที่จะได้ทำงานกับโค้ชระดับโลกแบบเอเมรี่

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ จบฝันที่หวานชื่น

อีกด้านของเหรียญ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทีมที่สร้างเซอร์ไพรส์มากที่สุดของฤดูกาลในพรีเมียร์ลีก จบเส้นทางในยูโรปา ลีก อย่างน่าเสียดายในรอบรองชนะเลิศ ทั้งที่เริ่มนัดรองชิงด้วยข้อได้เปรียบจากการชนะนัดแรกที่บ้าน

นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกส ยืนอยู่ข้างสนามด้วยสีหน้าเศร้าหมองตลอดครึ่งหลัง เขาเปลี่ยนตัวเกือบทุกตำแหน่ง พยายามจะเปลี่ยนรูปเกม แต่ไม่มีอะไรที่หยุด วิลล่า ในคืนนั้นได้ การที่ทีมเสียประตูถึง 4 ลูกในเกมเดียว และเป็นการเสียในช่วงเวลาสำคัญ เป็นเรื่องที่หาคำอธิบายได้ยาก

ปัจจัยหลักที่ทำให้ฟอเรสต์พ่ายแพ้คือ การที่ผู้เล่นแกนหลักหลายคนเล่นไม่ออก คริส วู้ด ฮีโร่จากนัดแรก เกือบไม่ได้สัมผัสบอลในแดนสามส่วนสี่ของวิลล่าเลย ขณะที่ มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เกมรุก ถูกประกบอย่างใกล้ชิดจนแทบไม่มีพื้นที่หายใจ ส่วนแนวรับที่นำโดย มิเลนโควิช และ มูริลโล่ ซึ่งเป็นจุดแข็งตลอดทั้งฤดูกาล กลับเล่นพลาดในจังหวะสำคัญหลายครั้ง รวมถึงการดึง ตอร์เรส ในจังหวะจุดโทษด้วย

แน่นอนว่าฟอเรสต์ยังคงมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม การเข้ารอบรองชนะเลิศยูโรปา ลีก ครั้งแรกในรอบ 30 กว่าปี เป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ และพวกเขายังลุ้นอันดับท็อปไฟว์ในพรีเมียร์ลีกอยู่ แต่หลังเกมจบ ผู้เล่นและทีมงานต่างยืนอยู่กลางสนาม นิ่งเงียบ เหมือนยังทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้

นูโน่ ให้สัมภาษณ์สั้นๆ หลังเกมว่า ลูกทีมทุ่มเทเต็มที่ทั้งฤดูกาล แต่คู่ต่อสู้ในวันนี้ดีกว่ามาก เขายอมรับการพ่ายแพ้และจะเดินหน้าเตรียมทีมสำหรับเกมในลีกที่ยังเหลืออีกหลายนัด เป้าหมายของฟอเรสต์ในตอนนี้คือจบฤดูกาลด้วยอันดับสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับฤดูกาลหน้า ที่หากทำได้ดี อาจได้กลับมาเล่นในเวทียุโรปอีกครั้ง

สำหรับแฟนบอลฟอเรสต์ ความเจ็บปวดในคืนนี้คงต้องใช้เวลาเยียวยา แต่พวกเขาก็ควรภูมิใจกับเส้นทางที่ทีมรักของพวกเขาผ่านมา จากทีมที่เคยตกชั้นและต้องดิ้นรนในแชมเปี้ยนชิป กลายมาเป็นทีมที่เล่นในเวทีระดับยุโรปและแข่งขันได้ในรอบลึกๆ นั่นเป็นความสำเร็จที่หาไม่ได้ง่ายๆ

ก้าวสุดท้ายสู่อิสตันบูล ดวลไฟรบวร์ก

ปลายทางของ แอสตัน วิลล่า ในศึกยูโรปา ลีก ฤดูกาลนี้ คือสนามอตาเติร์ก โอลิมปิก สเตเดียม ในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่นั่นพวกเขาจะได้พบกับ เอสซี ไฟรบวร์ก ทีมจากบุนเดสลีกาเยอรมัน ที่สร้างเซอร์ไพรส์ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้อย่างยอดเยี่ยม

