เผยเบื้องหลังจากหญ้าเทียมสู่การสร้างยุคทองของฟุตบอล นอร์เวย์

นอร์เวย์ ประเทศที่มีประชากรใกล้เคียงกับ สกอตแลนด์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในชาติฟุตบอลที่โดดเด่นที่สุดในศึก ฟุตบอลโลก 2026 ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการมี เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) กองหน้าระดับโลกเพียงคนเดียว แต่เป็นผลจากการวางแผนพัฒนาฟุตบอลอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) ซึ่งทำไปแล้ว 7 ประตูในทัวร์นาเมนต์ กลายเป็นภาพแทนของทีมชาติ นอร์เวย์ ร่วมกับ มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) กองกลางกัปตันทีม ผู้รับหน้าที่นำทัพทั้งกับสโมสร อาร์เซนอล และทีมชาติ อย่างไรก็ตาม นักเตะทั้งสองคนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลผลิตจากระบบเยาวชนที่มีประสิทธิภาพ ในรายชื่อผู้เล่นทีมชาติ นอร์เวย์ ชุด ฟุตบอลโลก จำนวน 26 คน มีถึง 17 คนที่เล่นอยู่ใน 4 ลีกชั้นนำของ ยุโรป ได้แก่ พรีเมียร์ลีก บุนเดสลีกา ลา ลีกา และ เซเรีย อา ผู้เล่นส่วนใหญ่ผ่านการดูแลและพัฒนาจากระบบฝึกเยาวชนระดับชาติที่เรียกว่า National Team School หรือ NTS ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2013 ระบบนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ นอร์เวย์ ผลิตนักเตะคุณภาพสูงได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับ สกอตแลนด์ ซึ่งมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน ความแตกต่างทางด้านฟุตบอลกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสองประเทศเคยห่างหายจากการแข่งขัน ฟุตบอลโลก เป็นเวลา 28 ปี หลังจากเข้าร่วมครั้งล่าสุดในปี 1998 ที่ ฝรั่งเศส แต่ใน ฟุตบอลโลก 2026 เส้นทางของทั้งสองทีมแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทีมของ สตีฟ คลาร์ก (Steve Clarke) ไม่สามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้ ขณะที่ นอร์เวย์ เดินทางมาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ หลังจากเอาชนะ ไอวอรีโคสต์ และ บราซิล ในรอบน็อกเอาต์ และมีโปรแกรมพบกับ อังกฤษ

การวางแผนที่ใช้เวลานานกว่าสองทศวรรษ

นอร์เวย์ยุคทอง

ฮาคอน โกร็อตลันด์ (Hakon Grottland) หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผู้เล่นของสหพันธ์ฟุตบอล นอร์เวย์ อธิบายว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลลัพธ์จากการวางแผนมากกว่า 20 ปี เพื่อเปลี่ยนประเทศที่มีชื่อเสียงด้านกีฬาฤดูหนาวให้กลายเป็นประเทศฟุตบอลอย่างเต็มตัว เมื่อ ฮาคอน โกร็อตลันด์ (Hakon Grottland) เริ่มทำงานกับสหพันธ์ฟุตบอลในปี 2010 ความฝันของเขาคือการเห็น นอร์เวย์ กลับไปแข่งขันใน ฟุตบอลโลก อีกครั้ง เพราะผู้คนในประเทศพูดถึงความสำเร็จเมื่อปี 1998 มานานเกินไป โดยไม่มีผลงานใหม่เข้ามาแทนที่ เขามองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟุตบอล นอร์เวย์ เปลี่ยนแปลงมีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือการลงทุนสร้างสนามหญ้าเทียมในช่วงปี 2000 ถึง 2010 ส่วนเรื่องที่สองคือการปฏิวัติระบบฝึกสอนและการพัฒนาเยาวชน หลังจากมีการจัดตั้ง National Team School ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา นอร์เวย์ ลงทุนสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียมจำนวนมาก เฉพาะระหว่างปี 2016 ถึง 2025 มีสนามใหม่ถูกสร้างขึ้น 539 แห่ง และมีสนามอีก 586 แห่งได้รับการปรับปรุง การลงทุนดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศที่ต้องเผชิญกับฤดูหนาวอันยาวนานและสภาพอากาศที่รุนแรง ในอดีต นักฟุตบอลจำนวนมากต้องฝึกซ้อมบนสนามที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง หรือหยุดเล่นฟุตบอลในบางช่วงของปี สนามหญ้าเทียมจึงช่วยเปลี่ยนฟุตบอลจากกีฬาที่เล่นได้เฉพาะในฤดูร้อน ให้กลายเป็นกีฬาที่สามารถฝึกซ้อมและแข่งขันได้ตลอดทั้งปี เด็กและเยาวชนมีเวลาอยู่กับลูกฟุตบอลมากขึ้น ขณะที่สโมสรสามารถจัดโปรแกรมพัฒนานักเตะได้อย่างต่อเนื่อง พื้นสนามที่มีมาตรฐานและคาดเดาทิศทางของลูกบอลได้ ยังช่วยให้รูปแบบการเล่นของ นอร์เวย์ เปลี่ยนไป จากทีมที่เคยเน้นความแข็งแกร่ง การตั้งรับ และการเล่นอย่างเป็นระบบในช่วงทศวรรษ 1990 กลายเป็นทีมที่ให้ความสำคัญกับเทคนิค การครองบอล และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เขาเป็นกองกลางที่มีเทคนิคยอดเยี่ยม มองเห็นพื้นที่ได้รวดเร็ว และสามารถกำหนดจังหวะของเกมได้ แต่ ฮาคอน โกร็อตลันด์ (Hakon Grottland) ยอมรับว่า การให้ความสำคัญกับนักเตะสายเทคนิคมากเกินไปอาจทำให้ประเทศผลิตกองหลังคุณภาพสูงได้น้อยลง

รายได้จากการพนันถูกนำมาพัฒนากีฬาอย่างต่อเนื่อง

นอร์เวย์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งมาจากทรัพยากรน้ำมันจำนวนมาก และมีขนาดเศรษฐกิจต่อประชากรอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ระบบกีฬาของประเทศนี้แตกต่างจากหลายประเทศคือแนวทางการนำรายได้จากการพนันมาใช้ การพนันใน นอร์เวย์ ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด โดยมี Norsk Tipping บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของ ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการหลัก บริษัทจะมอบรายได้ประมาณ 64 เปอร์เซ็นต์กลับไปสนับสนุนกิจกรรมกีฬา โดยเงินส่วนใหญ่ถูกใช้กับการสร้างและปรับปรุงสถานที่ออกกำลังกายทั่วประเทศ ในปี 2026 Norsk Tipping สร้างเงินสนับสนุนสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาได้มากกว่า 2,000 ล้านโครน นอร์เวย์ หรือประมาณ 152.7 ล้านปอนด์ เงินจำนวนนี้ช่วยให้ชุมชนและสโมสรระดับท้องถิ่นมีสนามฝึกซ้อมที่ได้มาตรฐานมากขึ้น อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นระหว่างปี 2010 ถึง 2020 เมื่อสหพันธ์ฟุตบอล เขตฟุตบอล และสโมสรชั้นนำใน นอร์เวย์ เริ่มลงทุนด้านการพัฒนาผู้เล่นอย่างจริงจัง หลังจากทีมชาติไม่สามารถผ่านเข้าไปแข่งขัน ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 หรือ ยูโร 2012 สหพันธ์จึงก่อตั้ง Landslagsskolen หรือ National Team School ขึ้นในปี 2013 จากผู้เล่น 15 คนที่ลงสนามในเกมชนะ บราซิล 2-1 มีถึง 14 คนที่เคยเล่นให้ทีมชาติระดับเยาวชน และ 11 คนอยู่ในเส้นทางของ National Team School ตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 15 หรือ 16 ปี National Team School ไม่ใช่อะคาเดมีแบบรวมศูนย์ และไม่ได้มีรูปแบบเหมือน Clairefontaine ศูนย์ฝึกชื่อดังของ ฝรั่งเศส แต่เป็นโครงสร้างการพัฒนาระดับชาติที่เชื่อมโยงสโมสรชุมชน เขตฟุตบอล สโมสรอาชีพ และสหพันธ์ฟุตบอลเข้าด้วยกัน แนวคิดสำคัญคือทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ปล่อยให้สโมสรใหญ่ทำหน้าที่พัฒนานักเตะเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่สโมสรระดับรากหญ้าทำหน้าที่เพียงจัดกิจกรรมเพื่อความสนุก ในระบบของ นอร์เวย์ สโมสรทุกระดับมีส่วนร่วมกับการพัฒนาผู้เล่น ก่อนเริ่มการแข่งขัน ฟุตบอลโลก นักเตะทีมชาติ นอร์เวย์ ยังแสดงความขอบคุณต่อระบบรากหญ้าด้วยการถ่ายภาพทีม โดยสวมเสื้อของสโมสรแรกที่พวกเขาเคยเล่นให้ เป็นการยืนยันว่าเส้นทางสู่ทีมชาติเริ่มต้นจากสโมสรขนาดเล็กในชุมชน เด็กที่มีพรสวรรค์ใน อังกฤษ อาจถูกดึงเข้าสู่อะคาเดมีของสโมสร พรีเมียร์ลีก ตั้งแต่อายุประมาณ 8 ปี แต่เด็กใน นอร์เวย์ จะอยู่กับสโมสรท้องถิ่นจนถึงอายุประมาณ 12 ปี ระบบนี้พยายามไม่ปิดโอกาสของเด็กเร็วเกินไป เพราะการตัดสินว่าใครมีศักยภาพตั้งแต่อายุยังน้อยอาจเกิดความผิดพลาดได้ เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) เป็นตัวอย่างสำคัญ เขาเข้าร่วมแคมป์ผู้เล่นพรสวรรค์ภายใต้ระบบ National Team School ตั้งแต่อายุ 14 ปี แต่ในช่วงเวลานั้นแทบไม่มีใครคิดว่าเขาจะกลายเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในรุ่นเดียวกัน ตรงกันข้ามกับ มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) ซึ่งแสดงความสามารถโดดเด่นตั้งแต่วัยเด็ก ฮาคอน โกร็อตลันด์ (Hakon Grottland) ยอมรับว่า เขาไม่เคยเห็นเด็กคนใดมีความเข้าใจและความหลงใหลในฟุตบอลเทียบเท่ากับ มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) ความสามารถดังกล่าวทำให้สโมสรชั้นนำทั่ว ยุโรป ต้องการตัวเขา ก่อนที่ มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) จะย้ายไปร่วมทีม เรอัล มาดริด เมื่ออายุเพียง 16 ปี ด้วยค่าตัวประมาณ 4 ล้านยูโร ปรัชญาของ นอร์เวย์ จึงไม่ได้วัดพรสวรรค์จากความเร็วหรือทักษะการควบคุมลูกบอลเท่านั้น แต่เริ่มจากคำถามว่า นักเตะรักเกมฟุตบอลมากเพียงใด พร้อมรับผิดชอบต่อการพัฒนาตัวเอง และช่วยให้เพื่อนร่วมทีมพัฒนาไปพร้อมกันหรือไม่

บทเรียนสำคัญที่ National Team School ปลูกฝังให้กับนักเตะคือความปลอดภัย ความมั่นคง และความเป็นหนึ่งเดียวกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในศึก ฟุตบอลโลก 2026 เพราะแม้ทีมจะมีนักเตะระดับโลกอย่าง เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) และ มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) แต่ไม่มีใครได้รับการปฏิบัติว่าใหญ่กว่าทีม พลังความสามัคคียังปรากฏผ่านกิจกรรมพายเรือแบบไวกิ้งของกองเชียร์ ซึ่งสร้างบรรยากาศโดดเด่นทั้งบริเวณ ไทม์สแควร์ และภายในสนามแข่งขัน ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้เล่น ทีมงาน และแฟนบอลกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ ระบบ National Team School จะช่วยยกระดับลีกภายในประเทศได้มากเพียงใด เพราะมีนักเตะเพียง 4 คนในทีมของ สตาเล โซลบัคเคน (Stale Solbakken) ที่ยังเล่นอยู่ในลีก นอร์เวย์ โดย 3 คนมาจากสโมสร โบโด/กลิมท์ผลงานของ โบโด/กลิมท์ ซึ่งเคยสร้างเส้นทางอันน่าประทับใจไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายของ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก อาจเป็นสัญญาณว่าฟุตบอลสโมสรภายในประเทศกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น

หนึ่งในเป้าหมายหลักของฟุตบอล นอร์เวย์ คือการสร้างนักเตะและส่งต่อไปยังลีกชั้นนำ ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาคุณภาพของลีกภายในประเทศไปพร้อมกัน ทั้งสองแนวทางไม่จำเป็นต้องขัดแย้ง แต่สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ สตาเล โซลบัคเคน (Stale Solbakken) ผู้จัดการทีมชาติ นอร์เวย์ มองว่า ทีมชุดนี้มีส่วนผสมที่เหมาะสม ทั้งนักเตะประสบการณ์สูงที่มีอายุประมาณ 30 ปี นักเตะดาวรุ่งวัย 18 ถึง 20 ปี และผู้เล่นวัยกลางคนที่กำลังอยู่ในช่วงดีที่สุดของอาชีพ เขาอาจยังไม่แน่ใจว่านี่คือยุคทองของฟุตบอล นอร์เวย์ อย่างแท้จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความสำเร็จใน ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคหรือความสามารถของนักเตะเพียงไม่กี่คน นี่คือผลลัพธ์จากการทำงานหนักของสโมสรระดับรากหญ้า สโมสรอาชีพ โค้ช เขตฟุตบอล และสหพันธ์ฟุตบอล ซึ่งร่วมกันสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นฟุตบอลตลอดทั้งปี ไม่รีบตัดสินพรสวรรค์ และสอนให้ผู้เล่นทุกคนเข้าใจว่า ไม่มีใครสำคัญไปกว่าทีม

ศึกดวลเดือด Stay humble ฮาแลนด์ ปะทะ กาเบรียล ในเวทีฟุตบอลโลก

ศึก ฟุตบอลโลก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ระหว่าง บราซิล กับ นอร์เวย์ ไม่ได้เป็นเพียงเกมน็อกเอาต์ธรรมดา แต่เป็นเวทีที่ความขัดแย้งส่วนตัวจาก พรีเมียร์ลีก กำลังถูกยกระดับสู่สายตาแฟนบอลทั่วโลก เพราะหนึ่งในคู่ดวลที่ทุกคนจับตามองมากที่สุดคือการเผชิญหน้าระหว่าง เออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) กองหน้าตัวอันตรายของ นอร์เวย์ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ กาเบรียล (Gabriel) กองหลังแกร่งของ บราซิล และ อาร์เซนอล ทั้งสองคนไม่ใช่คู่แข่งที่เพิ่งรู้จักกันในทัวร์นาเมนต์นี้ แต่เป็นนักเตะที่มีประวัติปะทะกันมาอย่างต่อเนื่องในลีก อังกฤษ โดยเฉพาะในช่วงที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซนอล แย่งชิงความสำเร็จใน พรีเมียร์ลีก อย่างเข้มข้น ความดุเดือดระหว่างสองสโมสรทำให้ ฮาแลนด์ (Haaland) และ กาเบรียล (Gabriel) กลายเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งคนละด้าน ฝ่ายหนึ่งคือกองหน้าที่เต็มไปด้วยพลัง ความเร็ว และสัญชาตญาณการทำประตู อีกฝ่ายคือกองหลังที่แข็งแกร่ง ดุดัน และไม่ยอมถอยง่าย ๆ