ไฟรบวร์ก เปิดบ้านเอาชนะ บราก้า 3-1 ในนัดสองของรอบรองชนะเลิศ โดย ลูคัส คือเบลอร์ ทำสองประตูสำคัญในการพาเจ้าถิ่นผ่านเข้าชิงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ทีมเหลืองดำจากเขตป่าดำของเยอรมนีอาจไม่ใช่ทีมระดับท็อปของบุนเดสลีกา แต่ภายใต้การคุมทีมของ จูเลียน ชูสเตอร์ พวกเขามีรูปแบบการเล่นที่เหนียวแน่น เพรสซิ่งดี และมีนักเตะดาวรุ่งคุณภาพหลายคน

การที่ไฟรบวร์กสามารถเขี่ยทีมยักษ์ใหญ่ตลอดทาง และเข้าชิงในเวทียุโรปครั้งแรก สะท้อนให้เห็นเสน่ห์ของฟุตบอลถ้วยยุโรปา ลีก ที่เปิดโอกาสให้ทีมขนาดกลางได้แสดงศักยภาพและสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเอง

สำหรับเกมนัดชิง วิลล่า น่าจะถือเป็นทีมเต็งเล็กน้อย เนื่องจากมีประสบการณ์มากกว่า ผู้เล่นมีคุณภาพระดับสูงกว่า และที่สำคัญคือมี เอเมรี่ ซึ่งไม่เคยแพ้นัดชิงยูโรปา ลีกในอาชีพ แต่นัดชิงไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และไฟรบวร์กก็ไม่ได้เข้ามาถึงจุดนี้แบบฟลุก พวกเขาคือคู่แข่งที่ต้องระวังอย่างจริงจัง

แฟนบอลวิลล่าหลายพันคนเริ่มจองตั๋วเครื่องบินไปอิสตันบูลกันแล้วตั้งแต่นกหวีดยาวดังขึ้น ราคาตั๋วที่พุ่งสูงในชั่วข้ามคืน และโรงแรมในตุรกีที่ถูกจองเต็มอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่าครั้งนี้คือเหตุการณ์ที่หลายคนรอคอยมานานเกินกว่าจะปล่อยให้ผ่านไป

44 ปีแห่งการรอคอย และโอกาสคว้าแชมป์ในรอบ 30 ปี

ความสำคัญของชัยชนะครั้งนี้สำหรับ แอสตัน วิลล่า ไม่ได้อยู่แค่การผ่านเข้ารอบชิง แต่อยู่ที่ความหมายทางประวัติศาสตร์ที่ตามมา

นี่คือครั้งแรกในรอบ 44 ปี ที่ แอสตัน วิลล่า เข้าชิงรอบสุดท้ายถ้วยยุโรปอีกครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 1982 ที่พวกเขาคว้าแชมป์ ยูโรเปียน คัพ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในปัจจุบัน) มาครองได้สำเร็จ จากการเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค 1-0 ในนัดชิงที่กรุงรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ นั่นคือยุคทองของสโมสรที่หลายคนยังจดจำได้ และเป็นความทรงจำที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ตั้งแต่วันนั้น วิลล่า เคยมีโอกาสเข้าชิงถ้วยยุโรปอีกแค่ครั้งเดียว คือยูฟ่า อินเตอร์ โตโต คัพ ที่ไม่ใช่รายการระดับเดียวกัน และที่สำคัญคือ พวกเขาไม่ได้คว้าถ้วยใหญ่อะไรเลยมานานถึง 30 ปี นับจากการคว้าแชมป์ลีกคัพในปี 1996 ภายใต้การคุมทีมของ ไบรอัน ลิตเติ้ล

หากวิลล่าสามารถเอาชนะไฟรบวร์กที่อิสตันบูลได้ พวกเขาจะไม่เพียงคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่สอง (สมัยแรกคือยูโรเปียน คัพ ปี 1982) แต่จะปลดล็อคถ้วยใบใหญ่ใบแรกในรอบ 30 ปี และเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสโมสรอย่างยิ่งใหญ่

สำหรับ จอห์น แม็คกินน์ ผู้สวมปลอกแขนกัปตันทีมในคืนนั้น ความหมายยิ่งใหญ่ไปอีกระดับ เขาคือผู้เล่นที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในแชมเปี้ยนชิป เห็นวิลล่าผ่านช่วงเวลาทั้งดีและแย่ และในวันนี้เขาคือผู้นำพาทีมเข้าใกล้แชมป์มากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