ความหมางของ ฮาแลนด์ กับ กาเบรียลที่มีกันมายาวนานผลักดันให้เกมนี้จะยิ่งเดือดไปอีก

รอยแผลจากในลีกระอุ

ความบาดหมางของทั้งคู่เริ่มเป็นประเด็นใหญ่ในเกมระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ อาร์เซนอล เมื่อเดือนกันยายน 2024 เกมนั้นจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 หลัง จอห์น สโตนส์ (John Stones) ยิงประตูตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 98 ท่ามกลางความผิดหวังของนักเตะ อาร์เซนอล ที่เหลือผู้เล่นเพียง 10 คน หลัง เลอันโดร ทรอสซาร์ (Leandro Trossard) ถูกไล่ออกตั้งแต่ครึ่งแรก หลังประตูตีเสมอ ฮาแลนด์ (Haaland) วิ่งไปเก็บบอลในตาข่าย และขว้างบอลใส่ด้านหลังศีรษะของ กาเบรียล (Gabriel) ซึ่งกำลังผิดหวังกับสถานการณ์ในเกม เหตุการณ์นั้นกลายเป็นภาพจำสำคัญ และ กาเบรียล (Gabriel) ก็ไม่เคยลืม หลังจบเกม ฮาแลนด์ (Haaland) ยังมีประโยคดังใส่ มิเกล อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ผู้จัดการทีม อาร์เซนอล ว่า “stay humble” หรือ “ถ่อมตัวเข้าไว้” ซึ่งยิ่งทำให้บรรยากาศระหว่างสองสโมสรเดือดมากขึ้น หลังจากนั้น กาเบรียล (Gabriel) ได้โอกาสเอาคืนในเกมที่ อาร์เซนอล ถล่ม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 5-1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เขาฉลองประตูของทีมด้วยการตะโกนใส่หน้า ฮาแลนด์ (Haaland) อย่างสะใจ และยอมรับภายหลังว่าเป็นการตอบโต้จากเหตุการณ์ที่เคยถูกขว้างบอลใส่หัว สำหรับ กาเบรียล (Gabriel) นั่นไม่ใช่แค่การฉลองประตู แต่เป็นการส่งข้อความกลับไปยังคู่แข่งโดยตรง

 

เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น ในเดือนเมษายน ฮาแลนด์ (Haaland) ยิงประตูชัยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะ อาร์เซนอล 2-1 และฉลองหลังเกมด้วยการร้องท่อนเพลง Good Feeling ของ โฟล ไรดา (Flo Rida) ใส่กล้องโทรทัศน์ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เกมนั้นมีจังหวะปะทะเดือดหลายครั้ง โดย กาเบรียล (Gabriel) ถึงขั้นมีจังหวะพยายามใช้ศีรษะเล่นงาน ฮาแลนด์ (Haaland) แต่สุดท้ายทั้งคู่ได้รับเพียงใบเหลืองจาก แอนโธนี่ เทย์เลอร์ (Anthony Taylor) เมื่อ อาร์เซนอล คว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 24 ปี กาเบรียล (Gabriel) ก็ใช้เพลงเดียวกันนั้นเป็นดนตรีประกอบโพสต์ภาพตัวเองชูถ้วย พรีเมียร์ลีก เหมือนเป็นการตอบโต้ ฮาแลนด์ (Haaland) อีกครั้ง ทุกเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้การเจอกันของทั้งสองคนในสีเสื้อทีมชาติกลายเป็นมากกว่าเกมฟุตบอลทั่วไป คริส ซัตตัน (Chris Sutton) อดีตกองหน้าทีมชาติ อังกฤษ มองว่านี่คือคู่ดวลส่วนตัวที่โดดเด่นที่สุดของ ฟุตบอลโลก ครั้งนี้ เพราะระหว่างทั้งคู่มีทั้งประวัติ ความขัดแย้ง และความรู้สึกที่ชัดเจน เขาเชื่อว่าผลการต่อสู้ระหว่าง ฮาแลนด์ (Haaland) กับ กาเบรียล (Gabriel) จะมีผลโดยตรงต่อผลการแข่งขัน บราซิล พบ นอร์เวย์ เพราะหาก ฮาแลนด์ (Haaland) หลุดจากการประกบได้ นอร์เวย์ จะมีโอกาสลงโทษ บราซิล ทันที แต่หาก กาเบรียล (Gabriel) ควบคุมเขาได้ บราซิล ก็จะลดภัยคุกคามสำคัญที่สุดของคู่แข่งลงไปมาก อลัน เชียเรอร์ (Alan Shearer) อดีตกัปตันทีมชาติ อังกฤษ ก็เห็นว่าคู่ดวลนี้น่าติดตามเป็นพิเศษ เพราะทั้งคู่มีความเขม่นกันอยู่จริง และในฟุตบอลระดับสูง นักเตะไม่จำเป็นต้องชอบคู่แข่งของตัวเอง สิ่งสำคัญคือการควบคุมอารมณ์ เล่นให้อยู่ในขอบเขต และไม่เปิดโอกาสให้ความเดือดกลายเป็นจุดอ่อนของทีม ด้านสถิติ ฮาแลนด์ (Haaland) มีผลงานที่ดีเมื่อต้องเจอกับ กาเบรียล (Gabriel) ในระดับสโมสร โดยยิงได้ 6 ประตู จาก 11 นัดที่ทั้งคู่เผชิญหน้ากัน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ 5 นัด อาร์เซนอล ชนะ 2 นัด และเสมอ 4 นัด ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ฮาแลนด์ (Haaland) รู้วิธีสร้างปัญหาให้แนวรับที่มี กาเบรีย (Gabriel) เป็นแกนหลัก แต่เกมทีมชาติแตกต่างจากเกมสโมสร เพราะจังหวะการเล่น ระบบทีม และแรงกดดันใน ฟุตบอลโลก ล้วนมีผลอย่างมาก

ความหมางแบบ Stay humble ที่มีเรื่องราวกันมานานจะได้ปะทุเดือดบนเวทีโลก

ฮาแลนด์ (Haaland) กำลังอยู่ในเส้นทางลุ้นดาวซัลโว ฟุตบอลโลก หลังยิงไปแล้ว 5 ประตู เท่ากับ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) กัปตันทีมชาติ อังกฤษ และตามหลัง ลิโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi) กับ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappe) ที่ยิงไป 7 ประตู เขาคือความหวังสูงสุดของ นอร์เวย์ ในการทะลุเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศทางฝั่งบราซิล เองก็ต้องพึ่งพาเกมรับอันแข็งแกร่งจากปราการหลังตัวเก่งอย่าง กาเบรียล (Gabriel) แถมสถิติในการเจอกันของทั้งสองทีม บราซิล ก็ยังไม่เคยเอาชนะ นอร์เวย์ ได้เลยนั่นทำให้ความกดดันทั้งหมดมันถาโถมไปทาง บราซิล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) บราซิล อาจไม่ได้เล่นฟุตบอลสวยงามหรือไหลลื่นเหมือนยุคคลาสสิก แต่เป็นทีมที่รู้วิธีเอาตัวรอด เล่นอย่างรัดกุม และรอจังหวะจากนักเตะพรสวรรค์อย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinicius Jr.) รวมถึง รายาน (Rayan) ที่ถูกมองว่าเป็นดาวรุ่งอนาคตไกล บราซิล ชุดนี้อาจไม่ใช่ทีมที่มีรูปแบบชัดเจนที่สุด แต่เป็นทีมที่มีผู้เล่นสามารถเปลี่ยนเกมได้ในเสี้ยววินาที ฝั่ง นอร์เวย์ ไม่ได้มีเพียง ฮาแลนด์ (Haaland) เท่านั้น เพราะพวกเขายังมี มาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Odegaard) เป็นตัวสร้างสรรค์เกมหลัก แม้เขาจะเจอฤดูกาลที่ยากลำบากจากอาการบาดเจ็บในช่วงที่ อาร์เซนอล คว้าแชมป์ แต่คุณภาพในการจ่ายบอล คุมจังหวะ และสร้างโอกาสยังเป็นสิ่งที่ บราซิล ต้องระวัง หาก โอเดการ์ด (Odegaard) สามารถเชื่อมเกมกับ ฮาแลนด์ (Haaland) ได้อย่างลงตัว แนวรับ บราซิล จะเจองานหนักแน่นอน สุดท้าย เกมนี้อาจไม่ได้ตัดสินกันเพียงแท็กติกหรือคุณภาพโดยรวมของทีม แต่จะขึ้นอยู่กับรายละเอียดเล็ก ๆ ในสนาม โดยเฉพาะการดวลระหว่าง ฮาแลนด์ (Haaland) กับ กาเบรียล (Gabriel) หากทั้งคู่ควบคุมอารมณ์ได้ เกมจะกลายเป็นการต่อสู้ระดับสูงระหว่างกองหน้าและกองหลัง แต่หากความเดือดปะทุจนมีใบเหลือง ใบแดง หรือจังหวะเสียสมาธิ ผลการแข่งขันอาจพลิกทันที บราซิล มีประสบการณ์ ความเก๋า และผู้จัดการทีมอย่าง อันเชล็อตติ (Ancelotti) ที่รู้วิธีชนะเกมใหญ่ ขณะที่ นอร์เวย์ มีความมั่นใจ สถิติที่ดีในการเจอ บราซิล และกองหน้าที่พร้อมลงโทษทุกความผิดพลาด นี่จึงเป็นเกมที่มีทั้งเรื่องแท็กติก ประวัติศาสตร์ และความแค้นส่วนตัวรวมอยู่ในนัดเดียว เมื่อเสียงนกหวีดเริ่มต้นดังขึ้น สายตาของแฟนบอลทั่วโลกจะไม่ได้จับจ้องแค่สกอร์ บราซิล พบ นอร์เวย์ แต่จะจับตาดูทุกจังหวะที่ ฮาแลนด์ (Haaland) และ กาเบรียล (Gabriel) เข้าปะทะกัน เพราะการต่อสู้ของทั้งสองคนอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ตัดสินว่าใครจะได้ไปต่อใน ฟุตบอลโลก และใครจะต้องจบเส้นทางไว้เพียงรอบ 16 ทีมสุดท้าย

บิ๊ก กาบี กาเบรียลส่งสารถึงแฟนปืนใหญ่ หลังชวดแชมป์ UCL

ภาพ กาเบรียล มากัลเญส ก้มหน้าก้มตาหลังเกมจบ คือภาพที่แฟนอาร์เซน่อลคงไม่อยากเห็นอีกเลยในชีวิต แต่เบื้องหลังความเศร้านั้นกลับมีเรื่องราวที่น่าชื่นชมซ่อนอยู่

กาเบรียลกับลูกจุดโทษที่ลอยข้ามคานไป

Big Gabi Gabriel sends a message to Arsenal fans after missing out on the Champions League title

เอาตรง ๆ นะ คืนนั้นมันคือฝันร้ายของแฟนอาร์เซน่อลทุกคน และคนที่เจ็บที่สุดน่าจะเป็นตัว กาเบรียล มากัลเญส เอง เพราะลูกจุดโทษที่เขาซัดออกไปดันลอยข้ามคานไปแบบนั้น ในจังหวะที่ทั้งสนาม ทั้งโลก กำลังกลั้นหายใจรออยู่

ความกดดันที่ไม่เหมือนเกมไหนที่เคยเจอ

ลองคิดดูสิว่ามันกดดันแค่ไหน นักเตะที่ผ่านเกมใหญ่มานับไม่ถ้วน แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ แต่พอมาเจอช่วงเวลาแบบนี้ มันไม่เหมือนอะไรที่เคยเจอมาก่อนเลย จุดโทษลูกเดียวที่ตัดสินว่าจะได้ยกถ้วยหรือต้องกลับบ้านมือเปล่า มันหนักหนาเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด

กล้าเผชิญหน้า ไม่หนีปัญหา

ที่น่าชื่นชมคือ กาบี ไม่ได้หนีปัญหา เขาไม่ได้ปิดมือถือแล้วหายตัวไปเงียบ ๆ เหมือนที่หลายคนอาจจะเลือกทำ แต่เขากลับออกมาพูด ออกมายอมรับ ออกมาเผชิญหน้ากับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเมื่อพลาดในเวทีที่ใหญ่ที่สุดและคนทั้งโลกกำลังจ้องมองอยู่

แล้วความเจ็บนี้มันก็ไม่ได้อยู่แค่ที่ตัวเขาคนเดียว มันลามไปถึงเพื่อนร่วมทีม ทีมงานข้างสนาม ไปจนถึงแฟนบอลอีกเป็นล้าน ๆ คนทั่วโลก ทุกคนรู้สึกได้ถึงน้ำหนักของวินาทีนั้น และนั่นแหละที่ทำให้การออกมารับผิดชอบของเขายิ่งมีความหมาย

โอกาสทองที่ใกล้แค่เอื้อม

ในวงการลูกหนังระดับนี้ การที่ใครสักคนจะกล้ายกมือบอกว่า "ใช่ ผมพลาดเอง" มันไม่ใช่เรื่องปกติเลยนะ ยิ่งความผิดพลาดมันเกิดบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ด้วยแล้ว แต่ กาบี เลือกทางที่ยากกว่า เขาเลือกที่จะพูดความจริงกับแฟน ๆ แบบตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม

และที่ทำให้มันเจ็บกว่าเดิมอีกหลายเท่า ก็เพราะนี่คือโอกาสที่อาร์เซน่อลเข้าใกล้แชมป์ยุโรปสมัยแรกในประวัติศาสตร์มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา แค่เดินทางมาถึงรอบชิงก็ยากจะตายอยู่แล้ว แต่ดันมาพลาดเอาตอนโค้งสุดท้ายแบบนี้ มันทิ้งแผลที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะหายดี

เกมที่ลากยาวจนหัวใจจะวาย แล้วจบด้วยความผิดหวัง

นัดชิงคืนนั้นมันสนุกจนลืมหายใจ สองทีมเล่นกันสูสีหายใจรดต้นคอตลอดเกม ไม่มีใครยอมใคร งัดกันจนต้องต่อเวลาพิเศษ แล้วสุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องไปวัดดวงกันที่จุดโทษ ซึ่งเป็นบทจบที่บีบหัวใจที่สุดของฟุตบอลแล้ว

ความหวังของปืนใหญ่ที่หล่นหายไป

อาร์เซน่อลมาถึงจุดนี้ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม พวกเขาอยากเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ อยากได้แชมป์ยุโรปที่หนีหายไปจากมือมาตลอดหลายปี แค่ได้เข้าชิงในรายการที่โคตรยิ่งใหญ่ของวงการสโมสรยุโรปก็ถือว่าน่าภูมิใจมากแล้ว

แต่บางทีในฟุตบอล ยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จเท่าไหร่ พอพลาดแล้วมันยิ่งเจ็บกว่าเดิมเป็นเท่าตัว พอดวลจุดโทษไม่เข้าทาง อาร์เซน่อลก็ต้องปล่อยถ้วยหลุดมือไปอีกครั้ง ทั้งที่มันอยู่แค่เอื้อมจริง ๆ

เปแอสเชผงาดแชมป์สองสมัยซ้อน

ส่วนฝั่ง เปแอสเช ก็ได้ฉลองกันสนุก ทีมจากเมืองหลวงฝรั่งเศสคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 2 ติดต่อกัน ตอกย้ำว่าพวกเขาเก่งจริงและเก่งแบบสม่ำเสมอด้วย การป้องกันแชมป์ได้สำเร็จยิ่งทำให้ชื่อของทีมในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรปแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น

เส้นบาง ๆ ระหว่างฮีโร่กับคนผิด

เรื่องจุดโทษมันก็เป็นแบบนี้แหละ เส้นแบ่งระหว่างฮีโร่กับคนผิดมันบางมาก บางทีต่อให้ซ้อมมาดีแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรการันตีได้เลย เพราะมันไม่ได้วัดกันแค่ฝีเท้า แต่มันวัดกันที่ใจ ที่ความกดดัน และที่ดวงในเสี้ยววินาทีนั้นด้วย คืนนั้นเส้นแบ่งนี้มันดันไปตกอยู่ฝั่งที่อาร์เซน่อลไม่อยากให้เป็น