โอลลี่ วัตกินส์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษ ก็มีเส้นทางคล้ายกัน เขาเริ่มจาก เบรนท์ฟอร์ด ในแชมเปี้ยนชิป ก่อนย้ายมาอยู่กับวิลล่าและพัฒนาตัวเองจนติดทีมชาติ ส่วน เอมิเลียโน่ บวนเดีย ที่ผ่านช่วงเวลายากลำบากกับการบาดเจ็บไม้กางเขนยาวนาน ก็กลับมาเป็นกุญแจสำคัญในเกมนี้ ทุกคนล้วนมีเรื่องราวที่ทำให้คืนนี้พิเศษ

ในอีกด้าน อูไน เอเมรี่ ก็จะมีโอกาสคว้าแชมป์ยูโรปา ลีกสมัยที่ 5 ในอาชีพ ซึ่งจะเป็นสถิติที่ไม่มีใครเทียบได้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลถ้วยยุโรป และตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในผู้จัดการทีมที่เก่งที่สุดในรายการนี้ตลอดกาล

แฟนบอลวิลล่า พาร์ค ออกจากสนามในคืนวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 ด้วยรอยยิ้มและน้ำตาแห่งความสุข พวกเขาร้องเพลงประจำสโมสรไปตลอดทางจนถึงผับและร้านอาหารใกล้สนาม การเฉลิมฉลองดำเนินไปจนถึงเช้ามืด เพราะนี่คือคืนที่พวกเขารอคอยมานานเหลือเกิน คืนที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าทีมรักของพวกเขามีศักยภาพมากพอจะกลับสู่จุดสูงสุด

ตอนนี้สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ คือก้าวสุดท้ายที่อิสตันบูล ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ทุกสายตาของแฟนบอลทั่วโลกจะจับจ้องไปที่อตาเติร์ก โอลิมปิก สเตเดียม เพื่อดูว่า แอสตัน วิลล่า จะยกถ้วยใบใหญ่ขึ้นเหนือศีรษะอีกครั้งในรอบ 44 ปี และยุติการรอคอยถ้วยใบสำคัญในรอบ 30 ปีหรือไม่

สำหรับชาวสิงห์ผงาดทุกคน คำตอบของคำถามนี้ คงต้องบอกว่า "เราพร้อมแล้ว และเราจะไม่ยอมพลาดอีก"

อูนัย เอเมรี่ ระเบิดอารมณ์ใส่ VAR หลังแอสตัน วิลล่า

ในที่สุดนอตทิงแฮม ฟอเรสต์ ก็ทำประตูได้จากลูกโทษที่ VAR ตัดสินให้ และคริส วูด เป็นผู้ที่ก้าวขึ้นมาแบกรับความรับผิดชอบเตะลูกโทษนั้นเข้าไปได้สำเร็จ

แต่สิ่งที่น่าสนใจและบ่งบอกถึงความมีน้ำใจนักกีฬาของเอเมรี่คือการที่เขายอมรับจุดโทษนั้นโดยไม่มีคำร้องเรียน แม้ว่าก็มาจาก VAR เช่นเดียวกัน สิ่งที่เขาโต้แย้งไม่ใช่การตัดสินใจทุกอย่างของ VAR แต่คือการที่ระบบนั้นใช้มาตรฐานไม่เท่าเทียมกัน เมื่อเป็นจุดโทษ VAR ทำงานได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่เมื่อเป็นเหตุการณ์ที่ควรส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามถูกไล่ออก VAR กลับผ่านมันไปอย่างรวดเร็วราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นี่คือหัวใจของความโกรธที่เอเมรี่แสดงออกมา ไม่ใช่เพราะเขาแพ้เกม แต่เพราะเขารู้สึกว่าทีมของตัวเองไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมบนพื้นฐานของกติกาที่มีอยู่

ความสำคัญของผลเลกแรก

การพ่ายแพ้ 0-1 ในเลกแรกของรอบรองชนะเลิศยูโรปา ลีกไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจบสิ้น แต่มันสร้างภาระให้กับแอสตัน วิลล่าอย่างหนัก เพราะพวกเขาต้องเดินทางไปชนะที่สนามของฟอเรสต์ในเลกที่สอง หรือไม่ก็ต้องชนะด้วยสองประตูขึ้นไปโดยไม่เสียประตูเพิ่ม หากต้องการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ

ในทางกลับกัน หากแอนเดอร์สันได้รับใบแดงตามที่เอเมรี่เชื่อว่าควรจะเป็น เลกแรกอาจจบด้วยผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะของวิลล่า หรืออย่างน้อยที่สุดคือเสมอ ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของคู่นี้เปิดกว้างมากกว่านี้มาก

เสียงสะท้อนจากวงการ

impassioned VAR rant

เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกฟุตบอลอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์ อดีตผู้ตัดสิน และแฟนบอลทั่วโลกต่างแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย บางคนเห็นด้วยกับเอเมรี่ว่าแทคเกิลนั้นชัดเจนมากพอที่ VAR ควรเข้ามาแทรกแซง ขณะที่บางคนโต้แย้งว่าการตีความการเล่นที่เป็นอันตรายนั้นมีความละเอียดอ่อนมากกว่าที่ดูเผินๆ

แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือระบบ VAR ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่ชัดเจนของกรรมการสนาม และถ้าหากเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นกับวัตกินส์ไม่เข้าข่าย "ความผิดพลาดที่ชัดเจน" แล้ว คำถามที่ตามมาก็คือ อะไรกันแน่ที่ VAR ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการ

ความรับผิดชอบที่ถูกตั้งคำถาม

เอเมรี่ใช้คำว่า "รับผิดชอบ" หลายครั้งในการแถลงของเขา และนั่นอาจเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในบรรดาทุกสิ่งที่เขาพูด เพราะในโลกของกีฬาอาชีพ ความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องแบกรับ ผู้เล่นรับผิดชอบต่อการแสดงออกในสนาม ผู้ฝึกสอนรับผิดชอบต่อการวางแผนและการตัดสินใจ สโมสรรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการ และกรรมการรวมถึง VAR ก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง

แต่ปัญหาของ VAR คือระบบนี้ไม่มีหน้าที่มาชี้แจงหรือรับผิดชอบต่อสาธารณชนโดยตรง ไม่มีการออกมาอธิบายว่าทำไมถึงตัดสินอย่างนั้น ไม่มีการทบทวนหลังเกมอย่างเป็นทางการที่โปร่งใส และนั่นทำให้ความโกรธที่สะสมอยู่ในใจของผู้จัดการทีมอย่างเอเมรี่ไม่มีที่ระบาย ไม่มีคำตอบที่เขาจะได้รับ และไม่มีทางรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ในห้อง VAR ในคืนนั้น

จากฤดูกาลที่เกือบจะว่างเปล่าสู่การลุ้นสามแชมป์ของ แมนฯ ซิตี้

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างมาก ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) กำลังเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่จะจบฤดูกาลแบบไร้ถ้วยรางวัลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับสโมสรระดับแชมป์เช่นนี้ แต่เพียงแค่ 12 เดือนผ่านไป ทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) ในเวลานี้กลับมามีลุ้นสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยโอกาสคว้า “สามแชมป์ในประเทศ” (Domestic Treble) ซึ่งหากทำได้สำเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นทีมอังกฤษเพียงทีมที่สองที่ทำได้ และที่น่าสนใจคือ ทีมเดียวที่เคยทำได้มาก่อนก็คือพวกเขาเองในปี 2019 ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) เช่นกัน ฤดูกาลนี้ก่อนหน้านี้ ทีมเรือใบสีฟ้า แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) สามารถคว้าแชมป์ คาราบาวคัพ (Carabao Cup) ได้แล้วที่สนามเวมบลีย์ จากการเอาชนะ อาร์เซน่อล (Arsenal) คู่แข่งขับเคี่ยวลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้ และเวลานี้ก็ยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) กันอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ พวกเขายังผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของ ศึก เอมิเรตต์ เอฟเอคัพ ได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการเข้าชิง 4 ปีติดต่อกัน สร้างสถิติใหม่ของสโมสร โดยพวกเขาจะกลับไปยัง สนามเวมบลีย์ อีกครั้งในวันที่ 16 พฤษภาคม นี้เพื่อทำศึกนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งต้องรอผู้ชนะระหว่าง เชลซี ที่จะแข่งกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์นี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางไม่ได้ง่ายเลย โดยเฉพาะเกมรอบรองชนะเลิศที่ต้องเจอกับ เซาแธมป์ตัน  (Southampton) ทีมจาก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งพวกเขาต้องพลิกสถานการณ์จากการตามหลัง ก่อนจะได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกมจาก เจเรมี่ โดกู ( Jeremy Doku) และ นิโก้ กอนซาเลซ ( Nico Gonzalez)