สารจากใจ "บิ๊ก กาบี" ถึงแฟน ๆ ทุกคน

ท่ามกลางความเศร้าที่ปกคลุมทั้งทีม กาบี เลือกที่จะไม่เงียบ เขาหยิบมือถือขึ้นมาแล้วพิมพ์ข้อความถึงแฟนบอลตรง ๆ ผ่านอินสตาแกรม ด้วยถ้อยคำที่ออกมาจากใจจริง ๆ

ยอมรับว่ามันทำใจยาก

ในข้อความนั้น แนวรับวัย 28 ปียอมรับแบบไม่อ้อมเลยว่า การพลาดจุดโทษครั้งนี้มันทำใจยากจริง ๆ ความเจ็บมันมีอยู่จริงและปฏิเสธไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้สารของเขาน่าประทับใจคือ เขาไม่ได้จมอยู่กับความเศร้าอย่างเดียว เขายังมองเห็นภาพที่ใหญ่กว่านั้น

เขาบอกว่า ถึงจะเสียใจกับผลในนัดชิง แต่ก็ยังมองเห็นคุณค่าของเส้นทางทั้งหมดที่ทีมร่วมกันสร้างมาตลอดทั้งฤดูกาล ความสำเร็จดี ๆ ที่ผ่านมามันไม่ได้หายไปไหนเพราะแพ้แค่เกมเดียว นี่แหละมุมมองของนักเตะที่โตแล้วและเข้าใจฟุตบอลจริง ๆ

ขอบคุณและขอให้สนุกกับพาเหรด

เขาไม่ลืมขอบคุณแฟนบอลที่อยู่เคียงข้างทีมมาตลอด ย้ำถึงแรงสนับสนุนที่แฟน ๆ มอบให้ในทุกย่างก้าว แล้วยังบอกอีกว่าแฟน ๆ สมควรได้ร่วมฉลองกับการเดินทางครั้งนี้ และขอให้สนุกกับขบวนพาเหรดด้วย

ก่อนปิดท้าย เขาทิ้งคำพูดที่ทำให้แฟน ๆ ใจฟูว่า "แล้วพบกันใหม่ฤดูกาลหน้า รักทุกคนนะ บิ๊ก กาบี" มันไม่ใช่แค่คำลา แต่มันคือคำสัญญากลาย ๆ ว่าทีมจะกลับมาสู้ใหม่แน่นอน

ฤดูกาลแห่งประวัติศาสตร์ที่ต้องภูมิใจ

ถึงปลายทางจะจบด้วยความเศร้าในนัดชิง UCL แต่ถ้ามองภาพรวมทั้งปี อาร์เซน่อลทำผลงานได้น่าจดจำสุด ๆ พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครอง ซึ่งมันคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากในลีกที่ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดลีกหนึ่งของโลก

แชมป์ลีกไม่ใช่เรื่องฟลุก

การคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษมันไม่ได้ได้มาง่าย ๆ ต้องอาศัยความสม่ำเสมอตลอดทั้งฤดูกาลที่ยาวเหยียด ผ่านทั้งเกมกดดัน อาการเจ็บของนักเตะ ตารางที่อัดแน่น การยืนหยัดอยู่หัวตารางจนวันสุดท้ายได้คือเครื่องพิสูจน์คุณภาพของทีมชัด ๆ

นี่แหละที่ กาบี เรียกมันว่าฤดูกาลแห่งประวัติศาสตร์ การได้ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกและเข้าชิง UCL ในปีเดียวกัน มันสะท้อนว่าทีมพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดด และกำลังเดินมาถูกทาง

อย่าให้เกมเดียวบดบังทั้งฤดูกาล

ความผิดหวังในยุโรปมันเข้าใจได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้มันมาบังความสำเร็จดี ๆ ที่ทีมทำได้ตลอดทั้งปี การเดินทางที่เต็มไปด้วยชัยชนะและความทรงจำดี ๆ ไม่ควรถูกลดค่าลงเพราะผลของเกมเดียว นี่แหละที่ กาบี พยายามจะบอกกับแฟน ๆ

อาร์เตต้าออกโรงปกป้องลูกทีม

ในฐานะกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า ไม่ปล่อยให้ลูกทีมโดนด่าอยู่คนเดียวแน่นอน เขาออกมาปกป้อง กาบี เต็มที่ พร้อมอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจต่าง ๆ ในเกม

กาบีขออาสายิงเอง

นายใหญ่ชาวสแปนิชเปิดเผยเรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้ นั่นคือ กาเบรียล เป็นคนขออาสายิงจุดโทษคนที่ 5 ด้วยตัวเอง การที่นักเตะคนหนึ่งกล้ารับภาระหนักอึ้งในจังหวะกดดันที่สุดของเกม มันบอกถึงความกล้าและความรับผิดชอบที่น่ายกย่องมาก แทนที่จะหลบ เขาเลือกที่จะก้าวออกมาแบกมันไว้เอง

อาร์เตต้ายืนยันว่า การให้ กาบี ยิงมันมาจากความต้องการของตัวนักเตะเอง และทีมก็ซ้อมเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์แบบนี้มาตลอด แต่ในฟุตบอล ต่อให้เตรียมมาดีแค่ไหน ผลลัพธ์มันก็การันตีไม่ได้

ทำไมมือยิงตัวจริงไม่ได้ยิง

ผู้จัดการทีมยังอธิบายลำดับยิงจุดโทษตามปกติของทีม ซึ่งปกติคนยิงหลักคือ บูกาโย่ ซาก้า, มาร์ติน โอเดอการ์ด และ ไค ฮาแวร์ตซ์ แต่สถานการณ์ในนัดชิงมันต่างออกไป

เขาชี้ว่า พอเกมลากไปถึงต่อเวลาพิเศษและต้องดวลจุดโทษ รายชื่อคนยิงก็เปลี่ยนไป เพราะมือยิงหลักหลายคนถูกเปลี่ยนตัวออก หรือเล่นต่อไม่ไหวหลังเกมยืดยาวถึง 120 นาที สภาพร่างกายและการหมุนเวียนผู้เล่นในเกมที่ยืดเยื้อจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำดับคนยิงเปลี่ยน

ยอมรับตรง ๆ ว่าแม่นยำสู้คู่แข่งไม่ได้

อาร์เตต้ายอมรับแบบลูกผู้ชายว่า ทีมไม่ได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพในการดวลจุดโทษเท่าคู่แข่ง และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้พลาดแชมป์ การยอมรับตรงนี้แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ ที่ไม่หาข้อแก้ตัวหรือโยนผิดให้ใคร

การที่กุนซือออกมาปกป้องลูกทีมแบบนี้สำคัญต่อขวัญกำลังใจของทีมมาก โดยเฉพาะกับ กาบี ที่กำลังแบกความกดดันมหาศาล การยืนยันว่าทุกอย่างมาจากความตั้งใจและการเตรียมตัวร่วมกัน ช่วยลดภาระบนบ่าของนักเตะคนเดียว และย้ำว่าความรับผิดชอบเป็นของทั้งทีม

ก้าวต่อไปของปืนใหญ่

ถึงฤดูกาลนี้จะจบด้วยทั้งสุขทั้งเศร้าปนกัน แต่ที่สำคัญสุดคือทีมจะเอาบทเรียนนี้ไปต่อยอดยังไง ทั้ง กาบี และ อาร์เตต้า ส่งสัญญาณชัดว่าพร้อมกลับมาสู้ใหม่

ความเจ็บวันนี้คือเชื้อเพลิงวันหน้า

ความผิดหวังใน UCL อาจเป็นแผลในวันนี้ แต่มันก็กลายเป็นแรงผลักดันสุดทรงพลังได้เหมือนกัน ทีมที่เคยแพ้ในเวทีสูงสุดมักกลับมาแข็งแกร่งและหิวกระหายกว่าเดิม

คำพูดของ กาบี ที่ว่า "แล้วพบกันใหม่ฤดูกาลหน้า" มันไม่ใช่แค่คำลา แต่คือคำมั่นที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

แฟน ๆ คือพลังสำคัญ

สำหรับแฟนอาร์เซน่อล นี่แหละช่วงเวลาที่ควรอยู่เคียงข้างทีมมากที่สุด การเชียร์ในยามยากคือสิ่งที่มีค่าจริง ๆ ฤดูกาลที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าทีมมีของพอจะแข่งระดับสูงสุดทั้งในและนอกประเทศ เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ยังไม่จบ และบทต่อไปอาจจะสวยงามกว่าที่เคยเป็นมาก็ได้

อาร์เซนอล แชมป์ลีก แต่แพ้รอบชิงยุโรป และคำถามที่รอ

สุดสัปดาห์เดียวที่ให้ทั้งความสุขและความเจ็บปวดในแบบที่ยากจะหาคำอธิบายที่สมบูรณ์แบบ วันอาทิตย์ที่แฟนบอลอาร์เซนอลทั่วลอนดอนเหนือออกมาฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก และวันเสาร์ก่อนหน้านั้นที่ทีมแพ้รอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีกให้กับปารีส แซงต์-แฌร์แม็ง ด้วยการยิงลูกโทษในกรุงบูดาเปสต์

สองเหตุการณ์ในสองวันที่บอกทุกอย่างเกี่ยวกับอาร์เซนอลในยุคของ มิเกล อาร์เตต้า ได้อย่างครบถ้วน นั่นคือพวกเขาคือทีมที่ดีที่สุดในอังกฤษ แต่ยังไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุดในยุโรป และช่องว่างระหว่างสองสิ่งนั้นในรอบชิงชนะเลิศคืนนั้นชัดเจนพอที่จะทำให้ทุกคนต้องหยุดคิดว่าอาร์เซนอลต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อจะก้าวข้ามจุดนั้นได้

ตัวเลขที่บอกทุกอย่างโดยไม่ต้องอธิบาย

ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดจากรอบชิงชนะเลิศไม่ใช่สกอร์ แต่คือสถิติการครองบอลที่ 75-25 เปอร์เซ็นต์ในทางที่เสียเปรียบ

ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีกระหว่างสองทีมที่ถูกมองว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในยุโรป การที่ฝ่ายหนึ่งครองบอลได้แค่ 25 เปอร์เซ็นต์ตลอด 120 นาทีนั้นน่าแปลกใจอย่างมาก และนอกจากสถิติการครองบอลที่น่าตกใจแล้ว อาร์เซนอลยังยิงใส่กรอบประตูของ PSG ได้แค่ครั้งเดียวตลอด 120 นาทีทั้งเกมปกติและต่อเวลาพิเศษ นั่นคือประตูของ ไค ฮาเวิร์ตซ์ ในช่วงต้นเกม

เสียงจากฝั่ง PSG ที่เจ็บปวดที่สุด

Stick or twist for Arteta

หลังจากเกมจบลง กองกลางของ PSG อย่าง ฌูเอา เนเวส ออกมาพูดในแบบที่อาจฟังดูไม่ค่อยให้เกียรติ แต่ก็ตรงกับสิ่งที่หลายคนเห็นในสนาม เมื่อเขาบอกว่าทีมของ ลุยส์ เอนริเก "เป็นทีมเดียวที่ต้องการเล่นฟุตบอล"

คำพูดนั้นฟังดูดูแคลน แต่ถ้ามองด้วยความเป็นกลางและเปรียบเทียบกับสถิติที่ออกมา มันก็ไม่ได้ผิดจากความจริงมากนัก เพราะทีมที่ครองบอลได้ 75 เปอร์เซ็นต์และสร้างโอกาสได้มากกว่าอย่างชัดเจนตลอด 120 นาที ย่อมมีสิทธิ์บอกว่าพวกเขาต้องการเล่นและทำได้มากกว่า

อาร์เตต้าและคำสารภาพที่น่าสนใจ

สิ่งที่ มิเกล อาร์เตต้า พูดหลังเกมนั้นน่าสนใจมากในหลายแง่มุม เพราะเขาไม่ได้แค่ยอมรับว่า PSG เล่นได้ดีกว่า แต่เขายังพูดถึงสิ่งที่ PSG ทำได้ในแบบที่ฟังดูเหมือนเขากำลังบอกทิศทางที่อาร์เซนอลอาจต้องการเดินไปในอนาคต

"สิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้กับลูกบอล ด้วยการกระทำส่วนตัว ผมไม่เคยเห็นแบบนั้นมาก่อน" อาร์เตต้ากล่าว และยังเสริมว่า "มันไม่ใช่แผนที่จะเล่นในพื้นที่บางส่วนเมื่อไม่มีบอล แต่พวกเขาบังคับให้เราทำแบบนั้น"

สูตรที่ชนะในอังกฤษกับสูตรที่ชนะในยุโรป

คำถามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับอาร์เซนอลในตอนนี้คือว่าสูตรที่พาพวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกนั้นเพียงพอสำหรับการคว้าแชมป์ยุโรปหรือไม่

ในพรีเมียร์ลีก อาร์เซนอลใช้สไตล์การกดดันสูง การเปลี่ยนบอลอย่างรวดเร็ว และการป้องกันที่มั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทีมส่วนใหญ่ในลีกไม่ได้มีทักษะในการเล่นบอลสั้นและการสร้างเกมจากด้านหลังที่ดีพอที่จะทำให้อาร์เซนอลอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ในแง่ของการครองบอล

สิ่งที่อาร์เซนอลต้องทำเพื่อก้าวข้ามขั้นถัดไป

ถ้าอาร์เซนอลต้องการไม่แค่แข่งขันในรอบชิงชนะเลิศยุโรป แต่ต้องการชนะมัน มีสิ่งที่หลายคนในวงการมองว่าต้องพัฒนาในฤดูกาลหน้า

ประเด็นแรกคือคุณภาพของการสร้างเกม เพราะการจะครองบอลได้มากขึ้นในระดับยุโรปไม่ใช่แค่เรื่องของแทคติก แต่เป็นเรื่องของคุณภาพของผู้เล่นในการรับและส่งบอลในพื้นที่แคบภายใต้แรงกดดันสูง ซึ่งต้องการทักษะส่วนตัวในระดับที่สูงกว่าที่มีอยู่ในทีมตอนนี้

อาร์เซน่อล 1-0 เบิร์นลี่ย์ ฮาแวร์ตซ์ซัดประตูทอง

ค่ำคืนที่แฟนบอลปืนใหญ่ทั่วโลกรอคอยมานานหลายปีในที่สุดก็ใกล้เข้ามาทุกที หลัง อาร์เซน่อล เปิดบ้านสนามเอมิเรตส์ สเตเดียม เก็บชัยชนะนัดสำคัญเหนือ เบิร์นลี่ย์ ทีมที่ตกชั้นไปเรียบร้อยแล้ว ไปได้แบบเฉียดฉิว 1-0 จากประตูชัยลูกเดียวของเจ้าหนูเยอรมันร่างยักษ์ ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่กระโดดโขกตุงตาข่ายในจังหวะลูกตั้งเตะช่วงปลายครึ่งแรก

ผลการแข่งขันครั้งนี้ทำให้ทีมจ่าฝูงทะยานขึ้นไปมีคะแนนรวม 82 คะแนน ทิ้งห่างคู่ปรับตลอดกาลอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกไปแบบสบายๆ ถึง 5 คะแนน โดยที่ทีมเรือใบสีฟ้ายังมีคิวแข่งในวันถัดไป ซึ่งหมายความว่าต่อให้ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เก็บชัยชนะมาได้ ก็ยังตามหลังอยู่ดี และต้องลุ้นให้อาร์เซน่อลพลาดท่าในเกมนัดสุดท้ายเท่านั้น

เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดรองสุดท้ายของฤดูกาล 2025-26 เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นวันที่แฟนบอลพลพรรคไอ้ปืนรอคอยมาแสนนาน เพราะหากปืนใหญ่สามารถปิดดีลในนัดสุดท้ายที่ต้องบุกไปเยือน คริสตัล พาเลซ ในวันอาทิตย์ที่กำลังจะมาถึงนี้ พวกเขาก็จะได้สัมผัสถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดของเกาะอังกฤษเป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่ยุค "ไร้พ่าย" ของเซอร์อาร์แซน เวนเกอร์ ในฤดูกาล 2003-04 ที่กลายเป็นตำนานไปแล้ว

บรรยากาศรอบสนามเอมิเรตส์ก่อนเกมเริ่มเต็มไปด้วยความตื่นเต้นปนกังวล แฟนๆ ขนทั้งธงทั้งผ้าผืนใหญ่มาประดับอัฒจันทร์ พร้อมเสียงตะโกนเชียร์ที่ดังกระหึ่มตั้งแต่ก่อนผู้เล่นเดินลงสนาม เพราะทุกคนรู้ดีว่าเกมนี้คือก้าวสำคัญที่จะกำหนดชะตากรรมของทีมรักในซีซั่นนี้ และที่สำคัญคือเป็นเกมเหย้านัดสุดท้ายของฤดูกาล ที่แฟนบอลจะได้เห็นทีมรักของพวกเขาลงเล่นต่อหน้าแฟนคลับเจ้าถิ่นในซีซั่นนี้

อาร์เตต้าจัดทัพเกมบุกเต็มสูบ ส่งฮาแวร์ตซ์ยืนหน้าเป้าพักโยเคอเรสนั่งสำรอง

Arteta fielded a full attacking lineup starting Havertz as the lone striker while resting Jokeres on the bench

มิเกล อาร์เตต้า กุนซือชาวสเปนรู้ดีว่าเกมนี้ไม่มีคำว่าผิดพลาดได้แม้แต่นาทีเดียว และเขาก็ตัดสินใจจัดทัพที่ค่อนข้างน่าสนใจ ด้วยการเลือกใช้แผนการเล่นที่เน้นความคล่องตัวและพลังการรุกเป็นหลัก โดยส่งทั้ง มาร์ติน โอเดอการ์ด กัปตันทีมเลือดนอร์เวย์ และ เอเบเรชี่ เอเซ่ มิดฟิลด์ดาวรุ่งเลือดอังกฤษ ลงเล่นพร้อมกันในตำแหน่งกองกลางสร้างสรรค์เกม

การจับคู่กลางสนามแบบนี้เป็นความพยายามของอาร์เตต้าที่ต้องการให้ทีมมีตัวเลือกในการเปิดเกมรุกหลายทาง เพราะทั้งโอเดอการ์ดและเอเซ่ต่างก็มีความสามารถในการสอดแทรกขึ้นมายิงประตูได้ พร้อมกับมีสายตาในการจ่ายบอลผ่านช่องที่แม่นยำ ที่ปีกสองข้างก็ยกระดับความหวานของทีมขึ้นไปอีก ด้วยการส่ง บูคาโย่ ซาก้า ลงเล่นในตำแหน่งปีกขวาตามปกติ ส่วนด้านซ้ายอาร์เตต้าเลือก เลอันโดร ทรอสซาร์ แข้งทีมชาติเบลเยี่ยมที่ฟอร์มกำลังร้อนแรงในช่วงปลายซีซั่น

ที่น่าสนใจที่สุดของการจัดทัพในเกมนี้คือตำแหน่งหน้าเป้า ที่อาร์เตต้าเลือกใช้ ไค ฮาแวร์ตซ์ ยืนเป็นเป้าหลัก โดยตัดสินใจให้ วิคตอร์ โยเคอเรส กองหน้าตัวจบสกอร์เลือดสวีเดนที่ทีมจ่ายเงินก้อนโตคว้าตัวมาในซัมเมอร์ปีที่แล้ว นั่งเป็นตัวสำรองข้างสนาม ซึ่งการตัดสินใจนี้ก็มีเหตุผลของมัน เพราะฮาแวร์ตซ์มีความสามารถในการเชื่อมเกมและถอยลงมาเล่นในแดนกลางได้ดี ทำให้ทีมมีความคล่องตัวมากกว่าเดิม

ส่วนทางด้านทีมเยือนอย่างเบิร์นลี่ย์ที่ตกชั้นไปแล้ว แม้จะไม่มีอะไรให้เล่นในเชิงผลลัพธ์ของทีมเอง แต่ก็ยังคงต้องการรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของทีม ผู้จัดการทีมยังคงฝากความหวังไว้ที่นักเตะดาวรุ่งของทีมอย่าง เจดอน แอนโธนี่ ปีกอังกฤษ และ เซียน เฟลมมิ่ง กองหน้าตัวเล็กที่ยิงประตูได้ในช่วงสั้นๆ ของฤดูกาลนี้ โดยตั้งใจจะตั้งรับให้แน่นและรอจังหวะสวนกลับเป็นหลัก ไม่หวังผลในเรื่องเก็บแต้มมากนัก เพราะรู้ตัวดีว่าศักยภาพของทีมไม่สามารถสู้กับจ่าฝูงในเกมเปิดบ้านได้

ครึ่งแรกปืนใหญ่บุกกระหน่ำ โอกาสมากมายแต่ยิงไม่ลง

นกหวีดเปิดเกมยังไม่ทันดังออกได้กี่อึดใจ อาร์เซน่อลก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเกมนี้พวกเขาจะไม่รอช้าและจะเดินหน้าบุกใส่ทันที โดยช่วง 10 นาทีแรกของเกมปืนใหญ่ครองบอลได้เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับการเข้าทำที่หนักหน่วงไม่ยอมให้เบิร์นลี่ย์ได้ตั้งหลักเลย แฟนๆ ในสนามต่างก็ตะโกนเชียร์อย่างกระหึ่มทุกครั้งที่ทีมรักของพวกเขาได้เข้าใกล้กรอบเขตโทษคู่แข่ง

โอกาสแรกที่ดูดีของเจ้าบ้านมาถึงในนาทีที่ 13 หลังจากที่อาร์เซน่อลได้ลูกเตะมุมก่อน และทีมก็เล่นแบบสั้นๆ ไม่ได้เปิดบอลโด่งเข้าหน้าประตูตามปกติ จนสุดท้ายบอลก็มาถึงเท้าของ ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่ได้พื้นที่หน้าเสาแรก เจ้าตัวก็ไม่รอช้าจัดการซัดทันที แต่บอลกลับพุ่งหลุดออกไปนอกกรอบประตูอย่างน่าเสียดาย ทำให้แฟนเจ้าถิ่นต้องส่งเสียงครางเบาๆ ด้วยความผิดหวัง

ความผิดหวังของแฟนปืนใหญ่ยังไม่ทันจางหายไป เพียงสองนาทีต่อมาในนาทีที่ 15 พวกเขาก็เกือบได้ดีใจกันแล้ว เมื่อ เลอันโดร ทรอสซาร์ ปีกซ้ายของทีมได้โอกาสทองในการเปิดสกอร์ หลังบอลหลุดมาให้เจ้าตัวที่นอกกรอบเขตโทษ ทรอสซาร์ก็ไม่รีรอจัดการซัดเต็มข้อแบบไม่ยั้ง บอลพุ่งโค้งสวยงามไปทางเสาไกล แต่กลับชนกรอบประตูออกไปอย่างน่าเจ็บใจ เสียงสบถจากปากแฟนบอลทั่วทั้งสนามดังกระหึ่มในจังหวะนั้น

ในนาทีที่ 29 ปืนใหญ่ก็ได้โอกาสเฉียดใกล้ประตูอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นพระเอกประจำทีมอย่าง บูคาโย่ ซาก้า ที่ใช้ความเร็วและทักษะส่วนตัวพาบอลเลี้ยงผ่านกองหลังของเบิร์นลี่ย์ไปได้ถึงสองคน ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจเปิดบอลโค้งหวังจะให้เพื่อนในกรอบเขตโทษโผเข้าโขก แต่บอลกลับโค้งหนีมือของ แม็กซ์ ไวส์ ผู้รักษาประตูเบิร์นลี่ย์ ไปเช็ดคานออกไปอย่างหวุดหวิด เกือบจะเข้าประตูไปเองโดยอัตโนมัติ

จังหวะอันตรายอีกครั้งของเจ้าบ้านมาในนาทีที่ 33 หลัง ไค ฮาแวร์ตซ์ ได้บอลแล้วเปิดเลียดต่ำมาให้ บูคาโย่ ซาก้า ที่อยู่ในจังหวะดี เจ้าตัวพยายามจะใช้เท้าซ้ายที่ไม่ถนัดยิงทันที แต่กลับล้มลงไปกับพื้น นักเตะปืนใหญ่หลายคนวิ่งเข้าไปประท้วงผู้ตัดสินอย่างหนัก โดยอ้างว่า ลูกัส ปิเรส กองหลังของเบิร์นลี่ย์ได้ไปย่ำใส่เท้าของซาก้าก่อนที่เขาจะยิง ผู้ตัดสินก็ดูเหมือนจะลังเลและขอใช้เวลาเช็ก VAR แต่หลังจากดูเทปอย่างละเอียดแล้วก็ตัดสินใจยืนยันคำตัดสินเดิม ไม่ให้จุดโทษและให้เกมเดินหน้าต่อไป ทำให้แฟนปืนใหญ่ส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง

ประตูชัยจากลูกตั้งเตะ ฮาแวร์ตซ์โขกตุงตาข่ายปลดล็อกเกม

แม้จะมีโอกาสมากมายแต่ยังหาประตูไม่ได้ ก็ทำให้แฟนบอลปืนใหญ่เริ่มกังวลใจกันแล้วว่าครึ่งแรกอาจจะจบลงด้วยสกอร์ 0-0 และยิ่งเกมยืดเยื้อไปนาน เบิร์นลี่ย์ก็จะยิ่งมีโอกาสตีสนิทกับเกมและสร้างปัญหาให้ได้ แต่ในที่สุดในนาทีที่ 37 ของเกม แฟนเจ้าถิ่นในเอมิเรตส์ก็ได้ระเบิดเสียงเฮกันลั่นทั้งสนาม เมื่อปืนใหญ่สามารถปลดล็อกประตูได้สำเร็จ

จังหวะเกิดประตูเริ่มจากการที่อาร์เซน่อลได้ลูกเตะมุมจากทางด้านขวาของสนาม ผู้ที่ขึ้นมาเตะคือ บูคาโย่ ซาก้า ตามปกติ เจ้าตัวจัดการเปิดบอลโค้งสวยงามเข้ามาในกรอบเขตโทษ บอลลอยมาในจังหวะและพื้นที่ที่เหมาะสมพอดี และ ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่ได้พื้นที่ในกรอบเขตโทษก็ใช้ส่วนสูงและจังหวะกระโดดที่ยอดเยี่ยมขึ้นโขกบอลด้วยพลังเต็มหัว บอลพุ่งทะลุผ่านมือของแม็กซ์ ไวส์ ที่กางมือยืดเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถปัดออกได้ทันเข้าไปตุงตาข่ายอย่างสวยงาม

เสียงเฮของแฟนบอลในสนามดังกระหึ่มเหมือนเสียงฟ้าผ่า ฮาแวร์ตซ์วิ่งไปฉลองประตูที่มุมสนามด้านธงคอร์เนอร์ พร้อมกับเพื่อนร่วมทีมที่วิ่งเข้ามารุมกอดและตบหลังด้วยความดีใจสุดขีด นี่เป็นประตูที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับฮาแวร์ตซ์ ที่ผ่านช่วงเวลายากลำบากในซีซั่นนี้จากอาการบาดเจ็บ และเพิ่งกลับมาฟิตเต็มร้อยได้ไม่นาน การยิงประตูในเกมสำคัญแบบนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่าเจ้าตัวยังคงเป็นนักเตะที่อาร์เตต้าวางใจในจังหวะคับขัน

หลังจากได้ประตูนำ อาร์เซน่อลก็ดูผ่อนคลายขึ้นมาก แต่ก็ยังคงเดินหน้าหาประตูที่สองต่อ ในช่วงท้ายครึ่งแรก ทีมเจ้าบ้านยังคงสร้างโอกาสได้อย่างต่อเนื่อง แต่ผู้รักษาประตูของเบิร์นลี่ย์ก็โชว์ฟอร์มเซฟลูกได้หลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดครึ่งแรก โดยที่อาร์เซน่อลออกนำอยู่ 1-0 จากประตูชัยของฮาแวร์ตซ์

ครึ่งหลังเดือดระอุ ฮาแวร์ตซ์รอดใบแดงหวุดหวิดจากการตรวจสอบ VAR

เริ่มครึ่งหลังขึ้นมา ทั้งสองทีมก็ยังคงเล่นในรูปแบบเดิม โดยอาร์เซน่อลยังคงเป็นฝ่ายครองบอลและกดดันเป็นหลัก ในขณะที่เบิร์นลี่ย์ก็พยายามจะรักษารูปทรงและรอจังหวะสวนกลับ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของครึ่งหลังเกิดขึ้นในนาทีที่ 66 ของเกม เมื่อ ไค ฮาแวร์ตซ์ พระเอกของเกมตกอยู่ในจุดที่อาจจะกลายเป็นจำเลยได้

จังหวะนั้น ฮาแวร์ตซ์พยายามจะแย่งบอลจาก เลสลี่ย์ อูโกชุควู มิดฟิลด์ของเบิร์นลี่ย์ในกลางสนาม โดยใช้การสไลด์เข้าไปเสียบจังหวะที่ดูค่อนข้างรุนแรง เท้าของฮาแวร์ตซ์ปะทะกับขาของอูโกชุควูจนคู่แข่งล้มลงไปร้องเจ็บ ผู้ตัดสินสนามชักใบเหลืองให้ฮาแวร์ตซ์ทันที แต่ห้องวาร์ก็ขอตรวจสอบเพิ่มเติมว่าจังหวะนั้นควรจะเป็นใบแดงหรือไม่

ทั้งสนามเงียบกริบในช่วงที่ผู้ตัดสินวิ่งไปดูจอข้างสนาม แฟนบอลปืนใหญ่หลายคนถึงกับเอามือกุมหัวด้วยความกังวล เพราะหากฮาแวร์ตซ์โดนใบแดงและถูกไล่ออก ทีมจะต้องเล่นกันด้วย 10 คนในช่วงเวลาสำคัญของเกม และที่แย่กว่านั้นคือเจ้าตัวจะต้องถูกแบนพลาดเกมนัดสุดท้ายที่ต้องบุกไปเยือนคริสตัล พาเลซ ซึ่งจะเป็นการเสียกำลังสำคัญในเกมที่อาจจะกำหนดแชมป์

หลังจากดูเทปอย่างละเอียดแล้ว ผู้ตัดสินก็ตัดสินใจว่าจังหวะนั้นไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะตัดสินว่ารุนแรงเกินเหตุ และยืนยันคำตัดสินเดิมที่ให้เป็นแค่ใบเหลืองเท่านั้น เสียงเฮของแฟนปืนใหญ่ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่ฮาแวร์ตซ์ก็โล่งใจไปด้วย เพราะถ้าโดนใบแดงในเกมนี้คงจะกลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้แฟนบอลกุมขมับกันทั้งสัปดาห์

หลังจากเหตุการณ์นั้น ในนาทีที่ 73 มิเกล อาร์เตต้า ก็ตัดสินใจปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นถึงสามคนพร้อมกัน เพื่อรักษาสภาพร่างกายของนักเตะหลักสำหรับเกมนัดสุดท้ายที่กำลังจะมาถึง โดยส่งทั้ง วิคตอร์ โยเคอเรส กองหน้าเลือดสวีเดน, ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี่ แบ็คซ้ายดาวรุ่งของทีม และ ปิเอโร่ อินคาปิเอ้ เซ็นเตอร์แบ็คเอกวาดอร์ ลงไปเล่นแทน ไค ฮาแวร์ตซ์, เอเบเรชี่ เอเซ่ และ ริคคาร์โด คาลาฟิออรี่

การเปลี่ยนตัวครั้งนี้สะท้อนความคิดของอาร์เตต้าได้ดีว่าเขาคิดถึงทั้งเกมนี้และเกมต่อไป โดยการเอาฮาแวร์ตซ์ที่ติดใบเหลืองออกก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าตัวโดนใบเหลืองใบที่สองจนต้องโดนแบนพลาดเกมนัดสุดท้าย ส่วนเอเซ่และคาลาฟิออรี่ก็ถูกถอนออกเพื่อพักร่างกาย เพราะทั้งสองคนเป็นกำลังหลักที่ต้องลงเล่นในเกมหน้าด้วย

บทวิเคราะห์เกม ปืนใหญ่ครอบครองเกมเบ็ดเสร็จไม่ปล่อยให้คู่แข่งได้เกิด

หากจะวิเคราะห์เกมนี้ในภาพรวม ต้องบอกว่าอาร์เซน่อลครอบครองเกมได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ปล่อยให้เบิร์นลี่ย์ได้เกิดเลยตลอดทั้ง 90 นาที สถิติของเกมแสดงให้เห็นว่าปืนใหญ่ครองบอลถึงประมาณ 72 เปอร์เซ็นต์ ยิงเข้ากรอบมากกว่าคู่แข่งหลายเท่า และได้ลูกเตะมุมรวมถึงฟรีคิกในจุดอันตรายมากมาย

ความสำเร็จของอาร์เซน่อลในเกมนี้มาจากหลายปัจจัย ประการแรกคือการครองพื้นที่กลางสนามที่ทำได้ดีมาก โอเดอการ์ดและเอเซ่ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว สลับสับเปลี่ยนกันถอยลงมารับบอลและสอดแทรกขึ้นไปสร้างเกมรุก ทำให้แดนกลางของเบิร์นลี่ย์ต้องวิ่งตามตลอดเวลา ในขณะที่ เดแคลน ไรซ์ ที่ลงเล่นในตำแหน่งกลางต่ำก็ทำหน้าที่ตัดเกมและจ่ายบอลออกไปได้อย่างยอดเยี่ยม

ประการที่สองคือพลังการเล่นจากริมเส้นทั้งสองข้าง ซาก้าและทรอสซาร์ต่างก็เป็นปีกที่อันตรายไม่แพ้กัน บีบให้กองหลังของเบิร์นลี่ย์ต้องคอยระวังทั้งสองข้างพร้อมกัน นอกจากนี้แบ็คทั้งสองข้างอย่างทิมเบอร์และคาลาฟิออรี่ก็เติมเกมขึ้นไปช่วยอย่างต่อเนื่อง สร้างความได้เปรียบในเรื่องของจำนวนผู้เล่นในแดนหน้า

ประการที่สามคือบทบาทของฮาแวร์ตซ์ในตำแหน่งหน้าเป้า แม้เจ้าตัวจะไม่ใช่กองหน้าตัวจบสกอร์โดยสายเลือดอย่างโยเคอเรส แต่ความสามารถในการเชื่อมเกมและการเคลื่อนที่ที่ดี รวมถึงความสูงที่ใช้ในการเล่นลูกกลางอากาศได้เก่ง ก็ทำให้เกมรุกของทีมมีความหลากหลายมากขึ้น ประตูที่ยิงได้จากลูกตั้งเตะก็เป็นบทพิสูจน์ว่าอาร์เตต้าเลือกถูกแล้วที่ใช้เจ้าตัวในเกมนี้

ในด้านของแนวรับ คู่หูซาลีบาและกาเบรียลก็ยังคงทำงานได้ดีต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้กองหน้าของเบิร์นลี่ย์ได้โอกาสยิงเข้ากรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่อันตรายจริงๆ ด้วยการอ่านเกมล่วงหน้าและการเข้าไปสกัดที่ทันเวลาตลอด ทำให้ผู้รักษาประตู เดวิด รายา แทบจะไม่ต้องโชว์ฟอร์มเซฟลูกหนักๆ เลย เป็นการคลีนชีตที่ง่ายดายสำหรับเจ้าตัว

ตารางคะแนนสุดมัน ทิ้งเรือใบสีฟ้า 5 แต้มก่อนแข่งนัดสุดท้าย

ชัยชนะในเกมนี้ทำให้สถานการณ์บนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษกลายเป็นที่ชี้ชะตาแล้ว อาร์เซน่อลขยับขึ้นไปมีคะแนนรวม 82 คะแนน จากการลงเล่น 37 นัด ในขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่อยู่ในอันดับสองยังคงมีคะแนนอยู่ที่ 77 คะแนน โดยที่ทีมเรือใบสีฟ้ายังเหลือเกมแข่งในวันถัดไป

หากแมนฯ ซิตี้สามารถเก็บชัยชนะในเกมรองสุดท้ายของพวกเขาได้ คะแนนก็จะขยับขึ้นไปเป็น 80 คะแนน แต่ก็ยังตามหลังอาร์เซน่อลอยู่ 2 คะแนนก่อนเกมนัดสุดท้าย ซึ่งหมายความว่าในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล อาร์เซน่อลแค่เก็บแต้มได้ก็จะได้แชมป์ทันที โดยไม่ต้องสนใจผลของแมนฯ ซิตี้เลย เพราะแม้ทีมของเป๊ปจะเก็บชัยชนะในเกมสุดท้ายได้ ก็ยังตามหลังอยู่

สถานการณ์แบบนี้ทำให้แฟนบอลปืนใหญ่ต่างพากันยิ้มออก เพราะหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาต้องเผชิญกับความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ในซีซั่นก่อนหน้านี้ทีมจบในอันดับสองถึงสามฤดูกาลติดต่อกัน ตามหลังแมนฯ ซิตี้ที่ครองแชมป์มาตลอด โดยเฉพาะซีซั่น 2022-23 ที่อาร์เซน่อลขึ้นนำในตารางคะแนนได้นานหลายเดือนก่อนจะถูกแซงในช่วงท้ายฤดูกาล

อาร์เตต้าผู้จัดการทีมเคยพูดเอาไว้หลายครั้งว่าทีมของเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดในซีซั่นที่ผ่านมา และในซีซั่นนี้พวกเขาจะไม่ยอมพลาดอีก คำพูดของเจ้าตัวกำลังจะกลายเป็นความจริงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ หากปืนใหญ่สามารถผ่านเกมนัดสุดท้ายไปได้ และคว้าแชมป์ที่รอคอยมานานถึง 22 ปี

นอกจากการลุ้นแชมป์แล้ว ผลการแข่งขันในเกมนี้ก็ทำให้อาร์เซน่อลการันตีตำแหน่งที่อย่างน้อยที่สุดอันดับสองของตารางอย่างแน่นอน ซึ่งหมายความว่าทีมจะได้สิทธิ์ลงเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าโดยอัตโนมัติ และจะอยู่ในโถวาง 1 ของการจับสลากแบ่งสาย ทำให้การวางแผนรับมือกับซีซั่นหน้าทำได้ง่ายขึ้น

เส้นทางสู่แชมป์พรีเมียร์ลีกหลังรอคอย 22 ปี ความฝันที่ใกล้เป็นจริง

หากย้อนกลับไปดูเส้นทางของอาร์เซน่อลในฤดูกาลนี้ ต้องบอกว่าพวกเขาผ่านอะไรมาเยอะมาก ตั้งแต่ช่วงต้นซีซั่นที่ต้องเผชิญกับปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นหลักหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ซาก้า, มาร์ติเนลลี่ หรือแม้แต่ ฮาเวียร์ ทิเอเซ่ ที่หายไปนานเดือน แต่ทีมก็ยังคงเดินหน้าไปได้และเก็บแต้มอย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนสำคัญของซีซั่นเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ เมื่อทีมเก็บชัยชนะติดต่อกันถึง 8 นัด ในช่วงนั้นทีมเล่นด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมและสามารถขยับขึ้นไปครองอันดับหนึ่งของตารางได้ ก่อนที่จะไม่ยอมเสียตำแหน่งไปอีกเลยจนถึงปัจจุบัน การคว้าผู้เล่นเข้ามาเสริมในตลาดซื้อขายซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทั้งโยเคอเรส, มิคเคล แมร์ฮาน และ มาร์ติน ซูบิเมนดี่ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะทุกคนต่างก็เข้ามาสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับทีมได้อย่างชัดเจน

การที่อาร์เซน่อลไม่ได้แชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 2004 นั้น สำหรับสโมสรระดับนี้ถือเป็นเรื่องที่ยาวนานเกินไป ในช่วงเวลา 22 ปีที่ผ่านมา แฟนบอลปืนใหญ่ต้องเผชิญกับยุคการเปลี่ยนแปลงของสโมสรหลายครั้ง ตั้งแต่ยุคการเปลี่ยนผ่านหลังจากเซอร์อาร์แซน เวนเกอร์ลาออก, ยุคของ อูไน เอเมรี่ ที่อยู่ได้ไม่นาน, ก่อนที่อาร์เตต้าจะเข้ามารับงานในช่วงปลายปี 2019 และค่อยๆ สร้างทีมจากศูนย์ขึ้นมาทีละขั้นทีละตอน

ความสำเร็จที่ใกล้จะมาถึงนี้จึงเป็นผลของการทำงานหนักมาหลายปี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือความโชคดี อาร์เตต้าพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือผู้จัดการทีมระดับท็อปที่สามารถปั้นทีมและคว้าแชมป์ใหญ่ได้ ในขณะที่ผู้บริหารของสโมสรก็ทำหน้าที่ของพวกเขาได้ดีในการให้การสนับสนุนทางการเงินและการคว้าตัวผู้เล่นที่เหมาะสมเข้ามาเสริมทีมอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายในนัดสุดท้ายที่คริสตัล พาเลซ และบทสรุปก่อนวันสำคัญ

แม้สถานการณ์จะดูเหมือนชี้ขาดในมือของอาร์เซน่อลแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายดายแบบเดินตัวเปล่าไปรับแชมป์ เพราะเกมนัดสุดท้ายที่พวกเขาต้องบุกไปเยือน คริสตัล พาเลซ ที่เซลเฮิร์ส พาร์ค ก็ไม่ใช่เกมที่จะมองข้ามได้เลย ทีมของโอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ในซีซั่นนี้แม้จะไม่ได้ลุ้นอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็ยังคงเป็นทีมที่อันตรายโดยเฉพาะเมื่อเล่นในบ้าน

คริสตัล พาเลซ มีนักเตะคุณภาพอยู่หลายราย โดยเฉพาะ เอเบเรชี่ เอเซ่ ที่กลายเป็นนักเตะของอาร์เซน่อลไปแล้ว แต่ทีมก็ยังมี ฌอง-ฟิลิปป์ มาเตต้า กองหน้าฝรั่งเศสที่ฟอร์มร้อนแรงตลอดทั้งซีซั่น และดาวรุ่งอย่าง อดัม วาร์ตัน ในตำแหน่งกลางสนาม การไปเล่นที่เซลเฮิร์ส พาร์ค ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะแฟนบอลของพาเลซขึ้นชื่อเรื่องการเชียร์ที่ดุเดือดและกดดันคู่แข่งอย่างหนัก

อาร์เตต้าน่าจะต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบในการจัดทัพสำหรับเกมนัดสุดท้ายนี้ ว่าจะเลือกส่งทีมชุดใหญ่ลงเล่นเต็มชุดเพื่อปิดเกมแบบมั่นใจ หรือจะเลือกหมุนเวียนผู้เล่นเพื่อพักร่างกายของหลักหลังเพื่อเตรียมตัวสำหรับฤดูกาลหน้า ซึ่งความเป็นไปได้สูงคือเจ้าตัวจะส่งทีมชุดดีที่สุดลงไปเพื่อปิดดีลให้เร็วที่สุด เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในฟุตบอล

นักเตะที่จะต้องระวังเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้น ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่ติดใบเหลืองในเกมนี้ หากโดนใบเหลืองในเกมนัดสุดท้ายอีกใบก็จะต้องโดนแบนในเกมเปิดฤดูกาลหน้า ซึ่งอาจจะส่งผลต่อแผนการเตรียมทีมในซีซั่นถัดไปได้ แต่ในเชิงของผลลัพธ์ของฤดูกาลนี้ ฮาแวร์ตซ์ยังคงสามารถลงเล่นได้ปกติ

ในช่วงท้ายของการเตรียมความพร้อม คาดว่าทีมจะมีการเก็บตัวกันที่ศูนย์ฝึกของสโมสรเพื่อโฟกัสกับเกมสำคัญนี้อย่างเต็มที่ แฟนบอลทั่วโลกต่างก็รอคอยวันอาทิตย์นี้ด้วยใจระทึก เพราะหากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหวัง เสียงเฮของแฟนบอลปืนใหญ่จะดังกระหึ่มไปทั่วโลก และน้ำตาแห่งความสุขจะไหลรินบนแก้มของทั้งนักเตะ ผู้จัดการทีม และแฟนบอลที่รอคอยช่วงเวลาแห่งความสำเร็จนี้มาแสนนาน

22 ปีของการรอคอย กับการลงทุนทั้งแรงกายแรงใจของทุกคนที่เกี่ยวข้อง กำลังจะได้รับการตอบแทนในที่สุด ปืนใหญ่อาจจะกลับมาทวงคืนตำแหน่งจ้าวบอลลีกสูงสุดของอังกฤษได้อีกครั้งหนึ่งในวันอาทิตย์ที่กำลังจะมาถึงนี้ และแฟนบอลทุกคนต่างก็พร้อมที่จะร่วมเฉลิมฉลองช่วงเวลาประวัติศาสตร์ครั้งนี้ไปด้วยกัน

โดกู โชว์ทั้งเลี้ยงทั้งยิงช่วย เรือ ไล่ล่าแชมป์ พรีเมียร์ลีก

เจเรมี โดกู (Jeremy Doku) เคยพูดไว้เมื่อเดือนก่อนว่า หากเขาต้องการถูกยกไปอยู่ในบทสนทนาของปีกระดับโลก เขาจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนประตูให้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง หรือสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนที่เปลี่ยนจังหวะสำคัญให้กลายเป็นชัยชนะได้ด้วยตัวเองโดยในเวลานี้ผลงานล่าสุดของปีกทีมชาติ เบลเยียม คนนี้ กำลังกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่หลุดจากเส้นทางลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะฟอร์มโดดเด่นในเกมที่ทีมเปิดบ้านเอาชนะ เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) 3-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในเกมดังกล่าว โดกู เป็นคนยิงประตูขึ้นนำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังจากใช้ความเร็วและความคล่องตัวตัดจากริมเส้นเข้ากลาง ก่อนปั่นบอลด้วยความมั่นใจเข้าไปอย่างสวยงาม ซึ่งลูกนี้ก็คล้ายกับที่เขายิงได้ในเกมที่พบกับ เอฟเวอร์ตัน ที่จบลงด้วยผลเสมอไป 3-3 และทำให้สถานการณ์การลุ้นแชมป์ของทีมนั้นลำบากอยู่ในเวลานี้ ก่อนหน้านี้เขา โดกู ก็ยิงประตู เซาแธมป์ตันในลักษณะ เดียวกันเป็นประตู ที่ช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เมื่อมองภาพรวม 6 นัดหลังสุด โดกู มีส่วนร่วมกับประตูถึง 7 ครั้ง แบ่งเป็น 5 ประตู และ 2 แอสซิสต์ ซึ่งเท่ากับผลงานรวมที่เขาทำได้ตลอด 24 นัดก่อนหน้านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า เขากำลังพัฒนาจากผู้เล่นสายสร้างสีสัน ไปเป็นผู้เล่นที่ตัดสินผลการแข่งขันได้จริง

เป๊ป ยก โดกูพัฒนาโหดช่วย เรือใบยังอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์ต่อไป

โดกูยิงช่วยเรือใบ 3-0

เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวถึงพัฒนาการของลูกทีมว่า หากนักเตะต้องการเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น เขาต้องสามารถชนะเกมได้ด้วยตัวเอง การเปิดบอลสวย ๆ ให้เพื่อนทำประตูเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับนักเตะระดับสูง เพราะผู้เล่นตัวใหญ่ต้องกล้ารับผิดชอบในจังหวะสำคัญ ต้องยิงประตู และต้องเป็นคนที่พาทีมผ่านช่วงเวลายากลำบาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยังยกตัวอย่างเกมกับ เอฟเวอร์ตัน ว่า ประตูตีเสมอ 3-3 ของ โดกู มาจากเท้าขวา ส่วนอีกประตูในเกมเดียวกันมาจากเท้าซ้าย นั่นแสดงให้เห็นว่าเขากำลังก้าวขึ้นไปอีกระดับ และเริ่มประกาศตัวว่า “ผมคือ เจเรมี โดกู และผมจะเป็นคนชนะเกมให้ทีมเอง” ซึ่งเป็นทัศนคติที่นักเตะระดับท็อปจำเป็นต้องมี หลังเกม โดกู ให้สัมภาษณ์กับ บีบีซี แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ ว่า เขาเป็นนักเตะที่เล่นด้วยสัญชาตญาณอยู่แล้ว วันนี้ทุกอย่างกำลังออกมาดี ประตูเริ่มมา และแม้หลายคนอาจมองว่าเขาเปลี่ยนไป แต่เจ้าตัวยืนยันว่า เขาไม่ได้กลายเป็นนักเตะคนใหม่ เพียงแต่สิ่งที่ทำมาตลอดเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น หลายฝ่ายมองว่า นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ โดกู นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะเขายิงได้ 3 นัดติดต่อกันรวมทุกรายการเป็นครั้งแรกในสีเสื้อ เรือใบสีฟ้า เกมกับ เบรนท์ฟอร์ด เขาสร้างปัญหาให้ ไมเคิล คาโยเด (Michael Kayode) แบ็กขวาของทีมเยือนอย่างหนัก ตลอดทั้งเกม โดกู ใช้ทั้งความเร็ว การหยุดบอลแบบฉับพลัน และการเปลี่ยนทิศทางที่คาดเดายาก เล่นงานแนวรับคู่แข่งจนแทบรับมือไม่ไหว ความจริงเขาเกือบยิงได้ตั้งแต่นาทีแรก ๆ ด้วยซ้ำ แต่ถูก ควิวิน เคลเลเฮอร์ (Caoimhin Kelleher) ป้องกันไว้ได้ แอชลีย์ วิลเลียมส์ (Ashley Williams) อดีตกองหลังทีมชาติ เวลส์ ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์เกมให้ บีบีซี กล่าวว่า นี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดของ เจเรมี โดกู เท่าที่เคยเห็นมา เขามองจากมุมของกองหลังว่า หากต้องเจอกับ โดกู ในฟอร์มแบบนี้ ก็คงไม่แน่ใจว่าจะหยุดเขาอย่างไร เพราะเขาแข็งแกร่งทางร่างกาย ไปได้ทั้งซ้ายและขวา มีอัตราเร่งที่น่ากลัว และยังมีจังหวะชะลอความเร็วที่ทำให้กองหลังเสียจังหวะได้ง่าย วิลเลียมส์ ยังเสริมว่า คาโยเด เป็นผู้เล่นที่เขาให้คะแนนสูง แต่ในเกมนี้ก็ยังรับมือ โดกู ไม่ได้ พร้อมยกให้ปีกของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ฟอร์มดีที่สุดของ พรีเมียร์ลีก ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้าน แดเนียล สเตอร์ริดจ์ (Daniel Sturridge) อดีตกองหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวผ่าน สกาย สปอร์ตส์ ว่า โดกู ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ประตูที่ยิงใส่ เบรนท์ฟอร์ด เป็นการจบสกอร์ที่งดงาม และดูเหมือนว่านี่กำลังกลายเป็นท่าประจำของเขา การฝึกซ้อมซ้ำ ๆ เริ่มแสดงผลออกมาในสนามจริง เขาดูเฉียบคมขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้น และมีความมั่นใจมากขึ้นในพื้นที่อันตราย สเตอร์ริดจ์ มองว่า ความมั่นใจคือหัวใจสำคัญของผู้เล่นเกมรุก หากเริ่มลังเลเมื่ออยู่ในจังหวะตัดสินใจ ก็ยากที่จะสร้างความแตกต่าง แต่ตอนนี้ โดกู ดูเหมือนกำลังคิดว่า “ผมทำได้ ผมยิงได้” และความเชื่อนั้นกำลังผลักดันให้เกมของเขาเติบโตขึ้น

สถิติในเกม เบรนท์ฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำความยอดเยี่ยมของ โดกู ในเวลานี้

สถิติในเกมกับ เบรนท์ฟอร์ด ยังน่าสนใจ เพราะ โดกู กลายเป็นเพียงผู้เล่นคนที่ 3 ใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ที่สร้างโอกาสได้ 6 ครั้งขึ้นไป และเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จ 6 ครั้งขึ้นไปในเกมเดียว ต่อจาก บูกาโย ซากา (Bukayo Saka) และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน (Elliot Anderson) คีธ แอนดรูว์ส (Keith Andrews) ผู้จัดการทีมของทีมคู่แข่งอย่าง เบรนท์ฟอร์ด  ยอมรับว่า โดกู คือความอันตรายที่ทาง แมนฯ ซิตี้ มีและใช้คุกคามลูกทีมของเขา และสุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปอย่างที่เห็น การเลี้ยงจี้เข้าหา รวมถึงการยิงประตู มองเผินๆ เหมือนจะปิดเขาอยู่สุดท้าย โดกู ก็เป็นคนตัดสินเกมนี้อย่างที่ทุกคนได้เห็นโดยประตู โดกู อุทิศให้คุณพ่อของเขาที่จากไปก่อนหน้าเกมนี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางลุ้นแชมป์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่ได้อยู่ในมือของตัวเองทั้งหมด หลายฝ่ายมองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของฤดูกาลอาจอยู่ที่เกมที่ อาร์เซนอล ต้องบุกไปเยือน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์ หากทีมของ มิเกล อาร์เตตา (Mikel Arteta) บุกไปชนะได้ แชมป์ พรีเมียร์ลีก ก็แทบจะอยู่ในมือของพวกเขา เพราะโปรแกรมที่เหลือคือการพบกับ เบิร์นลีย์ ที่ตกชั้นไปแล้ว และปิดท้ายกับ คริสตัล พาเลซ ซึ่งยังต้องไปเล่นรอบชิงชนะเลิศ ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก แต่ถ้า อาร์เซนอล สะดุด เสมอ หรือแพ้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ประตูแห่งความหวังของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเปิดขึ้นอีกครั้ง โดยทีมของ กวาร์ดิโอลา ยังมีโปรแกรมพบกับ คริสตัล พาเลซ , บอร์นมัธ และ แอสตัน วิลลา รออยู่ เมื่อถูกถามว่าจะดูเกมของ อาร์เซนอล หรือไม่ กวาร์ดิโอลา ตอบกับ บีบีซี เรดิโอ 5 ไลฟ์ ว่า พี่สาวของเขาเดินทางมาเยี่ยม และไม่ได้เจอกันมานาน แต่ถ้าเขาอยู่บ้าน แน่นอนว่าจะเปิดดู เพราะเขาชอบฟุตบอล เออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) ซึ่งยิงรวมให้สโมสรและทีมชาติครบ 50 ประตู กล่าวว่า นักเตะในทีมไม่ควรคิดถึงเรื่องลุ้นแชมป์มากเกินไป แต่เขายอมรับว่าจะเปิดการแจ้งเตือนในโทรศัพท์เพื่อติดตามผลเกมระหว่าง อาร์เซนอล กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ส่วน กวาร์ดิโอลา ปิดท้ายงานแถลงข่าวหลังเกมด้วยประโยคขำ ๆ ว่า “Come on you Irons” พร้อมทำท่ากางแขนเป็นสัญลักษณ์ของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เหนือศีรษะ เพราะเขารู้ดีว่า หาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องการรักษาความหวังในการลุ้นแชมป์ไว้ พวกเขาจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากทีมของ นูโน เอสปิริโต ซานโต (Nuno Espirito Santo) ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล โดกู อาจไม่ได้เป็นเพียงปีกที่สร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการไล่ล่าแชมป์ พรีเมียร์ลีก และหากประตูของเขายังมาอย่างต่อเนื่อง บางทีคำถามว่าเขาอยู่ในกลุ่มปีกระดับโลกหรือยัง อาจไม่ต้องรอคำตอบนานนัก

บรูโน่ กับเส้นทางสู่แชมป์ พร้อมสถิติแอสซิสต์ อันน่าทึ่งกับผี

นับตั้งแต่ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ในปี 2020 เขายังไม่เคยเข้าใกล้การคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) หรือ แชมเปี้ยนส์ลีก (Champions League) อย่างแท้จริง แม้เขาจะเคยชูถ้วยฟุตบอลถ้วยภายในประเทศภายใต้การคุมทีมของ เอริค เทน ฮาก (Erik ten Hag) แต่เมื่อเทียบกับระดับฝีเท้า ผลงานส่วนตัว และอิทธิพลที่เขามีต่อทีม หลายคนมองว่าความสำเร็จเหล่านั้นยังน้อยเกินไปสำหรับนักเตะที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของสโมสร หลังยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน  (Sir Alex Ferguson) ฤดูกาลนี้ หาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) จบอันดับ 3 ใน พรีเมียร์ลีก(Premier League) ได้จริง นั่นจะถือเป็นหนึ่งในผลงานลีกที่ดีที่สุดของทีมในช่วงเวลาที่ บรูโน่ แฟร์นันเดส  (Bruno Fernandes) อยู่กับสโมสร อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเตะระดับเขา ความสำเร็จในตารางคะแนนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่เจ้าตัวต้องการมากที่สุดคือถ้วยแชมป์ และการถูกจดจำในฐานะคนที่ช่วยพาสโมสรกลับสู่ความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ผู้เล่นที่มีตัวเลขส่วนตัวโดดเด่น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ได้รับรางวัล Football Writers’ Association Footballer of the Year (Football Writers’ Association Footballer of the Year) ซึ่งเป็นรางวัลส่วนตัวที่มีเกียรติอย่างมากในวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่ตัวเขาเองเคยพูดไว้อย่างชัดเจนว่า เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับรางวัลส่วนตัวมากกว่าความสำเร็จของทีม เขามองว่า การเป็นนักเตะที่ดีที่สุดไม่ได้วัดจากจำนวนถ้วยรางวัลเสมอไป และผู้เล่นที่ได้ Ballon d’Or (Ballon d’Or) ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ดีที่สุดในทุกมุมมอง สิ่งที่ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ต้องการ คือการคว้าแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด(Manchester United) และการถูกจดจำว่าเป็นคนที่สร้างสิ่งสำคัญให้กับสโมสร เขาไม่อยากให้ผู้คนพูดถึงเขาเพียงแค่จำนวนประตูหรือแอสซิสต์ แต่ต้องการให้แฟนบอลนึกถึงเขาในฐานะกัปตันทีมที่มีส่วนช่วยพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กลับมายืนในจุดที่ควรอยู่ แม้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) จะไม่มีถ้วยแชมป์ในฤดูกาลนี้ แต่ บรูโน่ แฟร์นันเดส(Bruno Fernandes) ยังมีเป้าหมายสำคัญรออยู่ เขาต้องการอีกเพียง 1 แอสซิสต์ เพื่อทำสถิติเทียบเท่ากับสถิติแอสซิสต์สูงสุดต่อหนึ่งฤดูกาลใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่ 20 ครั้ง ซึ่งปัจจุบันเป็นสถิติร่วมของ เธียรี่ อองรี  (Thierry Henry) ตำนานของ อาร์เซน่อล (Arsenal) และ เควิน เดอ บรอยน์(Kevin De Bruyne) อดีตดาวเตะของ แมนฯ ซิตี้  (Manchester City)

บรูโน่ พร้อมทำลายสถิติ แอสซิสต์ ของพรีเมียร์ลีก 

บรูโน่ แฟร์นันเดส สถิติ แอสซิสต์

ในทำเนียบสถติแอสซิสต์ของ พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฤดูกาลนี้ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) นำห่าง รายาน แชร์กี (Rayan Cherki) ของ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City) ถึง 8 ครั้ง ขณะที่ จาร์ร็อด โบเว่น (Jarrod Bowen) ของ เวสต์แฮม (West Ham) ตามมาเป็นอันดับ 3 ด้วยจำนวน 10 แอสซิสต์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ไม่ได้เป็นเพียงกองกลางตัวสร้างสรรค์เกมเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจหลักของเกมรุก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) อย่างแท้จริง การทำลายหรือเทียบสถิติแอสซิสต์สูงสุดดูเหมือนจะมีความหมายกับ บรูโน่ แฟร์นันเดส  (Bruno Fernandes) มาก เพราะเขาอยู่ในช่วงที่มั่นใจ และยังมีภารกิจสำคัญกับทีมชาติ โปรตุเกส (Portugal) ใน ฟุตบอลโลก (World Cup) ช่วงซัมเมอร์นี้ด้วย มีรายงานว่าเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งเคยบอกเขาว่า ในจังหวะหนึ่งกับ Brentford (Brentford) เขาน่าจะยิงเองมากกว่าจ่ายให้ เบนจามิน เชสโก้ (Benjamin Sesko) แต่ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ปฏิเสธความคิดนั้น เพราะเขายังยืนยันว่า การเลือกจ่ายบอลคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง นอกจากสถิติแอสซิสต์แล้ว บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ยังถูกมองว่าเป็นตัวเต็งสำหรับรางวัล PFA Players’ Player of the Year (PFA Players’ Player of the Year) ซึ่งเป็นรางวัลที่นักเตะโหวตให้กันเอง และเคยเป็นของผู้เล่นระดับตำนานอย่าง เธียรี่ อองรี  (Thierry Henry) และ Kevin De Bruyne (Kevin De Bruyne) คนละ 2 ครั้ง หากเขาคว้ารางวัลนี้ได้อีก จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในนักเตะสร้างสรรค์เกมที่โดดเด่นที่สุดในยุค พรีเมียร์ลีก (Premier League) อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ สถิติแอสซิสต์และรางวัลส่วนตัวจะเพียงพอหรือไม่ ในการยืนยันความยิ่งใหญ่ของนักเตะคนหนึ่ง เพราะในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก (Premier League) มีผู้เล่นหลายคนที่สร้างผลงานส่วนตัวระดับสูง แต่ไม่ได้คว้าแชมป์ลีก ตัวอย่างเช่น เชส ฟราเบรกาส (Cesc Fabregas) ในช่วงที่อยู่กับ อาร์เซน่อล (Arsenal) เขาเป็นหนึ่งในกองกลางที่สร้างสรรค์เกมดีที่สุด แต่ถ้วยใหญ่ที่เขาได้กับทีมมีเพียง เอฟเอคัพ (FA Cup) ก่อนจะไปคว้า พรีเมียร์ลีก (Premier League) กับ เชลซี  (Chelsea) ในภายหลัง เช่นเดียวกับ แมธิว เลอ ทิสซิเอร์  (Matt Le Tissier) ของ เซาแธมป์ตัน  (Southampton), สตีฟ แม็คมานามาน (Steve McManaman) ของ ลิเวอร์พูล (Liverpool) และ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) กัปตันระดับตำนานของ หงส์แดง ที่แม้จะไม่เคยคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ แต่ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของพวกเขาใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) โดยเฉพาะ สตีเว่น เจอร์ราด (Steven Gerrard) ที่เคยคว้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ ในปี 2005 และได้รับรางวัล PFA Player of the Year (PFA Player of the Year) รวมถึง FWA Footballer of the Year (FWA Footballer of the Year)

บรูโน่ ต้องการสัญญาใหม่กับผี หลังการันตีแชมเปี้ยนส์ลีก

สำหรับอนาคตของ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) แฟนบอลย่อมต้องการความชัดเจน สัญญาของเขาเหลืออีก 1 ปี พร้อมออปชันขยายเพิ่มอีก 1 ฤดูกาล ก่อนหน้านี้เขาเคยปฏิเสธข้อเสนอมหาศาลจาก อัล ฮิลาล (Al-Hilal) ใน ซาอุดิฯ โปรลีก (Saudi Pro League) และมีการคาดกันว่า หาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ไม่ได้ไป แชมเปี้ยนส์ลีก (Champions League) เขาอาจพิจารณาย้ายทีมได้ แต่ตอนนี้ไม่ต้องไปกังวลเรื่องนั้นอีกแล้ว หลัง  แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) การันตีการไปเล่น ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าได้เรียบร้อยแล้วหลังเอาชนะ หงส์แดง ไปได้ที่ โอลด์ ทราฟฟอร์ด แน่นอนว่าตอนนี้ทางฝั่งนักเตะจึงมีความต้องการเริ่มต้นเจรจาสัญญาใหม่ ขณะที่สโมสรเองก็ไม่ได้ปิดประตู แต่ยังต้องควบคุมโครงสร้างค่าเหนื่อยอย่างระมัดระวัง เพราะ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) จะมีอายุ 33 ปี เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง หากมีการใช้ออปชันขยายสัญญา อีกประเด็นที่น่าจับตามองคือ ค่าฉีกสัญญา 65 ล้านยูโร หรือประมาณ 56.23 ล้านปอนด์ ซึ่งจะเปิดทางให้เขาย้ายไปสโมสรนอก England (England) ได้ หากมีทีมใดเปิดใช้งานเงื่อนไขดังกล่าวทันเวลา แม้ บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) จะยังดูมีความสุขกับความท้าทายที่ Old Trafford (Old Trafford) แต่ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับทิศทางของสโมสร และความคาดหวังที่เขามีต่ออนาคตของทีม ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) กุนซือชั่วคราวของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) กล่าวก่อนเกมเยือน Sunderland (Sunderland) ว่า บรูโน่ แฟร์นันเดส (Bruno Fernandes) ดูมีความสุข และกำลังเล่นฟุตบอลได้อย่างยอดเยี่ยม อาจเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขากับทีม ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ยังย้ำว่า สโมสรต้องการมีเขาอยู่ต่อ เพราะเขาเป็นส่วนสำคัญของทีมอย่างแท้จริง ในด้านแท็กติก การเปลี่ยนแปลงจากระบบของ รูเบน อโมริม (Ruben Amorim) มาสู่รูปแบบของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) มีผลชัดเจนต่อผลงานของ บรูโน่ แฟร์นันเดส  (Bruno Fernandes) ก่อนหน้านี้ภายใต้ รูเบน อโมริม (Ruben Amorim) เขาต้องเล่นคู่กับ Casemiro (Casemiro) ในแดนกลางของระบบ 5-2-3 และต้องรับผิดชอบการขึ้นเกมจากพื้นที่ลึก ทำให้หลายครั้งเขาต้องจ่ายบอลยาวเพื่อพาทีมขึ้นสู่แดนหน้า แต่เมื่อ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ปรับมาใช้ระบบ 4-2-3-1 ที่มั่นคงกว่า Bruno Fernandes (Bruno Fernandes) ได้กลับไปเล่นในตำแหน่งหมายเลข 10 ซึ่งเหมาะกับจุดแข็งของเขามากกว่า เขามีตัวเลือกในการจ่ายบอลมากขึ้น อยู่ใกล้เพื่อนร่วมทีมมากขึ้น และไม่ต้องใช้พลังงานมากเกินไปกับการขึ้นลงสนามตลอดเวลา ส่งผลให้เขาสร้างโอกาสได้ต่อเนื่องกว่าเดิม ด้วยผลงาน ความสม่ำเสมอ รวมไปถึงภาวะผู้นำ และสถิติที่เขากำลังไล่ล่าในเวลานี้ ทำให้เขาสมควรถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในนักเตะที่สร้างอิทธิพลมากที่สุดของสโมสรยุคใหม่ ไม่ว่าอนาคตของเขาจะจบลงอย่างไร ชื่อของ บรูโน่ แฟร์นันเดส  (Bruno Fernandes) ก็ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ยุค พรีเมียร์ลีก (Premier League) ของ แมนฯ ยูไนเต็ด (Manchester United) ไปแล้ว.

ปืนใหญ่ทะลุชิงดำสมัย 2 อาร์เซน่อล เชือด แอต.มาดริด 1-0

ภาษณ์ตอนแถลงข่าวก่อนเกม

คืนนี้แหละครับที่แฟนปืนใหญ่ทั่วโลกรอคอย รอแบบที่บางคนต้องบอกลูกหลานก่อนว่าตัวเองเคยเห็นอาร์เซน่อลเล่นชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่จะมาคืนนี้ของวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพราะนับจากปี 2549 ที่ทีมเคยพ่ายให้กับบาร์ซ่าที่ปารีสแบบเจ็บใจสุดๆ ก็เป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปีเต็มๆ ที่ทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" ไม่เคยเหยียบรอบชิงชนะเลิศของรายการสโมสรยอดเยี่ยมแห่งยุโรปอีกเลย

จนกระทั่งคืนนี้

ปืนใหญ่บุกชนะ แอตเลติโก มาดริด 1-0 ที่บ้านตัวเอง สกอร์รวมสองนัดเป็น 2-1 ผ่านเข้ารอบชิงดำได้สำเร็จ เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี

ภาพแฟนบอลกอดคอกันร้องไห้ในสนามเอมิเรตส์ คนที่นั่งอยู่บนสแตนด์ลุกขึ้นยืนปรบมือนานเป็นนาที บางคนเอามือกุมหน้า บางคนชูหมัดขึ้นฟ้า บางคนเดินไปกอดคนแปลกหน้าที่นั่งข้างๆ บอกตามตรงครับ — ภาพแบบนี้ถ้าใครไม่เคยอินกับฟุตบอลก็คงไม่เข้าใจ แต่สำหรับชาวกันเนอร์ส คืนนี้คือคืนที่รอกันมานาน

มิเกล อาร์เตต้า กุนซือชาวสเปน ทำให้สำเร็จ คนเดียวกับที่เคยเป็นกัปตันทีมในยุคที่ทีมต้องเจ็บปวดจากการตกชั้นจากแชมเปี้ยนส์ ลีก คนเดียวกับที่หลายคนเคยตั้งคำถามว่าจะคุมทีมไหวไหม คืนนี้เขาพาทีมกลับมายืนอยู่บนเวทีสูงสุดของยุโรปได้อีกครั้ง แล้วเหลืออีกแค่ 90 นาทีเท่านั้นที่จะคว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

บรรยากาศก่อนเกม กับความกดดันมหาศาล

The atmosphere before the game with immense pressure

ก่อนเกมเริ่ม รอบสนามเอมิเรตส์ คึกคักไม่ต่างจากวันนัดชิงเลย แฟนบอลในชุดสีแดง-ขาวเดินเต็มถนนฮอลโลเวย์ โร้ด ตั้งแต่เที่ยงวัน ผับร้านอาหารทุกแห่งแน่นเอี้ยด เสียงเชียร์ "Norrrth London Forever" ดังกึกก้องไปทั่ว มีคนกางธงอาร์เซน่อลรุ่นเก่าแก่ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยไฮบรี่ บางคนเอารูปอาแซน เวนเกอร์ มาแขวนคอ บางคนใส่เสื้อเบอร์ 14 ของอองรี — ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าแฟนบอลจริงๆ คิดถึงยุครุ่งโรจน์ของทีมแค่ไหน

นัดแรกที่สนาม วันด้า เมโทรโพลิตาโน่ ผลออกมา 1-1 ทำให้นัดสองคืนนี้กลายเป็นเกมตัดสินที่เปิดทุกความเป็นไปได้ ปืนใหญ่ที่ได้กลับมาเล่นบ้านตัวเอง รู้ดีว่าแค่เสมอ 0-0 ก็ผ่านเข้ารอบ แต่อาร์เตต้ายืนยันก่อนเกมชัดๆ ว่าทีมจะออกมาบุก ไม่มีตั้งรับเพื่อรักษาผลแน่นอน

"ผมไม่ได้พาทีมมาถึงตรงนี้ด้วยการกลัว" — คือคำที่อาร์เตต้าให้สัมฝั่งแขกผู้มาเยือน ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ จอมยุทธ์เกมรับชาวอาร์เจนตินา รู้ดีว่าทีมต้องทำประตูให้ได้ การยืนตั้งรับเหมือนเดิมไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะถ้าจบ 0-0 หรือแพ้ 0-1 ก็ตกรอบ ดังนั้นแอต.มาดริดคืนนี้น่าจะมีหน้าตาที่ต่างจากเดิมพอสมควร

อาร์เตต้าส่ง 11 ตัวจริงครบเครื่อง ดาบิด ราย่า เฝ้าเสา วิลเลี่ยม ซาลิบา จับคู่กับ กาเบรียล มากัลไญส์ เป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เดแคลน ไรซ์ ในแดนกลางจูงคู่กับ มิเกล เมริโน่ และ มาร์ติน ซูบิเมนดี้ ส่วนแดนรุก ซาก้า อยู่ทางขวา ทรอสซาร์ทางซ้าย และ วิคตอร์ โยเคเรส กองหน้าตัวเป้า มาร์ติน เออเดการ์ด กัปตันทีม อยู่บนม้านั่งสำรอง รอจังหวะลงมาช่วยทีมตอนสำคัญ

ส่วนแอตฯ มี ยาน โอบลัค กับ อองตวน กรีซมันน์ และ ฮูเลียน อัลวาเรซ เป็นแกนหลักเหมือนเดิม

11 นาทีแห่งความหนาว — แอตฯ ขู่ตั้งแต่ยังไม่อุ่น

นกหวีดเริ่มเกมยังไม่ทันดับเสียง แฟนบอลในสนามก็แทบลืมหายใจไปแล้วครับ

นาทีที่ 11 เท่านั้น แอตเลติโก มาดริด ก็แทบจะได้ประตูขึ้นนำเสียก่อน เมื่อ กรีซมันน์ ที่หักจังหวะจากริมเส้นเข้ามาอย่างเด็ดดวงในแบบฉบับของพ่อมดชาวฝรั่งเศส ก่อนซัดอย่างหนักหน่วงเข้ากลางประตู ดาบิด ราย่า ต้องพุ่งเซฟแบบใส่กันทุกอณู

แต่บอลก็ยังไม่หลุดเขตอันตราย!

มันลอยไปเข้าทาง ฮูเลียน อัลวาเรซ ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ตามมาซ้ำแบบจ่อๆ — ในจังหวะที่หลายคนคิดว่าได้ประตูแน่ๆ — เดแคลน ไรซ์ ก็พุ่งสไลด์มาช่วยบล็อกได้ทัน บอลกระดอนไปโดนตัวอัลวาเรซเองออกหลังกลายเป็นเตะมุม

แฟนบอลในสนามถึงกับยกมือกุมหัวกันยกใหญ่ บางคนหัวเราะ บางคนยังคงถือลมหายใจไว้ แต่ทุกคนรู้ดีว่ารอดมาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด นี่ขนาดเริ่มเกมยังไม่ถึงสิบห้านาทีนะ

มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าคืนนี้ไม่ใช่เกมง่าย แอตฯ มาด้วยใจสู้ ไม่ใช่ทีมที่จะตั้งรับให้ปืนใหญ่บุก พวกเขาวิ่งใส่ ผลักดัน ยึดบอลในแดนเจ้าบ้าน — ผิดจากที่หลายคนคาดเอาไว้ก่อนเกมพอสมควร

ส่วนปืนใหญ่ ดูเหมือนจะตื่นสนามไปนิดนึงในช่วงต้นเกม การส่งบอลผิดเป้ามีให้เห็นบ่อยกว่าปกติ ซาลิบาที่ปกติเล่นเย็นมือก็ดูเครียด แต่ก็ค่อยๆ ปรับตัวได้ ราว 15-20 นาทีให้หลัง ทีมเริ่มเข้าจังหวะของตัวเอง ครองบอลได้มากขึ้น เริ่มกดเกมขึ้นไปฝั่งแอตฯ

ครึ่งแรกที่บีบกันแน่น — โอบลัคยังเก่งเหมือนเดิม

20 นาทีแรกผ่านไปแบบขับเคี่ยวกันยิบ เกมเริ่มเทมาทางอาร์เซน่อลครองบอลมากขึ้นเรื่อยๆ ซาก้าเริ่มได้บอลในตำแหน่งที่ตัวเองชอบ ทรอสซาร์ก็เริ่มแกล้งคู่ต่อสู้ทางซ้าย แต่ปัญหาคือทีมหา "จังหวะจะๆ" เข้าไปยิงแบบโคตรชัดไม่ได้สักที

ระบบป้องกันของซิเมโอเน่ก็ยังเป็นซิเมโอเน่อยู่ดีครับ — ผู้เล่นเสื้อขาว-แดงยืนเรียงแน่นเป็นกำแพง ปิดทุกช่องว่าง แทบไม่ปล่อยให้กองหน้าปืนใหญ่ได้ยืนคนเดียวในกรอบเขตโทษเลย ลูกครอสที่เปิดเข้ามาก็มีคนโหม่งสกัดออกไปได้ทุกครั้ง

นาทีที่ 32 มาร์ติน ซูบิเมนดี้ จ่ายบอลทะลุช่องเข้าให้ ทรอสซาร์ ที่ยืนเตรียมตัวแล้ว แต่บอลยิงออกข้างเสาไปหวุดหวิด นาทีที่ 38 ทรอสซาร์ก็ได้บอลอีกครั้งในระยะใกล้ ซัดแน่นๆ แต่โอบลัค — เจ้าเก่า — ก็ยังยืนเซฟเหมือนเดิม

โอบลัคในวัย 33 ปี ยังเก่งไม่หาย ผู้รักษาประตูชาวสโลวาเกียคนนี้พิสูจน์แล้วว่าทำไมถึงเป็นมือหนึ่งของลาลีกามายาวนานหลายปี

ในมุมของแอตฯ พวกเขาก็พยายามขโมยจังหวะ แต่ผ่านครึ่งแรกได้ไม่ค่อยมีจังหวะอันตรายเท่าไรนัก ส่วนใหญ่ถูกกาเบรียลกับซาลิบาตัดสกัดได้ก่อน ส่วนเดแคลน ไรซ์ ก็เป็นเสาหลักในการแย่งบอล วิ่งทั้งเกมรุกเกมรับ — ตัวนี้แหละครับที่ทำให้อาร์เซน่อลแตกต่างจากปีก่อนๆ

แต่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จาก 35 เป็น 40 จาก 40 เป็น 43 แฟนบอลในสนามเริ่มกระวนกระวาย ถ้าครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-0 ครึ่งหลังก็จะยิ่งยากขึ้น เพราะซิเมโอเน่จะคงระบบรับเข้มข้นกว่าเดิมแน่นอน

นาที 45! — ซาก้าฮีโร่ในจังหวะสำคัญที่สุด

แล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอ

นาทีที่ 45 ก่อนหมดครึ่งแรกพอดี ทุกอย่างเปลี่ยนไป

มันเริ่มจากการเล่นต่อบอลในแดนกลาง ก่อนที่ เลอันโดร ทรอสซาร์ จะลากบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ และตัดสินใจซัดอย่างเต็มแรงเข้ามุมประตู

โอบลัคพุ่งตัว — เซฟได้ — แต่บอลกระดอนออกมา!

แล้วก็เป็นเด็กลอนดอนคนนั้นที่ตามจังหวะมาด้านหลังอย่างเฉียบคม

บูคาโย่ ซาก้า ซัดซ้ำเข้าประตูที่ว่าง

โกลลลลล!!!

เอมิเรตส์ระเบิดครับ ระเบิดจริงๆ ผมไม่ได้พูดเล่น คนที่เคยฟังเสียงเชียร์ในสนามฟุตบอลคงรู้ว่าเสียงแบบไหนคือเสียงที่ "ดังจริงๆ" และคืนนี้เสียงในเอมิเรตส์ดังจนตึกข้างๆ คงสะเทือนไปด้วย ทุกคนลุกขึ้นยืน บางคนกระโดดทับเก้าอี้ แฟนบอลที่ดูจากบ้านที่ไทยเองก็คงตื่นกันทั้งหมู่บ้าน

ซาก้าก้มกราบสนามทันทีหลังทำประตู ก่อนวิ่งไปขอบคุณทรอสซาร์ที่จ่ายให้ เพื่อนร่วมทีมทุกคนวิ่งมารุมกอด อาร์เตต้าที่ข้างสนามชูกำปั้นกระโดดดีใจจนแทบหลุดออกจากเทคนิคอลแอเรีย

เด็กในระบบเยาวชนของสโมสรคนนี้ — เด็กที่โตมากับสีแดง-ขาว — กลายเป็นฮีโร่ในเกมที่สำคัญที่สุดของทีมในรอบสองทศวรรษ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ มันคือชะตาที่เขียนไว้แล้ว

ประตูของซาก้าทำให้สกอร์รวมกลายเป็น 2-1 หมายความว่าแอต.มาดริดต้องบุกหา 2 ประตูในครึ่งหลังเพื่อพลิกกลับมา ซึ่งกับทีมที่ถนัดเกมรับมากกว่าเกมรุก — งานหินมาก

นกหวีดยาวจบครึ่งแรกดังขึ้นไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ปืนใหญ่นำเข้าพักที่ 1-0 และอารมณ์ในห้องแต่งตัวของสองทีมคงต่างกันราวฟ้ากับเหว

ครึ่งหลังที่ตึงเครียดทุกวินาที

ครึ่งหลังเริ่มต้นด้วยภาพแอตฯ ที่ออกมาด้วยพลังที่แตกต่างจากครึ่งแรก ซิเมโอเน่คงไล่ลูกทีมในห้องแต่งตัวจนตื่นแล้วล่ะครับ พวกเขาเล่นบุกใส่ตั้งแต่นกหวีดเปิดเกม

นาทีที่ 55 มาเลย — กรีซมันน์ในระยะนอกกรอบเขตโทษ ตัดสินใจฟาดเสาแรกเต็มเหนี่ยว

บอลพุ่งตรงเสาขวา

ราย่าพุ่งตัว!

เซฟได้!

ราย่าลุกขึ้นชูกำปั้นเชียร์ตัวเองเลย ผู้รักษาประตูชาวสเปนคนนี้แสดงความเป็นมืออาชีพได้อย่างยอดเยี่ยม การเซฟครั้งนี้สำคัญพอๆ กับประตูของซาก้าครับ

หลังจากนั้นแอตฯ ก็ยังคงดันเกมต่อไป ส่งลูกครอส ใช้ลูกตั้งเตะ พยายามทุกวิถีทางที่จะหาประตู แต่กำแพงของซาลิบา-กาเบรียลก็แข็งแกร่งเกินไป ทั้งคู่อ่านจังหวะได้ดี เลือกใช้ตำแหน่งได้เก่ง ตัดสกัดได้ทุกครั้งที่บอลผ่านเข้ามา

ซาลิบาคืนนี้เล่นในระดับที่ทำให้ผมยอมรับเลยว่าเขาคือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ ไม่มีใครเทียบได้ในแง่ของความสงบในการเล่นบอล

ในแดนกลาง เดแคลน ไรซ์ ก็เป็นพี่ใหญ่ที่คุมทีมได้ดีไม่แพ้กัน ตัดบอล วิ่งช่วยตัดเกม จ่ายเปลี่ยนทาง ทุกอย่างที่ต้องทำเขาทำได้หมด

แฟนบอลในสนามตื่นเต้นกันทุกครั้งที่ทีมแย่งบอลคืนได้ ทุกครั้งที่เคลียร์บอลออกจากเขตอันตราย เสียงปรบมือดังสนั่นไปทั่วสนาม

เกมหมากรุกของสองกุนซือ

ราว 60 นาทีพอดี ทั้งสองกุนซือก็เริ่มขยับหมาก

ซิเมโอเน่ส่งสามคนรวด — ราฟาเอล กาวิเซโด้ การ์โดโซ่, อเล็กซานเดอร์ ซอร์ล็อธ และ นาฮูเอล โมลิน่า — เพื่อเพิ่มอาวุธในแนวรุกและเปลี่ยนรูปทรงทีม การเปลี่ยนสามคนพร้อมกันแบบนี้คือสัญญาณว่าจอมยุทธ์ชาวอาร์เจนตินาคนนี้พร้อมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อกู้เกม

แต่อาร์เตต้าไม่ปล่อยให้ซิเมโอเน่ได้เปรียบ ตอบโต้ทันทีด้วยการส่งสามคนของตัวเอง — ปิเอโร่ อินคาปิเอ้ กองหลังจอมเก๋า, มาร์ติน เออเดการ์ด กัปตันทีมที่หายเจ็บ และ โนนิ มาดูเอเก้ ปีกหนุ่ม

การเปลี่ยนของอาร์เตต้าน่าสนใจมากครับ — ลงกองหลังเสริม + กัปตันทีมคุมเกม + ปีกที่มีความเร็วสำหรับเกมโต้กลับ ทุกอย่างถูกคำนวณมาอย่างดี ไม่ได้แค่ "เปลี่ยนเพื่อพักขา"

นี่คือฟุตบอลระดับแชมเปี้ยนส์ ลีก นี่คือการประลองหมากของสองสมองที่เก่งคนละแบบ — ซิเมโอเน่ที่ลุยอบอลรายการนี้มากว่า 14 ปี ปะทะกับ อาร์เตต้า ที่กำลังเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตัวเอง

โอกาสทองที่หลุดมือ — และช่วงท้ายที่หัวใจแทบหลุด

นาทีที่ 66 ปืนใหญ่มีโอกาสปิดเกม

อินคาปิเอ้ที่เพิ่งลงมา เปิดบอลเร็วและยาวจากแดนตัวเอง บอลลอยข้ามแดนกลางไปอย่างสวยงาม ตกลงในระยะที่เหมาะสำหรับวิคตอร์ โยเคเรส ที่อยู่กลางกรอบเขตโทษ

โยเคเรสกระโดด พุ่งโหม่งจ่อๆ จากระยะ 6 หลา

แต่...

บอลเหินข้ามคานออกไปอย่างน่าผิดหวัง

โอ๊ยยยย!

แฟนบอลทั้งสนามเอามือกุมหัวพร้อมกัน หลายคนคิดว่ามันคือประตูที่ 2-0 ที่จะปิดเกมแน่ๆ แต่บอลก็เป็นแบบนี้แหละครับ ดาวยิงระดับโลกอย่างโยเคเรสเองก็ยังพลาดได้

โยเคเรสคุกเข่าลงพื้น มือกุมหน้า เพื่อนร่วมทีมต้องวิ่งมาตบไหล่ปลอบ — ในเกมแบบนี้ ความผิดหวังเดียวอาจกลายเป็นภาระทางจิตใจที่หนักได้

หลังจากนั้นแอตฯ ก็ใช้โอกาสในการขโมยพลังกลับมาบุกอีกครั้ง

นาทีที่ 78 ลูกเตะมุมจากด้านขวา เปิดเข้ากรอบเขตโทษ ซอร์ล็อธสูงตัวกว่าใคร พุ่งโหม่งเต็มแรง

บอลเหินคานออกไปแบบหวุดหวิด

อีกครั้ง! หัวใจแฟนปืนใหญ่หลุดเป็นครั้งที่สองในรอบ 12 นาที

อาร์เตต้าตัดสินใจปรับเกมในช่วงนี้ ดึงทีมให้ถอยลึกขึ้น เน้นรักษาผลมากกว่าบุกหาประตูที่สอง บางคนอาจวิจารณ์ว่าควรบุกต่อ แต่ในเกมที่สำคัญแบบนี้ การเสียประตูเดียวอาจทำให้ตกรอบ ความระมัดระวังจึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง

ในช่วงทดเจ็บ 5 นาที ผู้ตัดสินยกป้ายขึ้นแสดง แฟนบอลในสนามนับถอยหลังกันแล้ว ทุกครั้งที่บอลออกหลังหรือออกข้าง พวกเขาตะโกน "Ole!" พร้อมกันเป็นเสียงเดียว

แอตฯ พยายามครั้งสุดท้ายในนาทีที่ 94 โอบลัคขึ้นมาช่วยทีมในจังหวะลูกเตะมุมเหมือนหนังเอเชี่ยนเกมส์ของเซอร์อเล็กซ์ แต่บอลไม่เข้าใคร ปืนใหญ่เคลียร์ออกได้ มาดูเอเก้พาบอลพาออกไป — แล้วผู้ตัดสินก็เป่านกหวีดยาว

จบเกม

ผู้เล่นปืนใหญ่ทุกคนวิ่งเข้ากอดกัน บางคนคุกเข่าลงพื้น ราย่าวิ่งจากประตูฝั่งตัวเองมาฉลองที่กลางสนาม อาร์เตต้ากระโดดเข้ากอดทีมงาน

ชัยชนะที่เปลี่ยนทุกอย่าง — และวันที่ 30 พฤษภาคมที่บูดาเปสต์

ชัยชนะ 1-0 ในคืนนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในตารางคะแนนครับ มันคือการประกาศกลับมาของยักษ์ใหญ่หลังจากหลับใหลมานาน

ย้อนกลับไปปี 2549 ทีมในยุคเวนเกอร์เข้าชิงครั้งแรกที่กรุงปารีส แต่พ่ายให้บาร์ซ่า 1-2 ในเกมที่ ยอน เลห์มันน์ โดนใบแดงตั้งแต่ครึ่งแรก เป็นความเจ็บปวดที่ฝังใจชาวกันเนอร์สมาตลอด หลายฤดูกาลทีมพยายามจะกลับมา แต่ก็เจอกำแพงที่ผ่านไม่ได้สักที — ทั้งบาเยิร์น ทั้งบาร์ซ่า ทั้งเรอัล มาดริด ผลัดกันมาเชือดปืนใหญ่ในรอบน็อคเอาท์ปีแล้วปีเล่า

ช่วงปี 2560-2563 ทีมตกต่ำสุดๆ ตกชั้นจากแชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นเวลาหลายปี เล่นยูโรปาลีกบ้าง ไม่ได้เล่นถ้วยยุโรปบ้าง แฟนบอลรุ่นใหม่บางคนแทบไม่เคยเห็นทีมรักของพ่อตัวเองเล่นในรายการสูงสุดของยุโรปด้วยซ้ำ

จนกระทั่งอาร์เตต้าเข้ามาในปลายปี 2562

เขาเป็นเหมือนสถาปนิกที่ค่อยๆ สร้างทีมขึ้นมาทีละชิ้น ปีแรกๆ ก็ยังลำบากครับ ทีมยังไม่นิ่ง ผลงานยังขึ้นๆ ลงๆ แฟนบอลบางคนถึงขั้นเรียกร้องให้ปลดเขา แต่บอร์ดสโมสรเชื่อมั่น และอาร์เตต้าก็พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน

ดึงไรซ์มาจากเวสต์แฮม ดึงเออเดการ์ดมาจากเรอัล มาดริด ดึงโยเคเรสมาจากสปอร์ติ้ง — แต่ละการเซ็นสัญญาคือก้าวที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้ทีมพร้อมจะปะทะกับใครก็ได้ในยุโรป

ซาก้า เด็กในระบบเยาวชน ที่อยู่กับสโมสรมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ คือสัญลักษณ์ของการเดินทางครั้งนี้ และการที่เขาเป็นคนทำประตูชัยให้ทีมเข้ารอบชิง — มันก็เหมือนนิยายที่เขียนได้ลงตัวเกินไปบ้าง

หลังเกมอาร์เตต้าให้สัมภาษณ์น้ำตาคลอ "นี่คือคืนที่พิเศษที่สุดในชีวิตผม สำหรับสโมสรนี้ สำหรับแฟนบอลที่รอคอยมานาน เรายังไม่ทำอะไรสำเร็จ ยังเหลืออีกหนึ่งเกม แต่คืนนี้ผมอยากให้ทุกคนได้ฉลองในสิ่งที่เราทำมาด้วยกัน"

ตอนนี้ปืนใหญ่ได้ตั๋วทองเข้ารอบชิงดำของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2025-26 เรียบร้อย รอเจอผู้ชนะระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แชมป์เก่า ที่จะหวดกันคืนพรุ่งนี้

ทั้งสองทีมก็ไม่ใช่เล่นๆ — บาเยิร์นภายใต้กุนซือคนใหม่ในซีซั่นนี้ มาพร้อมขุมกำลังของแฮร์รี่ เคน, จามาล มูเซียลา และ ฟลอเรียน เวียร์ตส์ ส่วน เปเอสเช ของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ก็แข็งโป๊กไม่แพ้กัน เด็มเบเล่, บาร์โกลา, ฌูเอา เนเวส คือผู้เล่นระดับโลกที่เคยทำให้แชมเปี้ยนส์ลีกเป็นของตัวเองมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว

นัดชิงจะจัดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่สนามปุสกาส อารีน่า กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ความจุประมาณ 67,000 ที่นั่ง — เป็นการจัดรอบชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกครั้งแรกที่บูดาเปสต์ในประวัติศาสตร์รายการ

สำหรับอาร์เซน่อล นี่คือโอกาสคว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรปสูงสุดเป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์ 138 ปีของสโมสร แม้จะเคยคว้า แฟร์ส คัพ ในปี 2513 และ คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 2537 มาแล้ว แต่ถ้วยใหญ่ที่สุดของยุโรปยังคงเป็นความฝันที่ไม่เคยทำได้

อีก 24 วันเท่านั้นครับ — แฟนบอลปืนใหญ่ทั่วโลกคงต้องเก็บกระเป๋ากันแล้ว เพราะวันนั้นอาจเป็นวันที่ความฝันที่รอคอยมา 20 ปีกลายเป็นจริง ไม่ใช่แค่เข้าชิง แต่เป็นการคว้าแชมป์เลย

ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร อาร์เซน่อลพิสูจน์แล้วว่าทีมนี้พร้อมจะปะทะกับใครก็ได้ในยุโรป ซาก้า, ไรซ์, ซาลิบา, ราย่า และเพื่อนๆ ทุกคน คือผู้เล่นระดับโลกที่ต่อสู้เพื่อสีเสื้อสโมสรอย่างเต็มหัวใจ

20 ปีของการรอคอยใกล้สิ้นสุดลงแล้ว และความฝันสุดท้ายอยู่ห่างออกไปเพียงอีก 90 นาทีที่กรุงบูดาเปสต์

ขอให้แฟนบอลปืนใหญ่ทั่วโลกได้สมหวังกันสักทีเถอะครับ

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact callcenter chatcallcenter
Lucky Button World Cup Spin