เป๊ป ไม่ประมาท ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างระมัดระวัง แม้โอกาสจะกลับมาเข้าข้างเขาอีกครั้ง

นิโก้ ยิงแซงชนะ เซาแธมป์ตัน

ในเวลานี้แม้ว่าหลายคนจะมองว่า แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) มีโอกาสสูงในการคว้าสามแชมป์ได้สำเร็จทั้งแชมป์ คาราบาวคัพ ที่ได้ไปก่อนหน้านี้ เอฟเอคัพ ที่ทะลุเข้าไปรอชิงชนะเลิศแล้ว รวมถึง พรีเมียร์ลีก ที่กลับมามีสถานการณ์เท่าเทียมกับ  อาร์เซน่อล (Arsenal) แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) กลับมองเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง เขาให้สัมภาษณ์ว่า โอกาสยัง “ห่างไกลมาก” และยังไม่ควรพูดถึงจนกว่าจะจบเกมลีกนัดสุดท้ายกับ แอสตัน วิลล่า ( Aston Villa) โดยกุนซือชาวสเปนยังเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการพักผ่อนของนักเตะ หลังจากต้องเผชิญกับโปรแกรมการแข่งขันที่หนักทั้งทางร่างกายและจิตใจ ฤดูกาลก่อนถือเป็นช่วงเวลาที่น่าผิดหวังของ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) แม้ว่าจะคว้า คอมมูนิตี้ ชิลด์ ได้ แต่ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้เลยในช่วงซัมเมอร์ สโมสรตัดสินใจปล่อยนักเตะตัวหลักหลายคนออกจากทีม ไม่ว่าจะเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ( Kevin De Bruyne) , อิลคาย กุนโดกาน (Ilkay Gundogan) , แจ็ค กรีลิช ( Jack Grealish) และ เอแดร์ซอน (Ederson) การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงอนาคตของทีม โดยเฉพาะเมื่อช่วงต้นฤดูกาลพวกเขาออกสตาร์ทได้ไม่ดีนัก แต่ทว่าแม้จะเริ่มต้นฤดูกาลได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก จนเมื่อเวลาผ่านไป นักเตะสายเลือดใหม่ของ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) ก็เริ่มปรับตัวและแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ คาราบาวคัพ (Carabao Cup) และยังเป็นตัวเต็งในนัดชิงชนะเลิศ ในศึก เอฟเอคัพ ( FA Cup) ไม่ว่าจะต้องเจอกับ เชลซี (Chelsea ) หรือ ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United)  อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดยังคงเป็นการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) โดยต้องแย่งชิงกับ อาร์เซน่อล (Arsenal)  ที่กำลังทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งแม้จะมีพลาดไปบ้างจนทำให้ทีมของ เป๊ป ตามมาได้ทันในช่วงเวลานี้ก็ตาม

เส้นทางสู่บทสรุปสุดท้ายของฤดูกาลนี้ ของทีมเรือใบสีฟ้า จะจบลงเช่นไร

ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) ต้องลงเล่นถึง 6 นัด ภายในเวลาเพียง 21 วัน ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ตัดสินทุกอย่าง โปรแกรมเริ่มต้นด้วยเกมเยือน เอฟเวอร์ตัน ( Everton ) ก่อนจะต้องเจอกับแมตช์สำคัญในลีกและรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ ( FA Cup) อดีตนักเตะของทีมอย่าง ไมกาห์ ริชาร์ด (Micah Richards)  แสดงความคิดเห็นว่า นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด และทีมแชมป์มักจะสามารถสร้างความแตกต่างได้ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ จากทีมที่เกือบจบฤดูกาลแบบมือเปล่า แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City ) กลับมามีโอกาสลุ้นสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการผสมผสานระหว่างนักเตะดาวรุ่งและประสบการณ์ของทีม รวมถึงการวางแผนของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ( Pep Guardiola ) ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในทีมที่น่ากลัวที่สุดในยุโรปอีกครั้ง หากสามารถผ่านช่วง 21 วันสุดท้ายไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชื่อของ แมนฯ ซิตี้ ( Manchester City )อาจถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้งในฐานะทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งของยุคนี้

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin